บทความ

ต่างชาติมองไทย : กษิต ภิรมย์
04 พ.ย. 2555

ต่างชาติมองไทย : กษิต ภิรมย์

วันอาทิตย์สายๆ แดดกำลังดี ถ้าเปิดไปช่อง Thai TVD 11 โมงเช้า ก็จะมีรายการ World Wide What ที่ผมเองได้รับเชิญเป็นวิทยากรเพื่อพูดคุยกันเรื่องราวที่เกิดขึ้นในต่างประเทศให้ชมกันนะครับ ส่วนบทความ วันนี้ขอเสนอเกี่ยวกับเรื่องที่โลกมองประเทศของเรากันครับ

ต่างชาติมองไทย : กษิต ภิรมย์
หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2555
คอลัมน์การเมือง : เวทีอิสระ

บางครั้งบางครา เราก็จะคิดว่า ต่างชาติมักมองเราอย่างผิวเผิน ไม่ค่อยเข้าอกเข้าใจเราอย่างลึกซึ้ง ไม่เข้าใจในวิถีชีวิตและความนึกคิดแบบไทยๆ เช่น คนไทยไม่ชอบการเผชิญหน้า ไม่ชอบพูดจาอะไรให้เป็นขาวเป็นดำ ทั้งที่มิได้มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยง บ่ายเบี่ยง แต่เป็นเพราะไม่อยากจะให้เสียความรู้สึกต่อกัน จึงพูดอ้อมๆข้างๆเคียงๆ และคนไทยก็มักไม่ชอบการตัดสินใจแบบทันทีทันควัน ปล่อยให้สถานการณ์คลี่คลายไปก่อน แล้วค่อยมาว่ากัน เรื่องวางแผนล่วงหน้าก็เป็นการวางแผนแบบคร่าวๆไม่ต้องลงรายละเอียดกันมาก ทำไปแก้ไปได้ ไม่ต้องเครียด

แต่เราก็ยิ้มง่ายและมักยิ้มสู้ เมื่อถึงเวลาต้องปฏิบัติ เราก็มักทำกันได้อย่างจริงจัง และในหลายๆ กรณี ก็ทำโดยไม่ต้องมีใครสั่ง และคนไทยมีน้ำใจต่อกันในยามคับขัน

ผมมีโอกาสสนทนากับชาวต่างชาติทั้งจากต่างผิวและต่าวทวีป ก็อยากถ่ายทอดมุมมองที่คิดว่าลึกซึ้งของเขาเหล่านี้ต่อคนไทยและสังคมไทยมาให้ทราบกัน เพื่อเป็นการเตือนใจ เตือนสติ และเสริมขวัญกำลังใจของกันและกัน

เขาต่างเห็นพ้องกันว่า ในหลวงของเราเป็นผู้นำที่เพียบพร้อม เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ศีลธรรม นิยามว่า “Virtuous Leader” ที่ประเสริฐยิ่ง และพระองค์ท่านทรงเป็นนักประชาธิปไตยชั้นนำ ความใกล้ชิดกับประชาชนเห็นได้จาก เช่น ภายในพระราชวังมีโรงเรียน มีกิจกรรมการเกษตรและโรงงานต่างๆที่เป็นทั้งต้นแบบและแบบอย่าง เป็นศูนย์เรียนรู้ เป็นการนำทฤษฎีสู่การทดลองและปฏิบัติใช้ กิจกรรมทั้งหมดก็เพื่อประชาชน ทั้งเพื่อความรู้ และการดำรงชีพ

เหตุการณ์น้ำท่วมประวัติศาสตร์ แม้รัฐบาลจะไร้ฝีมือ แต่การออกมาร่วมแรงร่วมใจโดยประชาชนจากทุกวงการทุกชนชั้นและโดยหน่วยงานรัฐบางส่วน เช่น กองทัพ เป็นที่ประทับใจยิ่ง เรียกว่าไม่ต้องมีคำสั่ง ไม่ต้องมีแผนปฏิบัติ ไม่ต้องมีแผนประสานงานกันมาก แต่ความสำเร็จในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การออกแรงออกฝีมือ การบริจาค และการฟื้นฟู เป็นไปอย่างคึกคักขะมักเขม้น และประสบความสำเร็จโดยองค์รวมทั่วไป แสดงถึงความมีน้ำใจเป็นหนึ่ง หลักการช่วยตัวเองและการร่วมแรงร่วมใจ สังคมประเทศอื่นๆ คงไม่สามารถทำได้เท่าไทย แม้ว่าสังคมนั้นจะพัฒนาแล้วก็ตาม

