เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

คำต่อคำ ประชาธิปัตย์ฺ ประกาศนโยบาย "อากาศสะอาด" ยั่งยืน

คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

แถลงนโยบายพรรคประชาธิปัตย์เสนอ 7 มาตรการ "อากาศสะอาด" ยั่งยืน

1 ก.พ. 2562

           

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าขณะนี้ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ รวมทั้งอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย กำลังประสบกับความทุกข์ ความเดือดร้อน จากปัญหาฝุ่นพิษที่เกิดขึ้น ซึ่งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ทั้งอดีต ส.ส. และผู้สมัคร กรรมการนโยบาย และผู้บริหารของพรรค ก็ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาในเรื่องนี้

 

เราไม่ต้องการที่จะให้ปัญหานี้กลายเป็นปัญหาในเรื่องของการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง และเห็นใจผู้ที่ทำงานทุกฝ่าย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ เป็นกำลังใจให้มาช่วยกันคลี่คลายปัญหานี้ แล้วก็ช่วยกันลดความทุกข์ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้ดีที่สุด

 

เพราะฉะนั้นวันนี้ สิ่งที่ประชาธิปัตย์จะนำเสนอนี้ จะเป็นนโยบายเรื่องของ อากาศสะอาด ที่เรามองว่า จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการเพิ่มเติมในปัจจุบันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น และอันตรายที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน และถือว่าเป็นโอกาสของประเทศไทย ที่จะมองว่าวิกฤติในครั้งนี้ คือสัญญาณเตือนภัยชัดเจนที่สุดว่ากระบวนการของการพัฒนาประเทศ มันไม่สามารถดำเนินการไปตามกรอบความคิดเดิมๆ ได้

 

ประชาธิปัตย์ เมื่อปีที่แล้ว ตอนที่เราแถลงเรื่องของ “ประชาธิปัตย์ยุคใหม่” เราได้พูดไว้ชัดเจนว่า การพัฒนาเศรษฐกิจจากนี้ไป จะต้องเป็นการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งวันนี้จากวิกฤติที่เกิดขึ้น ก็เป็นตัวยืนยันว่า เราคงไม่สามารถที่จะใช้กรอบความคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ได้

 

ขอเริ่มต้นจากสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดก่อน วันนี้เราได้รับเรื่องราวร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก ในเรื่องของความต้องการเรื่องของหน้ากาก มีปัญหาว่า หาซื้อไม่ได้ หรือหาไม่ได้ แล้วก็มีปัญหาในเรื่องของราคาที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย สิ่งที่เราคิดว่า รัฐบาลสามารถทำได้ทันที ก็คือ

 

1. หน่วยงานของรัฐเอง ซึ่งปัจจุบันก็จะมีของอยู่จำนวนหนึ่ง จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการกระจาย เพื่อให้ถึงประชาชนได้อย่างครอบคลุมทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น บางหน่วยงานขณะนี้ก็จะแจกอยู่เฉพาะที่ที่ตั้งหน่วยงานของตัวเอง สมควรที่จะดึงแนวร่วมต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มาช่วยกระจายของที่รัฐมีอยู่

 

2. รัฐบาลสามารถที่จะปรึกษาหารือกับทั้งกรมศุลกากร และ อย. เพื่อตัดสินใจได้ทันทีว่า ในช่วงนี้สามารถนำหน้ากากเหล่านี้เข้ามาได้ โดยไม่ต้องเสียภาษี ปัจจุบันยังมีปัญหาอยู่ในเรื่องของการเสียภาษี แม้กระทั่งเราได้รับเรื่องร้องเรียนว่า คนที่เอาเข้ามาเองไม่ได้เป็นจำนวนมาก ก็ยังถูกตรวจสอบในเรื่องนี้ รัฐบาลควรตัดสินใจทันทีเลยว่า ในช่วงนี้ สินค้าตัวนี้จะเป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี แล้วก็มีมาตรการในการติดตาม ตรวจสอบไม่ให้มีการนำมาจำหน่ายในราคาที่สูงเกินความจำเป็น

 

เรื่องที่ 2 ที่เราคิดว่าทำได้ทันทีก็คือ เนื่องจากปัจจุบันก็มีการตรวจวัดคุณภาพอากาศอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว รัฐบาลควรจะต้องมีวิธีการในการสื่อสารได้ชัดเจนว่า เมื่อใดก็ตามที่ระดับมลพิษ ขยับเข้าใกล้เคียงจุดที่เป็นวิกฤติ ก็จะมีมาตรการเช่น การระงับการก่อสร้าง เพื่อที่จะช่วยบรรเทา ไม่ให้ความรุนแรงของปัญหานี้เกิดขึ้น เราคิดว่ามาตรการ 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ที่สามารถตัดสินใจ ทำระบบ แล้วก็ทำได้ทันที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

