เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

ตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101

 

(12 ธ.ค.2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ในประเด็นต่างๆ

 

- คำต่อคำ –

 

วันนี้เป็นวันแรก หลังจากมีมาตรา 44 ปลดล็อคทางการเมือง เป็นอย่างไรบ้าง

“ทำให้เราทำทุกอย่างกันตามปกติ ก่อนหน้านี้ก็อาจจะไม่ได้มีปัญหาอะไรมากนัก สำหรับหลายๆ เรื่อง เช่นการให้สัมภาษณ์ การพูดคุยกัน แต่อย่างน้อยวันนี้ทำให้เวลาเรามีการประชุมมีอะไรต่างๆ ก็ไม่ได้มีปัญหาว่าจะต้องมาถกเถียงกันอีกว่ามันเป็นเรื่องกิจกรรมทางการเมืองหรือไม่อย่างไร เพราะฉะนั้นวันนี้เราก็มีการจัดสัมมนา ซึ่งเตรียมไว้ล่วงหน้า เป็นสัมมนาวิชาการเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายอำนาจ เราก็จะสามารถพูดเป็นเรื่องของเชิงนโยบายได้ง่ายขึ้นแล้วตอนนี้ เพราะว่าในประกาศของ คสช. เมื่อวานก็บอกว่า ถึงเวลาที่จะให้พรรคการเมืองต่างๆ สามารถที่จะประชาสัมพันธ์นโยบายต่างๆ ได้แล้ว”

 

ถ้าหากวิเคราะห์ที่มาที่ไป ทำไมถึงเป็นช่วงนี้ 

“คงไม่ยากหรอกครับ ความจริงแล้วมันก็เป็นเพราะว่ากฎหมายเลือกตั้งได้มีผลบังคับใช้เมื่อวานนี้ ก็คือ 90 วันหลังจากที่ประกาศในราชกิจจาฯ เมื่อกฎหมายเลือกตั้งประกาศใช้แล้วก็กำลังเข้าสู่ขั้นตอนของการประกาศพระราชกฤษฎีกา เพื่อนำไปสู่การรับสมัครเลือกตั้ง แล้วก็กำหนดวันเลือกตั้งต่อไป

 

ซึ่งมาถึงจุดนี้แล้ว ถ้าหากว่าพรรคการเมืองยังไม่สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ปกติ ก็คงค่อนข้างจะลำบากแล้ว ที่จะทำให้บรรยากาศของการเลือกตั้งมันเป็นการเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายเขายอมรับว่าเป็นการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นพูดตรงๆ ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร

 

ความจริงที่รอมาถึงวันนี้มีคำถามด้วยซ้ำว่า ที่จริงก่อนหน้านี้ เหมือนกับว่าถ้าปลดล็อคแล้วก็กลัวกันเหลือเกินว่าจะเกิดความวุ่นวายอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็บอกมาตั้งนานแล้วว่าผมไม่เชื่อว่าพรรคการเมืองไหนที่จะไปทำกิจกรรมต่างๆ ในนามของพรรคการเมืองแล้วจะไปเป็นผู้ก่อความวุ่นวาย เราก็มองว่าจริงๆ การปลดล็อคตัวนี้ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคปัญหาต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว

 

แล้วก็ถามว่าก่อนหน้านี้คิดว่าจะปลดหลังจากนี้ไปนานสักแค่ไหน บังเอิญเห็นข่าวพรรคพลังประชารัฐเขาจะจัดระดมทุนวันที่ 19 นี้ เราก็คุยกันเล่นๆ ว่า สงสัยยังไงก็ต้องปลดล็อคก่อนวันที่ 19 ละมัง”

 

เพราะตอนแรกที่มีการประชุมกับแม่น้ำ 5 สาย ตามรายงานข่าวบอกว่าจะเป็น 2 ม.ค. ด้วยซ้ำ

“อันนั้นคาดว่าจะเป็นวันที่ประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง”

 

