ข่าว

“องอาจ” ระบุปัญหาบ้านเมืองตอนนี้ต้องพยายามใช้ความรู้ให้รอบด้านมากกว่าความรู้สึก
29 พ.ย. 2560

“องอาจ” ระบุปัญหาบ้านเมืองตอนนี้ต้องพยายามใช้ความรู้ให้รอบด้านมากกว่าความรู้สึก


(29 พฤศจิกายน 2560) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ในหลากหลายประเด็น

จากกระแสข่าวที่บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทย จับมือกันสกัดนายกฯ คนนอกนั้นนายองอาจกล่าวว่า เป็นไปได้ยาก และคิดว่าไม่ควรเป็นสิ่งที่มาพูดคุยกันในขณะนี้ ประการแรกเราต้องให้เกียรติประชาชนที่จะไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ขณะนี้ยังไม่รู้เลยว่าประชาชนจะลงคะแนนเสียงให้พรรคไหน แล้วจะมาบอกว่ามาจับมือกันอย่างนั้นอย่างนี้ ประชาชนเขาอาจจะไม่เลือกก็ได้ ถ้าเขาเลือกคุณมาน้อยคุณจะไปจับมือกันได้อย่างไร หรือเขาอาจเลือกคุณมามากจนไม่ต้องไปจับมือกับใครก็ได้

ประการที่ 2 ประชาธิปัตย์ กับพรรคเพื่อไทย ต้องยอมรับว่ามีอุดมการณ์ที่ต่างกัน วิธีการ แนวคิดในการทำงาน นโยบายก็ต่างกันค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเป็นไปอย่างนั้นก็เป็นไปได้ยาก ดังนั้นจึงมีความเห็นว่าสิ่งที่เราควรจะทำในขณะนี้ คงไม่ใช่เรื่องว่าใครจับมือกับใคร แต่เป็นเรื่องว่าเราจะมาช่วยกันแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนในขณะนี้อย่างไรมากกว่า ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนรออยากให้เราแก้ไขมากกว่าที่จะมาพูดคุยกันเรื่องอื่น

สำหรับกระแสที่บอกว่าเป็นการจับมือกันเพื่อต้านนายกฯ คนนอกนั้นแสดงว่าเป็นการบ่งบอกถึงความไม่พอใจในเรื่องรัฐธรรมนูญที่มีการเปิดโอกาสให้มีนายกฯ คนนอกหรือไม่นั้นนายองอาจกล่าวว่า จะมีนายกฯ คนนอก หรือจะมีนายกฯ คนใน ก็ยังไม่มีใครรู้ มันขึ้นอยู่กับเสียงประชาชนที่เขาจะมาใช้สิทธิ์ในวันเลือกตั้ง ถ้าเสียงประชาชนให้ความไว้วางใจให้พรรคประชาธิปัตย์มากพอจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็ไม่ต้องไปสนใจเรื่องนายกฯ คนนอกคนไหน และพรรคประชาธิปัตย์เองเราก็ตั้งใจที่จะนำเสนอนโยบาย แนวคิด วิธีการในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน เราก็หวังตั้งใจว่าอยากเป็นพรรคที่ได้เสียงข้างมากที่สุด เพื่อจะได้จัดตั้งนโยบาย เอานโยบายของเราไปใช้ในการแก้ไขปัญหา ตอบโจทย์ของประชาชน

