ข่าว

อภิสิทธิ์อวยพรปีใหม่ไทย ให้พบสิ่งดี สมหวัง มีความสุข ฉลองสงกรานต์อย่างปลอดภัยทุกคน
12 เม.ย. 2556

อภิสิทธิ์อวยพรปีใหม่ไทย ให้พบสิ่งดี สมหวัง มีความสุข ฉลองสงกรานต์อย่างปลอดภัยทุกคน

(12 เม.ย. 56) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel เกี่ยวกับเทศกาลวันหยุดสงกรานต์ว่าตนจะพาครอบครัวไปพักผ่อนต่างจังหวัด
“ก็เดี๋ยวจะพาครอบครัวไปต่างจังหวัดครับ ผมก็คงให้เวลากับครอบครัวครับ พักผ่อน ก็คงจะต้องมีไปทานอาหารไปอะไร ก็ถือว่ามีการไปจับจ่ายใช้สอยนะครับ ไปท่องเที่ยวก็จับจ่ายใช้สอยกันทั้งนั้นนะครับ”

วานนี้คุณอภิสิทธิ์ได้ไปร่วมพิธีศพร่วมพิธีศพ นายอิศรา ทองธวัช รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาที่จังหวัดนครศรีธรรมราช บรรยากาศเป็นอย่างไรบ้าง
“ทั้ง 2 ท่านครับ ไปงานพระราชทานเพลิงศพท่านป้องกันจังหวัดที่ อ.ฉวาง ท่านคนฉวาง แล้วก็ไปเคารพศพท่านรองผู้ว่าฯ ครับ ผมคิดว่า นอกจากมีเพื่อนบ้าน พี่น้องประชาชนในพื้นที่แล้ว ก็มีข้าราชการ มีประชาชนที่เดินทางมาจากยะลา จำนวนไม่น้อยเลย ก็แสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่มีกับทั้ง 2 ท่าน ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นข้าราชการที่ดี มีความขยันขันแข็ง เอาใจใส่ ทุ่มเทกับการปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นความสูญเสียครั้งนี้ก็ทำให้พี่น้องประชาชนที่ได้สัมผัสกับการทำงานของท่านเหล่านี้ ก็เสียใจ เศร้าสลดกับการจากไป
บังเอิญในงานพระราชทานเพลิงศพ ผมได้มีโอกาสได้พบกับท่านเลขา ศอ.บต. คุณทวี สอดส่องด้วย ก็เลยได้ใช้เวลาในการพูดคุย แลกเปลี่ยนกันหลายอย่าง ก็เป็นไปได้ด้วยดีครับ เป็นการพูดคุยซึ่งได้ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่ก็ได้แลกเปลี่ยนกัน”

มีมุมที่พอจะเล่าให้ฟังได้บ้าง
“เรื่องแรกผมก็พูดถึงว่า อยากให้ ศอ.บต. เป็นหลักจริงๆ ก็เล่าให้ฟังว่า ที่พวกเราผลักดันกฎหมาย ศอ.บต. ในสมัยที่แล้วก็เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้มันเกิดช่องทาง สายงานการบังคับบัญชาที่มีความสลับซับซ้อน ท่านก็เห็นด้วย แล้วก็ผมก็ยังพูดบอกว่า เวลาพบปะกับทางกลุ่มคนที่ทำงานในพื้นที่ ประชาชนซึ่งบางที มีแนวคิดอยากจะสร้างองค์กรนั้น องค์กรนี้ ผมก็บอกว่า ผมก็ยืนยันไปว่า ควรที่จะพยายามทำทุกอย่างนี้อยู่ภายใต้ร่มของ ศอ.บต. เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันจะได้มีความสอดคล้องกันในเชิงยุทธศาสตร์ ในเชิงนโยบาย แล้วก็ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพขึ้น

ท่านก็บอกว่า นั่นก็เป็นความคิดที่ท่านก็ขอบคุณ เพราะว่ามันจะทำให้ทุกฝ่ายพูดตรงกัน ขณะเดียวกันท่านก็ยัง ขอบคุณ สส. ในพื้นที่ว่า พยายามที่จะช่วยเหลือในการทำงาน เพราะฉะนั้นผมก็ยังเกือบจะบอกท่านเหมือนกันบอก เอ๊ะ ท่านน่าจะบอก สส.รัฐบาลหน่อย หรือพรรคเพื่อไทยหน่อย เพราะว่าเวลาคิดอะไรไม่ออกเรื่องภาคใต้ก็พยายามโจมตี สส. ในพื้นที่ ซึ่งความจริงพยายามให้ความจริงต่างๆ

แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมได้ฝากความห่วงใยเอาไว้ ก็คือเรื่องที่พูดถึงการพูดคุยสันติภาพว่า จะทำกันอย่างไร เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ แล้วก็ให้ข้อสังเกตไปหลายเรื่อง ซึ่งท่านก็ดูรับฟังดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมก็ฝากประเด็นว่า เวลานี้ เวลาที่จะไปพูดคุยกันเรื่องการลดความรุนแรง ผมคิดว่าอย่าไปพูดแค่เพียงว่าลดความรุนแรงกับกลุ่มที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Soft Target คนที่อาจจะไม่มีความสามารถในการป้องกันตัวเท่านั้น ควรที่จะต้องพูดในภาพรวม เพราะว่าเห็นได้ชัดว่า ขณะนี้ฝ่ายที่ก่อเหตุนั้นดูจะมุ่งมาที่ทางเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลักในช่วงนี้ ท่านก็รับฟังดีครับ ก็เป็นประโยชน์ครับ ได้พบปะกันแล้วก็แลกเปลี่ยนกัน พอดีท่านก็ต้องรีบไป เพราะว่าท่านก็เพิ่งทราบว่าท่านรองนายกฯ เฉลิมลงพื้นที่ ก็คงไปไม่ทันหรอกครับ เพราะว่ากำหนดพระราชทานเพลิงศพเป็นช่วงบ่าย แต่ก็คงไปร่วมประชุม”

ได้ถามถึงความเป็นเอกภาพของหน่วยงานที่ปฏิบัติในพื้นที่หรือไม่
“ผมไม่ได้ถามครับ ผมเพียงแต่ย้ำว่าต้องพยายามทำให้มันเป็นความเป็นเอกภาพ ทีนี้ต้องเข้าใจนะครับว่า ตัวเลขา ศอ.บต. นั้น ท่านก็อยากให้ทุกอย่างมันเป็นเอกภาพอยู่แล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้กลไกของ ศอ.บต. แต่ว่าบางทีคนที่ทำงานตามช่องทาง ซึ่งมันมาเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างเช่น กอ.รมน. หรือว่าหน่วยงานปกติ จะเป็นกองทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย คือตรงนี้ที่ทำยังไงถึงจะมาอยู่ภายใต้ ศอ.บต. แต่ว่าตัวเลขา ศอ.บต. จะไปเรียกร้องนี่ก็คงไม่ง่ายนะครับ มันก็จะกลายเป็นเหมือนกับเรียกร้องว่า จะต้องมาทำทุกอย่างที่ตัวเอง อะไรทำนองนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของฝ่ายนโยบายมากกว่าที่ต้องมีความชัดเจนว่าอย่าให้เกิดความสับสน

แล้วก็ผมก็เลยไม่ได้พูดถึง ศปก. กปต. (ศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้) ว่าตรงนี้มันเป็นความซ้ำซ้อนขึ้นมา แต่ว่า ผมคิดว่าท่านก็ดูจะเข้าใจดีว่า กฎหมาย ศอ.บต. มีหลายมาตรา มีหลายบทบัญญัติ ซึ่งสามารถที่จะทำให้งานหลายอย่างเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มของ ศอ.บต.ได้ ไม่ว่าจะเป็นงานพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานกับฝ่ายความมั่นคง หรือการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ในการแก้ปัญหาภาคใต้ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้น มีการตั้งหน่วยงาน ศปก. กปต. ในสายตาของคุณอภิสิทธิ์นั้นหน่วยงานนี้ครอบ ศอ.บต. หรือซ้ำซ้อนกันหรือไม่
“ในความเห็นผมนั้นมันสับสนเปล่าๆ นะครับ เพราะว่าผมก็งง ว่าจริงๆ แล้ว นายกฯ นี่ชอบใช้คำว่าบูรณาการนะครับ แต่รู้สึกเวลาบูรณาการของนายกฯ นั้น นายกฯ ชอบตั้งอะไรขึ้นมาใหม่เพื่อบอกจะไปบูรณาการไอ้สิ่งที่มันควรจะสามารถบูรณาการในโครงสร้างที่กำหนดเอาไว้ในตัวของมันเองอยู่แล้ว อย่างเช่นกรณีภาคใต้นี้ความจริง ศอ.บต. มีกฎหมายออกมาก็เพื่อให้เกิดการบูรณาการ แต่ว่าแทนที่จะใช้ ศอ.บต. แต่นายกฯ กลับต้องไปตั้งอะไรขึ้นมาใหม่ เพื่อบูรณาการ ผมก็คิดว่ามันจะยิ่งสับสนเปล่าๆ แล้วก็ยิ่งทำให้ตัว ศอ.บต. แทนที่จะสามารถเป็นหลักได้เต็มที่ ก็ต้องมากลายเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่จะต้องเข้ามาประสานงานในกลไกตัวนี้”