สังคมไทยปราศจากความอดอยากยากจนอย่างหนักหน่วงชัดเจน ที่สำคัญคือ คนไทยตระหนักถึงความต่างระหว่างความไม่มีหรือมีน้อยกว่า ทราบว่ามีความเหลื่อมล้ำ แต่ไม่มีความอิจฉาริษยา โกรธหรือเกลียดชังกัน เพราะคนไทยทุกคน มีความคาดหวังในชีวิตที่ดีขึ้นและในโอกาส โดยไม่มีความคิดว่า เพื่อจะบรรลุเป้าหมายความคาดหวังของตน จะต้องเป็นไปด้วยวิธีการทำลายล้างผู้มีอันจะกิน หรือร่ำรวยกว่า คือคนไทยไม่มีความคิดว่าหนทางสู่ความเท่าเทียม เสมอภาคยิ่งๆขึ้นนั้น ต้องผ่านเปลี่ยนด้วยความรุนแรง แต่ด้วยลำแข้งและฝีไม้ลายมือของตน เพียงขอให้มีโอกาสและปัจจัยเริ่มต้นหรือพื้นฐานที่จำเป็น

สังคมไทยสามารถที่จะเคลื่อนไปเรื่อยๆ ด้วยตนเอง กลไกต่างๆ ก็จะข้องแวะ ปรับตัวกันไปตามสถาการณ์

สังคมไทยได้พิสูจน์มาโดยตลอดว่า เมื่อมีปัญหา สังคมไทยไม่หนีปัญหา แต่เผชิญกับปัญหาได้ นั่นเป็นจุดเด่นของคนไทย และสังคมไทย

แต่สิ่งดีสิ่งงดงามที่อยู่ในตัวคนไทย และในสังคมไทยเราเริ่มถูกบ่อนทำลาย เมื่อมีขบวนการที่จะสร้างความแตกแยกที่จะนำเอาจุดต่างมาเป็นเรื่องของการเผชิญหน้า และบ่อนทำลายล้างต่อกัน
สิ่งที่ควรจะทำกันคือ ร่วมกันค้นหาและรับความต่างและความเหลื่อมล้ำว่า มีอะไรบ้าง แล้วมาร่วมกันคิด จะแก้กันอย่างไร ซึ่งไม่เกินสติปัญญาของคนไทยเรา ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเราค่อนข้างมีคุณภาพและเสถียรภาพ เกษตรกรและช่างไทยมีความรู้ความสามารถ มีฝีมือ ระบบราชการไทยมีความเป็นมืออาชีพ เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปได้ด้วยภาคเอกชนรายย่อยและกลางเป็นหลัก

ตัวปัญหาคือฝ่ายการเมือง ก็เป็นเรื่องน้ำดีต้องขจัดน้ำเสีย ตัววัดตัวหนึ่งคือ มุมมองต่างชาติต่อความเป็นประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในวงการเมืองไทย ซึ่งยังให้คะแนนต่ำอยู่ จุดแข็งของไทยมากมาย แต่วงการการเมืองเป็นตัวถ่วงดังที่เห็นอยู่ โดยเฉพาะความด้านได้อายอด โกหกพกลม และการวิ่งหาผลประโยชน์ ต่างชาติมักปรารภว่า พูดกับฝ่ายการเมืองมักไม่ได้สาระ มีแต่ความลมๆแล้งๆ

ไทยเรามี Virtuous King แต่มีผู้นำทางการเมืองที่ไร้ศีลธรรม (Unscrupulous Political Leadership)

Credit ภาพ : http://www.alex-kerr.com/html/very_thai__jan_05.html



บทความอื่นๆ