เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

คำต่อคำ ประชาธิปัตย์ ประกาศนโยบาย ยาเสพติด

คำต่อคำ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

แถลง นโยบาย “ยาเสพติด” 

28 ธ.ค.2561 

 

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่ทางพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายสำหรับการเลือกตั้ง  โดยผมได้ย้ำมา 2 ครั้งแล้วที่ได้แถลงนโยบายด้านการศึกษากับด้านปากท้องว่า ประชาธิปัตย์ต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสของประชาชนในการที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปในทิศทางที่ดีขึ้น  ปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาเฉพาะหน้า หรือปัญหาที่สะสมค้างคากันมานานได้รับการแก้ไขแบบยั่งยืน  ที่ย้ำตรงนี้เพราะว่า เราต้องการเห็นการเลือกตั้งที่สร้างสรรค์ เราต้องการเห็นการเลือกตั้งที่ทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ และต้องการทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเรื่องของประชาชน ของประเทศ ไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเพียงกลุ่มเดียว  

 

สำหรับในวันนี้นโยบายที่จะนำเสนอเป็นเรื่องของยาเสพติด  ผมอยากจะย้ำว่าตลอดระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปพบปะกับพี่น้องประชาชนหลายกลุ่ม  ตลอดจนการติดตามการสำรวจ หรือการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ของประชาชน ปัญหานี้เป็นปัญหาที่อยู่ในลำดับต้นๆ ที่พี่น้องประชาชนต้องการเห็นได้รับการแก้ไข  เราพูดถึงปัญหาปากท้องเป็นอันดับหนึ่งค่อนข้างมาก  แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชน และชุมชุมหลายชุมชนให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาปากท้องเลย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแต่ละพื้นที่ก็มีประเด็นที่อาจจะเป็นเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละพื้นที่ด้วย  ฉะนั้นวันนี้ในการนำเสนอนโยบายซึ่งจะมีรายละเอียดใน 5 มาตรการหลัก ที่เราจะนำเสนอต่อไป  ผมจะขอให้ผู้สมัคร 2 ท่าน มาเป็นให้รายละเอียดในเรื่องนี้ 

 

ท่านหนึ่งก็เคยทำงานเป็นตำรวจ และเป็นผู้ที่เคยสนับสนุนแก้ไขปัญหางานทางด้านนี้มีประสบการณ์ เห็นจุดแข็งจุดอ่อนของการปฏิบัติงานที่ผ่านมา  และมั่นใจว่ามีคำตอบว่าการจะแก้ไขจุดอ่อนของการทำงานที่ผ่านมาจะต้องทำอย่างไร ส่วนอีกท่านหนึ่งนั้นมาจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งผมจำได้ว่าในช่วงที่ผมเดินทางไปพบปะกับประชาชนช่วงของการหยั่งเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรค สิ่งที่หลายคนเดินทางไปกับผมในวันนั้นจะทราบอาจจะรู้สึกแปลกใจก็คือ วันที่เราพูดถึงปัญหานี้ ความสนใจ ความตื่นตัว ปฏิกิริยาของประชาชนที่มาวันนั้นนับน่าจะหลายพัน ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่ได้น้อยไปกว่าเรื่องปากท้อง หรือไม่น้อยไปกว่าปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นประชาธิปัตย์ตระหนักว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่จะต้องทำอย่างจริงจัง แน่นอนรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมีนโยบายจะครอบคลุมทั้งในเรื่องของการปราบปราม ทั้งในเรื่องการป้องกัน ทั้งในเรื่องของการที่จะต้องบำบัดผู้เสพ แต่ต้องยอมรับยังไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่สามารถจะแก้ปัญหาแบบนี้ได้อย่างยั่งยืน วันนี้ 5 มาตรการที่จะนำเสนอก็ยังคงครอบคลุมทั้งในเรื่องของการปราบปราม การป้องกัน และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบำบัด 

 

โดยผมขอเรียนเพิ่มเติมและสรุปอย่างนี้ พวกเราก็เคยทำงานที่เกี่ยวกับปัญหายาเสพติด ช่วงที่เป็นรัฐบาลก็พยายามสนับสนุนงานในเรื่องของการป้องกัน ตอนนั้นจะมีนโยบายที่เราเรียกว่า “5 รั้ว” และมีนโยบายที่เราถือว่าผู้เสพเป็นผู้ป่วย  และขณะที่เป็นรัฐบาลก็พยายามสนับสนุนการบำบัดดูแลโดยเฉพาะในระบบที่สมัครใจ คือหมายความว่าไม่ใช่รอให้ถูกจับ และมาบำบัด แต่ว่าใครก็ตามที่มีปัญหานี้ เราพยายามที่จะโน้มน้าวจูงใจให้เขาเข้ามารับการบำบัดโดยสมัครใจ แต่ช่วงที่ผมเป็นนายกฯ และเป็นรัฐบาล ไปติดตามการแก้ไขปัญหานี้  ผมได้ไปพบกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง วัยรุ่นที่อยู่ในสถานบำบัดก็แลกเปลี่ยนกับเขาให้เขาเล่าให้ฟังว่ามันเป็นมาอย่างไรในส่วนของตัวเขาเลยได้รับทราบว่าเขาก็บอกว่าเขาเข้าออกสถานบำบัดอยู่หลายรอบแล้วก็เริ่มจากการเป็นผู้เสพ  เสพไประยะหนึ่งก็หนีไม่พ้นจะต้องหาสตางค์ที่จะมาเสพต่อ ก็กลายเป็นผู้ครอบครอง ผู้ค้า และวนเวียนกลับมา กลับไป อยู่ในวงจรอย่างนี้ไม่หลุดพ้น  ผมก็ถามเขาว่าแล้วทำไปปัญหานี้มันไม่หมดไป ทำไมการค้าการขายมันไม่หมดไป ผมยังจำคำเขาได้ เขาบอกว่า “ท่านครับถ้าเจ้าหน้าที่ไม่เกี่ยวข้องปัญหานี้มันก็จะแก้ได้”  

