เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

คำต่อคำ ประชาธิปัตย์ ประกาศนโยบาย ยกเครื่องการศึกษาไทย

คำต่อคำ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ประกาศนโยบาย ยกเครื่องการศึกษาไทย

15 ธันวาคม 2561 

 

วันนี้เป็นวันแรกที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้เริ่มต้นนำเสนอนโยบายสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นใน เดือนกุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ ก่อนที่จะพูดถึงนโยบายการศึกษาซึ่งเป็นเรื่องแรกที่พรรคจะแถลงต่อพี่น้องประชาชน อยากจะย้ำว่าในมุมมองของพรรคประชาธิปัตย์การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะมาถึงนี้  พรรคฯ ต้องการให้เป็นโอกาสของประชาชน โอกาสของประเทศ ไม่ต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงพิธีกรรมสำหรับนักการเมืองไม่กี่ร้อยคนต่อรองในเรื่องของอำนาจหรือผลประโยชน์ แต่ต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากวังวนเดิม ๆ ในรอบหลาย 10 ปีที่ผ่านมา  และเป็นโอกาสของพี่น้องประชาชนคนไทยที่จะกำหนดอนาคตของตนเอง ยกระดับความเป็นอยู่ของตนเอง และทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองของเราเดินหน้าก้าวหน้าไปได้

 

เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงเน้นและให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเรื่องของนโยบายที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหลังการเลือกตั้ง วันนี้เราทราบดีว่าปัญหาที่เป็นความทุกข์ของประชาชนมากที่สุดคือเรื่องเศรษฐกิจ และปากท้อง  ซึ่งผมมั่นใจว่าเมื่อเข้าสู่การหาเสียง  เข้าสู่การเลือกตั้ง จะมีพรรคการเมืองทุกพรรคเสนอนโยบายจำนวนมากที่จะมาตอบโจทย์ในเรื่องของปัญหาปากท้องที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้า

 

แต่สำหรับประชาธิปัตย์ที่เรามองว่าโอกาสของการเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งนี้ต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีความยั่งยืนต้องมองถึงการลงทุนสำหรับอนาคตของประเทศ เป็นการลงทุนระยะยาว และความเชื่อของประชาธิปัตย์ที่ได้แสดงมาโดยตลอดก็คือเรามองว่าถึงที่สุดแล้วปัจจัยที่จะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของสังคมและประเทศชาติได้ ก็คือ “คน”  

 

ดังนั้นจึงเลือกที่จะแถลงนโยบายด้านการศึกษาก่อนเรื่องอื่น เพราะพรรคฯ มองว่าเป็นการลงทุนที่จะมีความหมายที่สุดสำหรับอนาคตในระยะยาวของประเทศ 

 

วันนี้ปัญหาเศรษฐกิจ  สังคม  ไม่ได้อยู่ที่ปัญหาปากท้องเฉพาะหน้าเท่านั้น  แต่สังคมและเศรษฐกิจไทยกำลังรอคอยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือหลายคนใช้คำว่า “ปฏิรูปครั้งใหญ่” เพื่อยกระดับให้หลุดพ้นจากการเป็นประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง ที่ยังขาดสวัสดิการ  ที่จะต้องเผชิญกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ  ที่จะต้องเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงที่มากับเทคโนโลยี ซึ่งการปรับเปลี่ยนปฏิรูปตรงนี้เราบอกว่าถ้าไม่ยกเครื่องการศึกษาไทยเราจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้

 

เช่นเดียวกันในเรื่องของความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมในปัจจุบัน  การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่จะได้ผลที่สุดในระยะยาว ก็คือการที่เด็กไทยลูกหลานคนไทยทุกคนมีโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างเท่าเทียมกัน

 

ฉะนั้นนี่คือเหตุผลที่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้ตัดสินใจว่านโยบายด้านแรกที่เราต้องการจะแถลงต่อสาธารณะก็คือนโยบายด้านการศึกษา  โดยเราพร้อมและกล้าที่จะยกเครื่องการศึกษาไทย และยกระดับคุณภาพของลูกหลานหรือเด็กไทยเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ

 

เป้าหมายของนโยบายด้านการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือการแก้ปัญหาพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นปัญหาคุณภาพการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ระบบการศึกษาจะต้องปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง โดยปลายทางแล้วสิ่งที่เราต้องการเห็นก็คือ เด็กไทย เยาวชนไทย ลูกหลานไทยเติบโตมามีคุณลักษณะ 7 ประการ

 

ประการที่หนึ่ง  จะต้องเป็นคนที่มีสุขภาพดี แข็งแรง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานเพราะตรงนี้มีผลต่อพัฒนาการด้านสมอง ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ไอคิว 

 

ประการที่สอง  ระบบการศึกษาวันนี้ต้องสร้างทักษะให้คนสามารถคิดเป็นวิเคราะห์ได้ จุดประสงค์ของการศึกษาหลักต่อไปจะไม่ใช่เรื่องของการให้ความรู้  เพราะการได้ความรู้หรือการได้ข้อมูลเป็นสิ่งที่ต่อไปนั้นคนทุกคนสามารถแสวงหาเพื่อตัวเองได้ค่อนข้างมาก แต่สำคัญกว่าคือเมื่อมีข้อมูลเหล่านั้นนำมาสู่การเป็นความรู้ สามารถคิด วิเคราะห์ และนำความรู้นั้นไปใช้ได้หรือไม่

 

ประการที่สาม  ต้องพูดให้ชัดว่าในโลกปัจจุบันคนไทยทุกคนต้องสามารถใช้สองภาษาได้เป็นอย่างน้อย  ทักษะในเรื่องสองภาษาจะเป็นเป้าหมายสำคัญของนโยบายการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์

 

ประการที่สี่  เด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่จะต้องสามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งในการพัฒนาตนเอง และต่อไปก็คือนำมาใช้ในการพัฒนาบ้านเมือง

 

ประการที่ห้า  การสร้างคน  เราไม่ได้เน้นในแง่ความสามารถเพียงเท่านั้น แต่เมื่อเติบโตมาแล้วจะต้องเป็นคนที่มีคุณธรรม และมีจิตสาธารณะ

 

ประการที่หก  นอกจากการมีคุณธรรม และจิตสาธารณะแล้ว จะต้องมีความเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ของตนเอง จึงจะเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ จึงจะเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมได้

 

ประการที่เจ็ด  มีทักษะชีวิต  ผมยกตัวอย่างเรื่องง่ายๆ สักเรื่องหนึ่งก็คือ ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเรื่องการเงิน เพราะปัญหาที่สะสมมาในประเทศปัจจุบันนี้ ปัญหาหนึ่งก็คือปัญหาเรื่องของหนี้สิน ซึ่งหลายครั้งเกิดจากการที่คนของเราไม่มีทักษะในการบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ เพราะไม่มีโอกาสได้รับการฝึกฝน หรือการให้ทักษะจากระบบการศึกษา

 

นี่คือเป้าหมาย 7 ประการที่เราตั้งไว้สำหรับลูกหลานของเรา

 

สำหรับนโยบายที่เราจะทำในเรื่องนี้จะมีทั้งหมด 10 ข้อ แต่ละข้อจะตอบโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาตลอดทาง  คือตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้ใหญ่ซึ่งออกจากระบบการศึกษาไปแล้ว ที่จะมีคุณลักษณะ 7 ข้อ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยนโยบายทั้ง 10 ข้อนั้น มีทั้งสิ่งที่เป็นนโยบายใหม่ และเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เคยเริ่มต้น และทำมาแล้ว เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้นในช่วงสั้นๆ ที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล และแม้ในยามที่เป็นรัฐบาลที่มีวิกฤติเศรษฐกิจ เราได้ริเริ่มนโยบายสำคัญๆ ที่เป็นการลงทุนในเรื่องของคน  เรื่องการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง

 

เริ่มต้นจาก 

 

นโยบายข้อที่ 1   เกิดปั๊บ รับสิทธิ์เงินแสน

 

