เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

คำต่อคำ ประชาธิปัตย์ ประกาศนโยบาย ยกระดับความเป็นอยู่

คำต่อคำ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

แถลง นโยบาย “ยกระดับความเป็นอยู่” 

ประกันรายได้คนไทย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

21 ธ.ค.2561 

 

ขออนุญาตสื่อมวลชนวันนี้ก็เป็นวันที่ 2 ที่ผมได้มายืนพูดในเรื่องของนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังจะนำเสนอกับพี่น้องประชาชนคนไทยเหมือนกับวันแรก ผมอยากจะย้ำกับพี่น้องประชาชนคนไทยอีกครั้งหนึ่งว่า 24 ก.พ. นี้ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็จะเป็นโอกาสที่พี่น้องประชาชนจะได้ไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง และผมก็ย้ำอยู่ตลอดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้มันเป็นการเลือกตั้งที่เป็นโอกาสของประชาชน อย่าไปฟังใครที่บอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มันมีการออกแบบมาเพื่อให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถึงที่สุดเสียงทุกเสียงจะมีความหมาย และเสียงทุกเสียงที่ใช้ไป  

 

ผมก็อยากให้พี่น้องประชาชนนั้นใช้เพื่อตัวเอง และเพื่อประเทศชาติ อย่าไปเอาเรื่องตัวบุคคล การเมืองตรงนั้นตรงนี้เป็นตัวตั้ง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้ถึงให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่องของนโยบาย แต่นโยบายนั้นมันไม่ใช่มาฟังทีละชิ้นๆ อย่างเดียว มันต้องมีพื้นฐานของความคิด มิฉะนั้นแล้วเราก็จะมีนโยบายที่มันไม่ยั่งยืน เพราะว่าผมเชื่อว่าทุกท่านที่นั่งอยู่ข้างหลังผมนี้ เคยได้ผ่านประสบการณ์ของการมีนโยบายที่บอกมาช่วยเหลือ แล้วสุดท้ายมันก็ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างถาวร 

พี่น้องเกษตรกรผ่านโครงการหลายโครงการที่รัฐบาลมาช่วยเหลือ แต่ในที่สุดโครงการเหล่านั้น ไม่สามารถทำต่อเนื่อง ไม่ยั่งยืนก็กลับมาอยู่ที่เดิม  ผู้ใช้แรงงานเคยผ่านการยกค่าแรงขึ้นมาสูงๆ แบบรวดเร็ว สุดท้ายเจอปัญหาว่าค่าครองชีพอาจจะวิ่งไปเร็วกว่าต้นทุนของผู้ประกอบการก็ทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง  

 

วันนี้ผมจึงบอกว่ามันเป็นโอกาสของประชาชนว่า 24 ก.พ.นี้ เราหาทางเลือกให้กับประเทศไทย ทางเลือกบนวิถีทางประชาธิปไตยที่จะให้คำตอบที่มันยั่งยืน เอาคนที่มีความตั้งใจจะมาทำงานอย่างเป็นระบบ ที่ให้ความสำคัญกับทุกๆ คน ทุกๆ ฝ่าย ศึกษาอย่างจริงจังเพื่อมีคำตอบที่จะให้กับประชาชนที่มีความยั่งยืน สัปดาห์ที่แล้วผมบอกว่าเราพูดเรื่องการศึกษา  เพราะว่าเราบอกว่านั่นคือการลงทุนที่มีความจำเป็นที่สุดสำหรับอนาคตของประเทศ  

 

วันนี้ที่พูดเรื่องปากท้อง เพราะเราฟังมาทั่วประเทศนี่คือปัญหาอันดับ 1 ที่ขณะนี้ประชาชนทุกคนบอกกับเรา  ผมเดินทางไปทั่วประเทศ 4 ปีที่ไม่ได้ทำกิจกรรมทางการเมือง ผมไปภาคอีสาน ผมไปภาคเหนือ ผมไปภาคใต้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา ปาล์ม พอราคาไม่ดีมันไม่ใช่แค่ว่าเกษตรกรเดือดร้อน พ่อค้าแม่ขายทั่วประเทศก็บอกว่าขายของไม่ได้ 

 

