เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

ตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101

 

(23 ม.ค. 2562) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ในประเด็นต่างๆ

 

- คำต่อคำ –

ลงพื้นที่อยู่รึเปล่า

“พอดีอยู่ท่ามกลางมวลชนนิดหน่อยครับ คือเพิ่งจะร่วมอภิปรายในงานที่ มอ. ปัตตานี จัดเสร็จ ขณะนี้ก็ตั้งใจว่าจะกระโดดขึ้นรถ แต่ตอนนี้ถูกดักอยู่ครับ”

 

มีความชัดเจนออกมาแล้วว่าตกลงหย่อนบัตร 24 มีนาคม

“ครับ ดีครับ ผมคิดว่าสิ่งสำคัญก็คือทำให้เกิดความชัดเจนขึ้นว่าตกลงกระบวนการประชาธิปไตย และบ้านเมืองของเราจะเดินหน้าไปอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าการขจัดความไม่แน่นอนก็ช่วยในเรื่องความเชื่อมั่นของหลายๆ ฝ่าย”

 

หุ้นก็บวก เอกชนก็ขานรับ

“น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละครับ”

 

พอวันหย่อนบัตรเป็น 24 มีนาคม ระยะเวลาในการหาเสียงจากนี้ถึงวันที่ 24 เพียงพอมั้ย

“เพียงพอครับ เพียงพอ เพียงแต่ว่าต้องยอมรับว่าเที่ยวนี้กฎระเบียบ กกต. หรือกฎหมายเยอะหน่อย แต่ว่าเราก็พร้อม ข่าวคราวที่ออกมาก็เห็นอยู่แล้วว่า ประชาธิปัตย์ก็เป็นพรรคที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายในหลายๆ เรื่องลุล่วงไปแล้ว ก็จะเหลืออยู่เพียงบางเรื่อง อย่างวันนี้ก็ต้องรีบทำเรื่องเพื่อจะขอหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ เพราะว่ามีกติกาที่ออกมา ระเบียบที่ออกมาเกี่ยวกับเรื่องการหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียว่าต้องมีการแจ้งทาง กกต. ไป”

 

มีข่าวปรากฎกรณีที่ กกต. พูดถึงเรื่องแต่ละพรรคที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด แล้วในทำนองว่าพรรคประชาธิปัตย์น่าจะเป็นพรรคนึงที่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ ประเด็นนี้เป็นอย่างไร เป็นปัญหาหรือไม่

“ต้องถามทาง กกต. นะครับ คือไม่แน่ใจว่าความหมาย กกต. คือส่งไม่ได้เลย หรือส่งแต่ไม่ครบ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ตอนนี้เราได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายพื้นฐาน พื้นฐานก็จะมีเช่น มีเงินทุนประเด็น จำนวนสมาชิก มีจำนวนสาขา มีจำนวนตัวแทนจังหวัด แล้วก็สมาชิกต้องกระจายไปในแต่ละจังหวัดซึ่งมีไม่น้อยกว่าร้อยคน เงื่อนไขเหล่านี้ก็ปฏิบัติครบถ้วนแล้ว ผู้สมัคร ส.ส. เขต หย่อนอยู่ประมาณซัก 3 – 4 เขตเท่านั้นนะครับ ก็ได้มีการอนุมัติโดยผ่านกระบวนการการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว แล้วก็พอประกาศมาวันนี้เดี๋ยวผมจะเร่งประชุมเพื่อสะสางเขตที่เหลือ พร้อมๆ กับเรื่องของการอนุมัติผู้สมัครบัญชีรายชื่อด้วยครับ”

 

คุณอภิสิทธิ์บอกว่าเวลาเพียงพอ แต่จะมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับข้อกฎหมายที่ออกมา และค่อนข้างละเอียดยิบย่อย คุณอภิสิทธิ์มีความกังวลเรื่องไหน และอยากให้ กกต. ชี้แจงให้ชัดเจนหรือไม่