ผมอยากทำความเข้าใจว่า การศึกษา การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนของเรา ปัจจุบันมีปัญหาใหญ่ ก็คือได้มีการวิจัยและค้นพบว่าพัฒนาการทางสมองของเด็กของเราโดยเฉพาะเด็กเล็กไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง มีปัญหาในเรื่องของโภชนาการเป็นหลัก และมีความต้องการที่จะได้รับการดูแลในเรื่องนี้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

 

ปัจจุบันนี้องค์กรที่ทำงานทางด้านนี้ได้ข้อสรุปว่าเด็กที่เราเรียกว่า ปฐมวัย นั้นควรจะนับตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึงอายุ 8 ปี และได้มีการคำนวณโดยสถาบันทางวิชาการ สถาบันวิจัยต่าง ๆ ว่าการจะดูแลในเรื่องของโภชนาการของเด็กใน 8 ปีแรก จะต้องได้รับ หรือมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน

 

และการให้สิทธิ์ตรงนี้ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลมีสิ่งที่เรียกว่า เงินสนับสนุนเด็กแรกเกิดแต่ให้อยู่ 600 บาทต่อเดือน และให้เพียงบางครอบครัว  จากงานวิจัย งานวิชาการทั้งหลาย ทั้งในประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ อย่างสหประชาชาติสนับสนุนให้ใช้นโยบายที่เป็นการแจกเงินแบบถ้วนหน้า 

 

ที่เราเรียกว่า เกิดปั๊บ รับสิทธิ์เงินแสน ก็คือจะมี “เบี้ยเด็กเข้มแข็ง”  ที่พอแรกเกิดเราจะให้ทันที 5,000 บาท และหลังจากนั้นก็จะจ่ายเงินให้เดือนละ 1,000 บาทจนกระทั่งอายุครบแปดปีรวมเงินแล้วก็จะเป็นเงิน 100,000 บาทต่อคน

 

นี่จะเป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นการพัฒนาเด็กและลูกหลานของเราตั้งแต่แรกเกิด  ผมย้ำว่านโยบายนี้ไม่ใช่ประชานิยม เพราะมุมมองของนโยบายนี้มาจากการศึกษาว่า นี่คือสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่เด็ก ลูกหลานและเยาวชนคนไทยทุกคนควรจะมีสิทธิ์ได้รับ

 

นโยบายข้อที่ 2 ศูนย์เด็กเล็กคุณภาพดีทั่วไทย

 

ประชาธิปัตย์เมื่อครั้งสุดท้ายที่ได้เป็นรัฐบาลได้มีโอกาสเพียงแค่เริ่มต้นให้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้ครบทุกตำบล เป็นนโยบายที่ต่อมา ยูเอ็นดีพี (สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ United Nations Development Program: UNDP) ได้ศึกษาและพบว่ามีส่วนในการลดความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษามากที่สุดนโยบายหนึ่ง เพราะเป็นครั้งแรกที่ทำให้เด็กในชนบท เด็กจากครอบครัวที่ยากจน เด็กในพื้นที่อย่างเช่นในภาคอีสาน มีโอกาสได้รับการดูแล  ลดช่องว่างกับโอกาสที่เด็กเมือง เด็กที่มาจากครอบครัวรายได้ดี หรือเด็กที่อยู่ในพื้นที่ที่เจริญแล้วได้รับ แต่วันนี้สิ่งที่ได้เริ่มต้นทำไว้ยังไม่เพียงพอจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กเล็กทุกคนสามารถเข้าถึงศูนย์พัฒนาเด็กได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นมากเป็นพิเศษในพื้นที่ชนบทเพราะอย่างเช่นในพื้นที่ภาคอีสานขณะนี้พบว่าเด็กอย่างน้อยหนึ่งในสามไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ นอกจากมีศูนย์เด็กเล็กครอบคลุมทุกพื้นที่แล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องมาปรับปรุงในเรื่องของคุณภาพตรงนี้ด้วย เพราะปัจจุบันยังขาดการลงทุนในบุคลากรที่จะเข้าไปดูเด็กในศูนย์เด็กเล็กเหล่านี้ 