ผมไปพบกับพี่น้องประชาชนในโรงงาน ผู้ใช้แรงงานตามที่ต่างๆ ก็สะท้อนอยู่กับปัญหาวงจรในเรื่องรายได้ไม่พอรายจ่าย ควบคู่ไปกับเรื่องหนี้สิน  ผมพบผู้ประกอบการก็เจอปัญหากฏระเบียบที่มาเป็นอุปสรรค์ปัญหาหลายครั้งอาจจะเป็นความตั้งใจดี  แต่ความที่ไม่ได้สัมผัสไม่ได้เข้ามาถึงผู้ปฏิบัติอย่างแท้จริงก็เกิดปัญหาขึ้น  เพราะฉะนั้นวันนี้เศรษฐกิจไทย มันมีปัญหาใหญ่อยู่ 3 เรื่องด้วยกัน 

 

เรื่องที่ 1 คือปัญหาเฉพาะหน้าที่ทุกคนบ่นกันอยู่ว่าเศรษฐกิจไม่ดี

เรื่องที่ 2 ก็คือปัญหาในเรื่องของขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ว่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้น ปัจจัยต่างๆ การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น เราจะยกระดับเศรษฐกิจไทยให้ไปแข่งขันได้อย่างไร

และปัญหาที่ 3 ซึ่งนับวันจะมีการวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นๆ ก็คือปัญหาความเลื่อมล้ำที่มันเกิดขึ้น การกระจายผลประโยชน์ที่มันเกิดขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่มันไปกระจุกอยู่ที่คนกลุ่มเล็กๆ แล้วก็สร้างความรู้สึกว่ามันเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น

 

นี่คือ 3 เรื่องใหญ่  สิ่งที่เป็นนโยบายที่ผมจะพูดต่อไปนี้มันคงจะยังไม่ครอบคลุมเศรษฐกิจทั้งหมด เพราะเราจะมีนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นรายละเอียดในด้านต่างๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก  แต่อย่างน้อยๆ นโยบายที่จะพูดในวันนี้มันจะต้องตอบโจทย์ 2 ข้อ 

 

ข้อที่ 1 ก็คือเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่ว่าเศรษฐกิจไม่ดี  ซึ่งถ้าถามกันทุกคนว่าทำไมวันนี้เศรษฐกิจไม่ดี คำตอบที่ได้รับง่ายๆ ก็คือคนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังซื้อ ไม่มีกำลังซื้อก็คือมีรายได้ที่มันไม่พอ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรในรูปแบบของราคาพืชผล หรือไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้แรงงานในแง่ของค่าแรง หรือค่าตอบแทน  

 

กับประการที่ 2 ก็คือนโยบายที่จะพูดในวันนี้จะเป็นตัวที่จะช่วยลดปัญหาความเลื่อมล้ำและช่องว่างที่มันเกิดขึ้น  

หลักคิดสำคัญที่สุดวันนี้ก็คือเรากำลังบอกว่าเราต้องยกระดับความเป็นอยู่ของคนไทย ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่เขาบอกว่าเป็นประเทศยากจน หรือเป็นประเทศกำลังพัฒนา เขาบอกว่าเราเป็นประเทศรายได้ระดับปานกลาง  ขั้นสูงแล้วด้วย แต่เป็นไปได้อย่างไรว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศยังต้องวนเวียนอยู่กับปัญหาว่าตกลงเป็นคนยากคนจนหรือเปล่า  เหมือนที่เราเห็นปัญหาในเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน  

 

ประชาธิปัตย์บอกว่าวันนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นใครอยู่ที่ไหน  คุณเป็นคนไทย คุณต้องมีหลักประกันความมั่นคงในชีวิตระดับหนึ่ง  เป็นความมั่นคง เป็นความอบอุ่นใจที่จะทำให้คุณสามารถที่จะใช้ศักยภาพของคุณในการหารายได้ และในการแสวงหาโอกาส เพื่อให้ชีวิตของคุณดีขึ้น นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด  

 

ดังนั้นนโยบายปากท้องที่เราพูดถึงในวันนี้เราจะต้องเริ่มต้นจากกลุ่มสำคัญๆที่สุด 2 กลุ่มก็คือเกษตรกร กับพี่น้องผู้ใช้แรงงาน  

 