วันนี้ นสพ. ไทยรัฐ หน้า 3 วิเคราะห์ว่า การตลาดดับไฟไม่ได้ เรื่องที่ควรจะคุยในที่ลับก็กลับเอามาโชว์ ทำให้กระทบ และเกิดเหตุการณ์รุนแรงเพิ่มขึ้น คุณอภิสิทธิ์คิดว่าแนวทางการแก้ปัญหา และการเป็นรายงานข่าวเกี่ยวกับเจรจานี้ เป็นการตลาดที่เป็นไปอย่าง นสพ. วิเคราะห์หรือไม่
“ได้เหลือบสายตาไปดูการ์ตูนหน้า 3 มั้ยครับ ที่จริงไม่ค่อยเป็นการ์ตูนเท่าไหร่นะครับ เพราะว่าผมอ่านเท่าไหร่ก็ไม่ได้มีอารมณ์ขัน ไม่ได้มีอะไรนะ เหมือนมีหน้าที่ไว้ด่าพวกผมอย่างเดียว ผมกำลังจะบอกว่า ไอ้ตัวการ์ตูนนั่นไง ตัวอย่างของการตลาดที่ใช้อยู่ นี่แหละครับคือปัญหา คงไม่ต้องอธิบายมากหรอกครับ แต่ว่านี่แหละตัวอย่างว่า เครือข่าย จะเรียกว่า สมุน ก็เกรงใจ เครือข่ายทางยุทธศาสตร์ทางการเมืองของทางรัฐบาล จะพยายามสร้างภาพให้เห็นว่าการแก้ปัญหานี้คือการเอาการพูดคุยมาให้เห็นชัดเจน แล้วก็เพราะฉะนั้นใครที่ท้วงติง วิพากษ์ วิจารณ์นี่ กลายเป็นคนที่ขัดขวาง กำลังจะทำให้เหตุการณ์ไม่สงบ

นี่คือปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ครับว่า รัฐบาลคิดแต่เรื่องของการเมือง แล้วก็อุตส่าห์มีเครือข่าย มีสมุนที่เป็นผู้ที่พลอยพยัก ไปกับเรื่องพวกนี้ ซึ่งก็ทำให้การแก้ปัญหาจริงๆ มันทำได้ยาก เพราะว่าสุดท้ายมันกลายเป็นว่าทั้งหมดนี้ก็คือความพยายามที่จะต้องโชว์ว่ามันเป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนี้ แล้วก็ใครที่ให้ความคิดความเห็น ความจริง ความคิดความเห็นนี้ผมคิดว่าควรจะเป็นประโยชน์แล้วก็เอาไปใช้ช่วยแก้ปัญหา ก็เลยกลับกลายเป็นคนที่มาขัดขวาง กลายเป็นคนที่ทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นซึ่งมันตรงกันข้าม”

เป็นเพราะจับจุดคนไทยได้ที่ชอบดูรายการ Reality show เลยใช้วิธีนี้ทำการตลาด ทำอีเว้นท์ แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณเองก็เคยทำแบบนี้หลายเรื่องมาก ทั้งกินไก่โชว์ แก้จนโชว์ สอนหนังสือโชว์ มายุคนี้เรื่องแก้ปัญหาไฟใต้ก็เลยตั้งโต๊ะเจรจาโชว์ ตรงนี้มองอย่างไร
“ทีนี้ปัญหาคือถ้าอันนี้ Reality show ไอ้ Reality คือระเบิดที่เกิดขึ้น คือความสูญเสียที่เรากำลังพูดถึง มันคนละเรื่องกับ Show แล้วก็คนข้างนอก หรือแม้แต่คนใน 3 จังหวัดที่ดู Show ก็จะเป็นภาพอย่างหนึ่งแต่ว่าความเป็นจริง หรือ Reality จริงๆ คือเวลามันเกิดเหตุ แล้วก็เกิดความสูญเสียขึ้น โดยเฉพาะตอนนี้กับกำลังพล กับเจ้าหน้าที่ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นจุดหลักเลยเพราะว่า อย่างเหตุการณ์ที่ปัตตานีเมื่อคืนก่อนก็ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ หรืออาสาสมัคร หรือใครต่อใครต้องตกเป็นเหยื่ออย่างไร นี่แหละครับคือ Reality จริงๆ”

ภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นต่างๆ รวมทั้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พยายามใส่ให้คุณอภิสิทธิ์ หรือพรรคประชาธิปัตย์ กลายเป็นผู้เตะถ่วง รั้งดึง ก่อกวน คุณอภิสิทธิ์มองอย่างไรกับสิ่งที่ฝ่ายรัฐบาล พยายามจะสร้างภาพแบบนี้ให้พรรคประชาธิปัตย์
“ผมเรียนตรงๆ นะครับ เรื่องการทำงานของพวกเรานั้น พวกผมไม่ได้หวั่นไหว อย่างเรื่องภาคใต้นั้นไม่ได้ขัดขวาง และมันก็ชัดเจน ที่จริงขณะนี้คนที่มีการพูดในลักษณะที่ว่า การพูดคุยมีปัญหาจะต้องเลิกหรือเปล่า การเมืองนำการทหารเป็นปัญหาหรือเปล่า กลับกลายคือรองนายกฯ เฉลิมนะครับ เป็นคนพูด พวกผมยังเดินหน้าในการสนับสนุนแนวทางที่บอกว่า ต้องใช้การพูดคุยเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา เพียงแต่เรียกร้องให้มันทำถูกวิธี แล้วก็จังหวะขั้นตอน รูปแบบที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

แต่เรื่องรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องอื่นๆ นี่ผมก็ยืนยันว่า ใครจะว่าขวาง ผมก็ต้องบอกว่า ก็ผมไม่เห็นด้วย และที่ผมไม่เห็นด้วย ผมปกป้องสิทธิของประชาชน มาตรา 68 นี้เป็นมาตราที่ให้สิทธิประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ คำว่าพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ความจริงก็คือการพิทักษ์การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

วันนี้อยู่ดีๆ รัฐบาลมาบอกว่า คนที่คิดจะล้มล้างการปกครอง ใช้สิทธิเสรีภาพในทางที่ผิด มาล้มล้างการปกครอง ประชาชนไม่สามารถที่จะนำเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้อีกต่อไปแล้ว แถมยังจำกัดขอบเขตอีกว่า จะเอาขึ้นไปได้เฉพาะคนที่ใช้สิทธิ เสรีภาพตามหมวด 3 ถ้าเป็นพรรคการเมือง ถ้าเป็นนักการเมืองที่มีความคิดเรื่องแบบนี้ โดยอาศัยอำนาจของตนในทางนิติบัญญัติ ประชาชนกลับหมดสิทธิ์ตรงนี้ไป เพราะฉะนั้นถ้าบอกประชาธิปัตย์ขวาง ผมขวางครับ ผมขวางไม่ให้คนที่จะคิดล้มล้างการปกครองโดยการใช้อำนาจของตนเอง มาทำโดยไม่ให้ประชาชนและศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรซึ่งพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้นทำงานของตนเองได้

ทีนี้ถามว่า แล้วเรื่องมาตรา 190 ขวางหรือเปล่า ผมก็ขวางครับว่า ทำไมในยุคสมัยปัจจุบันทุกคนรู้อยู่แล้วว่า ข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งหลายเรื่องมีผลกระทบอย่างกว้างขวางมาก ทำไมไม่ให้ตัวแทนของประชาชนได้มีโอกาสในการที่จะตรวจสอบ ส่วนที่อ้างว่าไม่คล่องตัวนั้นเราแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นนั้นไปแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลไปออกกฎหมาย กำหนดขั้นตอน ให้มันเกิดความคล่องตัว แต่รัฐบาลจงใจไม่ออกกฎหมายลูก เพื่อที่จะมาแก้มาตรานี้ เพื่อเวลาที่ตัวเองไปเจรจาหลายสิ่งหลายอย่าง ก็จะทำได้โดยการตรวจสอบของสภาก็จะทำไม่ได้ บทเรียนตรงนี้ก็มีมาแล้วนะครับ เช่นการไปทำธุรกิจในพม่าในยุคหนึ่งที่ลูกของผู้มีอำนาจของทั้ง 2 ประเทศสุดท้ายก็มีปัญหาเรื่องการทุจริต คอร์รัปชั่น ถูกลงโทษอะไรกันไปก็มี

แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า มีคนที่มีอำนาจ เจ้าของอำนาจตัวจริง กำลังคิดทำธุรกิจในพื้นที่ ในทะเลบ้าง ในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่คาบเกี่ยวของประเทศเรา กับประเทศเพื่อนบ้าน ก็มาจงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้ข้อตกลงเหล่านี้จะต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภา มีลับลมคมใน แสวงหาผลประโยชน์ ผมก็ต้องยอมรับว่าผมขวางคนโกง

ส่วนเรื่องของวุฒิสภา ก็เช่นเดียวกัน คืออ้างในเรื่องของหลักเลือกตั้ง อ้างรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่ปรากฏว่าแก้จริงไม่ได้แก้ให้เป็นไปตามหลักการนั้น กลับมีการเปลี่ยนแปลง ซ่อนเร้นเอาไว้ ซึ่งผมก็มีความจำเป็นที่จะต้องเสนอว่าไม่ควรจะแก้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมทำหน้าที่ของผมในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศครับ

ในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศบางครั้งก็คือการต้องขัดขวางคนที่กำลังจะทำให้ประเทศเสียหาย บทบาทการขวางก็ต้องทำครับ”

คำว่า “ขวาง” ที่คุณอภิสิทธิ์พูดถึงในขณะนี้เป็นการขวางตามกฎ กติกา ที่ให้บทบาทของ สส. ทำได้
“ทุกอย่างครับ และความแตกต่างของฝ่ายค้านในยุคนี้กับยุคที่แล้ว ก็คือว่าเราไม่เคยเล่นนอกกติกา เราไม่เล่นนอกกติกา แล้วจะได้ไม่ต้องไปมีปัญหาว่าวันข้างหน้าเราไปเป็นรัฐบาลจะต้องไปหาเรื่องนิรโทษกรรมให้กับตนเอง”

“ถ้ามติชนเขียนก็ดีครับ ผมก็พอใจครับ เพราะว่ามติชนนี้ใช้มาตรฐานของมติชนนะครับ มติชนทำไมไม่ไปดูบ้างว่า สมัยผมเป็นรัฐบาลมีกฎหมาย และข้อตกลงระหว่างประเทศกี่ฉบับที่ฝ่ายค้านในยุคนั้นยกมือให้ ของผมนี่ยกมือให้ประมาณ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ทำไมมติชนไม่ไปดูล่ะ สมัยนั้นผมไม่เห็นว่าอะไรฝ่ายค้านเลย มติชนเคยไปดูมั้ยครับว่า ฝ่ายค้านยุคที่แล้วที่มาเป็นรัฐบาลตอนนี้ แม้แต่ที่จะไปเจรจาเรื่องรถไฟความเร็วสูง ยังไม่ยกมือให้เลยครับ เพราะฉะนั้นก็ปล่อยมติชนเขาไปเถอะครับ เขามีหน้าที่ของเขาที่ต้องทำครับ”

ซึ่งมติชนมองว่าเป็นมนุษย์ถ้ำเลย
“ก็เขาอยู่ในถ้ำไง ก็มองไม่เห็นข้อเท็จจริง เพราะอยู่ในถ้ำของเขา”

ประเด็นของคุณอภิสิทธิ์คือ เราต้องดูที่สาระ ข้อเท็จจริง
“ของเขาเอาธงเป็นตัวตั้ง เพราะรับธงมาแล้ว ก็น่าเสียใจนะครับว่า คนที่ควรจะมีหน้าที่เป็นวิชาชีพ เป็นสื่อมวลชน สมัยหนึ่งเขาบอกสื่อมวลชนเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน แต่นี่เดี๋ยวนี้มันมีสุนัขรับใช้ครับ ก็ธรรมดาครับ”

