เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

ตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101

(16 ม.ค. 2562) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ในประเด็นต่างๆ

 ฟังย้อนหลังที่นี่

- คำต่อคำ –

วันนี้วันครูขออนุญาตเรียกอาจารย์

“ความจริงก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะว่าเราก็แยกความเป็นอาจารย์กับความเป็นครู ผมก็ยังคิดอยู่เลยว่า เออ ใช่ เด็กๆ ผมอยู่โรงเรียนสาธิต เราก็จะเรียกอาจารย์เหมือนกัน แล้วก็วันครูเราจะไม่ได้หยุด มันคือการแยกอย่างหนึ่ง”

 

Emotion มันคนละแบบ ครูจะดูใกล้ชิดมากกว่าอาจารย์ ครูมีความหมายลึกซึ้ง เหมือนพ่อแม่คนที่สอง

“แต่อาจารย์หลายคนในที่สุดเวลาพูดกับลูกศิษย์ก็เรียกตัวเองว่าครู”

 

วันนี้วันครู เลยใช้โอกาสนี้ดีเดย์หลายแนวคิด เกี่ยวกับครูของประเทศไทยด้วยวันนี้

“ครับ เพราะว่าเราก็ได้พูดมาตลอดว่า เราให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา การสร้างคน เป็น 1 ในวลีหลักในสโลแกนของเรา แก้จน สร้างคน สร้างชาติ แล้ววันนี้เป็นวันที่เราทั้งสังคมมาระลึกถึงพระคุณของครู สดุดีบทบาทของครู ก็อยากจะเป็นกำลังใจให้ และเราก็มองว่าเมื่อประชาธิปัตย์ประกาศที่จะทำภารกิจการสร้างคน มันก็เหมือนกับว่าภารกิจของครู กับภารกิจของเราก็เป็นภารกิจเดียวกัน ก็จึงอยากจะถือโอกาสนี้ให้กำลังใจ แล้วก็ให้เห็นภาพว่า ถ้าเรามีโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ อะไรบ้างที่เราคิดว่าจะช่วยครูได้

 

เรามองว่าวันนี้ปัญหาความทุกข์ของครูที่เราเจอมากที่สุดเวลาไปพบปะ ก็คือภาระหน้าที่ต่างๆ ซึ่งนโยบายต่างๆ นี่แหละไปให้กับท่านไว้ ก็คือจะต้องมีงานธุรการ งานรับการประเมิน งานเอกสาร อยากมีความก้าวหน้าทำวิทยฐานะ ก็ต้องเสียหลายสิ่งหลายอย่างเลย เพื่อทำสิ่งนี้ แล้วก็หลายเรื่องเหล่านี้ก็กลายเป็นภาระแล้วก็ไปเบียดบังเอาเวลา กำลัง อะไรอีกหลายอย่างที่จะสามารถทุ่มเทให้กับนักเรียน

 

เพราะฉะนั้นนโยบายสำคัญที่สุดของเราก็ยังคงเป็นนโยบายคืนครูให้นักเรียน ซึ่งเราเคยทำมาแล้ว รอบหนึ่งก็คือการจ้างเจ้าหน้าที่ไปทำงานธุรการงานอื่นๆ แต่วันนี้นอกจากจะสานต่อตรงนี้ ก็คือจะไปไล่เรียงดูให้หมดว่า บรรดาภาระที่เกิดขึ้นกับคุณครูทั้งหลาย ที่เราจะปลดปล่อยไม่ให้มีภาระเหล่านี้ได้มันมีอะไรบ้าง เราก็จะทำ เพราะต้องการให้ครูกลับมาทุ่มเทให้กับนักเรียน เช่น สมมติว่า เวลาที่เสียไปกับระบบการประเมินปัจจุบัน ที่มันไม่ได้มีผล ส่งผลต่อการทำให้การเรียนการสอน การดูแลลูกหลานเราดีขึ้น ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการประเมิน ให้มันเข้ามาเชื่อมโยงตรงนี้ อย่างนี้เป็นต้น

 