“จะพูดไปก็ไม่แน่ใจจะมีประโยชน์แค่ไหนนะครับ เพราะว่าเมื่อออกมาแล้วก็ต้องพยายามปฏิบัติตาม แต่ว่ากรณีของงบประมาณที่พรรคในส่วนกลางใช้ในการหาเสียงได้ ที่จัดไว้ที่ 35 ล้านนี้แต่ข้อจำกัดค่อนข้างมาก ลำพังแค่เรื่องป้ายอย่างเดียวก็จะกินงบประมาณไปเกือบหมดแล้ว คือลักษณะของการรณรงค์ในยุคสมัยใหม่นี้มันก็จะเป็นรณรงค์ที่เป็นภาพใหญ่ของนโยบาย ของจุดยืนทางการเมือง ของบุคคลที่จะไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมันทำให้การประชาสัมพันธ์ในส่วนนี้ทำได้ค่อนข้างน้อย ในอดีต 7 ปีที่แล้วยังอนุญาตให้ใช้เป็นร้อยล้านเลย (แต่คราวนี้ไม่เกิน 35 ล้าน) ใช่ครับ

หรือกรณี การหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะมีปัญหาประเภทที่ว่าคนที่ไม่ใช่ผู้สมัคร ไม่ใช่พรรค เขาเกิดไปแชร์ ไป Boost โพสต์ ไปอะไรต่างๆ ก็จะปฏิบัติได้ค่อนข้างยากนิดหน่อย เพราะว่ามันก็ไม่ใช่ว่าคนที่เขาไปทำนี้จะบอกให้เรารู้ทั้งหมด ก็จะเป็นปัญหาอีกปัญหาหนึ่งครับ”

 

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะต้องมีการประชุม มีการทำความเข้าใจ ต้องพูดถึงเรื่องนโยบายต่างๆ หรือไม่

“ทำครับ เราก็ตั้งใจ ขณะนี้ก็เล็งไว้แล้ว สมมติว่าวันที่ 4 กุมภาพันธ์จะเป็นวันเปิดรับสมัคร ก็น่าจะประมาณวันที่ 2 มังครับ เราคงจะเชิญผู้สมัครทุกคนมาเพื่อที่จะ ใช้คำว่าปฐมนิเทศก์ก็แล้วกันนะ ว่าแนวทางการหาเสียงนี้กฎหมายเขียนอะไรอย่างไร แนวปฏิบัติในเรื่องของบัญชีการเงินเป็นอย่างไร แนวปฏิบัติในรายละเอียดอื่นๆ ที่เขาจำเป็นจะต้องทราบ เพราะว่าพรรคฯ ก็ต้องการที่จะเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติตามกฎหมาย”

 

ตอนนี้ในส่วนของประชาธิปัตย์ มีความพร้อม 100% หรือยัง

“พร้อมครับ ผมว่าทุกพรรคการเมืองก็รอ น่าจะเกินที่คาดไว้ด้วย เพราะว่ามันก็มีข่าวจะเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 60 61 อะไรต่างๆ แต่ว่าก็เป็นธรรมดานะครับ บางช่วงก็อาจจะพอมีความรู้สึกว่า เอ๊ะ ยังไม่เลือกตั้งก็อาจจะหย่อนๆ ไปบ้าง แต่ว่าโดยรวมก็พร้อมครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้สมัคร เรื่องนโยบาย”

 

ตอนนี้ลงตัวแล้วใช่มั้ยเรื่องผู้สมัคร

“สำหรับเขตเกือบทั้งหมดแล้ว ก็เหลือบัญชีรายชื่อครับที่จะต้องอนุมัติกันอีกรอบนึง”

 

ในส่วนของบัญชีนายกรัฐมนตรี

“เช่นเดียวกันครับ หลังจากบัญชีรายชื่อก็จะเป็นตัวนี้อีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องพิจารณา”