ขณะที่นสพ. เดลินิวส์ วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ คือ เกมใหม่ ผู้เล่นเผชิญหน้ากรรมการ หมายความว่า ผู้เล่นด้วยกันทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน บัดนี้ฝ่ายค้านอาจจะแพ้เพราะเสียงข้างน้อย ท้ายที่สุดผู้เล่นอย่างรัฐบาล ก็ไปชนกับกรรมการ อย่างองค์กรอิสระ ตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สไกป์มาระบุว่า กราบงามๆ ขอให้เห็นถึงบ้านเมืองต่างๆ แล้วถ้ายังไม่ยอมอะไรกันอีก ก็จะใช้อำนาจของประชาชนโดยอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง คุณอภิสิทธิ์มองอย่างไรต่อ
“คือมันเป็นยุทธวิธีของทางคุณทักษิณมาโดยตลอด ก็คือว่า ใครก็ตามที่พยายามดูทุกอย่างตามเนื้อหาสาระ ตามกติกา ตามข้อกฎหมาย แต่ไปขวางทางเข้า แทนที่จะใช้เหตุ ใช้ผลกัน ก็จะใช้วิธีการป้ายสีว่าคนเหล่านี้มีผลประโยชน์มาขัดขวาง เพราะความอิจฉา เพราะอะไรสารพัดนะครับ ไม่เว้นเลยแม้แต่องค์กร หรือสถาบันใด ใช้ยุทธวิธีนี้มาโดยตลอด เพื่อพูดง่ายๆ ก็คือว่า คนที่เขาทำหน้าที่ต่างๆ ในสังคมนั้น ใครไม่เอาตามเขา จะถูกผลักว่านั่นคือฝ่ายตรงกันข้าม แล้วก็ใช้อำนาจที่ตนเองมีอยู่ จะเป็นอำนาจเงิน อำนาจรัฐ เข้าไปบดขยี้ฝ่ายตรงกันข้าม
ถ้ามติชนสนใจพฤติกรรมอย่างนี้ ยุคถ้ำจริงๆ ครับ คือเอากำลังกันเข้าว่า ไม่เอาหลัก ไม่เอากติกา นี่แหละคือสิ่งที่เขาทำ เพราะฉะนั้นอย่างได้แปลกใจเลยครับ ผมนั้นผมนั่งอ่านค้นคว้าเรื่องข้อกฎหมาย เรื่องการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผมนั่งไล่ดูคำวินิจฉันแต่ละปีๆ หลายคนลืมไปว่ามีหลายเรื่องมากเลยนะครับที่ฝ่ายคุณทักษิณชนะคดี แต่ว่าไม่มีใครพูดถึงจากฝ่ายเขา

แต่เมื่อไหร่ที่จะแพ้คดีขึ้นมา เอาแล้วครับ ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นเครื่องมือของคนนั้นคนนี้ มีคนเข้าไปแทรกแซง มีคนเข้าไปสั่ง เป็น 2 มาตรฐาน มาเล่นการเมืองอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นจริงๆ สื่อก็มีหน้าที่ในการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ก็เอาเฉพาะสื่อที่ยังเป็นสื่อ สุนัขรับใช้ก็ตามสบาย”

หากจะมองว่าถ้าฝ่ายการเมือง หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ จะวิพากษ์วิจารณ์องค์กรอิสระก็ว่ากันไป แต่การลากดึงประชาชนที่เป็นฐานทางการเมือง และพร้อมที่จะมาลุยด้วยนี้ ถือเป็นเรื่องอันตรายหรือไม่
“ใช่ครับ มันก็เป็นการใช้อำนาจแบบยุคเถื่อนไงครับ ก็เถื่อนมั้ยล่ะครับ องค์กรอย่างศาลนี่ บอกว่า ถ้าคุณมายุ่งผมจะเอาคนมาเล่นงาน เถื่อนมั้ยล่ะครับ”

ถ้าผู้เล่นไม่ทำผิดกติกา กรรมการจะมายุ่งอะไรได้
“ใช่ครับ ก็ต้องว่ากันไปอย่างนั้นครับ”
“อย่างเมื่อคืนทีมผมโดนล้ำหน้าไป 2 ลูก แพ้ตกรอบไปก็ต้องยอมรับ”