อันที่ 2 ที่เรารับรู้รับทราบมาตลอดก็คือปัญหาของระบบบริหารที่มันรวมศูนย์ ซับซ้อนมาก เราคิดว่ามันต้องกระจายอำนาจมากขึ้น เพื่อให้โรงเรียนตัดสินใจได้ คุณครูเองก็จะมีความคล่องตัว มีความยืดหยุ่นขึ้นในหลายๆ เรื่อง โรงเรียนก็จะสามารถที่จะบริหารงบประมาณเพื่อตอบสนองความต้องการที่มันเป็นความจำเป็นของเขาจริงๆ ได้ง่ายขึ้น แล้วก็แม้กระทั่งเรื่องการปรับเปลี่ยน หรือมีความยืดหยุ่นในเรื่องของหลักสูตร ให้สอดคล้องกับชุมชน ท้องถิ่น ก็จะทำได้ง่ายขึ้น

 

เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว เดิมก่อนจะมี คสช. เข้ามา ก็ยังเป็นระบบที่ยังไม่กระจายไปให้สุด แต่หลังจากมี คสช.  มีซ้อนเข้ามาอีก เพราะตอนหลังก็มีศึกษาธิการจังหวัด แล้วก็มีตัวผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่เราคิดว่าตัวนี้ก็ต้องแก้ไขไป

 

อันที่ 3 ก็คือเรื่องของค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ครูพึงจะได้รับ อันนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราคิดว่าจำเป็นจะต้องเพิ่มเติม แล้วก็จะโยงไปถึงเรื่องของการที่จะมีคนเก่ง ดึงดูดให้คนเก่งๆ สนใจที่จะมาเป็นครูกันมากขึ้น แล้วก็มีโอกาสในการพัฒนาตนเอง เป็นครูที่มีทักษะพร้อมกับความจำเป็นของโลกปัจจุบัน เช่นเรื่องเทคโนโลยี เรื่องอะไรต่างๆ ทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวคิดหลักๆ ที่เป็นนโยบายในแง่ของการที่จะช่วยให้กำลังใจ แล้วก็เติมพลังให้กับครู เพื่อปฏิบัติภารกิจให้ดียิ่งขึ้น”

 

เห็นบอกว่าจะมีสำหรับครูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยที่จะแตกต่างออกไป เป็นอย่างไร

“ใน 3 จังหวัดนี้มีประเด็นเพิ่มเติมเข้ามาเรื่องความปลอดภัย เรื่องของระบบของโรงเรียนสอนศาสนา แล้วก็ความท้าทายอื่นๆ เพราะว่าเป็นพื้นที่ซึ่งมีความท้าทายพิเศษอยู่ เพราะฉะนั้นตรงนี้กับการที่จะต้องไปรวมอยู่ในนโยบายของ 3 จังหวัด หรือนโยบายจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ต้องมีเป็นการเฉพาะต่างหาก”

 

คุณสมบัติของครูที่ดี ที่น่าจะนำประเทศไทยไปสู่ความเจริญควรจะเป็นอย่างไร

“เอาเริ่มต้นจากส่วนของอาจารย์ก่อนก็แล้วกัน คือในแง่ของวิชาการนะ หมายถึงเน้นเฉพาะในแง่ของวิชาการ ผมว่าวันนี้ที่เราต้องการมากที่สุดก็คือคนที่สามารถกระตุ้น แล้วก็เป็นแรงบันดาลใจ หรือสอนให้ลูกศิษย์สามารถที่จะรู้จักเรียนรู้ด้วยตนเองได้ วันนี้ผมว่าครูที่เก่งอาจจะไม่ใช่คนที่ต้องรู้อะไรเยอะแยะไปหมด แต่สามารถทำให้ลูกศิษย์สามารถเรียนรู้ได้ เพราะในที่สุดต่อไปการมีความรู้จะเกิดขึ้นจากการแสวงหาข้อมูลด้วยตัวเองนั้นมากขึ้นๆ ไม่เหมือนในอดีต ซึ่งมันไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะทำสิ่งนี้ก็ต้องฟังจากผู้รู้คนเดียว เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง

 

กับส่วนที่ 2 ในความเป็นครู ก็คือผมว่าอย่างที่คุณวารินทร์พูดว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ แต่มันเป็นเรื่องของการมาดูแลเด็กเสมือนกับเป็นผู้ปกครอง พ่อ – แม่ คนที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 หรืออะไรก็แล้วแต่จะนับ คือให้ความอบอุ่น ให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นคนหนึ่งที่ใส่ใจตัวเด็ก แล้วก็เด็กจะมีความมั่นใจในการที่จะไปปรึกษาหารือ ไปยึดถือเป็นแบบอย่างที่ดี ผมว่าตรงนี้ก็มีความสำคัญ”

