เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

ตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101

(5 ธ.ค.2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ในประเด็นต่างๆ

- คำต่อคำ –

สุขสันต์วันพ่อแห่งชาติ ลูกๆ พาไปเลี้ยงฉลองที่ไหนมั้ย

“ไม่หรอกครับ ผมไปทำงานครับวันนี้”

 

ความสำคัญของการเป็นพ่อ และวันพ่อ

“ผมว่าการที่เรามีการกำหนดวันพ่อก็ดี วันแม่ก็ดี เราอยากจะบอกว่าทุกๆ วันก็เป็นวันของคนในครอบครัวทั้งนั้น แต่ว่าแน่นอนที่สุดการที่ต่างประเทศก็ดี ประเทศเราก็ดี มีวันพ่อ วันแม่ ก็เพื่อเป็นการเตือนใจ เพราะว่าพวกเราแต่ละคนก็อาจจะมีภาระหน้าที่มากมาย แล้วก็บางทีมองข้ามสิ่งที่ ความจริงเป็นตัวตน หรือใกล้ตัวของเรา เพราะฉะนั้นโอกาสแบบนี้ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้ระลึกถึงพระคุณของคุณพ่อ แล้วก็สำหรับกรณีของประเทศไทยที่กำหนดวันนี้ ก็เป็นความผูกพันกับทางในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่วันนี้ผมว่าหลายคนก็มีโอกาสได้ออกไปข้างนอกก็จะเห็นว่าพร้อมใจกันใส่เสื้อเหลือง น้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน แล้วก็มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ก็เป็นอีกวันหนึ่งซึ่งผมก็หวังว่าจะเป็นการรวมจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ และก็ได้น้อมรำลึกถึงนอกจากพระมหากรุณาธิคุณแล้วก็หวังว่าจะได้ระลึกถึงคำสอนต่างๆ ด้วย และในฐานะที่เราก็เปรียบท่านเสมือนเป็นพ่อของแผ่นดิน”

 

ย้อนไปเมื่อวานนี้พระราชดำรัสของพระองค์ท่านในปีนึง นำมาสู่การผลักดันเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็เป็นวันสิ่งแวดล้อม จะเห็นว่าพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน หรือการทรงงานของพระองค์ท่านมีความสำคัญและผลักดันให้ประเทศไทยพัฒนาในทุกด้าน

“ใช่ครับ เรื่องดิน เรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องสำคัญที่ท่านได้รับสั่งต่อเนื่อง ผมว่าหลายสิบปี ต้องบอกว่า ก่อนที่เรื่องของการอนุรักษ์ หรือสิ่งแวดล้อมเป็นกระแสของโลกด้วยซ้ำ”

 

หลายๆ ประเทศ พูดถึงพระวิสัยทัศน์ของพระองค์ที่เราเรียกกันว่าศาสตร์พระราชา ว่าเป็นเหมือนกับ A head of time ก่อนที่สหประชาชาติจะพูดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน

“ใช่ครับ”

 

7 ธ.ค. ที่ว่าจะไม่ไปร่วมประชุมกับ คสช.

“เดิมทีก็มีการมอบหมายกันแล้วด้วย เพราะว่าก็นึกว่าการประชุมต่างๆ ก็จะเป็นแบบที่กำหนดไว้ในกฎหมาย แต่ปรากฎว่าครั้งนี้ก็แปลก ก็คือว่าการประชุมที่มีขึ้น มันเป็นเรื่องที่ คำสั่ง คสช. ที่มาออกกฎหมายแก้กฎหมายพรรคการเมือง บอกว่าเมื่อกฎหมายเลือกตั้งประกาศใช้ และจะมีผลใช้บังคับใช้ ให้ทาง คสช. รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องได้หารือด้วยกัน แล้วก็อาจเชิญพรรคการเมืองต่างๆ ไปหารือเกี่ยวกับการกำหนดแนวทางต่างๆ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่เรียบร้อย

พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงเราก็ให้ความร่วมมือกับการประชุมในลักษณะนี้มาทุกครั้ง แต่ที่มันแปลกครั้งนี้ก็คือว่า ในการออกหนังสือเชิญ คือเปลี่ยนจากการหารือ มาเป็นการประชุมเพื่อชี้แจงขั้นตอน แล้วก็ต่อมาทั้งโฆษก คสช. ก็ดี ทั้งหัวหน้า คสช. ก็ดี ก็ให้สัมภาษณ์ทำนองว่าจะไม่ตอบคำถามอะไรทั้งนั้น เราก็เลยมีความรู้สึกว่า เอ๊ะ มันก็ไม่ได้เป็นการหารือจริงถ้าเช่นนั้น แล้วก็จริงๆ แล้วผมก็ได้พูดไปแล้วว่า เรื่องนึงที่เราคิดว่าควรจะพูด ควรจะถาม ควรจะแลกเปลี่ยนกันก็คือการที่จะต้องสร้างความมั่นใจว่าผู้ที่มีอำนาจ ไม่ใช้อำนาจนั้นเข้ามาแทรกแซงก้าวก่ายในกระบวนการของการจัดการเลือกตั้ง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เกิดความมั่นใจว่ามันเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตที่เที่ยงธรรม ซึ่งมันเป็นความจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดขึ้น มิฉะนั้นกระบวนการประชาธิปไตยที่เริ่มต้นใหม่นี้มันก็ไม่สามารถเริ่มต้นได้อย่างแข็งแรง

ทีนี้ก็ดูเหมือนว่า พอพูดอย่างนี้ออกไป ก็กลับกลายเป็นว่าหัวหน้า คสช. ก็บอกว่า คล้ายๆ กับอย่ามาถามอะไรทั้งนั้น ก็บอกว่ากติกามันเปลี่ยนแล้วไม่ต้องมาพูดเรื่องอะไรต่างๆ ความจริงสิ่งที่เราทักท้วง หรือสอบถามไปนั้นมันเป็นกติกาที่ท่านเขียนทั้งนั้น เพียงแต่ตอนหลังน่าสังเกตนะครับ มันมีคำสั่งของ คสช. มาในช่วงประมาณเดือนที่ผ่านมา อย่างน้อย 2 ฉบับ ที่แสดงให้เห็นว่า คสช. ต้องมายกเว้นว่าสิ่งที่ตัวเองทำ คือรับรองว่าถูกต้องด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคงมีความสงสัย หรือกังวลอยู่เหมือนกันว่า ที่ได้ทำลงไปนั้นมันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมั้ย

เรื่องแรกก็คือเรื่องเขตเลือกตั้งที่เราเคยคุยกันแล้วมั๊งครับว่า จู่ๆ ก็เอารัฐบาล แล้วก็ คสช. เข้ามาเกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้ แล้วก็ผมก็เล่าข้อเท็จจริงให้ฟังว่า ผมอยู่ในวงการเมือง อดีต ส.ส. ทั้งของพรรคฯ ผม และอีกหลายๆ พรรค มีหลายคนที่ถูกเรื่องนี้นำมาต่อรอง ซึ่งชี้ให้เห็นว่า มันเกิดการแทรกแซงกันขึ้น เพราะคนที่ไม่ได้มีอำนาจ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างที่ควรจะเป็น สามารถมาพูดได้ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างนี้ และหลายเรื่องที่ผมติดตาม มันก็เกิดขึ้นจริงๆ อย่างที่เขามาอ้าง แล้วพอในที่สุดการแบ่งเขตเลือกตั้ง มีแนวโน้มว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ก็ออกคำสั่งมาว่าไม่เป็นไร กกต. แบ่งเสร็จแล้วก็ให้ถือว่ามันชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ประการที่ 2 คำสั่งที่ 2 ซึ่งผมก็เห็นเพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 26 พ.ย. ก็คือคำสั่งที่มาบอกว่าก่อนหน้านี้รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ว่ารัฐบาลต้องปฏิรูปตำรวจให้เสร็จ ถ้าปฏิรูปไม่เสร็จ ให้การโยกย้ายแต่งตั้งทั้งหลายเป็นไปตามหลักอาวุโส เจตนารมณ์ผมว่าก็ค่อนข้างชัดนะครับว่า เป็นมาตรการเหมือนกับเร่งรัดให้รัฐบาลต้องปฏิรูปเรื่องของตำรวจให้เสร็จ เพราะว่าถ้าปฏิรูปไม่เสร็จ ก็คือจะไม่ให้ดุลพินิจในการโยกย้ายแต่งตั้งตำรวจ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามอาวุโส รัฐบาลโดยสำนักนายกฯ ก็ออกประกาศว่า ต่อไปนี้การนับหลักเกณฑ์อาวุโส ให้เป็นไปตามประกาศนั้น ซึ่งมันไม่ได้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเลย เช่นไปบอกว่าถ้าใครดำรงตำแหน่งนี้ 2 ปี กับดำรงตำแหน่งนี้ 5 ปี 7 ปี ถือว่าอาวุโสเท่ากัน ผมว่าคุณกับผมก็คงมองออกว่าอย่างนี้ไม่ใช่อาวุโสหรอกครับ ก็แปลว่าเอาคนที่เพิ่งมาเป็นมาแซงคนก่อนๆ ก็ได้ เรื่องนี้ก็มีการทักท้วง จริงๆ มีการร้องถึงศาลปกครอง ปรากฎว่าคำสั่ง ฉบับที่ 20 ถ้าผมจำไม่ผิด ก็เพิ่งออกมา บอกว่าเอาละ ใครจะทักท้วงอย่างไรก็แล้วแต่ ที่ได้ประกาศไปแล้วเรื่องหลักเกณฑ์อาวุโสตำรวจ ให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ผมก็ไม่อยากจะขัดแย้งอะไรกับใครนะครับ แล้วก็ไม่ได้มีความประสงค์จะขัดแย้งกับท่านนายกฯ หรือหัวหน้า คสช. เลย แต่ต้องถามท่านจริงๆ ว่า การที่ท่านพูดว่า ให้ทุกคนทำตามกติกานี้ มันมีกรณีของท่านเท่านั้นที่ไม่ต้องทำตามกติกา แล้วก็สามารถเขียนกติกาว่า ไอ้ที่ไม่ทำตามกติกา ให้ถือว่าทำตามกติกา”

