เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

คำต่อคำ ประชาธิปัตย์ แถลงนโยบาย “ยกระดับ...ชีวิตจริงคนกรุงเทพฯ”

คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

แถลงนโยบาย “ยกระดับ...ชีวิตจริงคนกรุงเทพฯ”

3 กุมภาพันธ์ 2562

 

โดยผู้บริหารคณะกรรมการนโยบาย และวันนี้มีผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค ในกรุงเทพมหานคร ขอแถลงนโยบายยกระดับ ชีวิตจริงคนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องชาว กทม. โดยเฉพาะ เป็นนโยบายที่ได้ผลักดันขึ้นมาด้วยการพบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนมายาวนานต่อเนื่อง คลุกคลีกับปัญหาของคนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเรามั่นใจว่าจะทำให้พี่น้องชาวกรุงเทพฯ นั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

นโยบายเหล่านี้ ขอย้ำว่าเรากำลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรง แม้ว่างานหลายด้านจะไปคาบเกี่ยวกับงานของกรุงเทพมหานคร ท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันก็บริหารโดยคณะผู้บริหารที่ได้แต่งตั้งโดย คสช. แล้วก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เมื่อไหร่

 

ดังนั้นนโยบายวันนี้เราจะเน้นไปที่มาตรการที่รัฐบาลจะสามารถเข้ามาช่วยดูแลชีวิตความเป็นอยู่ ที่เป็นชีวิตจริงของพี่น้องคนกรุงเทพฯ ได้อย่างเต็มที่ โดยอยากจะเริ่มต้นว่า โลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว สำหรับชีวิตของคนเมือง ยิ่งเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วที่สุด กรุงเทพฯ ก็เหมือนกับหลายๆ เมืองใหญ่ในโลก ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ความท้าทาย แล้วก็ทำให้การเติบโตของเมืองก็มีวิวัฒนาการไป ยกตัวอย่างเช่น ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราก็จะมีเครือข่ายขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า ซึ่งประชาธิปัตย์เองได้มีส่วนร่วมในการอนุมัติไปหลายโครงการ มาหลายขั้นตอน ที่จะเพิ่มจากเครือข่ายขนส่งมวลชนในปัจจุบันหลายเท่าตัว ซึ่งมันไม่ได้ส่งผลแต่เฉพาะการมีเส้นทางรถไฟฟ้ามากขึ้น แต่ว่าโดยเครือข่ายเอง มันทำให้พัฒนาการของเมืองโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ นี้เปลี่ยนแปลงไปหลายจุด

 

ยกตัวอย่างเช่น กรณีของบางซื่อ กรณีของบางกะปิ ก็จะกลายเป็นชุมชนของเครือข่ายรถไฟฟ้า ซึ่งก็จะมีการพัฒนาในเรื่องของการใช้ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์อย่างนี้เป็นต้น ขณะเดียวกันโดยทั่วกรุงเทพฯ ประชาชนคนกรุงเทพฯ ก็ต้องการเมืองที่มีความสะดวก มีความสะอาด มีการยกระดับมาตรฐานหลายสิ่งหลายอย่างขึ้นมา แต่สามารถที่จะคงอยู่ในเรื่องของเสน่ห์ ในเรื่องของความมีชีวิตชีวา ในเรื่องของการเปิดโอกาสให้คนสามารถประกอบอาชีพทำมาหากินได้ ฉะนั้นนโยบายที่เราได้จัดทำ แล้วก็แถลงในวันนี้ จึงเป็นนโยบายที่คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลง ความคาดหวังที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ในวันนี้

 

ผมขอเริ่มต้นด้วยเรื่องแรก ก็คือเรื่องของการสัญจรไป - มา เพราะนี่คือสิ่งที่คนกรุงเทพฯ เผชิญอยู่ทุกๆ วัน นโยบายแรกที่จำเป็นจะต้องยกระดับขึ้นมาก็คือเรื่องของรถเมล์ เพราะนี่คือช่องทางของการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับคนมากที่สุด แล้วก็ไม่ได้รับการปรับปรุง ไม่ได้รับการพัฒนามาเป็นเวลานาน วันนี้ประชาธิปัตย์บอกว่า รถเมล์จะต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งระบบ เข้าสู่ระบบที่เราเรียกว่า Smart Bus การเป็น Smart Bus นั้นก็จะต้องประกอบไปด้วย