“ถ้าประชาชนเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง สมมติเขาเลือกพรรคประชาธิปัตย์มามาก มันก็ไม่ต้องไปคิดเรื่องใครจะไปจับมือกับใคร และรัฐธรรมนูญเขียนในช่วงแรกไว้แล้วว่า พรรคการเมืองสามารถรวบรวมเสียง จัดตั้งรัฐบาลได้ไม่ต้องพึ่งนายกฯ คนนอกได้ และโอกาสที่จะเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร ก็ไม่มีใครตอบได้วันนี้ ล้วนแล้วแต่ตอบได้หลังวันเลือกตั้งทั้งนั้น เพราะว่าคราวนี้กฎ กติกา ในการเลือกตั้งไม่เหมือนเดิม วันนี้ไปเอาผลการเลือกตั้งปี 54 มาคิดเป็นสูตรต่างๆ ขึ้นมา เอาผลการเลือกตั้งพรรคนั้นเคยได้เท่านี้ ถ้าการเลือกตั้งแบบใหม่พรรคนั้นจะได้เท่านั้นเท่านี้ ก็ล้วนแล้วแต่ไปคิดบนพื้นฐานของคะแนนการเลือกตั้งจากครั้งที่แล้ว แต่ครั้งนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว บัตรเลือกตั้งก็ใบเดียว การตัดสินใจของประชาชนในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งก็เปลี่ยนไป คราวที่แล้วเขาชอบพรรค ไม่ชอบคน เขาก็อาจไปเลือกบัญชีรายชื่อในนามพรรค บางทีเขาชอบคนไม่ชอบพรรค เขาสลับเลือกได้ แต่คราวนี้ไม่ได้ เขาต้องตัดสินใจเลยจะไปทางใดทางหนึ่ง

ประการที่ 2 แต่ละเขตเลือกตั้งก็มีเบอร์ต่างกันทั้งประเทศ กระบวนการตัดสินใจตรงนี้ของผู้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งก็ต่างออกไป เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เราคงยังไม่สามารถไปคาดการณ์ได้ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร จะไปบอกว่ามาคิดกันวันนี้ว่าจะกันคนนอก ให้มีคนใน หรือกันคนในเพื่อจะเอาคนนอกอะไรต่างๆ นั้น ล้วนแล้วอยู่บนสมมติฐานที่สมมติกันขึ้นมาทั้งนั้น และเป็นสมมติฐานที่ยังไม่สามารถที่จะเป็นจริงได้ ตราบใดที่ผลการเลือกตั้งยังไม่ออกมา” นายองอาจระบุ

ต่อคำถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคใต้ เกี่ยวกับการดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่มาคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินนายองอาจกล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามเน้นการรับฟังเสียงประชาชนผ่านศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งเราจะได้ยินอยู่บ่อยๆ แม้ประชาชนส่วนหนึ่งก็ไปศูนย์ดำรงธรรม แต่รัฐบาลก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า เวลาเรื่องที่ไปถึงที่นั่นแล้ว คำตอบที่เขาได้รับมันยังไม่สามารถไปแก้ไขปัญหาเขาได้ ถ้าทุกอย่างมันจบที่ศูนย์ดำรงธรรม ก็ไม่มีใครอยากมาเดินขบวน ไม่มีใครอยากมาพบนายกฯ หรือพบคนที่มีอำนาจมากกว่าศูนย์ดำรงธรรมหรอก

ฉะนั้นรัฐบาลต้องตั้งหลักก่อนว่า ถ้าทุกอย่างจบตรงนั้นก็คงไม่มีใครมาพบนายกฯ หรือรัฐมนตรี หรือใครก็ตาม ที่เขาคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาเขาได้ เวลาคนเดือดร้อนเขาก็หวังพึ่งคนที่เขาคิดว่าจะแก้ปัญหาเขาได้ เพราะฉะนั้นการที่เขาอยากจะมาพบนายกฯ เพราะเขาเชื่อว่านายกฯ เป็นคนควบคุมกลไกบริหารงานบ้านเมืองสูงสุด เป็นคนควบคุมนโยบาย และปัญหาของคนที่จะมาพบนายกฯ มันก็เป็นปัญหาระดับนโยบายในการจะต้องตัดสินใจ มันไม่ได้เป็นปัญหาที่ภาคปฏิบัติ การก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะสร้างต่อหรือไม่ สร้างแล้วจะใช้พลังงานแบบไหนมาขับเคลื่อนโรงไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้เป็นการตัดสินใจระดับนโยบาย ผมคิดว่าคนในพื้นที่ก็ต้องพูดกับคนที่รับผิดชอบในพื้นที่มาระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังคาราคาซัง ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ดังนั้นวันที่นายกฯ ไป ครม. สัญจร ลงพื้นที่ก็เป็นโอกาสดีของเขา ที่จะมีโอกาสพบปะพูดคุย