 

แต่เรื่องที่ใหญ่กว่าก็คือ วันนี้จำเป็นที่จะต้องกำหนดทิศทางนโยบายการพัฒนาให้ชัด เพราะคาดการณ์กันว่า หลังจากนี้ไป อาจจะทุกปีโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวต่อเนื่องมา เราจะต้องเผชิญกับปัญหาสภาวะอากาศที่เป็นที่มาของความเข้มข้น หรือความหนาแน่นของฝุ่นพิษ

 

สาเหตุสำคัญที่เกิดฝุ่นพิษนี้ ก็จะมี 1. เรื่องของการขนส่งที่ใช้ดีเซล 2. เรื่องของกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม หรือการผลิตไฟฟ้า 3. การเผาในที่โล่ง นอกจากนั้นก็จะอาจจะมีกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งมีผลกระทบ ซึ่งรวมไปถึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นในต่างประเทศด้วย

 

ดังนั้นสิ่งที่ประชาธิปัตย์นำเสนอก็คือ เราจะต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ แล้วกำหนดแนวทาง และแผนที่ชัดเจน ประชาธิปัตย์ได้พูดไปนานแล้วว่า การวัดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ที่เรามักจะยึดติดอยู่กับตัวเลขจีดีพี เราได้บอกไปแล้วว่า จะต้องมีการนำเอาตัวเลขใหม่ที่มาสะท้อนมิติอื่นๆ ทางด้านคุณภาพชีวิตด้วย ซึ่งเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องปัญหามลพิษก็เป็นส่วนหนึ่ง

 

ดังนั้นถ้าเรามาดูต้นเหตุของฝุ่นพิษในส่วนแรก คือการขนส่ง อันนี้ต้องการทิศทางที่ชัดเจนเลยจากรัฐบาลว่าจะทำอย่างไร เรามองว่า ปัญหานี้เป็นวิกฤติและเป็นโอกาสด้วย เพราะว่าอย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงต้องการที่จะเป็นศูนย์กลางของการผลิตยานยนต์ในเอเชีย เพียงแต่ว่า เรามองเห็นชัดเจนว่าต่อไปนี้ ยานยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าจะเข้ามาทดแทน ดังนั้นสิ่งที่เป็นนโยบายสำคัญในเรื่องของอากาศสะอาดข้อแรก ก็คือการยกระดับยานยนต์ไทย

 

เริ่มต้นจากเรื่องของยานยนต์ที่ใช้ดีเซลก่อน ซึ่งควรจะมีเครื่องที่มากำจัดไอเสีย มาดักเขม่า ซึ่งเรื่องนี้ความจริงอย่ามองเป็นเรื่องเล็ก เพราะมีประเทศอย่างเช่นเกาหลี ใช้มาตรการนี้ แล้วก็ภายในระยะเวลา 7 ปี สามารถลดระดับของมลพิษลงไปได้ถึง 1 ใน 3 สิ่งที่ประชาธิปัตย์เสนอก็คือ

 

1. กรณีรถของภาครัฐเอง ทำทันที ติดตั้งเครื่องดักเขม่า กำจัดไอเสียทันที ตรงนี้ก็จะมีทั้ง ถ้ามีรถราชการ หรือรถของ ขสมก. ก็ดำเนินการไป

 

2. รถที่ใช้ดีเซล ในกรณีที่เป็นรถบรรทุก รถที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ มีต้นทุน รัฐมีมาตรการในการจูงใจโดยใช้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งหลายติดตั้งเครื่องเหล่านี้ทันที

 

แต่ในกรณีที่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รัฐก็ควรที่จะเพิ่มภาระ ถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยน ก็คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ให้สัมพันธ์กับการก่อมลพิษที่เกิดขึ้น หรือระดับของมลพิษที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอันนี้ก็สามารถทำได้จากกลไกการต่อทะเบียน แล้วก็กลไกของภาษีสรรพสามิต อันนี้คือสิ่งแรก ก็คือรถที่ใช้ดีเซลอยู่ จะต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะลดมลพิษ

 