 

หลังจากวันนั้นผมยังไม่มีเวลาในการที่จะมาทำนโยบายเพิ่มเติม  แต่วันนี้ผ่านมาอีก 6-7 ปี สถานการณ์ยาเสพติดเป็นปัญหาที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดปัญหาหนึ่งในใจของประชาชน มันถึงเวลาที่จะต้องทำ  เพราะฉะนั้นมาตรการ 2 ข้อที่เกี่ยวข้องกับการที่จะมาจัดการกับปัญหาที่ว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่เราจะให้ความสำคัญสูงสุด ด้านหนึ่งก็คือการมี ปปส. ที่จะสามารถเข้ามาสอบสวนคดีส่งอัยการเพื่อดำเนินคดีได้ ไม่ต้องผ่านกลไกปกติของตำรวจ ผมว่าจะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยทำให้ประสิทธิภาพของการปราบปรามการจับกุม การดำเนินคดีมันดียิ่งขึ้น 

 

ควบคู่กันไปมาตรการที่ 2 ที่เราบอกว่าถ้าเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องเกี่ยวพันแล้วจะต้องมีการเพิ่มโทษอาญาให้หนักขึ้นไปอีก   และยิ่งไปกว่านั้นผู้บังคับบัญชาจะต้องถูกสอบทางวินัยด้วย  ก็เป็นความพยายามที่เราคิดว่ายังไม่เคยมีใครทำในการที่จะตัดวงจรยาเสพติดจากการที่เจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้อง  

 

เพราะฉะนั้นผมได้ประกาศไว้แล้วว่าการทำงานของประชาธิปัตย์ถ้าได้มีโอกาสทำครั้งนี้ผมไม่เกรงใจใคร เรื่องนี้ก็เกรงใจเจ้าหน้าที่ เกรงใจหน่วยงานเดิมๆ ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ไม่งั้นปัญหานี้ก็จะไม่หมดไป  และครอบครัว ลูกหลานของเราก็จะเป็นเหยื่อของปัญหายาเสพติดอย่างนี้ 

 

ขณะเดียวกันในส่วนของผู้เสพ เรายังถือว่าเป็นผู้ป่วย ครั้งแรกเข้ารับการบำบัดจะไม่มีประวัติของการที่จะเป็นอาชญากรหรืออะไรทั้งสิ้น  แต่ถ้าถูกจับซ้ำแล้วจะอ้างความเป็นผู้ป่วยตลอดไปปัญหานี้ก็จะแก้ไม่ได้  เพราะฉะนั้นนโยบายมาตรการที่ 3 จึงเข้ามาอุดช่องโหว่ตรงนี้ที่เราบอกว่าพอจับซ้ำก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการของการดำเนินคดีแล้ว ไม่งั้นเราก็จะไม่สามารถหยุดยั้งวงจรอย่างที่ผมเขาไปคุยกับคนที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงว่าเขาก็วงเวียนอยู่ในวงจรที่ว่ากลับมาเป็นผู้ป่วยบำบัด และก็กลับออกไปอีกครั้งหนึ่ง 

 

ส่วนงานทางด้านการป้องกันนั้นในส่วนของอาสาก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เราคิดว่าจะทำให้กำลังที่จะทำให้การทำงานในชุมชนต่างๆ มีประสิทธิภาพ และสามารถจะครอบคลุมได้มากขึ้น เราดูจากความสำเร็จของโครงการในลักษณะนี้ในอดีต เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่ได้จัดให้มันเป็นระบบ และอาจจะยังไม่มีค่าตอบแทนจากภาครัฐที่จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นในเรื่องนี้ 

 

นอกจากตรงนี้แล้วเราก็ยังมองว่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน เกี่ยวข้องกับนักศึกษา ซึ่งจะมีโครงการหลายโครงการที่เราต้องการที่จะให้เยาวชนของเรามาทำงานเพื่อสังคมมากขึ้นอยู่แล้ว  อันนี้จะไปพันกับอีกหลายๆ เรื่อง ที่จะเป็นนโยบายของเราออกมา เราก็คิดว่านอกจากการมีอาสาประจำของชุมชนอยู่แล้ว โครงการที่จะให้นักศึกษาเข้าไปให้ความรู้  ไปช่วยดูแลแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชนก็จะทำด้วย  

 

และมาตรการที่ 5 สุดท้ายคือมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการทำให้ระบบหรือการมีศูนย์บำบัดทั้งในระบบสมัครใจ และไม่สมัครใจ ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ และมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น  

 

ทั้งหมดนี้ก็คือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปราม และป้องกันในเรื่องของยาเสพติดที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้ผลักดัน และเราต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสของประเทศ เป็นโอกาสของสังคม เป็นโอกาสของครอบครัว เป็นโอกาสของเยาวชน ที่จะทำให้หลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆ คือปัญหายาเสพติดที่เป็นปัญหาหนักใจของประชาชนทั้งประเทศในขณะนี้ 

ขอบคุณครับ