ตอนนี้เท่ากับว่าไม่ต้องทำหนังสือขออนุญาตไปที่ คสช. แล้ว ถูกมั้ย

“ที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ มันไม่ได้เป็นการขออนุญาตแล้ว หลังจากที่มีคำสั่ง คสช. แก้กฎหมายพรรคการเมือง ประมาณน่าจะเดือนกันยา ตอนนั้นก็บอกว่าอะไรที่จำเป็นต้องทำ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายพรรคการเมือง เช่นประชุมใหญ่เพื่อแก้ข้อบังคับ ประชุมใหญ่เพื่อเลือกกรรมการบริหาร ให้แจ้ง กกต. ล่วงหน้าเท่านั้นเองว่าจะทำ ถ้าแจ้ง กกต. แล้วก็ถือว่า คสช. เห็นชอบแล้วว่าทำได้

 

ทางประชาธิปัตย์ก็ประชุมใหญ่ไป 2 รอบแล้ว ทั้งเอานโยบายฉบับย่อเข้าสู่ข้อบังคับ มีการแก้ไขข้อบังคับ แล้วก็มีการหยั่งเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรค จนกระทั่งครบถ้วนมา เพราะฉะนั้นก่อนหน้านี้ก็ทำของพวกนี้ได้ แต่ว่าเขาพูดทำนองว่า กิจกรรมทางการเมืองอื่น ความหมายก็คือไม่ใช่เป็นเรื่องภายในตามกฎหมายพรรคการเมืองยังทำไม่ได้ แล้วก็ยังหาเสียงไม่ได้ มีการบอกอีกว่าห้ามใช้โซเชียลมีเดียในลักษณะที่เป็นการหาเสียง ให้สื่อสารกันได้เฉพาะในหมู่สมาชิกอะไรทำนองนั้น พอมาวันนี้ของพวกนี้ก็จะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันว่าอยู่ในสิ่งที่จะต้องดำเนินการ ไม่ดำเนินการอะไร ก็ทำได้ปกติ

 

รองนายกฯ วิษณุกลับบอกว่าช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่คล่องตัวที่สุด เพราะว่าหลังจากมีพระราชกฤษฎีกา บางอย่างก็จะทำไม่ได้ เช่นยกตัวอย่าง การติดป้าย หลังจากมีพระราชกฤษฎีกา ก็จะติดได้เฉพาะสถานที่ที่เขากำหนด ขนาดป้ายก็ต้องเป็นไปตามที่ กกต. กำหนด อย่างนี้เป็นต้น แต่ตอนนี้ก็ถือว่าการประชาสัมพันธ์ ทำกิจกรรมทางการเมืองสามารถทำได้อย่างกว้างขวาง และเสรีพอสมควร”

 

ความพร้อมของประชาธิปัตย์เป็นอย่างไรบ้าง เห็นบอกว่าพร้อมเต็มที่รอแค่ปลดล็อคอย่างเดียว

“คือขั้นตอนตามกฎหมายหลายเรื่อง แถลงทุกพรรคต้องทำนะครับ คงไม่ใช่เฉพาะประชาธิปัตย์หรอกที่ประเภทว่าไปพูดว่าสมาชิกคนนั้นคนนี้ประกาศตัว เปิดตัวลงสมัคร ที่จริงทุกคนต้องผ่านกระบวนการสรรหาก่อน ซึ่งขณะนี้ประชาธิปัตย์เปิดรับสมัครให้คนที่ประสงค์จะลงสมัครเป็น ส.ส. ในเขตเลือกตั้ง วันนี้เป็นวันที่ 2 แล้ว พรุ่งนี้ก็จะปิดแล้วครับ พอปิดรับสมัครเสร็จ เราก็จะตรวจสอบคุณสมบัติของคนที่สมัครมา เมื่อตรวจสอบเสร็จคาดว่าใช้เวลา 3-4 วัน เพราะต้องตรวจหลายเรื่องเหมือนกัน ก็จะส่งชื่อนี้ไปให้ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ซึ่งขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้เลือกตั้งน่าจะครบแล้ว เพื่อไปรับฟังความคิดเห็น

