ข่าว

“องอาจ” ระบุมีเหตุผลเดียวเลือกตั้งสะดุด สนช.คว่ำกฎหมายเลือกตั้ง
20 ก.ย. 2560

“องอาจ” ระบุมีเหตุผลเดียวเลือกตั้งสะดุด สนช.คว่ำกฎหมายเลือกตั้ง


(20 กันยายน 2560) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมา ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ต่อผลของซุปเปอร์โพลว่า โพลก็เป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยส่วนตัวไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร ไม่ว่าโพลจะบอกว่าเราเป็นอย่างไร ก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และที่สำคัญโดยเฉพาะโพลดังกล่าวที่บอกว่า ถ้ามีการเลือกตั้ง ณ วันนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเลือก ณ วันนี้ก็เป็นแบบนี้ แต่เราไม่รู้หรอกว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้นเมื่อไหร่ หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้วมันก็ยังอีกนาน อย่างน้อยเป็นปี แต่ยังมีตัวแปรอะไรอีกมาก เราก็รับฟังไว้ ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าพรรคไหนจะแข่งกันบ้าง นโยบายเป็นอย่างไร ผู้สมัครเป็นอย่างไร เขตเลือกตั้งเป็นอย่างไร

    เมื่อถามว่าอะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้ประชาชนกว่า 33% อยากเลือกประชาธิปัตย์ นายองอาจกล่าวว่า ตลอดเวลาพรรคเราตั้งพรรคมานานกว่า 70 ปี อาจจะทำดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ที่เรายืนมาได้ทุกวันนี้ ก็คิดว่าเราได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองพอสมควร ถึงได้สืบทอดมาถึงรุ่นต่อรุ่น ทั้งในฐานะที่เป็นพรรคประชาธิปัตย์ และในฐานะผู้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ประชาชนทั่วไปเอง เวลาไปลงคะแนนก็สืบทอดมารุ่นต่อรุ่นมาเช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ก็สะสมจึงคิดว่ามันคงมีมุมดีที่พี่น้องประชาชนให้การสนับสนุนอยู่ตลอดเวลามาอย่างต่อเนื่อง ตรงนี้ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในใจของประชาชนอยู่ ดังนั้นเมื่อได้รับการสอบถามว่าวันนี้จะไปเลือกใคร ก็ยังนึกถึงเราอยู่ เพราะว่าการเคลื่อนไหวอื่นๆ โดยทั่วไปในขณะนี้ยังไม่มีการนำเสนอนโยบาย ไม่มีรายละเอียดว่าใครจะลงสมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งบรรยากาศทางการเมืองก็ยังไม่ชัดเจน ดังนั้นคงเป็นการพิจารณาจากพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา จนกระทั่งตัดสินใจตอบโพลในลักษณะนี้

สำหรับการที่อีสานโพลเชื่อว่าเลือกตั้งปี 61 หนุนผู้นำเพื่อไทยให้นั่งนายกฯ ชาวอีสานร้อยละ 68 มองว่าคุณหญิงสุดารัตน์ เหมาะนั่งเป็นแม่ทัพคนใหม่นั้น นายองอาจกล่าวว่า ก็ต้องไปดูว่าเขาถามใครอย่างไร ถ้าถามทางอีสาน ก็คิดว่าก็ยังเป็นไปได้อย่างที่โพลตอบมา แต่ต้องดูว่าคำถามถามว่าอะไรอย่างไร แต่อย่างที่บอกคือโพลเป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ ซึ่งยังมีการเปลี่ยนแปลงได้

    นายองอาจยังแสดงความเห็นถึงการเลือกตั้งว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไรที่จะทำให้เห็นว่ายังไม่เป็นไปตามโรดแมพ หากถามว่ามีสัญญาณที่เกี่ยวข้องนี้น่าจะเกี่ยวกับอะไรบ้าง เบื้องต้นคงต้องดูว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งไว้ว่าอย่างไร เพราะตรงนั้นก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเพราะฉะนั้นถ้าเรามาดูรัฐธรรมนูญ เราก็จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญก็เริ่มต้นด้วยการให้ กรธ. ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก็คือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ในนั้นมี 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ซึ่งตอนนี้ กรธ. ก็ดำเนินการอยู่ ที่เสร็จสิ้นเป็นกฎหมายแล้วก็คือกฎหมายเกี่ยวกับ กกต. ตอนนี้กฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองก็อยู่ในกระบวนการที่จะออกมาเป็นกฎหมาย ก็น่าจะเร็วๆ นี้ เพราะผ่าน สนช. ไปแล้ว ตอนนี้ก็เหลือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งอีกแค่ 2 ฉบับ คือ เลือก ส.ส. กับการได้มาซึ่ง ส.ว. เพราะฉะนั้นถ้าดูตามโรดแมพ ตรงนี้ก็ยังเป็นไปตามกระบวนการตามโรดแมพอยู่ เพราะว่า กรธ. มีเวลา 240 วัน ซึ่งจะไปสิ้นสุดเอาประมาณวันที่ 4 ธันวาคม สมมติว่าเขาเอากฎหมาย 2 ฉบับที่เหลือนี้ไปก่อนหน้าจะถึงวันที่ 4 ธันวา ประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน สนช. ก็มีเวลาอีก 2 เดือน เพราะฉะนั้นถามว่าถ้าเราดูสัญญาณ ณ วันนี้ ตามกระบวนการในเชิงทางกฎหมายก็ยังเดินไปตามโรดแมพอยู่ดี

