เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

งานเสวนาวิชาการ หัวข้อ การสร้างรัฐสวัสดิการ ผ่านการเลือกตั้งปี 62 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง 29 พ.ย.2561

อะไรเป็นปัญหาของไทย ในรัฐสวัสดิการ

ก่อนอื่นผมมาวันนี้จากพรรคพวก จากหลายๆ คนว่าทำไมตัดสินใจมา ทำไมไม่มอบหมายให้คนอื่นให้มา ผมต้องบอกว่าวันนี้ที่ตั้งใจมา 2 เหตุผลหลัก เหตุผลที่ 1. อยากมาให้กำลังใจและชื่นชมสภานักศึกษาที่จัดการสัมมนาในวันนี้ เพราะว่าในบรรยากาศที่ผ่านมา หลายมหาวิทยาลัย หลายสถาบันการศึกษายังไม่กล้าที่จะจัดเวทีแบบนี้ เพราะเกรงผู้มีอำนาจ และที่สำคัญก็คือหัวข้อที่จัดนี้ ผมมองว่าเป็นหัวข้อที่สร้างสรรค์และแหลมคม เพราะว่าผมอยู่ในการเมืองมานาน และทุกวันนี้เบื่อหน่ายที่สุดกับการที่ต้องตอบคำถามการเมืองที่วนเวียนไปกับเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาพูดถึงการเลือกตั้ง ก็มักจะมาถามกันว่าใครย้ายไปอยู่ที่ไหน ใครจะจับมือกับใคร ทั้งๆ ที่ความจริงการเลือกตั้งครั้งนี้ควรจะเป็นโอกาสของประชาชนที่จะกำหนดประเด็นที่เรียกร้องจากพรรคการเมืองว่าจะต้องมีคำตอบให้กับสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ

เหตุผลที่ 2 ที่ผมมา ก็เพราะว่าในเรื่องของสวัสดิการ ผมมองว่ามันเป็นหัวใจที่จะยกระดับประเทศไทย เรามาถึงจุดที่ การพัฒนาที่ผ่านมาวันนี้ กับการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่มันเกิดขึ้นในโลก เราจะต้องมีการยกระดับบ้านเมือง ยกระดับระบบหลายอย่างของเราอย่างเต็มที่ มิฉะนั้นเราจะไม่สามารถที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนทั่วไป หรือประชาชนทุกคนในประเทศของเราได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้หลายท่านอาจจะสะท้อนปัญหาในเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในขณะนี้  จากการสะสมกระบวนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การเมืองที่ผ่านมา แต่มันมีประเด็นที่จะเป็นตัวเร่งรัด ให้ระบบสวัสดิการนี้มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

1. ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วมาก สังคมสูงวัยก็คือสังคมที่มีสัดส่วนของผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เกินร้อยละ 20 ซึ่งขณะนี้เราใกล้มากแล้ว แล้วก็ถ้าดูจากแนวโน้ม และโครงสร้างประชากร อีกเพียงไม่กี่ปีตัวเลขนี้จะกลายเป็นร้อยละ 25 และอาจจะถึงร้อยละ 30 แล้วเราเป็นประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยในลักษณะที่สรุปง่ายๆ คือเรากำลังจะแก่ก่อนรวย ในขณะที่ประเทศอื่นๆ สังคมอื่นๆ ที่เขาก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นในญี่ปุ่น เขารวยก่อนแก่ ฉะนั้นประเด็นของระบบสวัสดิการ จึงเป็นประเด็นที่ท้าทายมาก

นอกจากนั้น นอกเหนือจากความเหลื่อมล้ำ นอกเหนือจากการเป็นสังคมสูงวัยแล้ว เทคโนโลยี ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในลักษณะที่เราใช้คำว่า มาก่อกวนมาทำลาย หรือคำว่า Disrupt ในภาษาอังกฤษ จะทำให้ความมั่นคงในชีวิต ความมั่นคงในอาชีพของทุกๆ คนนี้ลดน้อยลง วันนี้อาจจะมีอาชีพที่มั่นคง พรุ่งนี้เทคโนโลยีอาจจะทำให้เราไม่มีงาน ไม่มีรายได้

ทั้งหมดนี้คือความจำเป็นเร่งด่วนว่า ทำไมระบบสวัสดิการจะต้องเกิดขึ้น ปัญหาที่จะต้องมาพูดกันต่อก็คือว่า ลักษณะของระบบสวัสดิการก็ดี ข้อจำกัดที่ทำให้เกิดระบบสวัสดิการไม่ได้ที่ผ่านมาก็ดี มันมีประเด็นอะไรบ้าง นั่นคือคำถามในรอบแรก

ผมอยากเริ่มต้นอย่างนี้นะครับ เห็นด้วยกับที่หลายๆ ท่านพูดมา แต่ก็มีหลายส่วนที่ผมมองต่าง การแก้ปัญหาความยากจนก็ดี การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ดี ไม่ใช่ทุกมาตรการ หรือทุกนโยบายสนับสนุนส่งเสริมระบบสวัสดิการ ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ วันนี้รัฐบาลปัจจุบันมีสิ่งที่เรียกว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผมถามว่าใครคิดบ้างว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐนี้อยู่บนหลักการที่สอดคล้องกับระบบสวัสดิการ

ผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่ ทุกคนก็สั่นหัว ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเราพูดแค่เพียงว่าจะแก้ปัญหาความยากจน จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และเราคิดว่ามันจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ – ไม่ใช่ มันต้องมาเริ่มต้นว่า หลักของการมีระบบสวัสดิการคืออะไร

1. การยอมรับว่าบริการพื้นฐานบางอย่างเป็นสิทธิ เป็นสิทธิหมายความว่าคุณเป็นคน เป็นพลเมือง คุณมีสิทธิ์ได้ ได้โดยอัตโนมัติ ไม่ใช่ได้เพราะวันนี้รัฐบาลอยากให้ พรุ่งนี้พรรคการเมืองนี้อยากจะใจดี หรืออยากจะหาเสียง ต้องเป็นสิทธิ

2. สิทธิตรงนี้หมายความว่า บริการทั้งหลายต้องมีลักษณะของการเป็นบริการถ้วนหน้า ถ้วนหน้าก็หมายความว่าเมื่อทุกคนมีสิทธิ์ ทุกคนต้องได้รับ

3. ระบบสวัสดิการที่ดี 1. เป็นระบบ ความเป็นระบบคือมีหลัก มีเกณฑ์ สิทธิที่จะได้ ควรจะเป็นเท่าไหร่ อย่างไร มีหลัก มีเกณฑ์ อันนี้คือระบบสวัสดิการที่เราต้องการสร้าง

ถามว่าข้อจำกัดที่ผ่านมา มีอะไรบ้าง มีทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่เป็นข้อจำกัด เอาโครงสร้างเชิงเศรษฐกิจก่อน ต้องยอมรับว่า ถ้าเราพูดถึงรัฐสวัสดิการ หลายคนจะสังเกตนะครับ ที่ผ่านมาผมใช้คำว่า “ระบบสวัสดิการ” ผมยังไม่พูดคำว่า “รัฐสวัสดิการ” ถ้าพูดถึง “รัฐสวัสดิการ” ลักษณะของมันก็คือ การที่รัฐเป็นคนจัดให้ทุกอย่าง และรัฐจะจัดให้ได้ทุกอย่าง ก็คือต้องเก็บภาษี

