ข่าว

“องอาจ” เตือน คสช. ใช้อำนาจในขอบเขต ชอบธรรม แล้วผู้คนจะรับได้
23 พ.ค. 2561

“องอาจ” เตือน คสช. ใช้อำนาจในขอบเขต ชอบธรรม แล้วผู้คนจะรับได้


(23 พฤษภาคม 2561) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ต่อการดำเนินคดีกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งว่า เมื่อกระบวนการเป็นไปตามกฎหมาย ทุกอย่างก็คงเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

“ผมคิดว่าตรงนี้เป็นสิทธิปกติในระบอบประชาธิปไตย ทุกท่านก็มีสิทธิ์ที่จะแสดงออกตามความคิดเห็น ของแต่ละพรรคการเมือง แต่ละกลุ่ม จะสนับสนุนมากน้อยแค่ไหน จะแสดงออกมาน้อยแค่ไหนอย่างไร ตรงนี้เป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมของแต่ละกลุ่มการเมือง แต่ละพรรคการเมืองที่สามารถแสดงออกได้ และเป็นสิทธิของบุคคลแต่ละคนด้วย ตรงนี้เป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องธรรมดาถ้าใครมีความเห็นสอดคล้องอะไรกับใคร มากน้อยแค่ไหน เราก็สามารถแสดงออกได้ หรือเราอาจมีความคิดเห็นสอดคล้องกับเขา แต่เราเห็นว่ายังไม่เหมาะที่จะแสดงออก ก็เป็นสิทธิ์ บางคนอาจจะเห็นด้วย แต่ยังไม่เหมาะสมที่จะแสดงออก แต่ละคนก็มีสิทธิ์ที่จะประเมินการแสดงออกของแต่ละคนไป” นายองอาจกล่าวและว่า

“ต้องยอมรับว่าในสังคมประชาธิปไตย ในการชุมนุม การแสดงออก การเรียกร้องต่างๆ ต้องถือเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะการแสดงออกในแง่ของความคิดเห็นทางการเมืองที่อาจเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งก็ย่อมมีสิทธิในการแสดงออก โดยรัฐธรรมนูญก็ได้ให้สิทธิ และเสรีภาพในเรื่องนี้เอาไว้ และการดำเนินการภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ในเรื่องสิทธิ เสรีภาพนี้ ก็มีกฎหมายหลายฉบับออกมาเพื่อดำเนินการให้การแสดงออกตามสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ อยู่ในกรอบพอสมควร ที่จะไม่ไปกระทบสิทธิของผู้อื่นด้วย โดยเฉพาะตาม พรบ. เกี่ยวกับการชุมนุมในที่สาธารณะ ดังนั้นการแสดงออกต่างๆ ก็คงต้องคำนึงถึงกฎหมายหลายฉบับมากขึ้น มากกว่าในอดีตที่ผ่านมา”

ส่วนที่มีการเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำนั้น นายองอาจมองว่าเท่าที่ติดตามดู ดูเหมือนว่าพยายามแก้ข้อกล่าวหาว่าขัดคำสั่ง คสช. ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ส่วนรายละเอียดของการชุมนุมนั้นตนไม่ทราบรายละเอียดว่า เขาได้ขออนุญาต ได้รับอนุญาตหรือไม่ หรืออนุญาตพื้นที่แค่ไหนอย่างไร แต่ถ้าถามว่าขัดคำสั่ง คสช. ชุมนุมเกิน 5 คนหรือไม่นั้น ถ้าเราดูสถานการณ์มันก็คงน่าจะขัด แต่ คสช. เองก็ใช้คำสั่งกับผู้ชุมนุมในวาระ โอกาสต่างๆ มาหลายครั้ง บางครั้งก็ดำเนินการตามคำสั่งของ คสช. บางครั้งก็ไม่ได้ดำเนินการก็มี

“ผมคิดว่าก็คงต้องดูว่า คสช. จะดำเนินการในแต่ละเรื่องอย่างไร ในกรณีนี้ตนเห็นว่าแม้จะใช้คำสั่ง คสช. อย่างไรก็ตาม ก็ควรให้โอกาสได้ประกันตัว ได้ไปต่อสู้ตามกระบวนการตามกฎหมาย น่าจะทำให้ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ ต้องไม่ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ เมื่อใดก็ตามที่ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ ก็คิดว่าผู้คนจะรู้สึกว่ามันเกิดความไม่ชอบธรรมเกิดขึ้น แต่ถ้าผู้มีอำนาจใช้อำนาจอยู่ในขอบเขตของอำนาจที่มีอยู่ ตรงนี้จะถือว่าเป็นการใช้อำนาจโดยชอบธรรม ผู้คนก็จะยอมรับได้ เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ ผู้มีอำนาจคือ คสช.ต้องพยายามระมัดระวังว่าอย่าไปใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ”