และคิดว่าการที่เขาไม่เดินขบวนมากรุงเทพฯ เพื่อมาพบนายกฯ และรอวันที่นายกฯ จะไปพบเขานั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว ที่จะได้มีโอกาสได้ยื่นหนังสือ ได้ฟังเขาบ้าง มันน่าจะช่วยอะไรได้เยอะ สถานการณ์ต่างๆ จะได้ไม่บานปลายออกไป

ทั้งนี้นายองอาจพูดถึงจากการที่มีภาพการควบคุมแกนนำ และมีการมองไปถึงเรื่องการลิดรอนสิทธิ์มนุษยชนว่า แน่นอน พอเกิดเหตุ มันก็ต้องบานปลายออกไป ฉะนั้นก่อนที่จะบานปลายออกไป เรารู้ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ที่คนเดือดร้อนและเขาต่อสู้กันมาพอสมควร และครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ถ้ารัฐบาลมองเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ตนก็คิดว่าดังนั้นควรเชิญเขามาพบเราเลยเสียยังดีกว่า ถ้ารัฐบาลเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ให้ส่งตัวแทนมาจำนวนหนึ่งไม่ต้องมาเป็นพันคน มาเข้าพบ มานั่งพูดคุยว่ามีปัญหาอะไร แล้วให้นายกฯ มารับฟังปัญหาด้วยตัวเอง

ส่วนนายกฯ จะตัดสินใจอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าผู้บริหารสูงสุด ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองพร้อมจะรับฟังปัญหาเขา มันจะช่วยทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น แต่พอเราไม่มีท่าทีจะพยายามรับฟัง แน่นอนที่สุดโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์อย่างที่เราไม่อยากเห็นมันก็เกิดขึ้นได้ เพราะอีกฝ่ายนึงก็บอกว่าต้องรักษากฎหมาย แน่นอนที่สุดการรักษากฎหมายก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่กฎหมายเองก็ต้องใช้เมื่อถึงคราวจำเป็น มันมีวิธีการอื่นๆ ที่จะใช้ด้วยไปในคราวเดียวกัน ถ้าเราเชิญเขามาก็ไม่ต้องใช้กฎหมาย ดังนั้นมันขึ้นอยู่กับวิธีการที่จะบริหารจัดการ ที่จะทำให้ปัญหาไม่เกิดขึ้นหรือบานปลายต่อไป และขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ และการแสดงท่าที

สำหรับในประเด็นการเสนอปัญหาเรื่องประมง แล้วนายกฯ ระเบิดอารมณ์ใส่นั้น นายองอาจมองว่า หลังจากที่นายกฯ พูดไปแล้วก็คงไปนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรพูด จึงมีการพยายามออกมาบอกว่าท่านเสียใจที่พูดออกไป แต่ตนไม่รู้ว่าท่านใช้คำอย่างนั้นจริงหรือเปล่า เพราะมีโฆษกมาสื่อสารต่อ แต่คิดว่านายกฯ ก็คงรู้แล้วว่าสิ่งที่พูดออกไปนั้นไม่เหมาะสม จริงๆ แล้วนายกฯ ไม่จำเป็นต้องมีท่าทีอย่างนั้นเลย ชาวบ้านคนหนึ่งเวลาที่เขาจะมาพูดอะไรต่อหน้าผู้มีอำนาจของประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้านายกฯ ยืนฟังเขาเสียหน่อย และมีท่าทีที่ดีกับเขา มันจะเป็นภาพบวกต่อนายกฯ และนายกฯ ก็จะได้รู้ปัญหาจริงๆ จากเขาด้วย ขณะเดียวกันนายกฯ ก็อาจจะอธิบายให้เขาฟังด้วยตัวเอง แทนที่จะให้ทีมงานมาอธิบายทีหลังว่าทำไมจำเป็นต้องมีเวลาจับปลาร้อยกว่าวัน ซึ่งมันก็อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีกว่าที่จะไปใช้วิธีอย่างที่นายกฯ แสดงออกไป