 

นโยบายข้อที่  3 อาหารเช้าและอาหารกลางวันฟรีมีคุณภาพในโรงเรียน 

 

ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เริ่มต้นนโยบายอาหารกลางวันในโรงเรียน และนมโรงเรียนไว้ แต่ปัจจุบันเป็นที่ทราบดีจากที่มีข่าวในช่วงปี – สองปีที่ผ่านมาว่า มีบางโรงเรียนคุณภาพของอาหารที่ให้กับเด็กมีปัญหามาก ซึ่งบางที่อาจจะเกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน แต่อีกหลายแห่งนั้นเป็นเพราะว่าที่ผ่านมานั้นการจัดงบประมาณสนับสนุนเรื่องการนั้นให้ถึงเพียงชั้นประถม และโรงเรียนมีการนำเอางบทั้งหมดนี้ไปดูแลทั้งเด็กประถมและมัธยม

 

เราจะเดินหน้าในการจัดอาหารเช้าและอาหารกลางวันฟรีมีคุณภาพจากอนุบาลจนถึง ม.3 เพื่อเป็นสิทธิอีกประการหนึ่งที่ต่อยอดจากนโยบายเรียนฟรี 15 ปีที่ประชาธิปัตย์ได้ทำไว้ ซึ่งตอนนั้นครอบคลุมเรื่องอุปกรณ์การเรียน ตำราเรียน และเครื่องแบบนักเรียน ตรงนี้ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะเป็นการพัฒนาคุณภาพของเด็ก 

 

นโยบายข้อที่ 4 เด็กทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ (ด้วย  English for All)

 

จากการขยายสิทธิ หรือสวัสดิการพื้นฐานตรงนี้แล้ว นโยบายข้อที่ 4 ก็จะเข้ามาสู่ในเรื่องของกระบวนการเรียนการสอน เราได้กล่าวไปแล้วว่าในอนาคต คนไทยทุกคนควรจะมีทักษะ 2 ภาษา โครงการที่ประชาธิปัตย์ได้ไปนำร่อง ทดลองที่จังหวัดพิษณุโลกที่เรียกว่า “English for All” ที่นำเอาคนที่พูดภาษาอังกฤษ เป็นชาวต่างชาติมาสอนเด็กอนุบาล สอนภาษาอังกฤษไม่ใช่ในลักษณะที่ให้รู้ภาษาแต่สามารถใช้ภาษาได้จริง

 

หลังจากนำร่องในโครงการนี้เราพบว่าเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จ เด็กมีความกระตือรือร้นในการที่จะใช้ และพูดภาษาอังกฤษ กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้มากขึ้นและที่สำคัญโครงการนี้เมื่อได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายยังมีการปฏิรูประบบการบริหารจัดการโรงเรียนด้วย

 

นโยบายนี้จะถูกขยายไปทั่วประเทศเพื่อให้เด็กไทยสามารถพูดภาษาอังกฤษได้

 

นโยบายข้อที่ 5  ปรับหลักสูตรเพื่อโลกอนาคต

 

เราจะปรับหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อโลกของอนาคต  ปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาของไทยเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด  การปฏิรูปการศึกษาที่พยายามกันมาหลายครั้งในที่สุดยังไปไม่ถึงเรื่องนี้เพราะมักจะไปติดขัด ติดอยู่ที่เรื่องของโครงสร้างบ้าง หรือปัญหาอื่นๆ บ้าง แต่นี่คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลงเรื่องของคุณภาพการศึกษา 

 

แนวคิด นโยบายที่จะปรับหลักสูตรเพื่อโลกอนาคตที่จะต้องมีการยกเครื่องกันครั้งใหญ่ สรุปคร่าว ๆ ว่าในระดับประถมซึ่งมีความจำเป็นจะต้องมีสาระการเรียนรู้ที่จำเป็นพื้นฐาน เช่นทางด้านคณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  ภาษาหรือสังคม  การเรียนการสอนในเรื่องนี้ต่อไปนี้จะต้องไม่เน้นเรื่องของการท่องจำ แต่จะต้องทำให้ลูกหลานของเราสามารถคิดวิเคราะห์ และ “เข้าใจ” เนื้อหาสาระการเรียนรู้พื้นฐานเหล่านี้ 