เมื่อถามถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่อยากให้ คสช. มีการเลือกตั้งในปลายปี มองว่าเลือกตั้งเร็ว หรือช้า ดีไม่ดีอย่างไรนั้น นายองอาจกล่าวว่า คงเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าการเลือกตั้งน่าจะมีในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ถ้าดูตามโรดแมพ หรือตามกระบวนการการพิจารณากฎหมายที่จะต้องไปเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก็มี 4 ฉบับ ขณะนี้ผ่านไปแล้ว 2 ฉบับ คือ กฎหมาย กกต. กับกฎหมายพรรคการเมือง เพียงแต่กฎหมายพรรคการเมืองยังอยู่ในกระบวนการของการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่ง เพราะ คสช. ออกคำสั่งที่ 53/2560 ซึ่งพรรคการเมืองไปยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ตรวจการแผ่นดินมองว่าคำสั่งนี้ลิดรอนสิทธิ เสรีภาพของประชาชน จึงส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งนี้ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือไปกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมายพรรคการเมือง โดยตรงนี้ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งโดยตรงอะไร

“วันนี้เราได้ทราบข่าวว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าไม่มีอะไรขัด เมื่อไม่มีอะไรขัดทุกอย่างก็เดินหน้า ตอนนี้จึงเหลือเพียงฉบับเดียว ก็คือกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ก็คงต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในวันที่ 30 พ.ค. หากวินิจฉัยไม่ขัด กฎหมายก็จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา และบังคับใช้ไปตามขั้นตอน เมื่อออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้เมื่อไหร่ ทุกอย่างก็ต้องเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ภายในกรอบเวลา 150 วัน บวกอีก 90 วัน ที่กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ระบุไว้ แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า กฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส. ขัดหลักการของรัฐธรรมนูญ ก็ต้องไปร่างกฎหมายมาใหม่ และใช้เวลาพอสมควร แต่ถ้าวินิจฉัยว่าขัดบางส่วน ก็ไปแก้ไขเฉพาะส่วนที่ขัด แล้วจึงจะสามารถบังคับใช้กฎหมายได้ตามปกติต่อไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ตนก็คิดว่ากฎหมายของการเลือกตั้งก็ต้องดูที่กฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญกำลังวินิจฉัยอยู่ขณะนี้ว่าผลจะออกมาอย่างไร จากนั้นเราก็จะเริ่มนับ 1 ได้”

เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์มีปัญหาหรือไม่หากการเลือกตั้งจะมีขึ้นในต้นปี 62  นายองอาจกล่าวว่า ขณะนี้เราจะบอกว่ามีปัญหา หรือไม่มีปัญหานั้นไม่ได้ เพราะกฎหมายบังคับไว้อย่างนั้นแล้ว ถ้าเราบอกว่ามีปัญหา เราก็ไปทำอะไรไม่ได้ เมื่อกฎหมายเขียนออกมาอย่างนี้ว่า 150 วัน บวกอีก 90 วัน ที่จะจัดให้มีการเลือกตั้ง ตามกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ที่เขียนมา ถ้านับตามระยะเวลานี้โดยที่ไม่มีปัญหาอะไรที่ศาลรัฐธรรมนูญ ก็น่าจะประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ส่วนกรณีที่มีปัญหา ก็ดูว่าศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยโดยเร็ว ไม่ได้ล่าช้าอะไรมาก ดูแล้วบวก – ลบ ก็ไม่น่าเกิน 1 – 2 เดือน

“ผมคิดว่าให้เป็นไปตามโรดแม็ป น่าจะเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม กฎหมายออกมาแล้ว ตอนนี้รอเพียงศาลจะวินิจฉัยเรื่องกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ถ้าเป็นไปตามนี้เท่าที่สอบถามคนส่วนมาก ทุกคนก็รู้สึกว่าโอเค พอรับได้ แต่ถ้ายืดเยื้อออกไปโดยไม่มีกำหนด ก็คิดว่าคนจะมีความรู้สึกแตกต่างจากปัจจุบัน ถ้าทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแม็ป ก็คิดว่าน่าจะพอรับกันได้”

ส่วนการครบรอบ 4 ปี คสช. นั้นนายองอาจมองว่า เป็นระยะเวลาที่ คสช. ใช้เวลาเหมือนกับรัฐบาลปกติในระบอบประชาธิปไตย เมื่ออยู่ครบ 4 ปี ก็ต้องมีการเลือกตั้งกันใหม่ ซึ่งต้องถือว่า คสช. มีระยะเวลาทำงานพอสมควร และตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จุดเริ่มต้นของการเข้ามามีอำนาจนี้ ก็มาจากการยึดอำนาจ และได้มีการประกาศจุดมุ่งหมายของ คสช. ไว้ว่าจะทำอะไรบ้างอย่างไร

“ผมมองว่าการทำงานของไม่ว่าจะเป็นบุคคล ของคณะบุคคล ซึ่ง คสช. ก็ต้องมีงานที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ หรือทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ตรงนี้เป็นเรื่องปกติ ในกรณีของ คสช. นั้น งานที่เราสามารถสัมผัสได้ อันแรกคือเรื่องของการยุติการเผชิญหน้าของกลุ่มต่างๆ ลดความขัดแย้งลง ทำให้บ้านเมืองกลับมาสู่ในสภาวะที่มีความสงบ เรียบร้อย มากกว่าก่อนที่ คสช. จะเข้ามา ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้ นอกจากนั้นก็สามารถยุติรัฐบาลที่ใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม รัฐบาลที่ฉ้อฉลอำนาจ ทุจริต ประพฤติมิชอบอะไรต่างๆ และ 3. คสช. แสดงออกถึงความตั้งใจ และความพยายามในการแก้ปัญหาต่างๆ แน่นอนที่สุดหลายปัญหาก็สามารถแก้ไขไปได้ระดับหนึ่ง หลายปัญหาก็สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด หรือหลายปัญหาก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้