 

แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปใช่มั้ยว่าจะ 1 ท่าน 2 ท่าน หรือ 3 ท่าน

“ยังไม่ได้คุยกันเลยครับ ยังไม่ได้คุยกันเลย”

 

1 ในนั้นก็ต้องมีชื่อคุณอภิสิทธิ์ถูกมั้ย

“ก็ต้องมีชื่อหัวหน้าพรรคครับ เป็นแนวปฏิบัติของพรรคฯ ทุกครั้งอยู่แล้ว”

 

ด้วยความที่วันเลือกตั้งมีความชัดเจนแล้ว กฤษฎีกาก็ออกมาแล้ว ความชัดเจนของตัว พล.อ.ประยุทธ์ คุณอภิสิทธิ์มองอย่างไร เห็นถามผ่านสื่อไปเหมือนกัน

“ผมไม่ได้ถามครับ สื่อถามผม ผมก็บอกว่า มันก็คงต้องไปเริ่มจากตัวพรรคก่อนมัง เพราะว่าตามขั้นตอนพรรคก็ต้องเสนอชื่อก่อน เสนอชื่อว่าจะทาบทาม แล้วเจ้าตัวถึงจะต้องตัดสินใจว่าจะยินยอมหรือไม่ยินยอม ทีนี้ผมก็บอกว่ายกเว้นท่านจะประกาศเลยว่า ท่านไม่เอาแล้ว อย่างนี้ก็คงต้องรอว่ามีพรรคไหนเสนอชื่อท่านหรือไม่ เพราะท่านจะไปตอบล่วงหน้าว่าท่านจะไปอยู่พรรคโน้นพรรคนี้คงไม่ได้หรอก เพราะว่ามันเป็นเรื่องของพรรคต้องไปทาบทามท่านก่อน”

 

ต้องเริ่มที่ 4 รัฐมนตรีลาออกก่อนหรือไม่

“ก็ไม่รู้ครับว่า คำว่าเวลาที่เหมาะสมของเขานั้น ตกลงมันจะเป็นวันไหนกันแน่”

 

แต่พอมีกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว ตามความเหมาะสม แนวปฏิบัติ ก็น่าจะเหมาะสมแล้ว

“ก็ผมฟังผมก็เข้าใจอย่างนั้นนะครับ ผมฟังเขานะ ผมก็เข้าใจอย่างนั้น แต่ผมไม่ทราบครับ ไม่สามารถจะไปตอบแทนเขาได้ครับว่าเขาจะออกหรือไม่ออกครับ”

 

ถึงแม้จะมีกฤษฎีกาเลือกตั้ง ถ้าพูดตามกฎหมาย เขาก็ไม่จำเป็นต้องลาออกก็ได้ แต่มันจะดูเป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นหรือเปล่า

“ผมก็บอกไปแล้วนะครับว่า การแข่งขันก็มีกฎ กติกา มารยาท เพราะฉะนั้นตัวมารยาทนี่แหละที่มันเป็นจุดที่จะต้องไปสอบถามกัน”

 

ก่อนหน้านี้ มักจะมีการคุยกันว่าใครจะจับขั้วกับใคร พรรคอันดับหนึ่งต้องมีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน หรือแม้กระทั่งรวมไปถึงก๊อก 1 ก๊อก 2 คุณอภิสิทธิ์มีจุดยืนตรงนี้อย่างไร

“ผมชัดอยู่แล้วนะครับ เป็นคนแรกที่พูดเริ่มต้นก่อนว่า รัฐบาลควรจะตั้งโดยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก่อน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นหลักสากล เพราะฉะนั้นเมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ถ้าพรรคใดเขารวบรวมเสียงได้เกินครึ่งนึง เขาควรจะมีความชอบธรรมในการที่จะจัดตั้งรัฐบาล”

 