 

อย่างเช่น สมมติว่าในกรุงเทพฯ เขตปทุมวัน สมมติว่ามีผู้สมัครกี่คนก็แล้วแต่ยื่นใบสมัครเข้ามา ตรวจสอบใบสมัครเห็นสมควรแล้ว ก็จะส่งชื่อไปให้ตัวแทนจังหวัดสอบถามความเห็นของประชาชนว่าในบรรดาคนที่สมัครมานี้คิดเห็นอย่างไร ก็จะใช้เวลาประมาณ 3 วัน แล้วก็จะส่งกลับมาที่คณะกรรมการสรรหา กรรมการสรรหาก็จะพิจารณาว่าใครสมควรจะได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง แล้วก็เสนอกรรมการบริหาร เพราะฉะนั้นหลายขั้นตอนครับ ทุกอย่างที่ทำนี้ต้องทำตามกฎหมาย ส่วนกรณีของบัญชีรายชื่อจะเปิดรับสมัครน่าจะวันที่ 17 เป็นต้นไป ก็จะทำแบบเดียวกัน ผมก็คาดการณ์ว่าทุกอย่างน่าจะเสร็จประมาณปลายๆ เดือน 

ส่วนที่ 2 คือเรื่องนโยบาย อันนี้ก็เช่นกัน กฎหมายใหม่ก็ไปเขียนอะไรไว้ซึ่งเมื่อก่อนเราอาจจะไม่คุ้นเคย ก็คือเดี๋ยวนี้นโยบายพรรคมันต้องไปจดทะเบียนอยู่ในข้อบังคับพรรค ไม่ใช่นโยบายที่เราจะเปลี่ยนได้ตามใจชอบ แล้วก็เมื่อมีการหาเสียงเป็นการ การหาเสียงก็ต้องเป็นการหาเสียงตามนโยบายที่อยู่ในข้อบังคับ จะไปหาเสียงในแนวทางอื่นนั้นไม่ได้ 

 

แล้วก็ในการนำเสนอนโยบาย รัฐธรรมนูญและกฎหมายใหม่ยังบอกด้วยว่า สมมติว่าอยากจะทำโครงการนั้นโครงการนี้ต้องมีความชัดเจนว่า ใช้เงินงบประมาณเท่าไหร่ ความคุ้มค่าอยู่ตรงไหน เอาเงินมาจากไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นผมว่าในเดือนนี้ ผมไม่ทราบนะ คงไม่สามารถตอบแทนทุกพรรคได้นะ ผมเชื่อว่าจะคล้ายๆ กัน ทุกคนต้องเร่งทำทุกอย่างตามขั้นตอนตามกฎหมายนี้ให้เสร็จ ทั้งในเรื่องของผู้สมัคร ทั้งในเรื่องของนโยบาย ผมเห็นว่าพรรคก็บอกด้วยซ้ำว่าเขาจะทำไพรมารี ผมยัง ...”

 

ขอถามคุณอภิสิทธิ์ประเด็นที่บอกว่านโยบายของพรรค ในส่วนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าจะต้องบอกว่าจะทำอย่างไร เอาเงินมาจากไหน ความคุ้มค่าเป็นอย่างไร คิดว่าเป็นปัญหาสำหรับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

“ไม่เป็นหรอกครับ สำหรับประชาธิปัตย์แต่ไหนแต่ไรเราระมัดระวังอยู่แล้ว เพราะเราถือว่าการเสนอนโยบายต่อประชาชน ต่อสาธารณะต้องทำได้จริง แล้วก็ต้องยั่งยืน อันนี้คือสิ่งที่เป็นจุดยืนของเราตลอดมา จนกระทั่งบางทีบางคนก็มาว่า ว่าที่เราแพ้การเลือกตั้งหลายครั้งก็เพราะอย่างนี้แหละ ไม่พูดอะไรก็ได้ตามใจชอบ แล้วก็ไปแก้ปัญหาเอาทีหลัง หรือบ้านเมืองจะมีหนี้สินอะไรไปก็ไม่ต้องสนใจ ปัญหานั้นไม่ใช่ประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ได้เป็นปัญหา