เพราะฉะนั้นในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการ ส่วนใหญ่เก็บภาษีสูง ประเทศไทยที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องการเก็บภาษีค่อนข้างมาก วันนี้ข้อจำกัดนี้ก็ยังอยู่ เช่น การเก็บภาษี ถ้าจะมาทำรัฐสวัสดิการ และลดความเหลื่อมล้ำ ต้องมุ่งเก็บภาษีทางตรง แต่ทุกวันนี้ประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศ พยายามหมุนระบบภาษีมาเก็บภาษีทางอ้อมเป็นหลัก เช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นภาษีที่ถดถอย ไม่ใช่ภาษีที่ก้าวหน้า

ถามว่าระบบภาษีที่ก้าวหน้านี้ เก็บภาษีเงินได้สูงมีข้อจำกัดอะไรบ้าง เช่น 1. ในโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งยังมีคนอยู่ใน เราใช้คำว่านอกระบบ ไม่ใช่ว่าผิดกฎหมายนะครับ นอกระบบนี้ ก็มีข้อจำกัดในการสร้างรัฐสวัสดิการ ยกตัวอย่างเช่น คนของเราที่ไม่มีนายจ้าง เยอะมากนะครับ เป็นส่วนใหญ่ พอจะเข้าระบบประกันสังคม แรงจูงใจไม่พอ เพราะถ้ามีนายจ้าง มันสมทบ 3 ฝ่าย พอไม่มีนายจ้าง ส่วนของนายจ้างมันไม่มีสมทบเข้ามา นี่คือปัญหาในเชิงเทคนิคทางเศรษฐกิจ ซึ่งต้องว่ากัน แต่ไม่ได้หมายความว่า เรามีทรัพยากรไม่พอ อันนี้ผมเห็นด้วย เรามีพอ อยู่ที่ว่าเรากล้าที่จะจัดการกับมันหรือไม่ในการจัดสรรทรัพยากร

ผมเองเป็นคนหนึ่ง ปกติเวลาลดภาษี นักการเมืองจะเห็นด้วยนะครับ แต่พรรคฯ ผม คัดค้านรัฐบาลที่แล้วตอนลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงมาจนถึงร้อยละ 20 และคัดค้านรัฐบาลนี้ที่คิดจะทำต่อ เพราะคนเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ประโยชน์จากมาตรการแบบนี้ อยู่ในกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มครับ พลังงาน โทรคมฯ ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งไม่ได้ทำให้การลดภาษี ไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการลงทุนการจ้างงานอะไรเลย แต่ไปเพิ่มกำไร อย่างนี้เป็นต้น นี่คือข้อจำกัดทางเศรษฐกิจซึ่งเดี๋ยวต้องพูดกัน

ข้อจำกัดที่ 2 ก็คือข้อจำกัดทางสังคม สังคมที่ค่อยๆ พัฒนามาจากสังคมชนบท สังคมเกษตร ดูได้ในประเทศในภูมิภาคนี้ แนวคิดเรื่องสวัสดิการ เราอยู่ในห้องประชุมนี้เราอาจจะบอกทุกคนเห็นด้วย แต่ผมยืนยันนะครับ มีคนในสังคมอีกจำนวนมาก ซึ่งจะโดยเจตนา หรือไม่เจตนา เข้าใจ หรือไม่เข้าใจ ไม่ได้มีทัศนคติที่สนับสนุนระบบสวัสดิการ ตรงนี้ผมมองต่างจากคุณธนาธรนิดนึงนะครับ ไม่ใช่ทุกพรรคการเมืองนะครับ ที่จะมีนโยบายก้าวหน้าแน่นอน

จะมีบางคน บางกลุ่ม บางพรรค ที่บอกว่า ถ้าเป็นระบบสวัสดิการอย่างที่เราพูดกันนี้ไม่เอาหรอก ให้เงินคน เดี๋ยวแบมือขอ เดี๋ยวขี้เกียจ อย่างนี้เป็นต้น จะมีคนที่ยังมองว่าการช่วยเหลือคนจน คนลำบากคือ ใช้ระบบของสังคมสงเคราะห์ นี่คือข้อจำกัด

สุดท้ายครับเรื่องการเมืองที่เป็นข้อจำกัด การเมืองแม้จะมาจากประชาธิปไตย ก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะเอาเรื่องสวัสดิการ เพราะการเมืองที่อยู่กับระบบอุปถัมภ์และอำนาจ ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะทหาร หรือรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตยนะครับ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลายยุคหลายสมัยต้องการใช้ระบบประชานิยม เพื่อตอกย้ำระบบอุปถัมภ์ ไม่ต้องการระบบสวัสดิการครับ เพราะถ้าเป็นสวัสดิการ มันเป็นสิทธิ์ของคุณ คุณไม่ได้ขึ้นกับผม คุณไม่ต้องมาผูกพัน มีบุญคุณ และมาเลือกผม

เพราะฉะนั้นข้อจำกัดเหล่านี้คือประเด็นที่เราจะต้องขจัดให้ได้ และในรอบที่ 2 ผมก็จะมาพูดให้เห็นว่าจะขจัดข้อจำกัดเหล่านี้เราต้องการอะไร และจะสร้างสังคมสวัสดิการได้อย่างไร

 

เห็นด้วย หรือเห็นมุมต่างอย่างไร

10 นาทีนี้มันสั้นมากนะครับที่จะบอกว่าจะสร้างระบบสวัสดิการ หรือจะไปสู่รัฐสวัสดิการอย่างไร แต่ผมยืนยันนะครับว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ผู้นำที่จะต้องมีความชัดเจนในเรื่องอุดมการณ์ นโยบาย หลักคิดที่มันสอดคล้องกับการสร้างระบบสวัสดิการ และรัฐสวัสดิการ ประชาธิปัตย์นี้ผมยืนยันว่า เรามีอดีตที่ยืนยันความคิดของเรา เรามีปัจจุบันที่ขณะนี้มีชุดนโยบายที่เราคิดว่าครบ และเราคิดว่าเรามีอนาคตที่จะเป็นระบบที่นำไปสู่สวัสดิการได้อย่างแท้จริง

ผมเริ่มต้นอย่างนี้ครับ ประเด็นแรก เราพูดถึงทรัพยากรที่มีเพียงพอ แต่ต้องจัดสรร และเราก็พูดกันชัดว่า ถ้าจะปลายทางไปถึงรัฐสวัสดิการจะต้องมีการจัดเก็บภาษี หรือทรัพยากรของรัฐเพิ่มขึ้น สิ่งแรกที่เราทำก่อนก็คือ เราลดความเหลื่อมล้ำ หรือเราบริหารเศรษฐกิจเพื่อให้คนที่จะต้องมาพึ่งระบบสวัสดิการนั้นลดลง