ครึ่งนึงในสภาผู้แทนฯ ก็คือมากกว่า 250

“ถูกต้องครับ แล้วก็อยากให้ทางวุฒิสภาเขาเคารพการตัดสินใจของประชาชน เพราะว่า 250 ที่ได้มาตรงนั้นก็คือมาจากเสียงข้างมากของประชาชนที่ไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง ส่วนประชาธิปัตย์เราก็เสนอตัวเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งนี้ ก็บอกแล้วว่าเราตั้งใจที่จะเป็นแกนนำรัฐบาล ตั้งจิตตั้งใจที่จะเป็นหลักในการบริหารบ้านเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วย เอาการเมืองออกจากวังวนแบบนี้ด้วย เพราะฉะนั้นก็คงต้องรอดูว่าพี่น้องประชาชนจะสนับสนุนเรามากน้อยแค่ไหน ถ้าสนับสนุนเข้ามามาก เราก็จะต้องเป็นหลัก เป็นแกนในการที่จะรวบรวมเสียง”

 

สมมติว่าเสียงที่ประชาธิปัตย์ได้ไม่เพียงพอในการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ก็จะต้องมีการไปจับมือกับฝั่งนั้นฝั่งนี้

“เอาหลักอย่างนี้ก่อนนะครับ ถ้าเป็นแกน เราก็จะชวนคนที่เราคิดว่าจะสามารถมาทำงานตามแนวทาง อุดมการณ์เราได้ ถ้าเราชวนสำเร็จเราก็เป็นรัฐบาล ทีนี้ถ้าเราชวนไม่สำเร็จโอกาสก็มีสูงว่าเราจะเป็นฝ่ายค้าน ก็เท่านั้นนะครับ”

 

พรรคที่เขาจะจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น ต้องเป็นพรรคอันดับ 1 ก่อนรึเปล่า

“มันไม่ได้มีกติกา คือในระบบรัฐสภาก็จะเป็นอย่างนั้น แต่ว่าโดยตามความเป็นจริง สมมติว่ามีพรรคใดได้อันดับ 1 ขึ้นมา แล้วก็ดูแล้วมันมากกว่าพรรคอื่นเยอะ ส่วนใหญ่แล้วก็จะมองกันว่าโดยมารยาทเขาก็ควรจะมีโอกาสได้ไปจัดตั้งรัฐบาลก่อน ผมว่าต่างประเทศก็เป็นอย่างนี้นะ เพราะส่วนใหญ่พรรคอันดับ 1 ก็จะได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ว่าที่ผมชี้ให้เห็นก็คือว่า อย่างครั้งที่แล้ว นิวซีแลนด์ พรรคอันดับ 2 กับ 3 เขาจับกัน เขาก็เป็นรัฐบาล ก็เป็นหลักสากลทั่วไปว่าในระบบรัฐสภาใครรวบรวมเสียงข้างมากก็เป็นรัฐบาล หลัง 14 ตุลา ปี 18 พรรค 18 เสียงเป็นแกนนำรัฐบาล (พรรคกิจสังคม) ใช่ครับ เพราะบังเอิญรวบรวมเสียงข้างมากได้”

 

ตอนนี้คุณอภิสิทธิ์อยู่ที่ปัตตานี

“เมื่อเช้านี้ก็ได้ไปที่สุไหงปาดีก่อน ที่นราธิวาส ไปร่วมสวดศพพระ 2 รูปที่มรณภาพ ทั้งท่านเจ้าอาวาส และพระอีกรูปนึงที่มรณภาพจากเหตุการณ์ที่มีคนร้ายเขาไปบุกยิงในวัด เมื่อเช้าก็อยู่ที่นั่น เป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนที่นั่น ซึ่งก็มีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากที่เดินทางไป ไม่ใช่เฉพาะอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น ความจริงวันนี้มีทั้งพระ แล้วก็พุทธศาสนิกชนที่มาจากมาเลเซียด้วย มาร่วมในงาน ก็แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชนพุทธอยู่เช่นเดียวกันครับ”