 

1. การเป็นรถเมล์ที่มีความสะอาด ใช้พลังงานที่สะอาด ซึ่งเราได้แถลงเกี่ยวกับมาตรการของ “ฝุ่นพิษ” ไปแล้วว่าจะมีการเร่งผลักดันการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้รถเมล์ไฟฟ้าเข้ามา แต่นอกจากความสะอาดแล้ว เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ควรจะทำให้คนที่ขึ้นรถเมล์ทราบได้ว่า จะต้องรอรถเมล์สายนี้อีกนานเท่าไหร่ และคาดว่าจะต้องเดินทางไปถึงที่หมายในระยะเวลาเท่าไหร่ ซึ่งทั้งหมดจะต้องถูกนำเข้ามาปรับปรุงเป็นระบบของ Smart Bus

 

ที่สำคัญ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว เนื่องจากเครือข่ายของขนส่งมวลชนจะมีการเปลี่ยนแปลงไป รถเมล์ก็จะต้องเป็นตัวป้อนสำคัญเข้าสู่เครือข่ายของระบบรถไฟฟ้า ซึ่งก็จะต้องมีการจัดการ และเราก็จะส่งเสริมในเรื่องของการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าเอง จากการที่มีหลายสัมปทาน ก็จะต้องมีการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบตั๋วร่วม และราคาที่สมเหตุสมผลที่จะทำให้คนส่วนใหญ่สามารถใช้ได้ อันนี้คือนโยบายข้อที่ 1 ก็คือ Smart Bus

 

ข้อที่ 2 ถกเถียงกันมาหลายครั้ง คือเรื่องของแท็กซี่ Smart Taxi คือทางออกที่จะเกิดขึ้น ขจัดปัญหาข้อกฎหมายซึ่งปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคอยู่ สำหรับการที่จะมีรถโดยสารที่บริการในลักษณะที่แบ่งปันกัน ที่เรียกว่า ride sharing ทำให้ถูกกฎหมายและขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ที่ขับแท็กซี่อยู่ในปัจจุบันสามารถได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ แล้วก็สามารถที่จะให้บริการในลักษณะเดียวกันได้ เป็นนโยบายที่ 2 ที่เรียกว่า Smart Taxi

 

ออกจากบ้านแล้ว สัญจรไป – มาแล้ว คนกรุงเทพฯ รับประทานอาหารครับ หลายปีที่ผ่านมาเราถกเถียงกันมากเรื่องของปัญหาการค้าขายริมถนน ปัญหาเรื่องหาบเร่ แผงลอย ซึ่งหาความพอดีไม่ได้ บางช่วงก็ปล่อยปละละเลยจนทำให้คนสัญจรไป – มา ไม่ได้ แต่บางช่วงมาถึงก็กวาดทุกสิ่งทุกอย่างออกไปหมด ซึ่งมีส่วนทั้งในการทำลายการประกอบอาชีพของคนจำนวนมาก ทำลายในเรื่องของเสน่ห์ และชีวิตชีวาของหลายย่าน แล้วก็ทำลายแหล่งอาหารถูกของคนทำงานจำนวนมากในกรุงเทพมหานคร

 

การจัดระบบตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ประชาธิปัตย์ จะเสนอนโยบาย แผงลอยสีฟ้าดี มีคุณภาพ  คือจัดหาที่ที่จะมีการค้าขายสินค้าได้ ที่สะอาด ปลอดภัย มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นที่จอดรถ ห้องน้ำ แล้วก็มีการจัดวาง เพื่อมีการใช้พื้นที่ได้อย่างเหมาะสม เพื่อคืนเสน่ห์ ชีวิตชีวา แต่ขณะเดียวกัน คงไว้ซึ่งระเบียบ และความสะอาดที่คนกรุงเทพฯ ต้องการ