ประชาธิปัตย์ขณะนี้เป็นพรรคการเมืองเดียวที่ประกาศไปแล้วว่า ต่อไปนี้ไปถ้าเราได้บริหารเศรษฐกิจ เราไม่ได้ยึด GDP เป็นหลัก GDP ไม่ได้ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่อีกต่อไปแล้วในสังคมที่เหลื่อมล้ำอย่างนี้ GDP ที่ผ่านมา โต 3 – 4% ทุกปี แต่เชื่อมั้ยครับ หลายจังหวัด 4 ปีที่ผ่านมานี้ จนลง 20% 30% ก็มี เพราะฉะนั้นตัวชี้วัดในการบริหารเศรษฐกิจ เราจะถอยออกจากตัว GDP และในการกำหนดนโยบายโครงการมาตรการทุกโครงการ นโยบาย และมาตรการ จะต้องมีการประเมินผลกระทบต่อการกระจายรายได้ และผลกระทบต่อคนที่มีรายได้น้อยที่สุด

เหมือนสมัยก่อนเราไม่เคยสนใจสิ่งแวดล้อม ต่อมาเราทำโครงการอะไร เราต้องประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อไปนี้เช่นเดียวกันครับ นโยบายเศรษฐกิจต้องประเมินว่ามีผลกระทบต่อการกระจายรายได้ และผู้มีรายได้น้อยที่สุดอย่างไร มีผลในการขจัดความเหลื่อมล้ำ การผูกขาดอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เราจะเลิกการบังคับว่าคุณมีสิทธิ์ไปใช้จ่ายเฉพาะร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ควรจะไปใช้จ่ายกับคนยากคนจนด้วยกันได้ ตลาดสด ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวแกง ร้านชำชุมชน อย่างนี้เป็นต้น

แนวคิดในการแก้ปัญหาต่างๆ ต้องสอดคล้องกับการช่วยเหลือไม่ให้คนต้องมาพึ่งระบบสวัสดิการ เมื่อสักครู่คุณทวี กรุณาพูดถึงว่าสมัยผมหนี้ กยศ. ผมเป็นนโยบายเลยนะครับ ฟ้องนี้ต้องเป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น เช่นเดียวกันการปรับโครงสร้างหนี้นอกระบบที่เราเคยทำมาแล้ว เอาเข้ามาในระบบได้ประมาณ 6 แสนกว่าครัวเรือน ทำให้เขาเสียดอกเบี้ยน้อยลง แล้วก็การกระจายอำนาจนี้ ผมก็ประกาศไปแล้วว่าเราจะเดินหน้าสู่เลือกตั้งผู้ว่าราชการทุกจังหวัด รวมไปถึงหัวเมืองใหญ่ๆ จะมีระบบการบริหารจัดการแบบมหานคร เพราะฉะนั้นบริการพื้นฐานหลายอย่าง ไม่จำเป็นต้องไปรอกระทรวง ทบวง กรม ภาคเอกชน ภาคประชาชน ท้องถิ่น สามารถร่วมมือทำกันได้

ประเด็นถัดมา ก็คือว่าต้องพูดกันให้ชัดเรื่องระบบภาษี อยากได้ระบบสวัสดิการ ไม่ปฏิรูประบบภาษี เป็นไปไม่ได้ ทุกวันนี้ภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นภาษีก้าวหน้า คือภาษีทางตรง มันไม่ก้าวหน้าจริง คนที่แบกรับภาระภาษีทางตรงเกือบทั้งหมด คือมนุษย์เงินเดือน เพราะถูกหัก ณ ที่จ่าย แต่คนที่ร่ำรวยจากรายได้จริงๆ กลับมีช่องทาง ทางเลือกในการบริหารภาษี แล้วเสียภาษีน้อย ตรงนี้ต้องแก้ โครงสร้างระบบภาษีเงินได้นิติบุคคล โครงสร้างการหักลดหย่อนต่างๆ ซึ่งไม่เป็นธรรมทั้งหมดนี้ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข

ส่วนภาษีทางอ้อม กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม แนวคิดของเราก็คือว่า ถ้าจะต้องเพิ่ม ไม่เอาเข้าคลัง ใครเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สมมติเราขึ้นจาก 7 เป็น 10% 3% ไม่เอาเข้าคลังครับ เอาเข้าเสมือนเป็นบัญชีออมทรัพย์ของคนที่ซื้อของ เก็บเอาไว้สำหรับเขาเพื่อที่จะเป็นรายได้ของเขาตอนเกษียณอายุ นี่คือตัวอย่างของระบบภาษีที่ต้องปรับ

ทีนี้เรื่องหลักๆ สวัสดิการ 3 เรื่องที่เราต้องปรับปรุง 1. คือเรื่องรายได้ ทั้งคนในวันทำงาน ทั้งคนที่เกษียณอายุแล้ว 2. คือเรื่องการศึกษา 3. คือเรื่องสุขภาพ

เรื่องของรายได้ ประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองเดียวในอดีตที่มีมาตรการส่งเสริมการออมอยู่ตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าพอเรารู้ว่าทรัพยากรรัฐยังมีจำกัด แต่ละเรื่องเราทำ เราจะไม่ทำแล้วเกิดปัญหาความไม่ยั่งยืน เราทำเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เราไม่ได้ให้เยอะ แต่เรารีบทำทันทีคือทำกองทุนการออมแห่งชาติ แล้วเราจัดงบประมาณเป็นรัฐบาลเดียวที่จัดงบประมาณให้กองทุนสวัสดิการชุมชน ที่เวลาคนเขาออมวันละบาท ตามชุมชนต่างๆ เราสมทบเงินให้ เสียดายว่ามาตรการเกี่ยวกับการออมทั้งหมดนี้ รัฐบาลต่อๆ มาไม่สนใจที่จะสานต่อ มีแต่ส่งเสริมให้คนเป็นหนี้ นี่คือความแตกต่าง และนี่คือแนวคิดที่เราจะต้องเดินหน้า

ประกันสังคม จะต้องขยายไปสู่คนที่เป็นผู้ประกอบอิสระ หรือมีอาชีพอิสระ ให้ได้ครบทั้งหมด ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างสัดส่วนในเรื่องของการสมทบเงินเข้าสู่กองทุน และปรับปรุงเรื่องของสิทธิด้วย เพราะขณะนี้คนในประกันสังคมบ่นมากว่าเขาแบกรับ อย่างเรื่องการรักษาพยาบาล เขาเสียภาษีให้คนที่อยู่ในระบบ 30 บาท หรือบัตรทอง เขาต้องจ่ายเงินในส่วนของเขาเอง แต่บริการของเขากลับไม่ได้ดีกว่า อย่างนี้เป็นต้น

และนโยบายที่เราเคยทำ ซึ่งผมถือว่าเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายเกี่ยวกับการช่วยเหลือเกษตรกร คือระบบประกันรายได้นี่แหละ ที่เป็นตัวนำร่องจะไปสู่ระบบที่ขณะนี้ทั่วโลกพูดกัน ที่เขาใช้คำว่า Universal Basic Income ว่าในที่สุดรัฐจะต้องมีการประกันรายได้ให้กับคนทุกคน แต่เราเริ่มแล้ว ในอดีตก็คือ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ตอนนี้แนวคิดเราในการแก้ปัญหาเรื่องของยางพารา เรื่องจะนำสิ่งเหล่านี้เข้ามา ก็จะต่อยอด เราทำมาแล้ว