“ผมคิดว่าเป็นการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม แต่ยังดีที่นายกฯ ยังรู้ตัวว่าสิ่งที่ทำไปนั้นไม่เหมาะ ผมคิดว่าการรู้ตัวอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะท่านมีอาการอย่างนี้หลายครั้ง ดังนั้นนายกฯ ก็ควรจะต้องทบทวนพฤติกรรมของท่านว่าท่านควรจะมีอาการอย่างนี้กับประชาชน กับคนอื่นๆ อีกต่อไปหรือไม่ หรือท่านควรจะมีวิธีการอย่างไรในการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน นอกเหนือจากการพูดข้างเดียวของท่านทุกวันศุกร์ ที่รัฐบาลพูดตลอดเวลาว่าพร้อมรับฟังเสียงประชาชน ดังนั้นก็ควรแสดงออกให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมรับฟัง แต่เวลาประชาชนพูด การแสดงออกของนายกฯ กลับตรงข้ามกับสิ่งที่เคยพูด ตรงนี้จึงเป็นปัญหา” นายองอาจกล่าว

ต่อคำถามที่ว่าก่อนหน้านี้มีหลายๆ ครั้งที่คนในรัฐบาลต้องออกมาขอโทษหลังจากได้พูดกระทบกระเทือนจิตใจไปแล้ว มองถึงอะไรได้บ้างซึ่งมีหลายคนมองว่าเป็นขาลงของรัฐบาลนั้น นายองอาจมองว่าการแสดงออกในเรื่องคำพูดนั้นอาจจะเป็นบุคลิกลักษณะของแต่ละท่าน แต่บุคลิกเหล่านี้ก็ต้องมีการปรับปรุง เมื่อวันใดก็ตามที่สถานะของเราเปลี่ยนไป ถ้าบุคลิกลักษณะของท่านเป็นสถานะอีกแบบนึง คนก็คงไม่ไปว่าอะไร ท่านพูดกับคนในครอบครัว พูดกับลูกน้อง ก็เป็นเรื่องภายในของท่าน แต่วันนี้ท่านคือบุคคลสาธารณะ ท่านคือนายกรัฐมนตรี ท่านคือรองนายกรัฐมนตรี ผู้กุมอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ ในเรื่องการบริหารจัดการประเทศ ท่าทีของเราก็ต้องเปลี่ยนไปในการแสดงออกต่อสาธารณะ เพราะคุณคือบุคคลสาธารณะ เพราะฉะนั้นตนคิดว่าบางทีท่านอาจจะคุ้นเคยกับบุคลิกลักษณะแบบเดิม โดยลืมไปว่าสถานะของท่านได้เปลี่ยนไปแล้ว บุคลิกลักษณะบางอย่างก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ถ้าสถานะเราเปลี่ยนไป แต่บุคลิกลักษณะของเรายังคงเดิมอยู่ มันก็จะเกิดปัญหาอย่างที่เราพบ เราเห็นอย่างนี้ ซึ่งมันไม่เกิดผลดีต่อตัวท่านเอง และต่อสถานการณ์บ้านเมืองของเราด้วย

ทั้งนี้นายองอาจยังกล่าวถึงกรณีนักเรียนเตรียมทหารเสียชีวิต ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผลการสอบออกมา แต่หลายคนมองไปแล้วว่าเกิดมาจากการธำรงวินัยนั้นว่า สิ่งที่คุณพ่อ คุณแม่ หรือครอบครัวน้องเมยต้องการคือความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกของเขาจริงๆ วันนี้ผู้มีอำนาจในบ้านเมือง หรือคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้อย่าไปปฏิเสธความจริง เราต้องพูดความจริงและหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หาทางเยียวยาถ้าเป็นเรื่องต้องเยียวยา ถ้าเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขก็ต้องแก้ไข วันนี้ดีที่สุดก็คือยอมรับความจริง พูดความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วมันจะคลี่คลายแก้ไขปัญหาได้ แต่ถ้าท่านมีท่าทีในการพยายามปกปิดความจริงออกมา สถานการณ์อาจจะบานปลายได้