 

ความเป็นนักการเมือง

“พอดีคงไม่มีใครคิดจะทำวันนักการเมืองแห่งชาติหรอก”

 

ซักรัฐบาลนึงมั้ย ตั้งขึ้นมาวันนักการเมือง

“คงจะไม่หรอกครับ เพราะว่าผมว่าปัจจุบันต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ของการเมืองก็ยังติดลบอยู่มาก”

 

4 – 5 ปีแล้ว ภาพลักษณ์นักการเมืองยังไม่ดีขึ้นเหรอ แล้วจะมีเลือกตั้งมั้ย

“ก็รออยู่ รอความชัดเจนอยู่ แล้วผมว่าก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลน่าจะต้องพยายามทำให้มันเกิดความชัดเจนเพื่อความเชื่อมั่นของทุกฝ่าย แล้วก็ไม่อยากให้มันกลายเป็นปมความขัดแย้ง คือผมว่าทุกคนก็ยอมรับอยู่แล้วว่าการมีพระราชพิธีเป็นโอกาสสำคัญของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งก็จะต้องดูแลให้เกิดความเรียบร้อย ราบรื่น แล้วก็สมพระเกียรติที่สุด เพียงแต่ว่าการเลือกตั้งก็เป็นไปตามกฎหมาย และผมก็รู้สึกว่ามันมีวิธีการบริหารจัดการให้ 2 เรื่องนี้ ไม่ให้มากระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน เพราะมันไม่จำเป็นจะต้องมากระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน ก็อยากจะเห็นว่าผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบบ้านเมือง ซึ่งรัฐบาลในเบื้องต้นก่อน เพราะว่า กกต. จะมาหลังจากที่รัฐบาลกดปุ่ม พูดง่ายๆ นะครับ ก็ต้องทำความชัดเจนตรงนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อลดปัญหาที่มันอาจจะเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจ หรือกลายไปเป็นปมขัดแย้งใหม่

 

ผมถามว่าแล้วนักการเมืองดีขึ้น ไม่ดีขึ้นนั้น ผมก็บอกแล้วว่าเราเคยพูดถึงปฏิรูปการเมือง ผมก็เป็นคนหนึ่งที่พูดมาตลอดว่า ถ้าคุณมองหาการปฏิรูปการเมืองจากการเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมายอะไรต่างๆ ในที่สุดคุณไม่เจอหรอก สิ่งที่เราคาดหวังคือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ วัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ แล้วก็ทำไมถามว่าวันนี้ หลายคนรู้สึกว่ามันไม่ได้ไปไหน ก็เพราะภาพเก่าๆ ก็กำลังกลับมา แม้กระทั่งคนที่พูดว่าจะปฏิรูปก็กลับกลายเป็นปฏิบัติตนเหมือนคนที่เคยอยู่ในภาพเก่าๆ มิหนำซ้ำเคยเป็นคนที่ถูกคนที่จะปฏิรูปนี้ต่อว่าต่อขาน ตำหนิติติงด้วยซ้ำ”

 

ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจ การเลือกตั้งเกิดขึ้นตามกรอบเวลา ก่อน 9 พ.ค.

“รัฐธรรมนูญเขียนอย่างนั้นนะครับ ใช่ครับ”

 

แต่ตอนนี้มีปัจจัยที่ดูแล้วว่าอาจจะมาส่งผลหรือเปล่า ก็คือกรณีกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเตรียมชุมนุม คุณอภิสิทธิ์มองเรื่องนี้อย่างไร