 

ทำไมถึงเว้นเฉพาะตัวเอง

“นั่นแหละครับ ก็คือสิ่งที่เราทักท้วงอยู่ เพราะว่าเราก็เป็นห่วงว่าที่ปฏิวัติรัฐประหารมาก็มีข้ออ้างหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือปัญหาของการขาดธรรมาภิบาล แต่ว่าขณะนี้หลายเรื่องกลับไม่มีการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลเสียเอง ผมก็อยากจะให้ทุกอย่างมันเริ่มต้นด้วยดี เมื่อเรากลับคืนสู่ประชาธิปไตย แต่ว่าถ้าทำกันแบบนี้ ผมก็กังวลว่าการเมืองก็จะวนอยู่ที่เดิม กลับไปแบบเก่าๆ เพราะว่ากลายเป็นว่าใครมีอำนาจก็ใช้อำนาจได้ตามใจชอบ ซึ่งอันนี้เป็นอันตรายสำหรับการปกครองที่เราอยากจะกลับไปสู่ประชาธิปไตย”

 

อีกเรื่องที่อันตรายเหมือนกัน และคุณอภิสิทธิ์ก็ดูเหมือนจะยอมไม่ได้ ก็คือเรื่องการเจรจาต่อรอง มันมีประเด็นที่อ้างว่า พล.อ.ประวิตร ประสานไปยังคุณเฉลิมชัย ศรีอ่อน ว่าอยากจะดีลร่วมรัฐบาล และมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีเกรด A อันนี้อย่างไร

“ต้องให้ความเป็นธรรมนะครับ มันเป็นรายงานข่าว และเราก็ไม่ทราบว่ามีการประสานจริงมั้ย คุณเฉลิมชัยก็รู้สึกให้สัมภาษณ์ไปว่า ก็ไม่รู้ว่ามีใครติดต่อมาจริงหรือเปล่า เพราะว่าปกติก็ไม่รับเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นต้องให้ความเป็นธรรมก่อนว่า เราไม่รู้ว่าโดยข้อเท็จจริงมีการกระทำเช่นนั้นหรือไม่