“สิ่งที่ คสช. แก้ไขได้ เช่น การปลดธงแดง ICAO เป็นต้น ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรการบินระหว่างประเทศ ซึ่งเราติดสถานะนี้มาประมาณ 2 ปี และมาปลดเมื่อปลายปีที่แล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่เราพอสัมผัสได้ แต่เรื่องที่เรารู้สึกว่ายังสัมผัสไม่ได้ ทั้งๆ ที่เป็นคำมั่นสัญญาของ คสช. ที่เข้ามาจะดำเนินการก็มีหลายเรื่อง เช่นการปฏิรูป ต้องยอมรับความจริงว่าเรายังไม่รู้สึกว่าเราสัมผัสได้ว่า 4 ปีที่ผ่านมา เราได้ปฏิรูปอะไรกันไปบ้าง ที่สัมผัสได้ พอพูดขึ้นมาแล้วนึกออก ที่ผมใช้คำว่าสัมผัสไม่ได้ คือเรานึกไม่ออกว่าปฏิรูปอะไรบ้าง เช่น การปฏิรูปตำรวจ ที่เรียกร้องมาตั้งแต่ก่อนปฏิวัติ จนผ่านมา 4 ปี ก็ยังสัมผัสไม่ได้เลยว่าเราปฏิรูปตำรวจอะไรบ้าง แม้แต่เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งผมรู้สึกเสียดายมาก เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญของบ้านเมือง เราแทบไม่เคยได้ยินเลยว่า เราปฏิรูปการศึกษาอะไร ปฏิรูปสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างนี้ หลายๆ ปัญหาในบ้านเมืองของเราต้องยอมรับว่า พื้นฐานอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำของสังคม ถ้าเราสามารถปฏิรูปได้ 3 เรื่องหลักๆ นี้ ก็จะช่วยทำให้เรารู้สึกว่า 4 ปีที่ผ่านมานี้ มันได้ทำอะไรเกี่ยวกับการปฏิรูป อย่างเรื่องปรองดอง เราก็แทบจะนึกไม่ออกว่า 4 ปี คสช. ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง”

“ผมคิดว่า คสช. พอเข้ามาแล้ว เนื่องจากเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ แล้วอยู่ในรัฐบาลที่มีลักษณะพิเศษ ถ้าสามารถแก้ไขประเทศในเชิงโครงสร้างได้ ตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ ซึ่งเรายังเห็นเรื่องทำนองนี้น้อยมาก เราน่าเสียดายตรงนี้ ในระยะเวลา 4 ปี ถ้า คสช. ได้ตั้งหลักตั้งแต่ปีแรกๆ แล้วก็มองว่าอันไหนที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศนี้ แล้วใช้เวลา 4 ปีนี้ดำเนินการให้ได้ อย่างน้อยที่สุดก็วางพื้นฐานให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ ผมเห็นว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังไม่ชัดเจน และเราก็ไม่สามารถมองเห็นได้ ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับการเข้ามาของ คสช. ในครั้งนี้”

“ผมคิดว่าเวลาอีก 1 ปีหลังจากนี้ กว่าจะมีรัฐบาลใหม่ คสช. ก็ยังมีเวลา คิดว่าวันนี้ คสช. เริ่มต้นโดย การประเมินการทำงานของตัวเอง โดยไม่ต้องไปบอกกับสาธารณะก็ได้ว่า
1. อะไรที่เราทำไปแล้วสำเร็จบ้าง แล้วจะสร้างรากฐานความสำเร็จตรงนี้ให้รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาสามารถต่อยอดไปได้อย่างไร
2. อะไรที่ คสช. ทำแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ แล้ว 1 ปีที่เหลือนี้จะทำอย่างไรให้สำเร็จได้
3. อะไรที่ คสช. ยังไม่ได้ทำเลย ควรรีบลงมือตั้งแต่ตอนนี้ เพราะ 1 ปี ก็เป็นระยะเวลาที่พอสมควร ไม่ใช่สั้นๆ

ตอนนี้ คสช. อย่าไปใช้เวลากับเรื่องของการเมืองมากเกินไป คิดว่าเอาเวลามาแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน ในเมื่อมีอำนาจแล้วก็แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนให้มากที่สุด รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำก็เป็นปัญหามากในขณะนี้ ไม่ใช่มีแค่ยางพารา ปาล์ม แต่มีสินค้าเกษตรอีกเยอะ อย่างมันสำปะหลัง สัปปะรด ข้าวโพด ขณะนี้ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเกือบทั้งนั้น 1 ปีหลังจากนี้ใช้เวลาทำเรื่องพวกนี้จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมาก”




ข่าวอื่นๆ