ส่วนที่ 2 ก็คือการปรับเปลี่ยนยานยนต์ที่ใช้ดีเซล ไปเป็นยานยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า เช่นเดียวกันการจัดหารถที่เป็นของรัฐ โดยเฉพาะ ขสมก. ก็ควรจะมีนโยบายชัดเจนทันทีว่า จากนี้ไปจะใช้ไฟฟ้า จากนั้นก็เป็นเรื่องของรถวิ่งสาธารณะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือจะต้องมาขอสัมปทานจากรัฐ สัมปทานรถขนส่งรูปแบบต่างๆ ปัจจุบันก็จะหมดอายุภายในระยะเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า แล้วแต่ประเภทของรถที่รับสัมปทาน รัฐบาลควรกำหนดไปเลยว่า ในการที่จะเปิดสัมปทานรอบใหม่ ผู้ประกอบการทั้งหมดนี้จะต้องเสนอใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีเงื่อนไขว่า ไม่เป็นภาระกับผู้บริโภค ทั้งนี้ก็อาจจะใช้วิธีการเปิดการแข่งขันในการประมูลสัมปทานว่า จะต้องขอรับการสนับสนุนจากรัฐเท่าไหร่ เพื่อที่จะใช้ยานยนต์ไฟฟ้า แล้วสามารถตรึงค่าโดยสารได้ โดยผู้ที่เสนอรับการช่วยเหลือน้อยสุดก็จะเป็นผู้ที่จะได้มีโอกาสมารับสัมปทานในเรื่องนี้

 

ส่วนการปรับเปลี่ยนรถ หรือยานยนต์ที่เหลือ เข้าสู่การเป็นยานยนต์ไฟฟ้า เมื่อสักครู่ก็ได้พูดถึงเรื่องของมาตรการทางภาษีในส่วนของรถดีเซลไปแล้ว ก็จะต้องมีมาตรการอื่นที่จะเป็นการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภาษี เพื่อสนับสนุนให้ยานยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้น เป็นที่นิยม รวมทั้งก็คือสถานีที่จะเติมไฟให้กับประชาชน จะต้องมีจำนวนมากเพียงพอ ได้รับการส่งเสริมสนับสนุน และรวมไปถึงการสนับสนุน ส่งเสริมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง โดยถึงเวลาที่จะต้องเรียกประชุมกับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องทุกส่วน แล้วมากำหนดวันกันให้ชัดว่า ภายในปีไหน ที่เราตั้งเป้าว่ายานยนต์ทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าเป็นเชื้อเพลิง อันนี้เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมาตรการทางด้านของการขนส่ง

 

ส่วนที่ 2 เรื่องของอุตสาหกรรม กับเรื่องของการผลิตไฟฟ้า เอาเรื่องการผลิตไฟฟ้าก่อน ประชาธิปัตย์ขอยืนยันสิ่งที่เคยประกาศไปแล้วว่า เราไม่สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มเติมในทุกกรณี เรามั่นใจว่ามีทางเลือกที่ดีกว่า ไม่กระทบกับความมั่นคงในเรื่องการจัดหาไฟฟ้า ไม่กระทบกับต้นทุนของผู้บริโภค และเราขอเรียกร้องด้วยว่า แผนพลังงานซึ่งได้มีการพิจารณาอยู่ในขณะนี้จะต้องมีการทบทวน สนับสนุนเรื่องของพลังงานทดแทน พลังงานไฟฟ้า ที่สะอาดมากขึ้น

 

นโยบายของประชาธิปัตย์เราสนับสนุนในเรื่องของพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ติดตั้งบนหลังคาของประชาชนอยู่แล้ว สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญก็คือนโยบายเราจะทำให้รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน จะต้องคำนึงถึงเป้าหมายตรงนี้ มากกว่าเป้าหมายขององค์กรในเรื่องของกำไร-ขาดทุน เพราะองค์กรที่เกี่ยวข้องคือรัฐวิสาหกิจ จำเป็นจะต้องลงทุนในระบบสายส่ง ระบบการจัดเก็บไฟฟ้านี้เพื่อเอื้อให้ประชาชนสามารถมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ผ่านกระบวนการการผลิตที่มีความสะอาดได้ อันนี้ในเรื่องของการผลิตไฟฟ้า

 

เรื่องโรงงานอุตสาหกรรม สิ่งแรกที่จะต้องดำเนินการทันที ไม่ควรจะเกิน 6 เดือน ก็คือการมีระบบการตรวจสอบมลพิษอัตโนมัติ ไม่ใช่ต้องรอให้มีเจ้าหน้าที่ไปตรวจ อันนี้ประชาธิปัตย์ในช่วงที่เป็นรัฐบาล เคยทำมาแล้วกับกรณีที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุด ซึ่งตอนนั้นก็มีการติดตั้งเครื่องตรวจสอบจับมลพิษที่เป็นตัวอื่น แต่ว่าเป็นการตรวจจับตลอดเวลา แล้วก็แสดงผลให้เห็นต่อสาธารณะ อันนี้ควรจะทำทันที ไม่ควรจะเกิน 6 เดือน