แต่สิ่งที่ผมบอกปฏิเสธก็คือว่า วันนี้สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ยืนอยู่ เราไม่ได้ต้องการจะมาต่อรองเรื่องของตำแหน่ง พรรคประชาธิปัตย์กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้ง และต้องการเสนอตัวว่าเราเป็นคำตอบสำหรับปัญหาของประเทศในปัจจุบัน และคำตอบที่เราให้กับประชาชน เรามองว่ามันเป็นความแตกต่าง แตกต่างจากแนวทางที่รัฐบาล หรือผู้มีอำนาจในปัจจุบันกำลังเสนออยู่ แตกต่างจากที่พรรคเพื่อไทยเสนออยู่ แล้วก็ที่เรามีการเลือกตั้งนี้ ก็ต้องให้ประชาชนเขาเป็นคนตัดสินว่าแนวทางแบบไหนที่เขาต้องการ

เพราะฉะนั้นกระบวนการของการที่จะจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ในเบื้องต้นข้อที่ 1 มันควรจะเคารพการตัดสินใจของประชาชนก่อน ผมย้ำเช่นนี้มาตลอดว่า ไม่เช่นนั้นเราจะเลือกตั้งกันทำไม ถ้าหากว่าบอกว่าเอาคนกี่คน 10 คน 20 คน หรือจะร้อยคน มาคุยกันแล้วบอกตั้งรัฐบาลอย่างนี้ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ผมดูแล้วมันเท่ากับเราไม่ให้ความสำคัญกับกระบวนการที่ประชาชนเขามีส่วนร่วมเลย

ประการที่ 2 ช่วงที่ผมหาเสียงในการหยั่งเสียงเป็นหัวหน้าพรรค ผมก็พูดชัดแล้วว่า ผมเสนอแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์แบบนี้ และผมบอกว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับการร่วมรัฐบาล การตัดสินใจร่วมฝ่ายค้านนี่มันไม่เกี่ยวนะครับ คือไม่เป็นรัฐบาลก็ไม่เป็น ใครจะเป็นฝ่ายค้านกี่พรรค มันไม่ต้องร่วมกันอยู่แล้ว แต่การตัดสินใจจะร่วมรัฐบาล หรือจะเอาใครมาร่วมรัฐบาลนั้น จุดที่สำคัญที่สุดก็คือประชาธิปัตย์ สามารถเข้าไปบริหาร หรือมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศได้ตามแนวทางตามอุดมการณ์ของเราหรือไม่ ถ้ามันไม่สามารถทำได้ แล้วในที่สุดกลายเป็นว่าเราไปร่วมอยู่กับการบริหารงานที่ขัดกับอุดมการณ์ก็ดี หรือทำให้เกิดความเสียหายก็ดี มันไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับประชาชน และไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับพรรคฯ ด้วย

เพราะฉะนั้นจะร่วมกับใคร จับมือกับใครอะไรหรือไม่นั้น 1. ฟังเสียงประชาชน 2. เราไม่ได้มาตัดสินกันเรื่องจะมาต่อรองเรื่องเก้าอี้ เรื่องตำแหน่ง เราจะมาดูว่าการผลักดันในการบริหารประเทศไปสู่แนวทางที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของเรา จะทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร และผมคิดว่าการที่เรามีจุดยืนอย่างนี้ มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าเราเป็นพรรคการเมืองที่ต้องการให้การเมืองเป็นของประชาชน แล้วถ้าเราทำสำเร็จ ผมว่ามันจะเป็นการยกระดับการเมืองไทย เพราะว่าถ้าเรายังวนเวียนอยู่กับอย่างที่ผมบอก เรื่องบุคคล เรื่องต่อรอง เรื่องผลประโยชน์ เราก็จะกลับไปที่เดิมครับ”

 

ไม่ได้ฟังคนเลือก คือประชาชนอย่างแท้จริง แต่มาตั้งกันไว้ก่อน พอถึงตอนนี้ก็ยังบอกไม่ได้ใช่มั้ย ต้องถึงวันนั้นก่อนถึงค่อยคุยกัน

“ใช่ครับ แล้วมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น อย่างเช่นโจทย์ที่ตั้งขึ้นมา บอกว่าจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ได้มั้ย ผมบอกว่ามันต่างกันนะครับ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ไปเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคพลังประชารัฐ แล้วพรรคพลังประชารัฐได้มา 300 เสียง อย่างนี้ไม่ต้องมาถามหรอกครับ ท่านก็เป็นนายกฯ ถ้าท่านได้ 170 เสียง พรรคอื่นได้เท่าไหร่ ถ้าท่านได้ 50 เสียง ผมว่ามันต่างกันนะ ในการที่ใครจะบอกจะตัดสินใจจะสนับสนุนท่านหรือไม่ เพราะฉะนั้นตรงนี้แหละคือหัวใจว่าถ้าเราต้องการให้กระบวนการประชาธิปไตย เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริง คำถามแบบนี้และคำตอบที่พึงจะได้ มันต้องรอการตัดสินใจของประชาชนก่อน”