สำหรับคำถามเรื่องการปรับ ครม. แต่ทีมเศรษฐกิจยังเป็นทีมเดิมนั้น นายองอาจกล่าวว่า การปรับ ครม. ครั้งนี้เป็นการปรับ ครม. ที่ประชาชนตั้งความหวังไว้พอสมควร และคิดว่านายกฯ ก็รู้ว่าประชาชนตั้งความหวังอะไร เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่านายกฯ ปรับ ครม. ตามเสียงเรียกร้องของประชาชนระดับหนึ่ง ซึ่งก็คือปัญหา 2 อย่างที่เป็นปัญหาของประเทศต่อเนื่องกันมาหลายปีก็คือ 1. ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ 2. ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากยังเป็นปัญหา ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ในการปรับ ครม. ครั้งนี้จะมี 2 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ 2 เรื่องนี้คือกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์

แต่ปัญหาสำคัญเมื่อปรับเปลี่ยนตัวบุคคลแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าถ้าแนวคิด หรือวิธีการในการแก้ไขปัญหาไม่เปลี่ยน ตรงนี้ก็ยังน่าจะเป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาอยู่ ถ้าเราใช้วิธีการที่ผ่านมาแล้วยังไม่บรรลุเป้าหมาย ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ทำไมเราไม่ลองปรับเปลี่ยนวิธีการดูบ้าง อย่างกรณีราคาพืชผลการเกษตร ตนก็เคยพูดบอกว่าทำไมไม่ลองใช้ประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งจะทำให้ปัญหาของเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศทุเลาเบาบางลง

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวานนี้ คุณกรณ์ จาติกวณิช ซึ่งเป็นประธานนโยบายของพรรคฯ ก็มานำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ส่วนหนึ่งเราก็เสนอเรื่องของการประกันรายได้ การไปช่วยเหลือในเงินส่วนต่างของรายได้ที่เกษตรกรควรจะได้ที่หายไปจากราคาสินค้าที่ต่ำ รวมทั้งมีวิธีการในการแก้ไขปัญหา ซึ่งได้นำเสนอไป อย่างนี้ก็อยากให้รัฐบาลลองไปพิจารณาดู อย่าไปคิดว่าเป็นข้อเสนอจากพรรคการเมือง จากนักการเมืองหรือจากใคร กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอนี้เป็นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม และมีวิธีการว่าจะทำอะไรอย่างไร ไม่ใช่พูดบ่นไปเฉยๆ โดยไม่บอกว่าควรจะทำอะไรอย่างไร แน่นอนที่สุดการตัดสินใจเป็นของรัฐบาล แต่ผมคิดว่าก็ต้องพยายามเปิดใจกว้างรับฟัง และถ้ามันทำได้ก็ควรทำ ถ้าทำไม่ได้ก็ลองบอกว่าทำไม่ได้เพราะอะไร เราจะได้ช่วยกันระดมความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน ซึ่งถ้าเราสามารถทำได้แบบนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองต่อประชาชน

“ผมคิดว่าบ้านเมืองเราต้องพยายามใช้ความรู้กันมากขึ้น มากกว่าความรู้สึก เพราะว่าถ้าเราใช้ความรู้สึกมาก บางครั้งปัญหามันก็สามารถที่จะก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่บานปลายได้ ผมคิดว่าสถานการณ์อะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละเรื่อง มันต้องการเหตุผล มันต้องการความรู้ที่รอบด้าน มากกว่าเอาความรู้สึกไปตัดสินทุกๆ เรื่อง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในสถานการณ์ที่กำลังพัฒนาไปเรื่อยๆ ในหลายเรื่องขณะนี้ ก็อยากให้มาคำนึงถึงเรื่องของความรู้ กับความรู้สึก ว่าเราควรใช้ส่วนไหนมากกว่ากันอย่างไร” นายองอาจกล่าวทิ้งท้ายในที่สุด





ข่าวอื่นๆ