“ผมก็มองว่าการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การแสดงออกว่าอยากจะเลือกตั้งหรืออะไรก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ว่าแน่นอนทำแล้วก็จะมีทั้งคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เป็นปกติธรรมดา ถ้าไม่ไปละเมิดกฎหมาย ไม่ได้ก่อให้เกิดความวุ่นวาย ไม่มีความรุนแรงเข้ามา ไม่เกินขอบเขตของสิทธิที่พึงมี ก็ทำได้ครับ แต่ว่าก็คงจะมีคนที่ไม่พอใจ แล้วก็ต้องมีคนที่อาจจะพอใจสนับสนุนก็เป็นเรื่องธรรมดา เราก็ต้องพยายามอยู่ร่วมกันอย่างนี้ให้ได้ มันไม่ควรจะนำไปสู่ความขัดแย้งให้มันลุกลามบานปลายออกไป ถ้ามันเกิดความขัดแย้งลุกลามบานปลายออกไป ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะมีฝ่ายไหนที่จะได้ประโยชน์ แต่ผมว่าบ้านเมืองโดยรวมก็จะเสียหายเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ณ ขณะนี้ผมก็มีความรู้สึกว่ายังไม่มีอะไร เขาก็นัดหมายกันตรงใจกลางเมือง ยังไม่ได้ไปเป็นอุปสรรคปัญหาอะไรมากนัก”

 

ขีดเส้นตายศุกร์นี้ที่อยากจะขอความชัดเจน

“ผมก็มองว่า เวลาคนเขาเรียกร้องอะไร เขาก็จะต้องมีอะไรแบบนี้แหละครับ โดยเฉพาะประเด็นที่เขาเรียกร้องมันเป็นเรื่องของการเร่งรัดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าก็คงต้องจับตาดูต่อไปว่า ถ้าเกิดมันผ่านเส้นตายไปแล้วมันแปลว่าอะไร ถ้ามันลุกลามไปเกินเลยขอบเขตที่มันควรจะเป็น ก็จะเป็นปัญหาใหม่ขึ้นมา ซึ่งผมว่าตอนนี้สังคมก็ไม่ค่อยอยากจะเห็น ปัญหาเก่าก็เยอะอยู่แล้ว แต่มองที่กลุ่มคนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้ ผมว่าฝ่ายรัฐบาลเองซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบอยู่ อย่างที่ผมบอกนะครับ ก็ต้องเป็นคนพยายามสร้างความชัดเจน หรือเอาเหตุเอาผลมาคุยกัน”

 

ตอนนี้เลขาธิการ กกต. พูดถึง 24 มี.ค. โอเคมั้ย ก็ยังเป็นตุ๊กตาอยู่

“โอเคมั้ยนี้ คือหมายความว่าอะไรที่มันอยู่ในกรอบของกฎหมาย ผมเป็นผู้เล่นก็ต้องปฏิบัติตาม ส่วนจะเป็นโอเคในความหมาย ตกลงมันเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ผมก็บอกว่าผมคิดว่าไม่มีใครตอบได้นะครับตอนนี้ ทาง กกต. ที่พูดก็พูดแค่ว่า สมมติ สมมติว่าจะไป 24 มีนาคมจริงตอนนี้โจทย์ที่ กกต. พยายามแก้อยู่ก็คือ ผมอ่านว่า กกต. เขาไม่อยากที่จะรับรองผลการเลือกตั้งช้าไปกว่า 9 พฤษภาคม เพราะมันมีการตีความจากบางฝ่ายว่า การจัดการเลือกตั้งภายใน 9 พฤษภาคมนี้ ให้หมายถึงเสร็จครบทุกกระบวนการ แล้วก็มีการบางทีก็ไปพูดทำนองว่า อ้าว แล้วถ้า กกต. ไม่ทำนะ ระวังนะ เกิดการเลือกตั้งมันผิดกฎหมาย ผิดอะไรขึ้นมา จะมีการฟ้องร้องเรียกความเสียหายอะไรต่างๆ

 

เพราะฉะนั้นผมก็เลยมองว่า ประเด็นที่ กกต. พูดวันนี้ คือเดิมเขาบอกว่า เขาอยากเลือก 10 มีนาคม ทำไมเขาอยากเลือก 10 มีนาคมก็เพราะว่า เขามีเวลารับรองผล 60 วัน ถ้าเขาเลือก 10 มีนาคม เขาก็จะรับรองผลภายใน 9 พฤษภาคม แต่วันนี้ถ้าเกิดสมมติว่าพระราชกฤษฎีกายังไม่ได้ถูกตราขึ้น แล้วมันไม่สามารถที่จะเลือก 10 มีนาคมได้ แล้วต้องไปเลือก 24มีนาคม ประเด็นหลักของเขาที่เขาพูดก็คือว่า เขาก็จะพยายามรับรองภายใน 45 วัน ก็แปลว่า เหมือนกับลำดับความสำคัญในส่วนของเขา ในมุมของเขาก็คือว่า เขาจะต้องทำทุกอย่างให้เสร็จภายใน 9 พฤษภาคม”