ตอนนี้หนี้สาธารณะพุ่งไปแล้วที่ 44% ขณะที่ยังไม่ได้กู้ 2 ล้านล้าน คุณอภิสิทธิ์มีข้อสังเกตอะไรบาง
“ก็นี่แหละครับ เราเพิ่งคุยกันวันก่อน ที่ผมบอกว่ามีการคาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะในที่สุดปีนี้จะไปจบลงที่ร้อยละ 46 ร้อยละ 47 นะครับ ซึ่งถ้าคิดดูแล้ว ตอนที่รัฐบาลที่แล้วพ้นจากตำแหน่งมา หนี้สาธารณะเริ่มมีแนวโน้มลดลงไปอยู่ที่ประมาณร้อยละ 40

ตรงนี้ความน่าเป็นห่วงก็เพราะว่า หนี้สาธารณะที่พุ่งขึ้นตอนนี้ยังเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการกู้เงินโดยอำนาจพิเศษ ซึ่งขณะนี้มีรออยู่ก็คือ 3 แสน 5 หมื่นล้าน ที่ต้องกู้ภายในมิถุนายนนี้ เงินตรงนี้ยังไม่ได้กู้ กู้เมื่อไหร่ต้องบวกเข้าไปอีกต่อจาก 44% แล้วก็ขณะเดียวกันเงิน 2 ล้านล้านที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ก็จะทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จึงเป็นจุดที่ผมคิดว่าเราควรจะต้องจับตาดูแล้วก็เรียกร้องให้รัฐบาลมีแนวความคิดอย่างชัดเจนว่า จะรักษาระดับหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมโดยคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ประชาชาตินี้อย่างไร มีหลักประกันอะไร

ผมก็เลยชี้ให้เห็นนะครับว่า ที่ผมกำลังจะแปรญัตติ หรืออีกทางหนึ่งคือผมแปรไปแล้ว ที่ผมแปรญัตติในกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้าน ผมจะเขียนเอาไว้เลยว่า ในกรณีที่หนี้สาธารณะเกินร้อยละ 50 หรือถ้าภายในปี 2560 ซึ่งรัฐบาลคุยว่าจะทำงบประมาณแบบสมดุลแล้วงบประมาณไม่สมดุล ผมแปรญัตติให้เขียนลงไปในกฎหมายเลยว่า ถ้าเกิดกรณีหนี้สาธารณะเกิน 50% ก็ดี งบไม่สมดุลอย่างที่รัฐบาลพูดไว้ในปี 60 ก็ดี ต้องหยุดกู้เงิน แล้วก็จัดสรรเงินกู้ จนกว่าจะควบคุมตรงนี้ได้”

ข้อแปรญัตติของคุณอภิสิทธิ์มีความเป็นไปได้แค่ไหน
“ผมคิดว่าในเมื่อรัฐบาลยืนยันเองว่า ที่กู้ 2 ล้านล้านครั้งนี้ไม่เป็นปัญหากับอนาคตเพราะว่าหนี้สาธารณะจะไม่เกิน 50% แล้วก็กำลังจะลดการขาดดุล ลงไปเป็นงบสมดุลภายในปี 60 ทำไมรัฐบาลไม่กล้าผูกมัดตัวเองล่ะครับ

ตัวเลขเหล่านี้ผมไม่ได้ไปคิดเองนะครับ 2560 ก็ดี 50% ก็ดี ผมไม่ได้พูดเอง ผมเอาตัวเลขรัฐบาลเลย ผมบอกรัฐบาลอย่าพูดลอยๆ แล้วถึงเวลามาเบี้ยวประชาชน แล้วก็สร้างหนี้ให้ลูกหลาน รัฐบาลเอาเหตุผลนี้มาอ้างว่า ด้วยเหตุผลนี้จึงกู้เงิน 2 ล้านล้านได้โดยไม่กระทบกับฐานะทางเศรษฐกิจ ดังนั้นเขียนไว้ในกฎหมายเลยสิครับว่า ถ้าไม่เป็นไปตามนี้คุณต้องหยุดใช้เงินกู้ หรือหยุดกู้ จนกว่าคุณจะแก้ปัญหานี้ได้”

อยากให้คุณอภิสิทธิ์อวยพรปีใหม่ไทย
“ที่จริงเราเจอกันตามปกตินะครับ วันจันทร์ อังคารก็เจอกันตามปกติครับ โอกาสขึ้นปีใหม่นะครับก็ขอให้ชาวบลูสกาย ผู้รับชมรายการ ผู้ฟังรายการ พบกับสิ่งดีๆ สมหวัง มีความสุข แล้วก็อยากให้ฉลองสงกรานต์กันอย่างปลอดภัยทุกคนครับ”





ข่าวอื่นๆ