การศึกษา เราเป็นพรรคที่ผลักดันเรื่องเรียนฟรี เรารู้ว่าทรัพยากรรัฐตอนนั้นไม่พอ เราถึงทำเรื่อง กยศ. วันนี้มาถึงเวลาทบทวนว่าทรัพยากรของรัฐมีมากขึ้นแล้ว จะต่อยอดการเรียนฟรีขึ้นไปอย่างไร ส่วนหนี้ กยศ. แนวคิดของเราก็คือไม่ฟ้องร้องครับ แต่ทำอย่างไรหางานให้เขาทำ หรือให้เขามาทำงานในส่วนที่เป็นโครงการของรัฐบางโครงการ แล้วใช้การทำงานตรงนั้นเป็นการใช้หนี้ อย่างนี้เป็นต้น

เด็ก ประชาธิปัตย์เป็นคนทำเรื่อง นอกจากเรียนฟรี คือให้อาหารกลางวันในโรงเรียน นมโรงเรียน วันนี้เด็กเล็กเด็กแรกเกิดเขามีการจ่ายเงิน แต่จ่ายแบบไม่ถ้วนหน้า ประชาธิปัตย์จะเดินไปสู่การจ่ายถ้วนหน้าให้กับเด็กประถมวัย แต่การจ่ายนี้เราจะจ่ายส่วนหนึ่งก็คือเป็นเงินสด อีกส่วนหนึ่งเราจะทำเป็นบัญชีออมทรัพย์ให้แก่เด็ก ยังไม่ให้เอาออกมาใช้ แต่พอเด็กโตขึ้น เขาจะมีเงินออมอยู่จากตามโครงการนี้ และอาจจะสามารถนำออกมาใช้ได้ในบางกรณี เช่นเรื่องการศึกษา หรือเรื่องการสร้างโอกาสเพิ่มเติมให้กับเขา อย่างนี้เป็นต้น

สุขภาพ วันนี้สุขภาพจะต้องมีการปรับปรุงเรื่องของคุณภาพ การทำงานต้องทำในเชิงรุก ประชาธิปัตย์ คือพรรคที่ทำระบบ อสม. ขึ้นมา ให้ค่าตอบแทน อสม. เป็นครั้งแรก และจะเพิ่มค่าตอบแทน อสม. บนหลักการที่ว่าจะต้องมีตัวชี้วัดว่าสามารถเข้าไปดูแลสุขภาพของประชาชนในเชิงรุก ผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง และการรณรงค์ป้องกันไม่ให้คนเจ็บไข้ได้ป่วย มากน้อยแค่ไหน

นี่ก็เป็นนโยบายที่เราได้เตรียมเอาไว้ นอกจากนั้นโรงพยาบาลเอกชนขณะนี้ ค่าบริการไม่สมเหตุสมผล ต้องมีการควบคุม ขณะเดียวกันการที่มีการไปส่งเสริมให้เราเป็น Medical Hub นี้ เป็นการดึงทรัพยากรออกจากภาครัฐในเรื่องของบุคลากร ในเรื่องของทรัพยากรอื่นๆ ซึ่งทำให้เกิดความขาดแคลนในการบริการประชาชนทั่วไป นโยบายของเราก็คือว่า โรงพยาบาลเอกชนที่มีกำไร ต้องมีวิธีการคืนกำไรเข้ามาสนับสนุนในเรื่องของสุขภาพ

ประชาธิปัตย์ ทำหลายเรื่องนี้ เราถึงมองในเชิงระบบครับ มันไม่ใช่เรื่องของประชานิยม มาแจกตรงนั้น มาแจกตรงนี้ ผมยกตัวอย่างนะครับ เดิมก่อนที่ผมไปเป็นนายกฯ รัฐบาลก่อนเขามีโครงการน้ำไฟ รถไฟ รถเมล์ฟรี มาจากไหนครับเงิน มาจากภาษี แต่พอไปถึงจุดหนึ่ง ผมเข้าไปทำงาน ผมบอกว่าไฟฟรีควรมีต่อสำหรับคนยากคนจน แต่ไม่ควรเอาภาษี ควรจะเอาจากคนที่ใช้ไฟเยอะ เสียดายครับหลังจากนั้นมารัฐบาลชุดต่อๆ มา ก็ไม่ทำ

ผมพูดถึงเรื่องของการผูกขาด ผมพูดถึงแนวคิดเรื่องของแนวคิดในการบริหาร เรื่องพลังงานเป็นอีกตัวอย่าง รัฐบาลผมเป็นรัฐบาลที่ยืนยันว่าก๊าซธรรมชาติ เป็นของคนไทยทั้งประเทศ และก๊าซที่ชาวบ้านใช้หุงต้ม มันไม่มีทางเป็นการใช้ในลักษณะฟุ่มเฟือย ผมบอกว่าก๊าซตัวนี้เราต้องคิดราคาประชาชนในราคาต้นทุน ไม่ใช่ราคาตลาด แล้วก็ตรึงไว้อย่างนั้น เสียดายรัฐบาลต่อๆ มาไม่ยอมรับหลักการนี้

ดีเซล เป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ เป็นต้นทุนของผู้ประกอบการ ต้องมีระบบที่ตรึงโดยผูกโยงกับราคาในตลาดโลก ใช้กองทุนที่จะมาชดเชย มีสูตรที่คำนวน ไม่ใช่อุดหนุนกันจนกองทุนอยู่ไม่ได้

ทั้งหมดนี้คือแนวทาง แนวคิดที่เราได้เริ่มต้นไว้สานต่อ เพื่อที่จะนำไปสู่รัฐสวัสดิการปลายทาง แต่ใช้วิธีโดยประสบการณ์โดยการศึกษารายละเอียดต่างๆ ผสมผสานเพื่อให้ระบบมันเดินไปได้ภายใต้ข้อจำกัดในบางสถานการณ์ ภาษีที่จะต้องมาในที่สุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับ จำได้มั้ยครับ เริ่มต้นรัฐบาลนี้ทุกคนดีใจว่าภาษีมรดกจะมาช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านมา 3 ปี ใครทราบบ้างครับเราเก็บภาษีมรดกได้เท่าไหร่ เก็บได้จากกี่คน หลักหน่วยนะครับ หลักหน่วยนะ ไม่ใช่หลักสิบ หลักร้อย หลักพันนะครับ เราเก็บได้ผมเข้าใจว่าครั้งสุดท้ายที่ผมตรวจสอบ เก็บได้จาก 3 คน มันไม่ใช่คำตอบ