เกษตรกรก่อนที่ผมจะพูดถึงราคาพืชผลก็ต้องพูดให้ชัดว่าความยากลำบากของคนเกษตรกร และแม้กระทั่งผู้ที่ไม่ใช่เกษตรกร ความยากลำบากที่สุดก็คือกรณีของการที่ไม่มีที่ดินทำกิน  หรือแม้กระทั่งไม่มีความมั่นคงในเรื่องหลักประกันเกี่ยวกับที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัยของตัวเอง  

 

เพราะฉะนั้นนโยบายแรกที่เราจำเป็นจะต้องยกระดับก็คือ ปัญหาเรื่องของการถือครองที่ดิน  โดยเฉพาะในเรื่องของหลักประกันความมั่นคง  ซึ่งตรงนี้เราจะทำโครงการที่เราเรียกในภาพรวมว่า “โครงการโฉนดสีฟ้า” ซึ่งมีหลักสำคัญ 2 เรื่อง คือ 

 

1. คนที่ครอบครองอยู่อาศัยทำกินต้องมีความมั่นคง มีความมั่นใจว่าจะสามารถทำต่อไปได้ และ 

2. ต้องสามารถใช้ที่ดินตรงนั้นในการที่จะสร้างโอกาสให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการหลักประกันในการกู้ยืม 

ประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะในรัฐบาลที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่แล้ว เรามีการเริ่มต้นโครงการสำคัญๆ อยู่ ซึ่งวันนี้จะมีการต่อยอด และจะมีการเพิ่มเติม 

 

ข้อที่ 1 ก็คือในหลายพื้นที่ ซึ่งมีปัญหาข้อพิพาทกันอยู่ระหว่างชุมชน ซึ่งมีทั้งที่อยู่อาศัย ทั้งที่เพื่อทำการเกษตร แต่บอกว่าไปติดขัด มีข้อพิพาทอยู่กับปัญหาว่าเป็นที่ดินป่าสงวน ที่ดินของรัฐ ปัญหาการถกเถียงเรื่องเอกสารสิทธิ์ เราได้ผลักดันโครงการสำคัญคือ โฉนดชุมชน ซึ่งเป็นวิธีการของการออกเอกสารสิทธิ์ให้กับชุมชนโดยการตกลงกันของชุมชนเองที่ให้ข้อมูลอย่างแม่นยำว่า ในผืนแผ่นดิน พื้นที่ตรงนั้น ใครอยู่อาศัย ใครทำกินโดยเฉพาะเรื่องของการเกษตรอยู่อย่างไร รับรองสิทธิ์ให้ครับ

เราเคยออกโฉนดชุมชนไปให้สมัยที่เป็นรัฐบาล 2 ชุมชน และเตรียมจะออกอยู่อีกกว่าร้อยชุมชนทั่วประเทศ แต่งานนี้ไม่ได้รับการสานต่อ กลับเข้าไปครั้งนี้ประชาธิปัตย์จะเดินหน้าเรื่องโฉนดชุมชน ทั้งที่ค้างไว้ และอีกหลายพื้นที่ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ และจะครอบคลุมไปถึงอีกหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ที่หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า เราสามารถที่จะมีชุมชน มีบ้านที่มีทะเบียนบ้าน บางครั้งมีสาธารณูปโภค แม้กระทั่งมีสถานที่ราชการที่ตั้งอยู่ แต่ไม่ได้มีเอกสารสิทธิ์รองรับ หลักคิดในเรื่องของการให้โฉนดชุมชนตรงนี้ เพื่อสร้างความมั่นคง แม้จะไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ที่จะนำไปซื้อขายซึ่งอาจจะเกิดปัญหาภายหลังขึ้นมา นี่คือสิ่งที่เราจะเดินหน้าสานต่อ

 

ประการที่ 2 ในโครงการ “โฉนดสีฟ้า” เราจะยกระดับเรื่องของ สปก. วันนี้สิ่งที่เราจะทำอีก 2 เรื่อง สำหรับพี่น้องที่อยู่ในพื้นที่ สปก. ก็คือ 

 