 

ควรจะมาหลังเลือกตั้ง

“ครับ ผมยกตัวอย่างนะครับ นอกจากพรรคการเมืองไหน ซึ่งเขาบอกว่า เขามีแนวทางที่ยังไงก็ตรงกับคุณประยุทธ์ ก็สามารถประกาศได้ว่าสนับสนุนคุณประยุทธ์ แต่อย่างที่ผมบอกไปแล้ว ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ มีจุดต่างในทางความคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันหลายเรื่อง ตั้งแต่การบริหารเศรษฐกิจ การบริหารแบบรวมศูนย์อำนาจ การจำกัดสิทธิ เสรีภาพ อย่างนี้เป็นต้น”

 

คุณจาตุรนต์ Tweet บอกว่า นี่คือพรรคทหาร พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคทหารมั้ยในมุมของคุณอภิสิทธิ์

“ผมไม่อยากให้เกิดความ ให้ความเป็นธรรมกับกองทัพก่อนนะครับ คือจริงๆ แล้วเวลาเราพูดถึงทหาร เราควรจะหมายถึงกองทัพ คำว่ากองทัพก็คือผู้ที่รับราชการทหารในปัจจุบัน ซึ่งความจริงผู้ที่รับราชการทหารในปัจจุบัน เขาคงไม่มาอยู่ในกระบวนการของการเมืองหรอก เพราะเขามาไม่ได้ ถูกมั้ยครับ แต่ว่าการเรียกพรรคทหาร ผมว่ามันเป็นการเรียกตามที่ประชาชนที่ผมพบเจอเขาก็เรียก เพราะว่า เขาก็มองว่าคนที่มีอำนาจในปัจจุบันมาจากการใช้อำนาจทางทหาร แล้วก็พรรคนี้ก็มารองรับการกระทำตรงนั้นต่อเนื่องไป เขาก็เลยเรียกติดปากอย่างนั้น แต่ว่าในมุมที่ผมมอง ผมคิดว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับกองทัพก่อน เพราะว่าไม่ใช่เรียกแล้วไปเข้าใจว่า กองทัพเขามาเกี่ยวข้องอะไรกับการเมือง ตอนนี้กองทัพเขาก็วางบทบาทของเขาเป็นกองทัพ ตามภารกิจหน้าที่ของเขาตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ

และเราก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าถ้าพยายามจะใช้กลไกของราชการ หรือทหารมาเพื่อให้เกิดความได้เปรียบ – เสียเปรียบในการเลือกตั้ง เราก็ย้อนกลับไปจุดเดิมครับ”

 

แล้วตรรกะของการที่ 4 รัฐมนตรียังไม่ลาออก

“ผมก็บอกไปแล้วละครับว่า ตรรกะถ้าคุณหยุดแค่เพียงว่ากฎหมายไม่ได้ห้าม เราก็ยังอยู่ที่เดิม ผมก็ถึงบอกว่าของอย่างนี้ มันอยู่ที่ว่าเรามีความตั้งใจอยากจะสร้างบรรทัดฐาน หรือธรรมาภิบาล หรือจะยกระดับกันมั้ย ผมยังเปรียบเทียบให้เห็นว่าสมัยผม มันมีเหตุเกิดขึ้นก็คือว่า มี ส.ส. จำนวนหนึ่งเขาถูกวินิจฉัยว่า ไปถือหุ้น ต้องพ้นจากการเป็น ส.ส. แล้วบังเอิญปรากฎว่าในรัฐบาลผมขณะนั้น คนที่อยู่ในข่ายนี้อยู่หลายคน ทั้งพรรคผม ทั้งพรรคอื่น แล้วเสร็จแล้วก็ต้องไปเลือกตั้งซ่อม พอจะเลือกตั้งซ่อมท่านเหล่านี้ก็บอกว่าจะไปลงสมัคร ผมก็บอกเลยว่า เราเป็นรัฐบาล มีอำนาจเต็มอยู่ขณะนี้ ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะเอาบุคคลที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี มีอำนาจแบบนี้ไปลงสมัครรับเลือกตั้งกับเขา มีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้งกับเขา เพราะฉะนั้นก็ขอให้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งผมว่าทุกคนก็คงทราบนะครับ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะครับ ขอให้คนลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี แต่สุดท้ายก็ได้รับความร่วมมือ ทุกคนก็ปฏิบัติตาม