และวันนี้เราเจอปัญหาต่ออีกก็คือว่า เรามีธุรกิจต่างชาติมาทำธุรกิจในประเทศไทยไม่เสียภาษีเลย ธุรกิจโฆษณาวันนี้อยู่กับใคร อยู่กับเฟซบุ๊ก อยู่กับกูเกิ้ล อยู่กับยูทูป ผมบอกว่าวันข้างหน้า ปีหน้า คนเป็นนายกฯ เป็นประธานอาเซียนด้วย ถึงเวลาที่ประธานอาเซียนจะต้องเอาอาเซียนมาผนึกกำลังกันมาต่อรองกับธุรกิจข้ามชาติอย่างนี้ทั้งหมด นี่คือวิสัยทัศน์ นี่คือแนวคิดของเรา

สุดท้ายครับ ทั้งหมดนี้จะทำได้ คนที่ทำต้องไม่มีประโยชน์ทับซ้อน ต้องไม่มีการทุจริต คอร์รัปชัน ต้องพร้อมที่จะยืนอยู่ข้างคนธรรมดา พร้อมที่จะสนับสนุนอำนาจต่อรองอย่างเช่นสหภาพแรงงาน กลุ่มเกษตรกร เวลาเขาเรียกร้องความเป็นธรรม นี่คือสิ่งที่เราตั้งใจที่จะเดินหน้า เพราะว่าเราคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ระบบสวัสดิการจะต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย และสุดท้ายนำไปสู่การมีรัฐสวัสดิการ

 

ต้องเสนอนโยบายในการจัดทำรัฐสวัสดิการ ต้องชี้แจงว่าจะเอาเงินมาจากไหน

ขอใช้สิทธิ์พาดพิง ที่จริงผมก็พยายามไม่พาดพิง บางเรื่องก็อาจจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกันเรื่องปกติ แม้กระทั่งเมื่อสักครู่การคำนวนตัวเลข คุณธนาธร นี้ก็อาจจะมีประเด็นที่อาจจะมองต่างกันบ้าง แต่ไม่เป็นไร แต่เมื่อกี้พาดพิงผมบอกว่า พรรคผมเสนอเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มว่าจะขึ้น ผมไม่ได้พูดอย่างนั้นนะครับ ผมพูดว่า ถ้าจำเป็นจะต้องมีการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ผมจะไม่ใช้วิธีเอาเงินเข้าคลัง ผมจะเอาเงินไปเป็นบัญชีออมทรัพย์ เพื่อประหยัดรายได้ของรัฐในเรื่องที่จะต้องไปดูแลระบบของผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เป็นเรื่องที่บอกว่าจะมาขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

แต่ประเด็นที่มันสืบเนื่องมานี้ ก็เพราะว่าที่ตอนนี้คนพูดเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มต้องขึ้นนี้ เพราะบางพรรคไปลดภาษีเงินได้นิติบุคคล แล้วมันไม่เป็นตามหลักที่พูดเลย ที่บอกว่าเอาเงินไปให้คนที่จะใช้เงิน ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่สูญไปเป็นแสนล้านขณะนี้ เข้ากระเป๋ากำไรของธุรกิจ 4 สาขาหลัก ไม่ได้ออกมาเป็นการหมุนเวียน อันนี้ก็เลยต้องเรียนให้ทราบ

ส่วนถ้าจะพูดถึงเรื่องความยั่งยืน ผมเทียบง่ายๆ ครับ ระบบประกันรายได้ ใช้เงินประมาณ 4 – 5 หมื่นล้าน ยกระดับ แก้ปัญหาของเกษตรกรทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรายย่อย หรือรายใหญ่ เพราะรายย่อยเขาปลูกเขากินเอง เขาจำนำไม่ได้ แต่ระบบจำนำข้าวนี้ ถ้าบอกว่ายั่งยืน ผมก็ต้องบอกว่า วันนี้ทิ้งหนี้ไว้ให้รัฐบาลต่อไปใช้หนี้อีก 3 หมื่นล้านต่อปี เป็นเวลา 10 ปีครับ

ขอให้ข้อเท็จจริงครับ Multiplier นี้ เงินไปถึงด้วยวิธีใด โครงการใดก็ตามเท่ากันหมดนะครับ คือหมายความว่า ถึงชาวนา 1 บาท ท่านจะคูณ 2.8 นี้ ประกันรายได้ก็ได้ จำนำข้าวก็ได้ ข้อเท็จจริงคือ โครงการประกันรายได้นี้ เวลาใช้ 4 หมื่นล้านบาท ถึงชาวนา 4 หมื่นล้านบาท แต่โครงการจำนำข้าวที่สูญไป 3 แสนล้านนี้ ถึงชาวนาเพียงแค่ 40% ของยอดนั้น ที่เหลือหายไปกับเรื่องการทุจริต คอร์รัปชัน และการบริหารครับ ซึ่งไม่ได้มี Multiplier เลยครับ

 

ช่วงตอบคำถาม

ผมนับได้ 13 คำถามนะครับ จะพยายามตอบให้มากที่สุดใช้เวลาให้สั้นที่สุด ประเด็นแรกเรื่องผู้ว่าฯ กับการกระจายอำนาจ อยากจะยืนยันว่าที่ผมพูดว่าต้องเลือกผู้ว่าฯ ทั้งประเทศนี้ เพราะเราจะติดไอ้คำพูดที่ว่า ขอเลือกจังหวัดที่พร้อมก่อน ผมนี้กลับมองตรงกันข้าม จังหวัดที่ว่าพร้อมๆ ในขณะนี้ส่วนใหญ่คือจังหวัดใหญ่ๆ ซึ่งแม้จะเป็นระบบแต่งตั้ง ยังเป็นจังหวัดที่คนอยากไปเป็นผู้ว่าฯ แต่จังหวัดที่เดือดร้อนจริงๆ ขณะนี้คือจังหวัดเล็กๆ จังหวัดที่มีทรัพยากรไม่มาก จังหวัดที่ยากจน ข้าราชการที่ไปเป็นผู้ว่าฯ ไม่อยากไป ไปก็รอที่จะย้ายออก เพราะฉะนั้นถ้าเราไปบอกว่าเลือกผู้ว่าฯ จังหวัดที่มันพร้อม เขาก็จะพูด ภูเก็ต เชียงใหม่ อะไรต่างๆ ผมว่าไม่ใช่

ประเด็นหลักคือการให้คนในจังหวัดสามารถเลือกผู้บริหารสูงสุด ถ่ายโอนไปอย่างที่คุณธนาธรพูดนี้ ก็เป็นแนวคิดที่เรายืนยันว่าถ่ายโอนของส่วนภูมิภาคนี้ไปให้คนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งในปัจจุบันใกล้เคียงสุดก็คือนายก อบจ. แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า ประชาธิปัตย์นี้เป็นที่เริ่มเรื่องรัฐบาลประชาธิปัตย์เป็นคนทำเรื่อง อบต. อบจ. หมุนมาสู่การเลือกตั้ง การมีผู้บริหารสูงสุดจากการเลือกตั้งโดยตรง และผมเคยออกกฎหมายว่าอย่างน้อยที่สุดงบประมาณของประเทศ 35% จะต้องให้ท้องถิ่นเป็นผู้ได้ใช้ แต่ต่อมาก็ถูกยกเลิกไป และปัจจุบันก็วนเวียนอยู่ที่ประมาณ 26-27% นี่คือเรื่องของการกระจายอำนาจ