 

เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นมาเข้าสู่มัธยมต้น จะต้องมีกระบวนการกระตุ้นให้เด็กแต่ละคนนั้นค้นพบตนเอง ความหมายก็คือว่าเขาจะมีความชัดเจนมากขึ้นว่าความถนัด ความชอบ หรือเป้าหมายในชีวิตของเขาคืออะไร  

 

ที่ทำตั้งแต่มัธยมต้นก็เพราะว่าพอถึงระดับมัธยมปลาย เราจะปรับเครื่อง ยกเครื่องการศึกษา และปรับรื้อหลักสูตรที่จะทำให้เราสามารถออกแบบหลักสูตรแทบจะเรียกได้ว่าเฉพาะตัวของเด็ก ใครมีเป้าหมายในเรื่องไหน ใครถนัดในเรื่องใด ใครชอบในเรื่องใด ใครเก่งในเรื่องใด ก็จะสามารถมุ่งไปสู่การเรียนรู้โดยไม่มีอุปสรรคขวางกั้น

 

เช่นปัจจุบัน อาจจะมีการเลือกจากความสำเร็จรูปของการเรียนสายวิทย์ สายศิลป์ ซึ่งในยุคปัจจุบันนี้ก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอยู่แล้ว เพราะทักษะที่สำคัญที่สุดในอนาคต คือการผสมผสานเรื่องของความสร้างสรรค์กับความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี เป็นการผสมผสานกันระหว่างเรื่องศิลป์ กับวิทย์  

 

เพราะฉะนั้นเมื่อเราปรับหลักสูตรตรงนี้เด็กแต่ละคนก็จะสามารถที่จะพัฒนาตนเองตามศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่และจะเกี่ยวพันไปถึงว่าเมื่อเขาจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็จะสามารถสอบเฉพาะวิชาที่จะจำเป็นสำหรับการเรียนต่อในด้านนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นการลดภาระ  และลดขั้นตอนในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันทุกปีในปัจจุบัน

 

นโยบายข้อที่ 6 เรียนฟรีถึง ปวส. จบแล้วมีงานทำ

 

พรรคประชาธิปัตย์ได้สนับสนุนการเรียนฟรี 15 ปีมา และเคยตั้งเป้าหมายว่า ปัจจุบันนี้มีความไม่สมดุลเมื่อมีการเรียนต่อเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา หรืออาชีวศึกษา  นั่นก็คือเรามีคนที่เข้าเรียนในสายอาชีพน้อยเกินไป

 

ซึ่งความจริงแล้วในรัฐบาลประชาธิปัตย์ได้วางแผนตั้งเป้าที่จะให้สัดส่วนของการเรียนสายสามัญ กับสายอาชีพอยู่ที่ 50 : 50 แทนที่จะเป็น 70 : 30 เหมือนอย่างในปัจจุบัน แต่ไม่ได้รับการสานต่อ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เมื่อเจอกับนโยบายปริญญา 15,000 บาท ก็ทำให้เรื่องของสายอาชีพไม่ได้รับการพัฒนา จนทุกวันนี้ภาคธุรกิจและภาคเศรษฐกิจเองก็บ่นกันมากว่าขาดคนที่จบสายอาชีพ

 

ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาและเพื่อเป็นการขยายโอกาส นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ จะขยายการเรียนฟรีออกไปถึงระดับ ปวช. ปวส. เพื่อเป็นการสนับสนุนส่งเสริมการเรียนสายอาชีพควบคู่กันไป สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเมื่อเรียนจบแล้วต้องมีงานทำ

 