 

จากนั้นเรื่องของการส่งเสริมอุตสาหกรรม ไม่ควรมีการออกใบอนุญาตใดๆ ให้กับโรงงานที่ก่อมลพิษในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และไม่ควรมีการให้การส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ กับโรงงานใดๆ ที่ก่อมลพิษทั่วประเทศ อันนี้เป็นวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม

 

ถัดมา เรื่องของการเผาในที่โล่ง วันนี้เราเข้าใจดีว่าเป็นช่วงฤดูกาล โดยเฉพาะกรณีของอ้อย และพืชผลตัวอื่นๆ ที่มีการเผาอยู่ ซึ่งเป็นความจำเป็นของเกษตรกร สิ่งที่เราอยากจะให้ดำเนินการทันทีก็คือว่า จังหวัดก็ดี กระทรวงเกษตรก็ดี ท้องถิ่นก็ดี เข้าไปทำงานในเชิงรุก นั่นคือการไปเสนอ สนับสนุนทางเลือกให้แก่เกษตรกร จะเป็นเครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมือ รถตัดหรืออะไรก็ตาม แทนการเผานี้ ส่งเสริมสนับสนุนเขาทันที

 

หรือในบางกรณี จริงๆ แล้วก็คือสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตฟาง ซึ่งมาเป็นการเพิ่มมูลค่า ทั้งหมดนี้ก็คือเพื่อลดการเผาในที่โล่ง แล้วก็ช่วงนี้แม้ว่าอาจจะเป็นเวลาที่กระชั้นชิด ควรจะมีการตั้งเป้าว่าในอีก 8 – 9 เดือนข้างหน้า ก่อนถึงระยะเวลา หรือฤดูกาลแบบนี้ในปีหน้า มีมาตรการที่ครบวงจร ในการที่จะเข้าไปดูแลในภาคการเกษตร อันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง

 

นอกจากนั้นมาตรการที่ประชาธิปัตย์อยากจะนำเสนอก็คือ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะในตัวเมือง ความจริงในทุกพื้นที่ของประเทศไทย นโยบายประชาธิปัตย์เรื่องของการส่งเสริมการปลูกป่า ปลูกต้นไม้ แล้วเอาต้นไม้มาเป็นหลักประกันในการกู้ยืม มาชำระหนี้ เหล่านี้เป็นนโยบายอยู่แล้ว แต่ว่าการจัดการในเรื่องของที่ดิน กับพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในเมือง ที่ของราชการเวนคืนแล้ว ยังไม่มีการก่อสร้าง เอามาเพิ่มพื้นที่สีเขียว ที่ดินของประชาชน เอกชน ถ้าเป็นที่รกร้างว่างเปล่า หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่ พร้อมที่จะมาปรับเป็นพื้นที่สีเขียว มีมาตรการจูงใจทางภาษีให้ โดยเฉพาะเรื่องของภาษีที่ดิน ซึ่งเป็นภาษีใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบังคับใช้ในปี 2563 นี่ก็เป็นอีกมาตรการหนึ่ง

 

สุดท้ายปัญหานี้ไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นใน หรือจากประเทศไทยประเทศเดียว ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปีนี้ ต้องกำหนดเป็นวาระในการประชุมอาเซียนในปีนี้ ที่จะมีความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน และภูมิภาคอาเซียน ซึ่งความจริงประสบปัญหาเดียวกันจากการเผาในที่โล่ง และปัญหาอื่นๆ อยู่แล้ว เป็นความริเริ่มที่จะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ในปี 2562 ในฐานะประธานอาเซียนว่าด้วยเรื่องของอากาศสะอาดในอาเซียน นี่เป็นแนวนโยบายที่ประชาธิปัตย์นำเสนอเป็นนโยบายอยู่แล้ว แต่เรียกร้องว่า สิ่งใดที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ในขณะนี้หรือจำเป็นจะต้องเตรียมการในขณะนี้ก็ควรจะดำเนินการ

 

แล้วก็ท้ายที่สุดจริงๆ สำหรับการบังคับใช้กฎหมาย ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายแล้วทำให้เกิดปัญหาขณะนี้ก็ควรจะต้องเคร่งครัด เข้มงวดในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แล้วก็ลงโทษในสถานหนัก ทั้งหมดนี้คือแนวทางมาตรการที่ประชาธิปัตย์นำเสนอเป็นนโยบายอากาศสะอาดสำหรับคนกรุงเทพฯ และคนไทย

ขอบคุณครับ

 

#อากาศสะอาด #ประชาธิปัตย์ #แก้จนสร้างคนสร้างชาติ