 

กลไกหนึ่งที่เราจะใช้ ก็คือการที่ภาครัฐนั้นมีสถานที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ และสามารถมาจัดให้กับผู้ค้าผู้ขายสามารถไปขายสินค้า อาหารได้ในราคาที่ถูก และประชาธิปัตย์จะใช้นโยบายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ หรือแรงจูงใจ และอัตราภาษี โดยเฉพาะภาษีที่ดิน ที่ทำให้เราสามารถใช้ที่เอกชนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน สามารถนำมาทำสิ่งนี้ได้ โดยไม่เป็นภาระที่จะทำให้เกิดค่าเช่าสูง แล้วก็เป็นต้นทุนที่สูงสำหรับผู้ค้าขาย อาหาร และบริการ

 

หลักการเดียวกันนี้ คือการใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ และเอกชนที่มีแรงจูงใจที่เหมาะสม ก็จะถูกนำมาใช้ในเรื่องต่อไปก็คือการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และสวนในกรุงเทพมหานคร เป็น 1 ในมาตรการที่เราได้ประกาศไปแล้วว่าจะเป็นแนวทางของ ”การลดฝุ่นพิษ” ซึ่งก็จะทำให้เรามีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น โดยกลไกที่ใช้ เช่นเดียวกันก็คือการเอาที่ของรัฐ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ บวกกับการใช้แรงจูงใจทางภาษีสำหรับเอกชนที่ครอบครองที่และไม่ใช้ประโยชน์เช่นเดียวกัน เราจะมีการทบทวนหลายหน่วยงานที่อยู่ในกรุงเทพฯ ที่สามารถที่จะย้ายออกไป หรือลดขนาดเพื่อที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ได้ต่อไป

 

มาตรการต่อไป เมื่อมีการทำเรื่องของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ประชาชนเรียกร้องต้องการมาก ก็คือเรื่องของการนำเอาสายไฟฟ้าและสายต่างๆ ลงใต้ดิน ที่จริงเรื่องนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขามีแผนอยู่แล้ว มีกำหนดอยู่แล้วว่าจะต้องดำเนินการภายในระยะเวลานั้น ปีนี้ แต่ในที่สุดมักจะล่าช้า เพราะไม่ได้รับการส่งเสริม สนับสนุน หรือติดตามอย่างจริงจังจากรัฐบาล ประชาธิปัตย์ต้องการให้มีการเร่งรัดสายไฟทุกประเภทลงดิน ตามแผนเดิมที่มีอยู่ทั้งหมด ภายในปี 2565 คือ 3 ปีจากนี้ไป นี่เป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการที่เราจะส่งเสริมในเรื่องของทัศนียภาพ และความงดงามของกรุงเทพมหานคร

 

นอกจากเรื่องของการทำนโยบายทั่วไปอย่างนี้แล้ว ถัดมาสิ่งที่เรามองเห็นก็คือว่า ศักยภาพของกรุงเทพฯ ในเรื่องของการท่องเที่ยวมีสูงมาก เรามีแหล่งท่องเที่ยว หรือเขตท่องเที่ยวสำคัญๆ ที่เป็นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่เยาวราช ไม่ว่าจะเป็นปากคลองตลาด ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร ไม่ว่าจะเป็นทองหล่อ หรือตลาดน้ำ และที่อื่นๆ แต่ไม่ได้รับการบริหารจัดการในภาพรวม เช่น การมีการปรับสถาปัตยกรรม เพื่อส่งเสริมให้เกิดความโดดเด่นในเอกลักษณ์ หรืออัตลักษณ์ของพื้นที่นั้นๆ

 