1. เขาจะต้องสามารถนำเอกสารนี้ไปใช้ในการเป็นหลักประกันเพื่อที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ซึ่งเราก็จะทำโดยมีการทำงานกับโครงการโดยธนาคารของรัฐ และธนาคารที่ดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ 3 ที่เป็นการสานต่อนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์เริ่มต้นไว้ แต่ไม่ได้รับการสานต่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างจริงจังก็คือแนวคิดในเรื่องของธนาคารที่ดิน 

 

นอกจากนั้นในส่วนของพื้นที่ สปก. ที่จะต้องนำมาใช้เพื่อเป็นหลักประกันได้แล้ว สิ่งสำคัญประการที่ 2 ก็คือการพัฒนาพื้นที่ใน สปก. เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รัฐบาลปัจจุบันไปสร้างข้อยกเว้นกับการใช้พื้นที่ สปก. ไว้ แต่เชื่อมั้ยครับ เขาเว้นไว้ให้ธุรกิจขนาดใหญ่เรื่องพลังงาน เรื่องเหมือง เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่เกษตรกรที่ต้องการแปรรูปผลผลิตของตัวเองในพื้นที่ สปก. ซึ่งความจริงกฎหมาย สปก. เดิม ก็พูดอยู่แล้วว่า ควรจะมีการพัฒนาสาธารณูปโภค หรือความต่อเนื่องในกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตร กลับยังมีปัญหาทำไม่ได้

 

ประชาธิปัตย์จะยกระดับเรื่องของการใช้พื้นที่ สปก. ตรงนี้ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรบนหลักการเดิมว่า พื้นที่ สปก. ทั้งหมดที่ทำมานี้ ทำเพื่อพี่น้องเกษตรกรรายย่อยซึ่งถือครองได้ไม่เกิน 50 ไร่ ยกเว้นกรณีการเลี้ยงสัตว์ใหญ่ 

สุดท้ายนะครับในเรื่องของที่ดิน ก็คือ สำหรับที่ที่มีเอกสารสิทธิ์อื่นๆ และอยู่ในกระบวนการ หรือที่ที่สามารถจะออกโฉนดได้ การเร่งรัดเดินออกโฉนดให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงตรงนี้ ก็จะเป็นอีก 1 นโยบายที่อยู่ภายใต้สิ่งที่เราเรียกว่า “โฉนดสีฟ้า”  นั่นเรื่องที่ 1 คือที่ดิน หรือดิน 

 

เรื่องที่ 2 คือน้ำ ขนาดพี่น้องเกษตรกรที่มีน้ำ ยังมีความเดือดร้อน เกษตรกรซึ่งยังขาดแหล่งน้ำ ปัญหารุนแรงที่สุด เราค้นพบว่า เกษตรกรซึ่งถ้าบอกว่าเทียบเคียงทุกอย่างได้เกือบจะเหมือนกันหมด ถ้าต่างกันเพียงแค่ว่ามีแหล่งน้ำ หรือมีระบบชลประทานมั้ย เราพบว่ารายได้เขาจะแตกต่างกันประมาณเท่าตัว วันนี้การยกระดับความเป็นอยู่ที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะพื้นที่อย่างภาคอีสาน ก็คือประชาธิปัตย์จะปลดล็อคให้น้ำเข้าถึงทุกไร่นา ผ่านแนวคิดที่เราเรียกว่า “กองทุนน้ำชุมชน” 

 

ถามว่าที่ผ่านมา อีสานก็ดี หรือแม้กระทั่งพื้นที่อื่นๆ ไม่มีน้ำ จริงหรือไม่ คำตอบคือไม่จริงครับ แต่กักเก็บน้ำไม่ได้ ปริมาณน้ำจากฝนที่ตกลงมานั้นเพียงพอ แต่กักเก็บไม่ได้ ที่กักเก็บไม่ได้เพราะว่าครั้งแล้วครั้งเล่า รัฐบาลต่างๆ ติดอยู่กับการรอทำโครงการของรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง แล้วก็เจอปัญหามากมาย สิ่งแวดล้อม การต่อต้านของมวลชน การจะไปทำในพื้นที่ไหนก็จะทำก็ต้องไปเวนคืนให้เป็นที่ของรัฐ

 