แนวทางตรงนี้ก็คือ เราจะสนับสนุนการศึกษาในระบบที่เรียกว่าทวิภาคี แล้วให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดหลักสูตร เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ทักษะ โดยผ่านการฝึกงาน การเรียนรู้ที่ใช้อุปกรณ์จริงที่ทันสมัยอย่างนี้เป็นต้น  และเราจะต่อยอดจากนโยบายการศึกษาตรงนี้ไปถึงนโยบายทางด้านแรงงานก็คือ เมื่อเด็กจบการศึกษาแล้ว สถานประกอบการธุรกิจใดที่รับเด็กไปฝึกงานใน 6 เดือนแรกสามารถนำเอาค่าใช้จ่ายหรือค่าจ้างในช่วงของการฝึกงานตรงนี้ไปหักลดหย่อนภาษีได้  

 

ซึ่งในภาวะที่มีการการขาดแคลนแรงงานในปัจจุบัน โดยเฉพาะแรงงานที่ตรงกับความต้องการ เรามั่นใจว่าตรงนี้จะเป็นการสร้างโอกาสให้กับทั้งสองฝ่าย และจะเป็นหลักประกันว่า เรียนจบไปแล้วมีงานทำอย่างแท้จริง 

 

นโยบายข้อที่ 7  การศึกษาตลอดชีวิต คูปองเพิ่มทักษะสำหรับผู้ใหญ่

 

ในยุคปัจจุบันการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด การศึกษาจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่อนุบาลจนจบอุดมศึกษา แต่ต่อไปนี้ผู้ใหญ่ทุกคนซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับทักษะของตนเองอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากมีสิ่งใหม่ ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลง ก็จะต้องสามารถที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม หรือเพิ่มทักษะของตนเองได้ 

 

นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ข้อนี้ก็คือการที่เราจะให้สิทธิ์เป็นคูปองแก่ผู้ใหญ่ในแต่ละปี เพื่อไปแสวงหาเรียนรู้ทักษะจากหลักสูตรที่จะได้มีการจัดโดยเอกชน แต่รัฐบาลจะเป็นผู้รับรอง และจะมีการเรียนรู้ร่วมกัน คือในที่สุดคนที่เข้าไปฝึกทักษะตรงนี้จะประเมินหลักสูตรที่ตนเองไปเรียน ควบคู่ไปกับการที่ผู้ที่จัดการเรียนรู้ตรงนี้ ก็จะเป็นผู้รับรองทักษะให้กับคนที่เข้ามาเรียนด้วย นี่คือจะเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง ซึ่งจะอาศัยทั้งเรื่องของเทคโนโลยีและอาศัยทั้งเรื่องของการที่มีผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคมและแม้กระทั่งธุรกิจเอกชนโดยทั่วไปที่ต้องการที่จะมีส่วนร่วมในนโยบายของการสร้างทักษะสำหรับผู้ใหญ่ตรงนี้ด้วย

 

นโยบายข้อที่  8  “คืนครูให้นักเรียน”

 

เมื่อประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลในครั้งที่แล้ว เราได้มองเห็นปัญหาใหญ่ว่าครูมีภาระที่นอกเหนือจากการเรียนการสอนที่เป็นประโยชน์กับเด็กนักเรียน “มาก” เราเคยมีโครงการที่เรียกว่า “คืนครูให้นักเรียน” มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยการจ้างบุคลากรไปทำงานด้านธุรการและด้านอื่น ๆ เพื่อลดภาระของครู ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี แต่ไม่ได้รับการสานต่อ และแม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลประกาศว่าจะมีการทำเรื่องนี้ เท่าที่ตรวจสอบอยู่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการ เมื่อประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล โครงการคืนครูให้นักเรียน จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนอกเหนือจากการที่จะมีการจ้างบุคลากรมาทำงานด้านธุรการแล้ว วันนี้จะมีการนำเอาเทคโนโลยีหรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ มาใช้ เพื่อช่วยให้ครูนั้นสามารถที่จะมีเวลาและใช้เวลาที่เป็นประโยชน์กับการเรียนการสอนนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น

 