 

สภาพจิดใจของพี่น้องชาวพื้นที่ภาคใต้เป็นอย่างไรบ้าง หลังเกิดปัญหา

“ก็เข้มแข็งนะครับ แต่ว่าแน่นอนที่สุดพอเกิดเหตุแบบนี้ก็หวังที่จะได้รับความมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งก็เป็นหน้าที่ที่ทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะต้องพยายามทำตรงนี้ให้ได้”

 

สถานการณ์ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ก็ดูว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อปลายปี 61 ต่อเนื่องมาจนตอนนี้ มันก็เกิดสถานการณ์รุนแรงอีกครั้ง คุณอภิสิทธิ์มองการแก้ปัญหาภาคใต้ของรัฐบาลอย่างไร

“เรียนว่า เวลาเราพูดว่าความรุนแรงมันมากน้อยแค่ไหน มันก็แล้วแต่ว่าเราจะวัดด้วยอะไร สิ่งที่เราเห็นในระยะหลังนี้ก็คือความถี่ของเหตุการณ์ลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งผมคิดว่ากระบวนการของการพยายามแก้ปัญหาด้วยการพูดคุยก็ดี หรือว่าความพยายามในการที่จะใช้มาตรการอื่นๆ ก็ดี ก็คงมีผลต่อตรงนี้ระดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาตลอด รวมทั้งวันนี้ด้วยในพื้นที่ ก็คือความถี่ของเหตุการณ์บางทีมันไม่ได้วัดทุกสิ่งทุกอย่าง ความขัดแย้งในทางความคิดพื้นฐานยังมีอยู่ แล้วก็เมื่อใดที่มันเกิดเหตุที่อาจไปเป็นชนวน หรือจุดประกายให้มีการใช้วิธีการก่อเหตุแบบนี้ มันก็ยังมีอยู่ มันก็ยังกลับมา แล้วก็บางครั้งมันก็จะแรงเป็นพิเศษด้วย”

 

การแก้ปัญหาภาคใต้ ถ้าจะเริ่มจริงๆ สมมติประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล คิดว่าจะแก้อย่างไร

“ผมยืนยันอย่างนี้ครับว่า ทุกคนมักจะใช้ถ้อยคำ วลีว่า การเมืองนำการทหาร แต่น้อยรัฐบาลที่ปฏิบัติ ตอนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี การพิสูจน์คำพูดว่า การเมืองนำการทหารนี้ปฏิบัติได้จริงนั้น ผมทำให้เห็นเป็นรูปธรรมหลายเรื่อง เรื่องที่ 1 เราบอกว่า ทำกฎหมายให้พลเรือน ภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา เราถึงทำกฎหมาย ศอ.บต. ออกมา มีสภาที่ปรึกษามาจากการเลือกของประชาชน สิ่งต่างๆ เข้ามาด้วย เสียดายว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันไปแก้โครงสร้างตรงนั้น ลดการมีส่วนร่วมของประชาชนลงไป แล้วลดบทบาท ลดอำนาจของ ศอ.บต.ลงไป

ประการที่ 2 งานหลายอย่างเราจะมุ่งไปที่การพัฒนา กรณีเช่น บทบาทของทหารช่าง ถนนสายยะลา – เบตง เสร็จในสมัยผมก็ด้วยฝีมือของทหารช่าง ซึ่งผมมองว่าทำให้เจ้าหน้าที่กับประชาชนมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น ในการที่จะมามีบทบาทในการพัฒนา อย่างนี้เป็นต้น แล้วงบประมาณที่เราทุ่มเทลงไป เราพยายามกำหนดเป้าหมายในเรื่องการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน

เรื่องของการใช้อำนาจ มันเป็นดาบสองคม เราก็เป็นพรรคฯ และรัฐบาลที่เริ่มต้นในการที่ลดการใช้กฎหมายพิเศษลง หลายคนอาจจะไม่ทราบ เราประกาศคำว่าภาวะฉุกเฉินในภาคใต้มา 14 ปีแล้ว มันแปลกมั้ยครับ คำว่าภาวะฉุกเฉิน แล้วอยู่ 14 ปี แต่ว่า รัฐบาลผมนี้เริ่มต้นบอกต้องมีการประเมินว่าการใช้ พรก. หรือภาวะฉุกเฉิน ซึ่งอาจจะให้เครื่องไม้เครื่องมือ เจ้าหน้าที่ทำงานเด็ดขาดมากขึ้น แต่พอใช้ไปแล้วมันถูกโต้แย้ง หรือถูกครหา ก็เป็นดาบสองคม เพราะฉะนั้นเราก็ถอด อ.แม่ลาน ออกจาก พรก. สมัยผม แล้วก็ทิ้งช่วงมาอีกนานมาก กว่าที่จะมาทำที่เบตง กับสุไหงโกลก และสำคัญก็คือสมัยผมก็คือว่า ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ไปใช้อำนาจแล้วมีปัญหาทางกฎหมายต้องมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างความเข้าใจให้เห็นว่ามันเกิดความเด็ดขาด แต่ขณะเดียวกันการที่เจ้าหน้าที่ยังต้องมีบทบาทในการดูแลความปลอดภัยของหลายชุมชนก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น อย่างน้อยก็ต้องหาความสมดุลตรงนี้

ส่วนปลายทางเรื่องนี้ผมก็มองว่ามันไม่มีอะไรนอกจากการที่จะต้องหาคำตอบทางการเมือง ว่าสำหรับผู้ที่เห็นต่าง ถ้ากระบวนการนี้จะหยุดลงไป มันจะมีคำตอบทางการเมืองอย่างไร เช่น มีการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ดูเหมือนว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกันชัดเจนนัก เรารับทราบแต่ว่ามีการพูดคุยกันใช่มั้ย เขาไม่ใช้คำว่าเจรจา เขาใช้คำว่าพูดคุยกัน แต่เรายังไม่ค่อยเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนว่า พูดคุยนี้เพื่อนำไปสู่อะไร เรายอมรับความเป็นจริงได้มั้ยล่ะครับว่า อีกฝ่ายเขาคงไม่มาพูดคุยไปเรื่อยๆ หรือว่าพูดเพื่อที่จะฟังว่าขอให้เขาหยุด ถูกมั้ยครับ แต่เราต้องมาทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า หนทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายก็คือการหยุดความรุนแรง แต่ต้องมีการตอบสนองบางสิ่งบางอย่าง ที่เราคิดว่ามันจะตอบโจทย์ ปัจจัยที่มันเป็นตัวบ่มเพาะความขัดแย้งมาตั้งแต่ต้น”

 

แสดงว่าอาจจะมีแนวโน้มไปถึงเรื่องของการไปเป็นเขตปกครองพิเศษอย่างนี้หรือ

“ผมไม่ใช้คำนี้นะครับ เพราะว่าพอคำว่าเขตปกครองพิเศษ มันตีความไปยุ่งวุ่นวายพอสมควร แต่ว่าถามว่าการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นได้ แล้วก็ในบางเรื่องเพื่อรักษาอัตลักษณ์ของพี่น้องที่นี่ มันก็อาจจะมีบางอย่างซึ่งไม่เหมือนกับพื้นที่อื่น แต่ขณะเดียวกันไม่ได้หมายความว่าชุมชนซึ่งมีทั้งชุมชนพุทธ มุสลิม แปลว่าจะต้องมาเหมือนกัน มันเป็นสังคมที่ต้องมีการยอมรับในความหลากหลาย หรือพหุวัฒนธรรมกัน แล้วก็ต้องเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน ไม่ละเมิดสิทธิ์ซึ่งกันและกัน”