 

ดูเหมือนตอนนี้กำหนดไม่ได้เลยใช่มั้ย

“พวกผมก็ทำงานด้วยความยากลำบาก เพราะว่าการวางแผนก็ยาก บางทีเราก็ต้องเร่งพยายามปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นเงื่อนไขนี้ ปรากฎว่าพอถึงเวลาจริงๆ อ้าว ไม่ใช่อีกแล้ว แต่ว่าก็อย่างที่บอกครับ เราก็มีหน้าที่ทำตามกฎหมาย ก็ต้องเดินหน้าไป”

 

เห็นคำเตือนเรื่องใบแดงหรือยังที่ กกต. ออกมาเตือนเรื่องการหาเสียง

“มันก็ไม่ได้มีอะไรใหม่นะครับ การกระทำบางอย่าง การใส่ร้าย การอะไรมันก็ผิดมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้มันขยายไปถึงโซเชียลมีเดีย ผมว่าที่ยากกว่าคือพวกระเบียบที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ เพราะว่าผมยกตัวอย่าง ผมอาจจะเคยพูดไปแล้วตรงนี้ในแง่ข้อจำกัดมากในเรื่องค่าใช้จ่าย การหาเสียงในส่วนกลางที่ตั้งไว้ค่อนข้างต่ำ จนทำให้แทบทำอะไรได้น้อยมาก แต่ว่าปัญหาคือระเบียบเรื่องของการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์นี้มีประเด็นที่อ่านแล้วก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะปฏิบัติกันอย่างไร เพราะว่าเขาบอกว่า หาเสียงทางโซเชียลมีเดียนี้ครอบคลุมทั้ง ยูทูป เฟซบุ๊ก SMS ไลน์ อะไรก็ว่าไป เสร็จแล้วเขาก็ไปยกเอาระเบียบที่เกี่ยวกับป้ายมา บอกว่า เวลาจะหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากจะต้องยื่นแบบ บอกผมจะหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์นะ มีแบบฟอร์มมาให้กรอก แล้วก็เขียนจุดๆ ช่องทาง ผมก็ยังงงอยู่เหมือนกันว่า เอ๊ะ จะต้องกรอกกันอย่างไร แล้วก็บอกว่าสื่อที่ผลิตเพื่อเผยแพร่ทางอิเล็กทรอนิกส์นี้ จะต้องระบุวันเดือนปีผู้ผลิต จำนวนที่ผลิตไว้ด้านหน้าอย่างชัดเจน แปลว่าอะไรครับ กำลังกลัวว่าสงสัยทำวิดีโอที ต้องมี End Credit แบบหนังหรือเปล่าจะต้องไปอยู่ตอนแรกหรือเปล่า ไม่แน่ใจ”

 

ความจริงมันควรจะอำนวยความสะดวกให้มากที่สุดหรือไม่ แต่ทำไมดูเหมือนถูกจำกัดไปหมดเลย

“คืออย่างนี้ครับ เขาไปกังวล ซึ่งผมเข้าใจนะครับ เขาไปกังวล 1. ก็คือว่า ในการที่จะบริหารจัดการ กรณีที่มีการล้ำเส้น จะมาสั่งการกันอย่างไรว่า อันนี้คุณห้ามนะเผยแพร่ต่อ ซึ่งถ้าเขาไม่รู้ว่าใครผลิต ผลิตที่ไหน ผลิตเมื่อไหร่ เขาก็จะไม่มีกลไกที่จะทำตรงนี้ ก็เลยเป็นปัญหา ก็เลยเอามาใส่ตรงนี้ ทีนี้บางอันก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก เช่นบอกว่า ถ้าผมทำ ต้องยื่นฟอร์มอย่างที่ว่านี้ นอกจากนั้นไม่พอ เกิดคนอื่นมาทำแล้วเชียร์ผม ถ้ามูลค่าเกิน 1 หมื่นบาท แล้วผมรับรู้ หรือไม่คัดค้าน ผมจะต้องนับเอาค่าใช้จ่ายนั้นมาเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งของผม ทีนี้ผมว่ามันจะเถียงกันเยอะมากเลยว่า ใครทำอะไร แล้วผมรับรู้ หรือไม่รับรู้ คัดค้านหรือไม่คัดค้าน มันก็จะยุ่งพอสมควร เดี๋ยวคุณวารินทร์เผลอไปทำเชียร์ผมอยู่ไป Boost ซัก 2-3 หมื่น ก็เป็นปัญหา