นอกจากนั้น ระบบการประเมินทั้งหมดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ครู ให้แก่บุคลากรทางการศึกษาจะต้องมีการปรับรื้อครั้งใหญ่ และการประเมินไม่ว่าจะเป็นครู ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนนั้นจะต้องอิงกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กนักเรียนและเยาวชนที่เราต้องการพัฒนา และเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการลงทุนทางด้านการศึกษา  

 

นโยบายข้อที่  9 การมีกองทุน Smart Education

 

เมื่อประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลครั้งที่แล้ว เตรียมจะออกกฎหมายเพื่อตั้งหน่วยงานที่เรียกชื่อย่อในปัจจุบันว่า “สสค.” (สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน) ถ้าใครนึกภาพไม่ออกให้นึกถึง สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) แต่ทำงานทางด้านการศึกษา คือเป็นหน่วยงานที่จะมีรายได้ตายตัวเพื่อความเป็นอิสระ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละปี หรือรัฐมนตรีแต่ละท่านว่าจะจัดสรรงบประมาณให้เท่าไหร่ แต่เงินก้อนนี้จะไม่ได้ใช้โดยราชการและภาครัฐ แต่จะไปสนับสนุนให้องค์กรต่าง ๆ ที่ทำงานทางด้านการศึกษามาใช้เงินทุนเหล่านี้เพื่อพัฒนาการศึกษาได้ นโยบายนี้ไม่ได้รับการสานต่อ 

 

ปัจจุบันรัฐธรรมนูญให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคในเรื่องโอกาสทางการศึกษาขึ้น  แต่กองทุนดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นอิสระแบบเดียวกับที่ สสส. หรือ สสค. ควรจะได้เป็น และการใช้จ่ายเงินกองทุนตรงนี้ก็ยังไม่ชัดเจนนักว่ามีเป้าหมายอะไร นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญว่าเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ หรือเพื่อความเสมอภาค

 

วันนี้มีคนรุ่นใหม่ มีธุรกิจจำนวนมากที่อยากทำงานเพื่อสังคม ไม่ใช่เฉพาะด้านการศึกษาด้านเดียว แต่ด้านการศึกษานี้มีเยอะ มีคนอยากไปทำงานเพื่อไปอุดช่องว่าง เติมทักษะให้กับเด็กในช่วงปิดภาคเรียน มีคนที่อยากจะไปดูแลเด็กที่ตกหล่นจากระบบการศึกษา เพราะว่าพ่อแม่โยกย้ายถิ่นฐาน มีคนอยากจะไปดูแลเด็กพิเศษ มีคนอยากไปดูแลแม้กระทั่งเรื่องอาหารกลางวันหรืออาหารเช้าที่มีคุณภาพ  เราจะดึงกำลังทั้งหลายที่มีอยู่ในสังคม ในชุมชนเหล่านี้ รวมทั้งท้องถิ่นให้เข้ามาทำเรื่องเหล่านี้ได้ โดยมีกองทุนตัวนี้เป็นตัวรองรับ

 

อันนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของเรานั้นรวดเร็วขึ้น เพราะเราต้องยอมรับข้อจำกัดของการทำงานอยู่ภายใต้ระบบราชการเพียงอย่างเดียวว่าไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว นวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นในเรื่องของการยกระดับการศึกษา ตนมั่นใจว่านโยบายนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและแพร่หลาย

 

นโยบายที่ 10 กระจายอำนาจจากกระทรวงสู่โรงเรียน

 

พรรคประชาธิปัตย์มองว่าการยกเครื่องและยกระดับการศึกษาครั้งนี้จะทำไม่ได้เลยถ้าอำนาจในการบริหารจัดการยังคงรวมศูนย์อยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ

 