ประชาธิปัตย์จึงมีนโยบายที่จะมีเขตท่องเที่ยวพิเศษในพื้นที่เหล่านี้ ที่จะปรับปรุงให้พื้นที่เหล่านี้มีสิ่งอำนวยความสะดวก และผู้ประกอบการและชุมชนมีส่วนร่วมที่จะทำให้พื้นที่ตรงนั้น ยังคงไว้ซึ่งสิ่งดึงดูดทั้งหลายที่จะทำให้พี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยวไปใช้บริการมากยิ่งขึ้น ในบางพื้นที่อาจจะหมายถึงการมีข้อยกเว้น หรือกฎพิเศษ เช่น มีการปิดถนนให้เป็นถนนคนเดิน ในบางพื้นที่ห้วงเวลาที่สามารถที่จะให้บริการได้อาจจะมีการขยายจากสภาพ หรือข้อกำหนดของกฎหมายในปัจจุบัน อันนี้ก็จะเป็นการส่งเสริมในเรื่องของเขตท่องเที่ยวพิเศษ

 

ต่อไปปัญหาที่เป็นความทุกข์ของคนกรุงเทพฯ นอกจากรถติด ก็คือน้ำท่วม เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเราเรียกร้องกันเสมอเรื่องปัญหาของการลอกท่อ ซึ่งหน่วยงาน คือท้องถิ่นนั้นมีหน้าที่ที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่ยังติดขัดอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลกลาง ยกตัวอย่างเช่น ในบางพื้นที่ซึ่งเป็นที่ของเอกชนหรือที่เอกชนที่กำลังจะยกให้ หรือยกให้สาธารณะ ประชาธิปัตย์จะขจัดข้อจำกัดทางกฎหมายทั้งหมด ให้เกิดความมั่นใจว่า ไม่ว่าจะเป็นถนนรัฐ หรือเอกชนนั้นจะมีการลอกท่อ ทุก 6 เดือน เพื่อที่จะให้เราแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ถัดมา ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับที่เอกชนที่จะได้รับการดูแล ซ่อมแซม บำรุง แก้ไข ก็คล้ายๆ กับปัญหาที่ผมได้กล่าวไปแล้วเรื่องของการลอกท่อ ก็ไม่ได้มีการขจัดปัญหาข้อกฎหมายเสียที ปัจจุบันรัฐบาลไปมีนโยบายบอกว่า ที่ที่เอกชนประสงค์จะยกให้สาธารณะเพื่อให้ กทม. หรือหน่วยงานของรัฐเข้าไปปรับปรุง รัฐบาลปัจจุบันมีนโยบายที่ไม่ให้หน่วยงานของรัฐรับโอนที่ ก็ทำให้เป็นปัญหาว่าไม่สามารถที่จะเข้าไปซ่อมแซม บูรณะ ถนนหนทางซึ่งมีผู้ใช้ประโยชน์อยู่เป็นจำนวนมาก ประชาธิปัตย์จะแก้ไขนโยบายตรงนี้ เพื่อให้กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปปรับปรุงถนนส่วนบุคคลที่ทรุดโทรมได้ แต่ต้องเป็นที่ชัดเจนว่า ถนนตรงนั้นมีประชาชนทั่วไปจำนวนมากเป็นผู้ใช้สอย ไม่ให้เกิดปัญหาการเอื้อประโยชน์หรืออะไรขึ้นมา นี่ก็เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่เราคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาที่ค้างคากันมานาน ยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ได้อย่างแท้จริง

 

จากนั้นสำหรับเรื่องของพี่น้องประชาชนที่ติดต่อกับหน่วยงานราชการ กรุงเทพมหานคร และภาครัฐ ทุกวันนี้มีปัญหามากมาย ใครที่จะประกอบกิจการอะไร ต้องขอใบอนุญาตจำนวนมาก นโยบายภาพใหญ่ของประชาธิปัตย์นั้นเราจะปรับปรุงกฎหมายและลดในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว แต่การเชื่อมโยงกับกรุงเทพมหานครในอีกหลายเรื่องเป็นเรื่องจำเป็น เราก็จะพัฒนาแอพลิเคชั่นขึ้นมา เพื่อที่จะสามารถตอบโจทย์แก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้องซึ่งมักจะเกี่ยวข้อง คาบเกี่ยวเกินเลยไปกว่ากรุงเทพมหานคร ไปเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นของรัฐ รวมไปจนถึงการขอใบอนุญาตต่างๆ ให้เกิดความเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น แอพนี้เราก็จะเรียกชื่อมันว่า City OK App เป็นการมาดูแลพี่น้องประชาชน