นี่คือความต่างเท่านั้นเองครับ คือถ้าผมจะบอกว่า 1. กฎหมายไม่ได้ห้ามให้เขาเป็นต่อก็จริง แต่ขณะนี้กฎหมายก็ไม่ได้ห้ามให้เขาลาออกนะครับ ถ้าเขาอยากจะแสดงให้เห็นว่า เพื่อให้เกิดความมั่นใจ ความสบายใจว่าเขาไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปในการเลือกตั้ง”

 

ลาออกช้า ลาออกเร็ว มีผลอย่างไรหรือไม่

“อย่างที่ผมบอก เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องของการตัดสินใจของแต่ละคน คงไปบังคับกันไม่ได้ แล้วก็แต่ละคนก็มาตรฐานไม่เหมือนกัน ก็เท่านั้นเองครับ”

“แต่ว่าผมเข้าใจว่าทั้ง 3 ท่าน 4 ท่านนี้ เคยสัมภาษณ์ว่าจะลาออก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม”

 

ต้องรอว่าเวลาเหมาะสมนั้นเมื่อไหร่

“ครับ ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ว่ารอให้กฎหมายเลือกตั้งบังคับใช้ก่อน หรืออาจจะบอกว่า รอจนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง หรืออาจจะบอกว่ารอจนเปิดรับสมัครเลือกตั้ง หรือรอจนถึงวันเลือกตั้ง หรืออะไรผมไม่ทราบ”

 

การแจกค่าตอบแทนในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะมีออกมาเยอะมาก มีซิมให้คนจน มีของขวัญ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน ตรุษจีนมีอั่งเปา จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นำไปสู่การเลือกตั้งหรือไม่

“บางเรื่องความจริง หลายเรื่องที่ออกมาตอนนี้เราก็แปลกใจเหมือนกันว่า จะบอกแปลกใจก็ไม่เชิงหรอก แต่ว่าถามว่าถ้ามันเป็นการทำงานในเชิงระบบ เป็นขั้นเป็นตอน ดูตามสภาพของการแก้ไขปัญหาจริง ทำไมทุกสิ่งทุกอย่างมันมาลงตอนนี้ แล้วก็โดยบางเรื่องก็เคยคุยกันไปแล้ว อย่างเช่นที่ตอนนั้นเพิ่มสิทธิต่างๆ ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ปรากฎว่าเป็นการเพิ่มโดยไม่มีความชัดเจนว่าเป็นมาตรการชั่วคราว หรือถาวรด้วยซ้ำ ซึ่งก็ทำให้ตัวระบบค่อนข้างจะไม่เป็นระบบ ใช้คำนี้ก็แล้วกัน

ถ้าไปบอกว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อไปนี้สิทธิประโยชน์ขึ้นอยู่กับว่า ปีนี้มีหรือไม่มีงบประมาณ รัฐบาลอยากให้หรือไม่อยากให้ มันไม่ใช่ระบบสวัสดิการแล้ว ส่วนบางเรื่องที่ผมเห็นก็เป็นเรื่องที่ผมสนับสนุน เช่นการเพิ่มค่าตอบแทน อสม. ความจริงผมก็เตรียม ตอนที่หยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรค ผมก็เป็นคนพูดเองว่า อสม. นี้ควรจะได้เงินเพิ่ม แต่ว่าก็ควรจะมีการกำหนดภารกิจให้ชัดจากเงินที่เพิ่มขึ้น เพราะตอนนี้งานของเขาที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง ที่เกี่ยวกับงานป้องกัน ที่จะต้องทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายในเชิงรุก ก็ควรจะมีการกำหนดกันให้ชัด พร้อมๆ ไปกับการเพิ่มค่าตอบแทน แต่ผมเห็นรู้สึก มติไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่นเท่าไหร่ พูดถึงแต่เรื่องของค่าตอบแทน