ผมใช้เวลาหลายปีที่ผ่านมาเดินทางไปทั่วประเทศ ทุกครั้งที่ผมเข้าโรงเรียนผมจะเจอผู้บริหารโรงเรียนบ้าง นักเรียนบ้าง มายื่นซองให้กับผม ในซองจะเป็นจดหมายขอสนับสนุนงบประมาณ ที่นี่ไม่มีคอมพิวเตอร์  ที่นี่ไม่มีห้องแล็บภาษา  ที่นี่ขาดสนามกีฬา ที่นั่นอยากได้ห้องประชุม ขณะเดียวกันในโรงเรียนที่ผมไป ที่ของบประมาณเหล่านั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่กระทรวงให้ไปแต่เขาไม่ต้องการ ผมว่าใครที่มีโอกาสเยี่ยมเยียนโรงเรียนทั่วประเทศ สัมผัสกับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา 

 

วันนี้มันถึงเวลาแล้ว ที่หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการก็คือ หาสูตรคำนวนว่างบประมาณที่เหมาะสมสำหรับแต่ละโรงเรียนคือเท่าไหร่ เช่นจำนวนนักเรียน ขนาดของโรงเรียน จัดสรรงบประมาณไปให้ แต่ให้ความอิสระแก่โรงเรียนในการที่จะใช้เงินตรงนั้นเพราะเขาจะรู้ดีที่สุดว่าเด็กนักเรียนเขา ชุมชนของเขาต้องการอะไร

 

และเมื่อกระจายอำนาจไปสู่โรงเรียนและโรงเรียนมีระบบการจัดการบริหารที่ชุมชน ผู้ปกครอง แม้กระทั่งตัวแทนของเด็กนักเรียนมีส่วนร่วม ตัวนี้จะเป็นตัวเปลี่ยนแปลงและยกเครื่องการศึกษาได้รวดเร็วด้วย

 

ควบคู่ไปกับนโยบายการกระจายอำนาจทางด้านอื่นที่ประชาธิปัตย์จะปลดล็อคเรื่องของอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ปัจจุบันหลายแห่งพยายามช่วยงานด้านการศึกษาแต่สุดท้ายถูกหน่วยงานที่เข้าไปตรวจสอบบอกว่าไม่ใช่อำนาจหน้าที่ แล้วก็ต้องระงับการจัดสรรเงินงบประมาณไปให้ไม่ว่าจะเป็นการจ้างครูสอนภาษาต่างประเทศหรือเรื่องอื่นๆ เมื่อเรากระจายอำนาจ และกระจายอำนาจให้โรงเรียนอย่างนี้ ผมมั่นใจว่าเราจะประสบผลสำเร็จในการปฏิรูปหรือยกเครื่องการศึกษาเพื่ออนาคตอย่างแท้จริง

 

10 ข้อนี้คือนโยบายหลักทางด้านการศึกษา คงจะมีรายละเอียดปลีกย่อยในอีกหลายๆ เรื่อง ซึ่งก็จะมีมาตรการที่เป็นรายละเอียดที่ปรากฎอยู่ในนโยบาย ที่จะเขียนอยู่ในข้อบังคับของพรรคฯ เพื่อไปจดทะเบียนกับ กกต. ต่อไป แต่นี่คือชุดนโยบายที่เรามองว่าครบวงจรในการยกเครื่องการศึกษา ตอบโจทย์ปัญหาใหญ่ 3 ข้อในปัจจุบันในเรื่องคุณภาพ ความเหลื่อมล้ำ และความไม่ทันต่อสถานการณ์โลก

 

ตอบโจทย์คนทุกกลุ่มคนทุกวัยว่าจะสามารถพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่มีคุณภาพสูงขึ้นได้อย่างไรและประชาธิปัตย์พร้อมที่จะลงทุน นโยบายทุกข้อได้มีการประเมินผลกระทบต่องบประมาณเรียบร้อย ภาระงบประมาณที่จะเกิดขึ้นกับการหารายได้นั้นจะปรากฏอยู่ในนโยบายที่เราจะจดอยู่ในข้อบังคับต่อไป ได้มีการคำนวณหมดแล้ว ยืนยันว่าเป็นนโยบายที่ทำแล้วมีความยั่งยืน มีความคุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของประเทศ

 

นี่คือนโยบายด้านการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ที่พี่น้องประชาชนจะมีโอกาสเลือกและได้รับในวันที่ และหลังวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 

 

ขอบคุณครับ