วันนี้เราจะมี “กองทุนน้ำชุมชน” สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่า กองทุนนี้จะไปช่วยสนับสนุนให้เกิดสระน้ำในไร่นา เป็นข้อตกลงของชุมชนกับรัฐ หรือท้องถิ่นว่า ในหมู่บ้านนี้ ตำบลนี้ มันมีที่ซึ่งไม่เป็นต้องเป็นของรัฐ เป็นของเกษตรกร เป็นของใครก็ได้ ของประชาชนนี่แหละ แต่เขาพร้อม และที่มันเหมาะที่จะทำสระน้ำ เขาก็จะมาเข้าร่วมโครงการ ได้รับการสนับสนุนจากโครงการนี้ และการมีสระน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็กแบบนี้ ก็จะมีระบบที่สามารถกระจายน้ำไปให้ทั่วถึงในทุกชุมชนได้

 

สิ่งที่ต้องทำก็คือการปลดล็อค กฎระเบียบของราชการที่ทำให้ในอดีตไม่สามารถทำตรงนี้ได้ แล้วก็ไหนๆ พูดเรื่องนี้แล้ว ก็พูดต่อเนื่องไปด้วยว่า สระน้ำที่เราคิดอยู่ขณะนี้จะใช้ยางพารา

 

ซึ่งความต้องการในการใช้ยางพาราในส่วนนี้จะมีส่วนสำคัญไปสู่นโยบายข้อต่อไปของเราที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับราคายางพาราซึ่งติดปัญหามายาวนานหลายปี จริงๆ ก็คือราคายางตกมาตั้งแต่ที่ประชาธิปัตย์ยุบสภาเมื่อปี 2554 นี่คือประเด็นในเรื่องของการจัดการเรื่องน้ำ

 

ดังนั้นสำหรับพี่น้องเกษตรกร มีเรื่องดิน มีเรื่องน้ำ วันหลังเราจะมีรายละเอียดในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุง หรือพัฒนาประสิทธิภาพของการผลิต

 

แต่สุดท้ายหนีไม่พ้น คือเราต้องให้เกษตรกรพ้นจากความไม่แน่นอน ในรูปแบบทั้งหลาย สำคัญที่สุดก็คือราคาพืชผล นโยบายประกันรายได้ของประชาธิปัตย์ในปี 2552 – 53 ได้พิสูจน์แล้วว่าเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ โดยไม่ทำให้เกิดปัญหาการทุจริต คอร์รัปชัน ไม่ทำให้เกิดปัญหาผลกระทบต่อตลาด พืชผลการเกษตรพังลงไป ไม่ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรของไทย มีปัญหาในเรื่องความสามารถการแข่งขัน  ดังนั้นแนวคิดเรื่องประกันรายได้ พรรคประชาธิปัตย์จะนำกลับมา 

เคยทำอยู่กับข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ก็จะเอากลับมาทำ 

 

อย่างกรณีข้าว ไม่ได้นัดหมายกันนะครับ ก็พูดกันชัดว่า ต้องไม่ต่ำกว่า “หมื่นนึง” นี่คือ นโยบายประกันรายได้ และวันนี้แนวคิดประกันรายได้จะสามารถขยายไปยังพืชผลตัวอื่นๆ ได้อีกด้วย ซึ่งเรายังไม่เคยทำ ยกตัวอย่างเช่น ปาล์ม ซึ่งวันนี้เรามั่นใจว่าสามารถทำได้อยู่ในระดับที่ 4 บาท ส่วนยางพารานั้น เราจะแก้เป็นระบบ เพราะวันนี้ปัญหาของยางพาราไม่ได้มีแค่ว่าราคาต่ำ แต่มีปัญหาเรื่องสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ มีปัญหาที่ว่าวันนี้คนที่เป็น “ชาวยางพารา” ใช้คำนี้ก็แล้วกัน มันมีทั้งเจ้าของสวน มี หรือไม่มี เอกสารสิทธิ์ มีทั้งแรงงาน มีทั้งแรงงานต่างด้าว ทั้งหมดนี้ในที่สุดจะต้องกลับเข้ามาสู่การประกันรายได้ 

 