 

เพียงแต่ว่าเพื่อความรัดกุมจะต้องละเอียดมากขึ้น อย่างวันนี้ผมก็มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับคณะกรรมการนโยบาย ซึ่งมีนโยบายด้านสวัสดิการต่างๆ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ก็กำลังประเมินตัวเลขออกมา ความจริงก็มีตัวเลขแล้วว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ก็จะไปไล่ดูครับทีนี้ว่า เงินที่จะเอามาใช้สำหรับโครงการเหล่านี้คือจากที่ไหนอย่างไร ก็ไม่มีปัญหาครับ สามารถทำได้”

 

ล่าสุดสโลแกนที่บอกว่า ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน กลายเป็นว่าทางภูมิใจไทยบอกว่า มันใกล้เคียงกับของเขา ทางประชาธิปัตย์ไปลอกสโลแกนเขาหรือเปล่า อันนี้อย่างไร

“รายการนี้น่าจะตอบได้ดีที่สุดนะ เพราะว่าผมใช้ประโยคนี้กับรายการนี้ตั้งแต่ปี 57 มา ผมว่าไม่ต่ำกว่าเป็นสิบครั้งนะครับ เฉพาะรายการนี้นะ”

 

“วันก่อนผมก็เพิ่งแซวผู้แทนของภูมิใจไทยไป เพราะว่าไปประชันนโยบายกันที่มหาวิทยาลัยรังสิต ผมบอกเสียดายผมลืมจดลิขสิทธิ์ แต่ว่าจริงๆ แล้วเป็นอย่างนี้ครับ อธิบายให้ฟังก็ได้ ประเด็นนี้จริงๆ แล้วมันเริ่มตั้งแต่สมัยที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นมีเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้น เราก็มีการพูดถึงว่าแผนการปรองดองต้องมีอะไรบ้าง เช่นการค้นหาข้อเท็จจริงอะไรต่างๆ แล้วเราก็ถือว่ามันมีความจำเป็นที่จะต้องมาพิจารณาว่าบ้านเมืองจะต้องปฏิรูปทางไหนอย่างไร 

 

ผมก็ได้ตั้งท่านนายกฯ อานันท์ขึ้นมาเป็นประธานคณะกรรมการชุดนึง แล้วก็คุณหมอประเวศมาเป็นประธานคณะกรรมการอีกชุดนึงทำเรื่องของการปฏิรูปและขับเคลื่อนการปฏิรูป แล้วก็ 2 คณะนี้ เขาเป็นคนสรุปมาว่าในการปฏิรูปประเทศ จะต้องมีหลักของการลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ที่มาของวลีนี้ หรือประโยคนี้ มันมาจากคณะกรรมการชุดนั้นที่ผมเป็นคนตั้งขึ้น

ทีนี้ต่อมาเรื่องนี้ก็ถูกละเลยไปในสมัยรัฐบาลที่แล้ว จนกระทั่งพอมาถึงการรัฐประหารปี 57 ก็มีการชูเรื่องของนโยบายการปฏิรูปขึ้นมา เราก็จะทราบ มีสภาปฏิรูป สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป 

 

จนกระทั่งคลอดออกมาเป็นแผนปฏิรูป ทุกครั้งที่มีการมาถามความคิดเห็นผม เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปนี้ ผมจะเริ่มต้นที่บอกว่า คำว่าปฏิรูปนี้ มันต้องเข้าใจนะว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบนี้มันต้องมีหลักคิด แล้วที่ผมวิจารณ์ หรือวิพากษ์การปฏิรูปของรัฐบาลชุดปัจจุบันก็คือว่า มันเป็นการปฏิรูปแบบไม่ค่อยมีหลักคิด ใครอยากเปลี่ยนแปลงอะไร เสนอมา ก็เรียกปฏิรูปหมด ผมบอกไม่ได้ ในความเห็นผมนี้มันควรจะไปหยิบเอาเรื่องนี้แหละ ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชนมา ผมว่าผมพูดในรายการนี้ อย่างที่ว่านี้ไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งมั๊ง ตั้งแต่ปี 57 แล้วก็ผมก็ไม่ขัดข้องหรอก พรรคภูมิใจไทยจะเอาไปใช้ด้วย แต่ว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องที่ว่าเขาคิดขึ้นก่อนแน่นอน”