นายองอาจกล่าวว่า หากมีเหตุผลที่จะทำให้สะดุด แล้วต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก็มีอย่างเดียวเท่านั้นคือ สนช. คว่ำกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งถ้า สนช. คว่ำกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ก็ยังไม่รู้ว่าเราจะทำกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งด้วยวิธีการใดในขณะนี้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ ซึ่งเท่าที่จำได้เหมือนกับว่า กรธ.ก็จะกลับมาร่างใหม่ ซึ่งตนคิดว่าคงจะต้องมีเรื่องที่จะต้องไปตีความอีกเช่นเดียวกัน เพราะในรัฐธรรมนูญได้มอบหมายให้ กรธ. ร่างกฎหมายภายใน 240 วัน นับจากมีรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น แต่ตอนนี้เมื่อเลย 240 วันแล้วจะมีสิทธิ์มาร่างใหม่อีกหรือไม่ ซึ่ง กรธ. เองก็อาจจะตีความว่า ตนเองน่าจะมีสิทธิ์เพราะว่ายังดำรงสถานะเป็น กรธ. อยู่ สถานะของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะจบไปพร้อมกับ สนช. เพราะฉะนั้นก็อาจจะตีความว่าเขาก็ยังมีสิทธิ์ทำงานตรงนี้ และอาจจะมีเวลาร่างไปอีก 240 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพราะว่ากฎหมายยังไม่มี ซึ่งเรื่องนี้ตนไม่สามารถไปบอกได้ว่าจะเป็นวิธีไหน กรธ. ก็คงมองอย่างนี้ เพราะ กรธ. เคยพูดแล้วในประเด็นนี้ว่าเขาน่าจะเป็นผู้กลับมาร่างกฎหมายเลือกตั้งอีก ถ้ามีฉบับใดฉบับหนึ่งไม่ผ่าน สนช.

เมื่อถามถึงเหตุผลที่ทำให้ สนช. คว่ำกฎหมายการเลือกตั้งนั้น นายองอาจกล่าวว่า ถ้าดูในเนื้อหาสาระมันก็ไม่น่าจะไปถึงขั้นนั้น เพราะว่าทาง สนช. ก็บอกอยู่ตลอดเวลาว่า เวลาที่ กรธ. ร่างกฎหมายอะไรก็ตาม สนช. ก็พิจารณาตามไปด้วย ทาง กรธ. พิจารณาร่างอะไรออกไป บางทีก็มีข้อเสนอโยนออกมาสู่สาธารณะ สนช. ก็บอกว่าเขาก็คอยขยับตามว่า กรธ. เสนอมาอย่างไร เพราะฉะนั้นโดยทางปฏิบัติ ทั้ง กรธ. และ สนช. ก็อยู่ในแม่น้ำห้าสายด้วยกัน ก็น่าจะมีการพูดคุยกัน แต่แน่นอนที่สุดในบางกรณีก็อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันได้ รัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้เช่นเดียวกันว่า กรธ. สนช. และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนั้นๆ หรือองค์กรอิสระที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายนั้น เช่น กฎหมาย กกต. ก็จะมี สนช. มีกรธ. มี กกต. ถ้าไม่เห็นพ้องต้องกันตามกฎหมายที่ สนช. ผ่านมาแล้ว และเห็นว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ หรือไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ก็สามารถยื่นเรื่องให้มีการตั้งกรรมการพิจารณาร่วมกัน

นอกจากเรื่องกฎหมายลูกแล้ว ในเรื่องการจัดการเลือกตั้ง นายองอาจระบุว่าเป็นหน้าที่ของ กกต. เท่าที่ตนติดตามข่าว กกต. ชุดนี้ได้พยายามเตรียมงานในหลายส่วนที่คิดว่าจะเตรียมได้ ดังนั้นจึงได้ยินว่า กกต. กำหนดวันเลือกตั้งไว้ ตรงนั้นเป็นเหมือนการเตรียมงานกลายๆ ตามที่ กกต. ชุดนี้พยายามอธิบายต่อสังคมว่าเหตุใดจึงกำหนดวันเลือกตั้ง เพราะเท่ากับว่าตราบใดที่เขายังอยู่เขาก็เตรียมงานเอาไว้ วางตุ๊กตาเอาไว้เพื่อจะได้ให้เจ้าหน้าที่ทำงานพื้นฐานไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง

ทั้งนี้นายองอาจยังได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่พรรคชาติไทยพัฒนาให้การต้อนรับ ครม. สัญจร ว่าเป็นเรื่องปกติ ตนคิดว่าท่านนายกฯ ไปดูโรงเรียนชาวนา น่าจะเป็นของนายประภัตร ซึ่งแน่นอนที่สุดมีแขกมาเยี่ยมบ้าน เจ้าของบ้านก็ออกมาต้อนรับ ก็ชวนพรรคพวกเพื่อนฝูงมาต้อนรับกัน ส่วนท่าทีที่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯนั้น ก็มองว่าเป็นสิทธิ์ของแต่ละคน ใครอยากสนับสนุนใครกี่ปีก็เป็นสิทธิของเขา แต่พรรคชาติไทยพัฒนายังมีอีกหลายคน วันนี้ก็ได้ยินคุณนิกร จำนง บอกว่าเป็นความเห็นของคุณประภัตร แสดงว่าความเห็นของพรรคก็อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนก็ได้ โดยส่วนตัวมองว่าเป็นความเห็นของแต่ละบุคคลไปในขณะนี้

ส่วนที่บอกว่าประเทศยังไม่ปรองดองก็ยังไม่ต้องเลือกตั้งก็ได้นั้น นายองอาจกล่าวว่าไม่น่าเกี่ยวกันโดยตรง อะไรคือความหมายของคำว่าไม่ปรองดองที่จะทำให้ไม่มีการเลือกตั้ง ก็ตีความหมายออกมาให้ชัดเจน จะได้ตอบได้ว่าจะเกี่ยวกันหรือไม่แค่ไหนอย่างไร แต่ถ้าโดยคำของมันโดยทั่วไป ก็คิดว่าไม่น่าเกี่ยวกันโดยตรง วันนี้เมื่อสังคมไทยเรามีฉันทมติร่วมกันว่าบ้านเมืองของเราจะปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าขณะนี้จะมีคณะ คสช. หรือรัฐบาลมาจากการรัฐประหาร แต่ถ้าเราบอกว่าในอนาคตข้างหน้าเราจะปกครองในระบอบประชาธิปไตย เราถึงมีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทำรัฐธรรมนูญมา เราถึงมีกรรมการมาทำกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอะไรต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติไว้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง จนกระทั่งไปถึงวันเลือกตั้ง จนหลังเลือกตั้งจะมีรัฐบาล รูปแบบควรจะเป็นอย่างไร มีขั้นตอนของมันหมดแล้ว

“ผมคิดว่าเราคงไม่มีใครคิดว่าการรัฐประหารเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ว่าแน่นอนที่สุดเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เราเปลี่ยนผ่านประเทศชาติบ้านเมืองของเราไม่ให้มันเหมือนเดิมได้ นับจากนี้ไปเมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ทุกภาคส่วนในสังคมต้องคิดมองหารัฐบาลที่ไม่ใช่แค่มาคิดเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ แต่ต้องมาคิดเป็น รัฐบาลเพื่อชาติ รัฐบาลที่จะต้องมาทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่ไปทำงานเพื่อแสวงหาประโยชน์ให้ตัวเอง และพวกพ้อง คิดแต่เรื่องทุจริต คอร์รัปชั่น คิดนโยบายที่แฝงด้วยทุจริต เพราะฉะนั้นประชาชนซึ่งเป็นผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งก็ต้องคอยสำรวจตรวจสอบ อย่าให้นักการเมือง อย่าให้พรรคการเมืองใดทำสิ่งเหล่านี้ นักการเมืองเองก็ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้ เพราะนักการเมืองยิ่งเป็นส่วนสำคัญ ทุกวันนี้ภาพลักษณ์ก็ไม่ดีอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ปรับปรุงตัวเอง ทำให้ดีขึ้น แม้กระบวนการประชาธิปไตยหนีไม่พ้นที่จะต้องมีนักการเมือง แต่อย่าลืมว่าประชาชนเองก็มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจได้ว่าเขาจะเอานักการเมืองแบบไหน ถ้ามันซ้ำซากบ่อยๆ ก็อาจถูกปฏิเสธได้ ผมคิดว่าปัญหาทุจริต คอร์รัปชั่น เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้มันกัดกร่อนบ้านเมืองค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทำให้สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต ทุกคนต้องช่วยกัน” นายองอาจกล่าวในที่สุด




ข่าวอื่นๆ