แต่เบื้องต้นเฉพาะหน้า ประชาธิปัตย์มั่นใจว่า เรายกระดับราคายางพาราในปัจจุบันได้ โดยการทำเรื่องการเอายางพารามาใช้อย่างจริงจัง เมื่อสักครู่พูดเรื่องสระน้ำในไร่นาแล้ว แต่จริงๆ การทำถนน ซึ่งถ้ารัฐบาลเอาจริงอย่างที่เราเรียกร้องมา 2-3 ปี ผมมั่นใจว่าป่านนี้มีการใช้ยาง มากมายมหาศาลไปแล้ว 

 

ท้องถิ่นที่สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ทำแล้วครับ แต่งบประมาณเขาจำกัด วันนี้ก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจว่า ทั้งๆ ที่พิสูจน์ให้รัฐบาลเห็นแล้ว รัฐบาลก็ยังลังเลที่จะให้หน่วยงานราชการเอาเรื่องของโครงการถนนที่ใช้ยางพาราไปทำ กลับบอกว่าขอให้ท้องถิ่นทำไปก่อน ซึ่งเราก็ทราบดีว่า งบประมาณของท้องถิ่น หรือถนนที่ท้องถิ่นทำ เทียบกับจำนวนถนน เป็นกิโลเมตร เป็นพื้นที่ของรัฐบาล มันเทียบกันไม่ได้เลย

 

เรามั่นใจครับว่า ด้วยนโยบายตรงนี้ การส่งเสริมการแปรรูปยางพาราให้เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ซึ่งติดล็อคปัญหาเรื่องที่ สปก. บ้าง ผังเมืองบ้าง รวมไปจนถึงการเดินหน้าเจรจากับต่างประเทศที่เราเคยทำ สุดท้ายบวกกับการประกันรายได้ ยางพาราต้องไม่ต่ำกว่า 60 นี่คือสิ่งที่เป็นหลักประกันของเกษตรกร ก็เลยขอบวกเข้าไปครับว่า นอกจากการประกันเรื่องรายได้แล้ว ระบบของการประกันภัยพืชผล ซึ่งประชาธิปัตย์เริ่มต้นไว้ แต่ก็ไม่ได้รับการสานต่อ ก้าวหน้าอย่างที่เราเคยวางแผนไว้ ก็จะกลับมา

 

เพราะฉะนั้นนอกเหนือจากความไม่แน่นอนเรื่องราคาแล้ว ฝนแล้ง น้ำท่วม แมลง วันนี้เพิ่งมาเพิ่มเรื่องนก ผมไม่แน่ใจว่าจะเข้าข่ายหรือเปล่า ก็จะต้องเป็นระบบที่เข้ามาเพื่อทั้งหมดนี้ กลุ่มคนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยคือเกษตรกร อุ่นใจ มั่นใจได้เสียทีว่า เขาเป็นเกษตรกรแล้ว เขาไม่ขาดทุน เขามีผลตอบแทน เขามีความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐานที่ดีตามสมควร นี่คือกลุ่มเกษตรกร

กลุ่มที่ 2 ก็หนีไม่พ้นผู้ใช้แรงงาน และแน่นอนที่สุด ที่ยากลำบากที่สุดก็คือ คนที่กินค่าแรงขั้นต่ำ วันนี้มันพิสูจน์แล้วนะครับ ค่าแรงขั้นต่ำสำหรับคนที่ต้องพึ่งรายได้ตรงนี้ มันไม่เพียงพอกับความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐานที่ควรจะเป็น

 

ขณะเดียวกัน เรากำหนดค่าแรงขั้นต่ำทุกปีๆ  เราไม่สามารถจะบอกว่า ถ้าพี่น้องของเราต้องมีค่าแรงอย่างนี้ มันจะได้ตามนั้น เพราะอะไรครับ เพราะเราต้องคำนึงถึงผู้ประกอบการด้วย ถ้าเราไปยกค่าแรง แล้วเราคิดว่ามันตอบโจทย์ของผู้ใช้แรงงาน แต่ปรากฎว่าธุรกิจอยู่ไม่ได้ ธุรกิจแข่งขันไม่ได้ ต้นทุนสูงขึ้น ที่ตามมาก็คืออะไรครับ ของก็แพงขึ้น ธุรกิจย้ายถิ่นฐานออกไป คนตกงาน มันไม่แก้ปัญหา 

 