ผมแถมนิดนึง เพราะว่าเวลาพูดกระจายอำนาจ และท้องถิ่น คนจะบอกว่าท้องถิ่นทุจริต ท่านทราบมั้ยครับว่า ที่บอกทุจริตๆ นี้ เพราะท้องถิ่นมีเยอะครับ ถ้าไปนับคดีที่ ปปช. ตัดสิน มันจะดูเป็นจำนวนคดีเยอะมาก แต่เชื่อมั้ยครับว่ามูลค่าที่บอกว่าทุจริตนี้ ผมว่าไม่ถึง 1% ของที่ทุจริตในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค นี่คือข้อเท็จจริงที่เราถูกวาทกรรมเรื่องว่าท้องถิ่นทุจริตๆ นี้ ถูกครอบงำมาโดยตลอด

เรื่องที่ 2 เรื่อง เมื่อกี้มีนิดนึงเรื่องไฟฟ้า ผมเห็นด้วยนะครับ แล้วก็กำลังศึกษาอยู่ เรื่องราคาพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ไฟฟ้า ที่เป็นราคาเดียวกันทั่วประเทศ เหมือนกับที่เราทำกรณีของก๊าซหุงต้ม จะมีระบบที่ปรับให้ทุกคนซื้อในราคาเดียวกันได้ ไม่งั้นแล้วก็กลายเป็นว่า คนที่อยู่ห่างไกลบวกค่าขนส่งเข้าไปด้วย ขณะเดียวกันหลักคิดในเรื่องของการผลิตไฟฟ้า ถ้าพื้นที่ไหนจำเป็นต้องแบกรับต้นทุน จะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม หรืออะไรก็ตาม ก็ต้องได้รับการชดเชย อันนี้เป็นเร็วที่สุดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไฟฟ้า

เรื่องเด็กนั่งรถไฟ มันมี 2 ประเด็นครับที่ผมว่าสำคัญ ประเด็นที่ 1 ก็คือประเด็นที่มองในมุมที่ว่าเมื่อมันไม่คุ้ม ผมก็ต้องบอกว่าในประเด็นนี้ชัดเจนครับ บริการสาธารณะพื้นฐานซึ่งส่วนใหญ่เราให้รัฐวิสาหกิจทำ ต้องไม่เอาตรงนี้มาเป็นตัวตัดสิน และผมก็ยืนยันสมัยผมก็บอกว่า ประปา ไฟฟ้า โทรคม ถ้าบอกว่าไม่ยอมไปลงทุนในพื้นที่ไหน เพราะพื้นที่นั้นไม่คุ้มค่า ผมบอกว่าไม่ได้ เพราะวัตถุประสงค์ของคุณไม่ใช่มาบอกว่าโครงการนี้ขาดทุน คุณจะทำเฉพาะส่วนที่กำไรไม่ได้ เพราะคุณมีภาระในการที่จะต้องบริการประชาชนทั่วประเทศ

มุมที่ 2 ก็คือว่า ถามว่าจะเลิกมั้ยนี้ ผมก็บอกว่า จริงๆ เป้าหมายเราไม่ใช่ว่าเด็กได้นั่งรถไฟ เป้าหมายเราคือเด็กได้เรียนหนังสือ ในที่ที่เขาควรจะได้เรียน จริงๆ ใจผมนี้ ถ้าเป็นเด็กเล็ก ควรจะได้เรียนใกล้บ้าน ไม่อยากให้เดินทางด้วยซ้ำ ก็ต้องดูเท่านั้นเองว่า ความคุ้มค่ามันคืออะไร เพราะประเด็นนี้มันมาโยงกับเรื่องนโยบายโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งขณะนี้จะถูกฝ่ายหนึ่งบอกว่าต้องยกเลิกทั้งหมดเพราะมันไม่คุ้มค่า แต่ถ้าเราไม่มีโรงเรียนที่มีคุณภาพที่ขนาดใหญ่ขึ้น แล้วเด็กสามารถที่จะไปได้สะดวก ผมก็เห็นว่ามันก็ไม่ควรจะยุบ

เพราะฉะนั้นมันมี 2 มุม เรื่องของบริการให้ทั่วถึง กับเรื่องของการที่จะต้องดูอะไรที่มันคุ้มค่าและดีที่สุด เพื่อที่จะให้เด็กได้การศึกษาอย่างที่เราต้องการ ตัวอย่างนี้ผมเห็นชัดนะ คุณทวียืนยันได้ 3 จังหวัดภาคใต้นี้ไปยุบโรงเรียนเล็กไม่ได้เลยครับ พ่อแม่จะต้องทุกข์ทุกวันว่าถ้าลูกจะต้องเดินทางไป ไปเจอกับอะไร อย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องเอากันให้ชัดว่า เราจัดลำดับความสำคัญอย่างไร

บัตรคนจน ความจริงผมพูดไปแล้วนะครับว่า ผมไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกที่บังคับให้ไปใช้ในร้านธงฟ้าประชารัฐ แล้วก็ไม่เห็นด้วยกับการที่หลักเกณฑ์ใครได้ ใครไม่ได้ขณะนี้ ไม่ได้ตรงกับความต้องการจริงๆ แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่า ถ้าคุณมานิยามบอกว่า คนนั้นจน คนนี้ไม่จน แล้วขณะนี้พอใครมีบัตรได้สิทธิ์ทุกอย่าง 8 หมื่นล้านตอนนี้ ใส่เข้าไปทั้งอะไรนะ ของขวัญปีใหม่ 500 บาท สูงอายุเดินทางไปโรงพยาบาลได้ มันกลายเป็นว่า แล้วถ้าเกิดคุณยากจน ด้อยโอกาส แต่คุณไม่มีบัตรนี้ คุณไม่ได้สิทธิ์นี้เลย แล้วพอเราตราว่าคนหนึ่งจน คนหนึ่งไม่จน มันจะเกิดปัญหาขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงว่า คุณสามารถแยกแยะได้จริงหรือไม่ แต่มันกลายเป็นว่าถ้าสมมติว่าใครเข้าหลักเกณฑ์ที่ได้สิทธิ์เหล่านี้ วันข้างหน้าเขาจะหลุดพ้นจากตรงนี้ เขาเสียสิทธิ์จากเหล่านี้หมดเลย

ผมยกเป็นตัวอย่างว่า ตอนผมทำเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ผมถูกต่อว่ามากว่า ทำไมไม่ให้เฉพาะคนจน ผมก็บอกว่า หลักคิดของผมก็คือว่าผู้สูงอายุทุกคนสมควรได้รับการตอบแทนจากรัฐ และผมก็นึกไม่ออกด้วยว่า คุณจะมาแยกแยะคนจนที่เป็นผู้สูงอายุกับคนรวยได้อย่างไร เพราะว่าผมบอกได้เลยว่า เศรษฐีอายุมากๆ ไม่มีรายได้หรอกครับ ไม่จำเป็นต้องทำงาน ไม่ต้องมี แต่ว่าผู้สูงอายุที่ยากจน ยังต้องดิ้นรนหารายได้ วัดกันที่รายได้กลายเป็นคนจนเป็นคนรวย คนรวยเป็นคนจน วัดกันที่ทรัพย์สินก็ไม่ได้ครับ เพราะว่าเศรษฐีอาจจะโอนไปให้ลูกหมดแล้ว แต่ก็ใช้ทรัพย์สินเหล่านั้นได้อยู่ อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ทรัพย์สินเป็นตัวปัญหานะครับ คนจนจำนวนมากขณะนี้ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการของรัฐ เพราะไม่เข้านิยามเนื่องจากมีที่ โดยไม่ได้ไปดูว่าที่นั้นติดจำนองมั้ย สามารถเอามาใช้ให้เกิดรายได้จริงหรือไม่