 

ก็ยังมีอีกข้อนึง จะเกี่ยวกับทั้ง 2 ท่านนี่แหละ ศิลปิน ดารา สื่อมวลชน ห้ามใช้วิชาชีพของตนเองในการหาเสียงให้กับคนอื่น ซึ่งอันนี้ก็แปลกเพราะว่าในต่างประเทศ เราเห็นเป็นเรื่องปกติที่จะมี ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Endorsement บางทีหนังสือพิมพ์บางฉบับมีบทบรรณาธิการเลยบอก จุดยืนหนังสือพิมพ์เขาเห็นว่า เป็นอย่างอันนี้ก็แปลว่าตรงนี้ไม่ให้ทำมั๊ง”

 

ถ้าอย่างนี้พอมีกฤษฎีกาเลือกตั้งประกาศออกมา คุณอภิสิทธิ์ยังโฟนอินเข้ารายการนี้ได้มั้ย

“เท่าที่ดู ความผิดน่าจะเป็นจากฝ่ายคุณนะ เพราะว่าประเด็นหลักก็คือว่า คุณมีหน้าที่ในการที่จะต้องเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองต่างๆ อย่างเท่าเทียมกันตามหลักวิชาชีพ อันนี้คุณก็ต้องไปตีความเอาเอง ก็คือยืดหยุ่นนิดหน่อย ไม่ได้บอกว่าเท่าเทียมกันประเภทว่า ถ้าคุณสัมภาษณ์ผม แล้วคุณต้องสัมภาษณ์อีกร้อยพรรค ถ้าตามวิชาชีพคือคุณวิเคราะห์แล้ว อาจจะจากจำนวน ส.ส.ที่ส่ง หรือจากโพล หรือจากอะไร ให้เวลาในลักษณะที่หลากหลายระดับหนึ่ง ก็น่าจะโอเคครับ”

 

เข้าได้แล้วคุยเรื่องอื่นไปเลย คุยเรื่อง Brexit ไปเลยอะไรอย่างนี้

“ก็ต้องถูกตีความต่ออีกว่า คุยแล้วมันได้คะแนนหรือเปล่า” (หัวเราะ)

 

ค่อนข้างที่จะเหนื่อยพอสมควรเลย

“แต่ว่าก็ธรรมดาครับ เราก็ผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาเยอะ สำหรับผมสิ่งสำคัญก็คือความสุจริตนั่นแหละ ผมยังเชื่อความสุจริตเป็นเกราะคุ้มครองนะ ความสุจริต ความรู้กฎหมาย”

 

เห็นลงพื้นที่ทุกวัน กระแสเป็นอย่างไรบ้าง

“ธรรมดานะครับ ผมว่าตอนนี้ทุกคนก็พยายามพบปะประชาชนลงพื้นที่ เผยแพร่ความคิดต่างๆ เป็นธรรมดาของการหาเสียง แล้วก็คุณค่าของการเลือกตั้งของระบอบประชาธิปไตยก็คือการที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศ ไปแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับปัญหาของเขา ไปเอาความคิดไปให้เขารู้ว่าเราอยากจะมาทำอะไรให้เขา เขาจะได้ตัดสินใจได้ถูกต้องว่าควรจะสนับสนุนเราหรือไม่ อันนี้แหละคือคุณค่า เราไม่ได้เลือกตั้งกันเป็นพิธีกรรม เราต้องการจะให้มันแสวงหาเจตนารมณ์ของประชาชน”

 

เรื่องฝุ่นละออง รัฐบาลจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลปัจจุบันจะแก้ปัญหาได้ดีกว่ากัน