วันนี้การยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ก็คือ ประชาธิปัตย์จะเอาแนวคิดเรื่องการประกันรายได้มาใช้กับพี่น้องผู้ใช้แรงงานด้วย เราไปดูง่ายๆ ครับว่า อย่างน้อยที่สุดเขาควรจะมีความเป็นอยู่ รายได้ถึงสักเท่าไหร่ เราก็พบความจริงว่า ปัจจุบันรัฐบาลเองก็บอกว่า ใครที่มีรายได้ไม่ถึง 120,000 บาทต่อปี เราบอกเราไม่เก็บภาษีเขา 

 

นั่นแปลว่าเรามองว่าเขาควรจะมีอย่างน้อย 120,000 บาทต่อปี ดังนั้น ประชาธิปัตย์ก็จะประกันรายได้ว่าพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกคน  ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 120,000 บาทต่อปี  สูงกว่านั้นได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 120,000 บาทต่อปี  

 

แล้วเราก็จะคำนวณอัตราที่เหมาะสมทอนกลับมาเป็นสิ่งที่เขาควรจะได้รับเป็นรายได้ ถ้าค่าจ้างขั้นต่ำไม่ถึงตรงนั้น รัฐบาลก็จ่ายเงินส่วนต่างให้เหมือนกับที่รัฐบาลเคยจ่ายเงินส่วนต่างให้กับเกษตรกร นี่คือหลักประกันข้อที่ 2 

 

กลุ่มที่ 3   ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ให้หลักประกันไว้ก็คือผู้สูงอายุ   ซึ่งเราเป็นผู้เริ่มต้นการจ่ายเบี้ยชีพถ้วนหน้าเมื่อปี 2552  วันนี้ความจำเป็นในการที่จะต้องเพิ่มเบี้ยยังชีพก็ปรากฏชัดเจน   นโยบายอีกข้อหนึ่งก็คือว่าเราจะยกเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุขึ้นมาเป็น 1,000 บาทต่อเดือนสำหรับทุกคน

 

แน่นอนถ้าถามผู้สูงอายุ อยากได้มากกว่านี้ไหม  อยากได้มากกว่านี้แน่ แต่นี่คือความรับผิดชอบว่า ประชาธิปัตย์ศึกษาว่าตัวเลขนี้คือตัวเลขที่จ่ายได้ และเราจะไปปรับปรุงบรรดาโครงการที่เกี่ยวข้องกับการออมเพื่อชราภาพทั้งหมด  ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม  กองทุนเงินออม  กองทุนสวัสดิการชุมชน  ที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเดียวที่สมทบเงินให้กับชุมชนไหนก็ตามที่มีการออมละ 1 บาท  เพื่อที่จะให้ในที่สุดแล้วผู้สูงอายุในประเทศไทยมีความอุ่นใจ มั่นใจว่าเมื่อแก่เฒ่า ชราแล้วเขามีรายได้พื้นฐานระดับหนึ่ง

 

กลุ่มสุดท้าย กลุ่มที่ปัจจุบันเราถือว่า เป็นผู้ยากไร้ที่ปัจจุบันรัฐบาลให้เขาในรูปแบบของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  ตรงนี้เราจะมีการสานต่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้

 

1. ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประชาชนที่พึงจะได้รับสวัสดิการตรงนี้มีความเป็นปัจจุบันมากขึ้นและมีความแม่นยำมากขึ้น  ไม่ใช่เหมือนในปัจจุบันที่เราไปพบมาทั่วประเทศว่ามีคนจนอีกเยอะไม่สามารถที่จะได้รับบัตรตัวนี้ได้   แล้วไม่ใช่ว่าปล่อยให้คนซึ่งไม่ควรจะได้รับสิทธิตรงนี้มาเอาเงินภาษีของประชาชนที่จ่ายภาษี  แล้วไปใช้สิทธิ์ตัวนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่มีเรื่องการเมืองมันจึงจะเป็น “สวัสดิการ”

 

ต้องไม่เป็นการให้แบบแล้วแต่ความพอใจ แล้วแต่ฤดูกาล  ต้องเป็นการให้ที่มีฐานหลักการคิดที่ชัดเจนว่า “สิทธิ”  คืออะไร ซึ่งวันนี้สิทธิที่เขาได้เป็นประจำอยู่ เราคำนวณแล้วจะมูลค่าอยู่ ก็ไม่ถึงนะครับ แต่ว่าเฉลี่ยออกมาแล้วเราคิดว่าน่าจะอยู่ที่ 800 บาท ต่อเดือน