เรื่องของสิทธิของราชการ ผมอาจจะมองต่างจากหลายๆ ท่าน ผมเข้าใจ ความรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมเขาได้สิทธิดี ผมมองในมุมนี้ครับ ถ้าอยากจะเปลี่ยน ผมไม่ขัดข้อง แต่ผมมองว่าสำหรับคนที่เขาตัดสินใจเข้ามารับราชการตั้งแต่ต้น เขามองว่ามันคือเงื่อนไขการจ้างครับ มีครอบครัว มีคนเยอะแยะเลยครับในอดีตที่ตัดสินใจเข้ารับราชการ หรือให้ลูกหลานเข้ารับราชการ เขาบอกยอมเงินเดือนต่ำกว่าเอกชน เพื่อแลกกับสวัสดิการเหล่านี้ เพราะฉะนั้นวันนี้อยู่ดีๆ พอเรามาถึงเราจะมาบอกยกเลิกสิทธิประโยชน์ของเขา ผมว่าไม่ถูกต้อง ถ้าจะยกเลิกก็ควรยกเลิกกับเฉพาะคนที่เข้าใหม่ ให้มันโปร่งใสไป ซึ่งทำแบบนี้ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนะครับ แล้วมันจะเร็ว การเปลี่ยนแปลงมันจะเร็วกว่าที่คิด เหมือนกับที่ผ่านมา พอเราเปลี่ยนสถานะของบุคลากรของการศึกษา สักพักนึงระบบมันก็เปลี่ยนได้

กยศ. ผมเห็นด้วยนะครับ เรื่องเงื่อนไขอื่น มันไม่ควรจะเกี่ยวข้อง แต่อาจจะมองต่างนิดนึงว่าเรื่องรายได้ ทำไมมันยังต้องเป็นเกณฑ์อยู่ เพราะทุกครั้งที่ขยับเกณฑ์รายได้ในการกู้ยืม กยศ. ขึ้น คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือครอบครัวที่ยากจนครับ เพราะคนที่รวยขึ้นจะเข้ามาแย่งตัวนี้ ยกเว้นเรามีเงินเพียงพอที่จะให้ทุกคน นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ตลาดหุ้น ผมเห็นด้วย ตรงนี้แหละครับ ที่จะเป็นตัวที่ลดความเหลื่อมล้ำ ศึกษาอยู่ว่าระหว่างการเก็บภาษีจากกำไร ซึ่งจะยุ่งยากนะครับ กับการเก็บภาษีจากการซื้อขายเลย ผมยกตัวอย่างนะครับว่า คุณธนาธรเล่นหุ้นใช่มั้ยเมื่อกี้บอก เมื่อก่อนนี้คุณเสียค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ 0.25 ตอนนี้ลดไปประมาณ 7-80% ผมถามว่าทำไมเมื่อก่อนจ่ายค่าธรรมเนียมแพงได้ ก็ขึ้น ก็เก็บจากการซื้อขายหุ้นนี่แหละครับ แต่ว่าแทนที่จะเป็นค่าธรรมเนียม ก็เก็บเข้ารัฐ มาทำสวัสดิการ แล้วอย่างนี้เก็บง่ายครับ ไม่ต้องไปดูว่าคุณกำไร คุณขาดทุน คุณเอาขาดทุนมาหักกำไร คุณจะให้เวลาเท่าไหร่ในการมาคำนวนว่ากำไร หรือขาดทุน อันนี้ก็เป็นแนวคิดหนึ่ง

ส่วน BOI ต้องปฏิรูปอยู่แล้ว ที่ผ่านมา เรามีโอกาสปฏิรูปมา 2 รอบ รอบที่ 1 ก็คือสมัยท่านนายกฯ ชวน ที่บอกว่า BOI นี้ควรจะให้กับ คือสิทธิสูงสุดนี้ควรจะมาที่จังหวัดที่ห่างไกล และรอบที่ 2 ก็คือ ผมก็เป็นคนไปดูว่า สิทธิ BOI ไม่ควรจะไร้ขีดจำกัด เมื่อก่อนนี้จะได้ไม่จำกัดนะครับ ตอนหลังนี้จะต้องมาประเมินโครงการว่า โครงการที่เข้ามาทำประโยชน์อะไร ลงทุนเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าลงทุนนิดเดียว แต่ปรากฎว่าได้สิทธิ์ไม่จบไม่สิ้น 8 ปี 13 ปี แล้วมูลค่ามากกว่าที่เอาเงินมาลงทุน ก็ไปกำหนดเพดานกัน ผมคิดว่าต้องมีการปรับลดอีก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

จะเลิกเลยหรือไม่ ก็ต้องคิดนะครับ เพราะว่าหลายประเทศที่เลิก ก็จะมีอีกระบบนึงคือเอางบประมาณมาให้กับคนที่มาลงทุน ซึ่งสำหรับประเทศไทยที่มีการทุจริต คอร์รัปชันสูงมากนี้ ผมก็กังวลว่า ทำไปทำมาก็จะกลายเป็นการสร้างภาระกับรัฐด้วย แล้วก็แถมไม่โปร่งใสด้วย

ผมตอบเรื่องความถ้วนหน้าต่างๆ ไปแล้วนะครับ สวัสดิการเด็ก ความจริงเมื่อกี้พูดไปเยอะ ตั้งแต่ว่าแรกเกิด อาหารกลางวัน นม แล้วก็สิทธิในการเรียนฟรี ซึ่งอันนี้ก็ได้พูดไปแล้วว่าจะขยายอย่างไร

เรื่องของวิถีวัฒนธรรม ผมยกตัวอย่างสมัยผมเป็นนายกรัฐมนตรี ปรากฎว่าเยาวชนที่เป็นมุสลิม ไม่ใช้บริการ กยศ. เลย เพราะขัดกับหลักศาสนา ผมก็เลยแก้ว่า ให้ไปทำกับธนาคารอิสลาม หาวิธีในการคิดเพื่อไม่ให้เป็นการกู้ยืมที่ขัดกับหลักศาสนา ผมว่านโยบายนี้จำเป็นต้องทำกับทุกๆ เรื่อง เพื่อยอมรับความเป็นพหุวัฒนธรรม