ส่วนช้อปช่วยชาติก็ดี ตรุษจีนปีใหม่อะไรต่างๆ ก็เคยย้ำไปหลายครั้งแล้วว่า ค่อนข้างที่จะเป็นมาตรการที่ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่คิดหรอก มันกระตุ้นตัวเลขในขณะนั้นเท่านั้นเอง เพราะว่าคนก็จะใช้สิทธิ์โดยการเลื่อนเวลาของการตัดสินใจซื้อของบริโภคเข้ามา แต่เราดูตัวเลขหลังจากนั้นก็มักจะซบเซาลงไป หลังจากที่หมดมาตรการนี้ แล้วก็ขณะเดียวกันก็เป็นการสูญเสียรายได้ของรัฐบาลด้วย ในขณะที่ฐานะการคลังชุดปัจจุบันก็ไม่ได้ดีมากนัก เพราะว่าก็ขาดดุลงบประมาณมาโดยตลอด

ส่วนการแจกซิม ผมก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่าวิธีการ หลักเกณฑ์มันคืออะไร คนไม่มีโทรศัพท์ให้มั้ยครับ”

 

วันนี้คุณศรีสุวรรณ จรรยา ออกบอกว่าจะเป็นการเอื้อกลุ่มทุนหรือเปล่า

“จริงๆ แล้วถ้าบอกว่าเป้าหมายคือการให้ทุกคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เพื่อหวังว่าจะเอาอินเทอร์เน็ตนี้ไปใช้ประโยชน์สำหรับการประกอบอาชีพ ขยายโอกาส เบื้องต้นผมว่างานแรกที่ต้องทำก็คือ ดูว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตนี้ได้ทุกพื้นที่หรือยัง สานต่อสานที่หลายคนเคยทำ รวมทั้งของผมเคยทำเรื่องเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตตำบล หมู่บ้าน แล้วก็ชุมชน

2. ก็ต้องดูครับว่า จริงๆ แล้วคนที่เราต้องการจะช่วยเหลือนี้ เขามีกำลังของเขาอยู่แล้วหรือเปล่า คือเขามีโทรศัพท์อยู่แล้ว มีซิมอยู่แล้วหรือเปล่า คือผมก็งงว่า คนที่ไม่มีสตางค์จริงๆ อาจจะไม่มีโทรศัพท์เลย แจกซิมไปก็ไม่ได้ประโยชน์ คนที่มีโทรศัพท์แล้ว ผมก็นึกไม่ออกว่า มีใครบ้างที่จะมีโทรศัพท์แล้วไม่มีซิม ก็คงมีน้อย นอกจากมีไวไฟใช้ ใช้กับไวไฟอย่างเดียว ผมก็ยังว่ามันน่าจะมีน้อยมากนะครับ เพราะฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นมาตรการที่ตอนนี้ คนอยู่ในบรรยากาศลดแลกแจกแถมอย่างเดียว แล้วมันก็ทำให้คนอดคิดไม่ได้ไงครับว่า ที่ทำก็เพราะมันจะเลือกตั้งก็เท่านั้น”

 

Brexit 11 ธ.ค. สภาอังกฤษ คุณอภิสิทธิ์คิดว่า Moment นี้จะเป็นอย่างไร

“ดูแนวโน้มแล้วสำหรับรัฐบาลก็น่าเป็นห่วง เพราะว่าคล้ายๆ ที่ชิมลางลงมติไป 2-3 เรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็แพ้หมดตั้งแต่เมื่อคืนแล้วในเรื่องย่อยเกี่ยวกับว่า จะต้องส่งเอกสารอะไร มีการไปฝ่าฝืนข้อบังคับของสภาหรือไม่ อะไรต่างๆ แล้วก็ดูเหมือนทั้งพรรคฝ่ายค้าน ทั้ง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลด้วยกันเอง ก็ได้แสดงท่าทีคัดค้านร่างข้อตกลงตรงนี้ เพราะฉะนั้นดูแล้วน่าเป็นห่วงว่าจะไม่ผ่าน แต่คำถามก็คือ พอมันไม่ผ่านปั๊บ อะไรจะเกิดขึ้น ก็รู้สึกว่าน้อยคนที่สามารถตอบได้ว่ามันจะไปในทิศทางไหน เพราะฉะนั้นกรณีนี้ก็เป็นความเสี่ยง แล้วก็ความท้าทายอย่างหนึ่งที่ทางอังกฤษคงต้องหาทางออกในที่สุด ในทางการเมืองก็ต้องถือว่านายกรัฐมนตรีก็ถูกกดดันมากในขณะนี้ แต่ Theresa May ก็เป็นคนที่ผ่านความกดดันมาหลายรอบแล้ว ก็จะดูซิว่าครั้งนี้จะสามารถอยู่รอดได้อีกหรือไม่”