“ผมว่า 1. เอาเวลาเกิดปัญหาเฉพาะหน้าแบบนี้ การให้ข้อมูล การให้คำแนะนำ การให้สิ่งที่มีความจำเป็นสำหรับประชาชนให้ทั่วถึง ดูแลอาจจะเป็นเรื่องหน้ากาก เรื่องอะไรก็ว่ากันไป แต่ประเด็นที่สำคัญก็คือในที่สุดเรื่องนี้มันจะย้อนกลับมาเรื่องทิศทางการพัฒนาของประเทศ ซึ่งจะมีทั้งเรื่องความเข้มงวดกวดขันในการบังคับใช้กฎหมาย การให้น้ำหนักความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะสาเหตุที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก เราก็เริ่มจะรู้กันเป็นการทั่วไปแล้ว จากการเผาบ้าง จากการใช้น้ำมันบ้าง จากการผลิตไฟฟ้าบ้าง จากการก่อสร้างอะไรอย่างนี้ ก็ต้องมาพูดกันให้ชัดว่า แล้วเวลารัฐบาลมีนโยบายเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหล่านี้ ได้กำหนดมาตรฐาน ได้บังคับใช้มาตรฐาน ได้มีความเข้มงวดกวดขัดเพื่อจะป้องกันปัญหานี้มากน้อยแค่ไหน หรือว่าไม่ค่อยให้ความสำคัญ ก็คือยังปล่อยไปเหมือนกับเคยทำอะไรกันมาก็ทำกันต่อไป ประเด็นอยู่ตรงนี้มากกว่า”

 

พุธหน้าเราต้องเปลี่ยนชื่อช่วงนี้เป็น Good Wednesday มั้ย เขามี Good Monday มาแล้ว

“ผมไม่เดินตามใครหรอกครับ”

 

ได้ดูมั้ย

“ไม่ได้ดูครับ ไม่ได้ดู”

 

มีความเห็นอย่างไรบ้าง กับการออกมาเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ผ่านรายการ Good Monday

“ผมว่าก็เป็นปกตินะ ก็จะมีการเคลื่อนไหวในจังหวะเวลาแบบนี้อยู่เสมอ”

 

น่าจะเชื่อมโยงกับสถานการณ์การเมืองตอนนี้ด้วยมั้ย

“มันก็เป็นการเมืองแหละครับ มันไม่ได้เป็นเรื่องอื่นหรอกครับ ธรรมดาครับ”

 

“นึกว่าจะถามเรื่อง Brexit นะ ต้องลุ้นกันคืนนี้ใช่มั้ย”

 

ลุ้นไปแล้วคืนนึง คืนนี้ลุ้นมติไม่ไว้วางใจอีกรอบนึง อารมณ์นักการเมืองของอังกฤษจะอย่างไร จะต้องเลือกตั้งใหม่มั้ย

“คือความจริงเมื่อวาน มันก็แทบไม่ต้องลุ้นเพราะว่า นับกันยังไงก็ไม่มีทางผ่าน แต่วันนี้ที่ไม่แน่ใจก็คือว่า ผมว่าแต่ละฝ่ายก็ไม่ค่อยชัดเจนนะว่าตัวเองมีแผนที่จะรองรับอย่างไร อย่างพรรคร่วมซึ่งอาจจะไม่เห็นด้วยกับตัวข้อตกลงที่ไปเจรจามา แต่ก็ยังประกาศสนับสนุนนายกฯ May อยู่ อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ ส.ส.ในพรรคเองก็ต้องชั่งใจให้ดี เกิดไม่ไว้วางใจพรรคของตัวเองแล้ว ต้องการให้เกิดอะไรขึ้น ต้องการให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ หรือต้องการเปลี่ยนรัฐบาล หรือต้องการอะไรกันแน่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน แล้วก็ต่อให้ความชัดเจนเรื่องว่าใครจะเป็นรัฐบาล หรือไม่เป็นรัฐบาล ที่ยังไม่ชัดเจนอยู่ดีก็คือทิศทางในการจะแก้ปัญหานี้ต่อไปคืออะไร”

 

เพราะ EU ก็ถามคำถามเดียวกันว่าจะเอาอย่างไร

“ครับ ก็เห็นใจ EU อยู่เหมือนกันครับ”