 

สุดท้ายเรื่องของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในแฟลตของการเคหะฯ ปัจจุบันนี้หลายคนเป็นผู้เช่า มีสัญญา มีสิทธิการเช่าเรียบร้อย แต่ปรากฎว่าไม่สามารถที่จะใช้สิทธิการเช่านี้ไปกู้เงินได้ ติดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเคหะฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนแปลงตรงนี้ ให้สิทธิการเช่านี้สามารถที่จะไปกู้ยืมเป็นหลักประกันได้ เพื่อที่จะให้พี่น้องที่อาศัยอยู่ในแฟลตเคหะฯ มีศักยภาพ เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินทุนสามารถใช้สิทธิการเช่าไปทำตรงนี้ได้

 

เรามีนโยบายหลายเรื่องที่เป็นนโยบายของพรรคฯ ที่จะมาเกี่ยวกับชีวิตของคนกรุงเทพฯ ที่นำเสนอในวันนี้จะเป็นเฉพาะสิ่งที่เรามองว่าเป็นสิ่งที่พี่น้องชาวกรุงเทพฯ สัมผัสจริงอยู่ทุกๆ วัน สำหรับรายละเอียดของนโยบายอื่นๆ ของพรรคฯ วันนี้ก็ถือโอกาสเรียนว่า เราได้นำนโยบายฉบับสมบูรณ์ของพรรคฯ ขึ้นเวปไซต์ในวันนี้ โดยนโยบายนี้จะเป็นนโยบายที่เราใช้ในการอ้างอิงให้ผู้สมัครของเราได้หาเสียงต่อไปหลังจากที่ไปสมัครรับเลือกตั้งแล้วจับหมายเลขผู้สมัครในวันพรุ่งนี้

 

ทั้งหมดคือการยกระดับชีวิตจริงของคนกรุงเทพฯ ซึ่งวันนี้พรรคประชาธิปัตย์พร้อมแล้ว และบุคลากรที่เราได้นำเสนอทั้ง 30 เขต ประกอบไปด้วยทั้งคนที่มีประสบการณ์ และคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะมาขับเคลื่อนนโยบายตรงนี้

 

เรื่องขยะ ความจริงแล้ว ภาระเบื้องต้นอยู่ที่กรุงเทพมหานคร อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว วันนี้ที่เราแถลงนโยบายไม่ต้องการให้เกิดความสับสน เพราะว่าเราไม่ได้เลือกตั้ง กทม. เรากำลังเลือกตั้งในส่วนของรัฐบาลกลาง ผมมีประเด็นอย่างนี้ครับ ในนโยบายใหญ่ของการกระจายอำนาจ เราเสนอว่าต่อไปมันจะต้องมีการทำให้กรุงเทพมหานครเป็นท้องถิ่น 2 ระดับ คือระดับใหญ่ เพราะว่ากรุงเทพมหานคร ความจริงขณะนี้ต้องทำงานกับปริมณฑลด้วยซ้ำ กับระดับพื้นที่ เหมือนกับต่างจังหวัดมี อบต. มีเทศบาล แล้วก็มี อบจ. วันนี้กรุงเทพมหานครรับหมด ทั้งการจัดเก็บขยะ ทั้งการกำจัดขยะ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว การจัดเก็บขยะ สมควรที่จะเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นในระดับล่าง ส่วนระดับบนนั้นเป็นเรื่องของการกำจัดขยะ นโยบายใหญ่ในภาพรวมว่าจะใช้วิธีการ เทคโนโลยีอย่างไรในการกำจัดขยะ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็เชื่อว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งเมื่อผลักดันสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ดีขึ้น

ขอบคุณครับ