 

“คือผมเป็นคนตั้งกรรมการชุดนี้ เขาสรุปมาตั้งแต่ปี 54 ผมก็เอาหลักคิดนี้มาวิจารณ์ปัญหาการปฏิรูปมาตั้งแต่ปี 57 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แล้วก็พอพรรคการเมืองดำเนินกิจการทางการเมืองได้ในบางส่วนที่เราคุยกันเมื่อสักครู่ ผมก็เป็นพรรคแรกที่ประชุมใหญ่ถูกมั้ยครับ แล้วผมก็แถลงคำนี้ตั้งแต่ตอนที่ผมแถลงประชาธิปัตย์ยุคใหม่เดือนเมษายน แล้วก็มาถึงเรื่องของการเอาไปใส่ในนโยบายพรรค จดทะเบียนกับกกต. วันนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมไม่ติดใจหรอกครับ ว่าจะใช้เหมือนกันหรือเปล่า แต่ถ้าบอกว่าผมเอาของเขามาใช้ คงต้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกันแล้วละครับ ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่ได้ตั้งใจอันนี้เป็นสโลแกนหลักหรอก แต่ของผมจดทะเบียนประกาศราชกิจจาแล้วนะครับ ของภูมิใจไทยยังไม่ได้ประกาศ แล้วผมใช้อันนี้มาตั้งแต่ปี 57 แล้วประกาศในเรื่องของประชาธิปัตย์ยุคใหม่เมื่อเดือนเมษายน ประชุมใหญ่บรรจุเป็นนโยบายในข้อบังคับตั้งแต่เดือนกันยายนครับ”

 

ประเด็นบัตรเลือกตั้งแบบใหม่ ถกเถียงกันเยอะว่าจะให้เป็นเบอร์อย่างเดียว หรือจะให้ไม่มีชื่อพรรค หรืออีกฝั่งก็บอกขอเป็นมีชื่อพรรค มีโลโก้พรรค ความเห็นคุณอภิสิทธิ์เป็นอย่างไร

“คงยังไม่ได้ข้อยุตินะครับ และผมก็หวังว่า กกต. จะยึดเอาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แล้วก็หลักของการอำนวยความสะดวก คือเมื่อก่อนนี้เรามีการเลือกตั้ง เราจะใช้บัตร 2 ใบ เลือก ส.ส. เขต เลือกพรรค แต่ว่าในระบบเดิมของเรานั้น ทั้งเลือกเขต และเลือกพรรค เราจะมีระบบที่ทำให้ ส.ส. เขต กับพรรคที่เขาสังกัดเป็นเบอร์เดียวกัน จำได้มั้ยครับ ปี 54 เป็นเช่นนั้น ปี 50 ทำไม่ได้ เพราะว่า ส.ส. เขตนึงมีหลายคน แต่ว่าปี 44 ปี 48 ก็ทำแบบนั้น เพราะฉะนั้นอย่างครั้งสุดท้ายและผมจำไม่ผิด เวลามันมีการไปเลือกตั้ง บัตรที่เป็นการเลือกพรรค ก็จะมีโลโก้พรรคอยู่ ส่วนบัตรที่เลือกคน เนื่องจากว่ามันไม่ได้พิมพ์ชื่อคนลงไปก็มีแต่เบอร์ แต่เบอร์นี้คนที่เขาอยากจะเลือกพรรค เขาก็จะรู้ เพราะเขาสามารถดูจากบัตรเลือกพรรคได้ ว่าโลโก้สมมติว่าเป็นประชาธิปัตย์เบอร์ 4 เขาก็จะรู้ว่าอยากเลือก ส.ส. ประชาธิปัตย์ก็เลือกเบอร์ 4