 

แต่ 800 บาทนี้เราจะไม่ทำเหมือนที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ก็คือว่าไปให้สิทธิ์ตรงนั้นตรงนี้ แต่ว่ามีเงื่อนไข หรือกำหนดว่าต้องใช้สิทธิ์อย่างนั้นอย่างนี้ ผมไปมาทั่วประเทศคนถือบัตรถามผมว่าไปขึ้นรถไฟฟ้าได้ที่ไหน  ขอเป็นเงินได้หรือไม่

 

วันนี้ 800 บาท และที่สำคัญให้เงินคนยากจนทั้งที  เราจะไม่ทำแบบรัฐบาลนี้คือ ที่ให้เป็นรายเดือน ห้ามเขาซื้อของจากคนยาก คนจนด้วยกัน  เงินของคนยาก คนจนตรงนี้ 800 บาทที่ให้ไปนี้ ความจริงถ้าให้เสรีภาพกับเขาในการใช้เงิน จะเป็นตัวช่วยให้คนที่ยากจนยากไร้ในชุมชนของเขามีรายได้เพิ่มขึ้น และเงิน และเศรษฐกิจของชุมชนจะหมุนเวียน

 

เพราะฉะนั้น 800 บาทที่เราจะให้นี้ จะเป็นในรูปของเงินสด หรือการโอนตรงเข้าบัญชี   ไม่ไปจำกัดว่า บังคับว่า คุณต้องไปเข้าร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งตำบลหนึ่งอาจจะมีอยู่เพียง 1 ร้าน 2 ร้าน หรือบางตำบลไม่มีซักร้าน ไม่ไปบังคับว่าของที่จะซื้อในร้านยังต้องกำหนดอีกว่า ซื้ออะไรได้ ซื้ออะไรไม่ได้ 

 

วันนี้ 800 บาทนี้จะหมุนไปตลาดสด  จะหมุนไปร้านข้าวแกง  ร้านก๋วยเตี๋ยว  ร้านขายของชำข้างบ้าน เพื่อนบ้าน นี่คือสิ่งที่จะเป็นตัวที่ยกระดับเศรษฐกิจของชุมชนขึ้นมา

 

ทั้งหมดนี้ คือ นโยบายที่มาแก้ไขปัญหาปากท้องเฉพาะหน้า  แต่เป็นนโยบายที่กำลังวางรากฐานของระบบสวัสดิการให้คนทุกคนในประเทศไทย มีความมั่นคง และมีความอบอุ่นใจในชีวิตของตนเอง

 

งบประมาณที่จะนำมาใช้ทั้งหมดนี้มีการคิดคำนวณไว้เรียบร้อย เช่นเดียวกันกับเรื่องยกระดับการศึกษาที่ได้แถลงไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และต่อไปถึงจุดหนึ่งเราก็จะเปิดเผยว่า งบประมาณตรงนี้เป็นจำนวนเท่าไหร่ และที่มาของงบประมาณตรงนี้จะเป็นอย่างไร

 

แต่มั่นใจได้ ประชาธิปัตย์พิสูจน์มาทุกยุคทุกสมัย 70 กว่าปี ที่อยู่กับประเทศไทยนี้ ประชาธิปัตย์ไม่เคยทำประเทศไทยเสียหายล้มละลาย  ประชาธิปัตย์ไม่เคยสร้างภาระให้กับประเทศ

 

เพราะฉะนั้นการระดมแหล่งเงินเข้ามานอกจากจะอยู่บนหลักการของความรับผิดชอบแล้ว เราจะใช้เป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของการปฏิรูป หรือ เปลี่ยนแปลงระบบภาษี

 

นี่คือสิ่งที่เป็นสาระที่อยากจะนำเสนอในวันนี้ก่อนในเรื่องของปัญหาปากท้องของประชาชน  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้พี่น้องประชาชนใช้เป็นทางเลือกในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เพื่อสร้างโอกาสให้กับตัวท่านเอง และให้กับคนไทยและประเทศไทยต่อไป

ขอบคุณครับ