 

เธอก็ยืนยันว่าข้อตกลงนี้ดีที่สุด ที่ตกลงกันได้กับทาง EU

“ถามผม ผมก็เห็นใจนะครับ ผมก็เห็นใจเพราะว่าก็ต้องเข้าใจในมุมของ EU เขาคงไม่ให้ข้อตกลงอะไรมาที่จะช่วยอังกฤษได้ง่ายๆ หรอกครับ เพราะว่าถ้าเขาทำอย่างนั้น มันก็เป็นการเชื้อเชิญให้สมาชิกคนอื่นๆ เอาอย่างบ้าง งั้นก็ขอออกบ้าง ออกมาแล้วก็ไม่ได้กระทบเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นก็ต้องเจอตัวนี้ และอันที่ 2 ก็คือว่า ข้อตกลงปัญหาเรื่อง ไอร์แลนด์ ผมดูแล้วในเชิงตรรกะผมยังหาคำตอบไม่ได้เลยว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่ให้มีพรมแดนระหว่างไอร์แลนด์ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญว่าไม่อยากให้กลับมามีพรมแดน แต่ในเมื่อไอร์แลนด์ด้านหนึ่งจะต้องอยู่ใน EU อีกด้านหนึ่งต้องอยู่นอก EU ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ยากมาก”

 

ที่ฝรั่งเศส ห่วงเรื่องการชุมนุมกลางเมือง

“ดูเหมือนรัฐบาลจะถอยแล้วใช่มั้ย”

 

เขาจะเอาให้ออกแล้ว และจะมาชุมนุมกันต่อ 8 ธ.ค. ให้ประธานาธิบดี และนายกฯ ออก

“นี่แหละครับมันก็เป็นบทเรียนอย่างหนึ่งซึ่งเราก็เคยผ่านมาแล้ว ว่าเวลามันเกิดการต่อต้าน คัดค้าน เรื่องหนึ่งเรื่องใดที่เป็นเรื่องใหญ่ ประชาชนมาร่วมกันมากๆ มันก็ไม่ง่ายในการที่จะหยุดยั้งการชุมนุม เพราะฉะนั้นอะไรก็ตาม ซึ่งสามารถที่จะลดเงื่อนไขได้ ก็คงต้องช่วยกันทำ”

 

ทิ้งท้ายด้วยความห่วงใย

“ไม่พูดเรื่องความห่วงใยดีกว่าครับ อยากให้กำลังใจนะครับ บางคนก็จะวิตกกังวลกับหลายๆ เรื่องที่มันกำลังเกิดขึ้น แต่ผมมองอย่างนี้ครับ ผมมองว่าเรากำลังจะมาถึงจุดที่กลับเข้าสู่การเลือกตั้ง แล้วก็ประชาธิปไตย ดังนั้นการถกเถียง การแข่งขัน การไม่ตรงกันของแนวความคิด ต้องถือว่าเป็นเรื่องปกติ แล้วก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมกลับบอกว่า ทำอย่างไรประชาชนทุกคนมีกำลังใจว่านี่กำลังเป็นโอกาสให้เราได้เลือกได้กำหนดอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง ถ้าเราตอนนี้เหมือนกับจะเลือกตั้งอยู่แล้ว แต่ว่าหลังเลือกตั้งก็ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ กำหนดมาล่วงหน้าแล้ว ก็เท่ากับประชาชนไม่ได้มีสิทธิ์ มีเสียง มีส่วนร่วมจริง เพราะฉะนั้นอย่าไปกังวลกับข่าวคราวที่มันดูเหมือนกับมีความเห็นแตกต่างอะไรกันมาก แล้วก็ช่วยกันทำให้กระบวนการนี้มันมีความสร้างสรรค์”