เรื่องของโรงพยาบาล ผมเป็นคนเอาบ้านแพ้วออกจากระบบราชการ ผมเป็นคนเอาโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ออกจากระบบราชการ แล้วคิดว่า 2 แห่งนี้ประสบความสำเร็จแล้ว ควรจะเป็นตัวอย่าง เบื้องต้นผมก็ยืนยันครับว่า ระบบบัตรทองมันไม่ได้เจ๊ง แต่บางปี บางยุค การจัดสรรงบประมาณให้นี้ไม่พอ คำว่าเจ๊งไม่ได้เจ๊งที่ตัวระบบหรอกครับ ไปเจ๊งที่โรงพยาบาล ซึ่งถ้าเกิดที่ไหนมีเงินสำรองไม่พอ หรือว่ามีคนมาใช้บริการเยอะ แล้วอย่างชายแดนบางทีก็ต้องบริการต่างด้าวด้วย อันนี้เกิดปัญหาในทางการเงินได้ ถามว่าตอนนี้จะแก้ไขอะไรอย่างไรบ้าง ผมยังมองว่า เรื่องของสิทธิทั้ง 3 ระบบนี้ยังไม่จำเป็นต้องมารวม แต่ระบบข้อมูลควรใช้ด้วยกัน

ประการที่ 2 ระบบบัตรทอง ควรจะไม่นับเงินที่เป็นเรื่องของเงินเดือน หรือเงินที่เป็นส่วนบังคับของนโยบายรัฐบาล แล้วมานับว่าเป็นรายหัวมันไม่ใช่ คุณจะจัดงบประมาณตรงนั้นอย่างไรว่าไป แต่ให้เอาตัวเลขที่โปร่งใสว่าเฉพาะเงินที่มาบริการประชาชนนี้มันเท่าไหร่

2. ผมคิดว่าเมื่อประกันสังคมเอง ก็มีความรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมอยากเปิดโอกาสว่า ประกันสังคม ใครอยู่ในประกันสังคมคุณมีสิทธิ์เลือก คุณจะเอาระบบประกันสังคม หรือคุณจะไม่จ่ายเงิน แล้วมาใช้บริการของบัตรทอง เพื่อให้ 2 ระบบนี้แข่งขันกันในเรื่องของคุณภาพการบริการ

ส่วนที่เป็นปัญหาจริงๆ คือโรคค่าใช้จ่ายสูง เบาหวาน มะเร็ง อัลไซเมอร์ยังไม่เยอะมากนะครับ มีโรคไต อย่างนี้ขณะนี้ระบบยังไม่ได้รองรับจริงๆ อาจจะต้องคิดเพิ่มว่า จะมีระบบประกันสุขภาพอะไร ที่จะมารองรับโรคที่ค่าใช้จ่ายสูงตรงนี้

เรื่องที่ยังไม่ได้ตอบมี 2 เรื่องนะครับ เรื่องของการทำแท้ง ผมเรียนอย่างนี้ครับ ปัจจุบันสิทธิในการทำแท้ง แน่นอนเกิดขึ้นกรณีถูกข่มขืน อันนั้นไม่ควรจะมีใครมาเถียงเลยนะครับ 2. คือเรื่องของสุขภาพ ซึ่งมีทั้งกรณีของสุขภาพเด็ก และสุขภาพของแม่ ปัจจุบัน ผมเข้าใจว่ามีความตั้งใจในการที่จะให้คำว่าสุขภาพนี้ ยืดหยุ่นพอสมควร ครอบคลุมไปถึงสุขภาพจิต ครอบคลุมไปถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการเลี้ยงดู สามารถที่จะใช้ได้

ผมติดอยู่นิดเดียวครับ คือเวลาเราพูดถึงสิทธิในร่างกาย เราต้องคิดถึงสิทธิของชีวิตของเด็กที่อยู่ในท้องเหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ควรจะหาข้อยุติทางการแพทย์ว่า จุดไหน ณ จุดไหน ที่เรามองว่า ชีวิตได้เริ่มขึ้นแล้ว คือถ้าจะพูดตามกฎหมายก็กลายเป็นว่าคลอดมาแล้ว ความจริงมันไม่ใช่ หาจุดตรงนั้นแหละครับ เพื่อที่จะหาปรับเข้าสู่ความยืดหยุ่นว่า สิทธิการทำแท้งนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน เพราะว่ามันจะมีเรื่องความปลอดภัยด้วย ถ้าในกรณีที่ท้องนานแล้ว

ส่วนคำถามสุดท้าย ซึ่งไม่มีใครตอบ ผมแปลกใจมากว่า จะได้เลือกตั้งหรือเปล่า ในปี 62 คือ ถ้าไม่ได้เลือกตั้งในปี 62 ผมไม่ค่อยห่วงพวกเราครับ ผมห่วงคนที่จะไม่ให้เลือกตั้ง ว่าเขาจะต้องไปอยู่ที่ไหนครับ ขอบคุณครับ

////////////////////////////////////////////////////////////////

 

ธนาธร

นาทีที่ 36.43 ... กฎหมายลาคลอด 90 วัน พวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้อาจจะคิดว่าการลาคลอดเป็นเรื่องปกติของสังคมในวันนี้ แต่ย้อนหลังกลับไป 30 ปีที่แล้ว ไม่ใช่นะครับ การลาคลอด 90 วันเพิ่งได้รับเป็นสิทธิ์ในสมัยเริ่มเรียกร้องกันตั้งแต่สมัยคุณชาติชาย ชุณหะวัณ กว่าแรงงานสตรี พี่น้องแรงงานจะชุมนุม เดินขบวนเรียกร้องสิทธิ์ ให้ 90 วัน ผู้หญิงสามารถลาคลอดได้ ได้รับการรับรองปรับมั่นคงในประเทศไทยในฐานะสิทธิ์ ใช้เวลากว่าจะได้มาในปี 2536 รัฐสวัสดิการไม่เคยได้มาจากความเมตตาของคนชั้นนำ แต่ได้มาจากการรวมตัวเรียกร้อง และต่อสู้ของคนธรรมดา คนสามัญ ผู้ยากไร้ ผู้ที่ถูกกดขี่ทั้งนั้น ในทุกประเภท ...

นาทีที่ 38.50 … ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ 2519 หลังจากปี 2519 หลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ผู้นำนักศึกษา ชาวนา กรรมกร หลายคนถูกคุกคาม หลายคนถูกลอบสังหาร การรวมตัวของประชาชนถูกทำลาย สิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นถูกทำลาย ภายใต้ระบอบแบบนี้ย่อมไม่มีทางให้ประชาชนเข้มแข็ง แล้วรวมกันเรียกร้องเรื่องที่ก้าวหน้าสำหรับประชาชนได้ หากไม่มีประชาธิปไตย ย่อมไม่มีเสรีภาพในการชุมนุม ย่อมไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ดังนั้นประชาธิปไตยที่อ่อนแอ จะนับมาซึ่งรัฐสวัสดิการที่อ่อนแอ ไม่มีประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ย่อมไม่มีรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็ง ทั้ง 2 อย่างนี้ไปด้วยกัน ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นแล้ว เมื่อสหภาพแรงงานถูกทำลายลง หลังปี 2519 การรวมตัวของสหภาพแรงงานในประเทศไทยเป็นไปอย่างอ่อนแอ และปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่