 

ทีนี้มาปีหน้าที่จะเลือกตั้ง ตามกติกาใหม่ มันกลายเป็นเหลือบัตรใบเดียว แล้วก็บอกว่าเลือกอันนี้เป็นการเลือกทั้ง ส.ส. และเป็นการเลือกพรรค เพราะคะแนนนอกจากจะนับเพื่อที่จะให้รู้ว่าใครจะได้เป็น ส.ส.เขตแล้ว ยังจะถูกนับไปคำนวนว่าแต่ละพรรคจะมี ส.ส. จำนวนกี่คน เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งใบเดียว มันจึงเป็นการเลือกทั้งคนเลือกทั้งพรรค 

 

ปัญหาเกิดขึ้นต่อไปก็คือว่าปรากฎว่าทางผู้เขียนกฎหมายไปกำหนดว่า การลงสมัคร ส.ส. ในแต่ละเขตต่อไปนี้ แม้จะอยู่พรรคเดียวกัน แต่ถ้าคนละเขตแล้วอาจจะคนละเบอร์ แล้วพูดตามหลักความเป็นไปได้ หรือความน่าจะเป็นโอกาสสูงมากว่าจะเป็นคนละเบอร์ ทีนี้ก็ต้องบอกว่า มันก็จะมีคนจำนวนหนึ่งซึ่งเขาสนใจอยากจะเลือกพรรค เขาก็จะต้องไปคอยไล่ดูครับว่า ตกลงพรรคนี้ในเขตนี้มันเบอร์อะไร ประเด็นก็คือว่า เรื่องแบบนี้ถ้า กกต. จะอำนวยความสะดวก ในเมื่อตัว ส.ส. เขตทุกคนก็ต้องสังกัดพรรค รัฐธรรมนูญก็บอกอย่างนั้น แล้วในเมื่อทุกคะแนนมันนับให้ทั้งคนทั้งพรรค การจะมีโลโก้พรรค ความจริงอยากให้มีชื่อคนด้วยซ้ำนะครับ แต่ชื่อคนอาจจะยากหน่อย การมีโลโก้พรรคอยู่ในบัตรเลือกตั้งก็เป็นการอำนวยความสะดวกให้ง่ายต่อคนเลือก ซึ่งเขาจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องพรรคการเมืองแล้วด้วย เท่านั้นเองครับ 

 

คำถามก็คือว่า ทำไมถึงจะต้องมีข้อเสนอว่า อย่ามีนะโลโก้ ให้มีเฉพาะเบอร์ แล้วก็อย่างที่บอกครับ สมมติว่าคุณอยากไปเลือกพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ปทุมวันเบอร์นึง อยู่สาทรอีกเบอร์นึง ข้ามถนนมา คนก็สับสนเหมือนกันนะ ดูป้ายเลือกตั้ง ก็อำนวยความสะดวกเสียสิครับว่า ในบัตรเลือกตั้งมีโลโก้พรรคอยู่ ประชาชนก็ตัดสินใจได้ ข้อเสียก็แทบไม่มี ที่อ้างอยู่ก็จะมีเรื่องเดียวก็คือสำหรับคนลงคะแนนต่างประเทศ จัดการยากหน่อย แต่จะเอาส่วนน้อยมาเป็นข้อยกเว้นของเจตนารมณ์หลักนั้นผมว่าคงไม่ถูกนะครับ”

 

ทั้งหมดก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ป้องกันความสับสน มีประสิทธิภาพ คะแนนจะได้มีคุณภาพตามเจตนารมณ์ของประชาชน

“แล้วก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญด้วยครับ”

 

อยากพูดถึงเรื่องบัตรคนจน

“คงจะได้พูดกัน เพราะรู้สึกว่าจะกดเงินกันอีกหลายวัน”