เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

คำต่อคำ การแสดงวิสัยทัศน์ "อนาคตประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง”

คำต่อคำ การแสดงวิสัยทัศน์ "อนาคตประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง

ในงานครบรอบ 16 ปี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ที่ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซนทาราแกรนด์แอทเซ็นทรัลเวิลด์

 

(7 ก.พ. 2562) ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ พอดีขออนุญาตพิธีกรนิดนึงก่อนที่จะเริ่ม 15 นาที เพื่อที่จะต้องบอกว่า จะด้วยโชคไม่ดีหรืออะไรไม่ทราบนะครับ ผมอาจจะไปหาเสียงอยู่ต่างจังหวัดกลับมาเมื่อคืนตอนดึก ผมเป็นคนเดียวที่ไม่ได้รับคำถามล่วงหน้า และไม่ทราบว่า จะต้องทำภาพสวยๆ มาฉายอยู่ข้างบน เพราะฉะนั้นก็เพิ่งทราบคำถามเมื่อซักครู่นี้ครับ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ยินดีแล้วก็ดีใจที่ได้มีการจัดเวทีในวันนี้เพื่อที่ให้พรรคการเมืองต่างๆ ได้มาแสดงออกถึงวิสัยทัศน์และแนวทางในการพัฒนาประเทศหลังการเลือกตั้งต่อไป

 

วันนี้เรากำลังเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งที่ประชาชนจำนวนมากรอคอยเป็นเวลานานพอสมควร ถ้าเราไปถามประชาชนว่าเลือกตั้งครั้งนี้เขามีความคาดหวัง ความคาดหมายอะไร คำตอบที่เราได้โดยทั่วไปคงไม่ค่อยต่างกัน

1. เขาต้องการหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจ ที่เขาใช้คำว่าย่ำแย่อยู่ในปัจจุบัน

2. เขาต้องการเห็นประเทศเดินไปข้างหน้าเสียที เดินไปอย่างเป็นหลัก เป็นฐาน มีทิศทางที่มีความชัดเจน เพื่อที่จะรับมือกับปัญหาต่างๆ ในอนาคต

3. เขาไม่ต้องการให้การเมืองกลับมาสู่ภาวะแบบที่เป็นอยู่อย่างนี้อีก

 

เพราะฉะนั้น วันนี้ถ้าเราพยายามที่จะดูว่านั่นคือความคาดหวังของประชาชน “ใช่ครับ” ในช่วงการเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่างๆ ก็คงจะมีคำตอบเป็นเชิงนโยบายในแต่ละข้อ เป็นคำตอบในเรื่องของโครงการต่างๆ ที่อาจจะนำเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในแต่ละกลุ่ม แต่สิ่งสำคัญก็คือเราปฏิเสธไม่ได้ว่า หน้าที่พรรคการเมืองอย่างหนึ่งก็คือการประเมินทิศทางรวมว่า ประเทศของเรากำลังเผชิญกับอะไรอยู่ ผมมองว่าความท้าทายของประเทศไทยนั้น มีเรื่องหลักๆ อยู่ ต่อไปนี้

 

1. เหมือนกับทุกประเทศในโลก เราทุกคนและสังคมต้องรับมือกับปัญหาในเรื่องของความเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เข้ามากระทบในทุกภาคส่วนของสังคม เปลี่ยนแปลงวิธีการของผู้บริโภค ของผู้ผลิต ของผู้ค้า ของความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม

 

2. เราอาจจะพูดคำว่า “โลกาภิวัฒน์” กันอย่างยาวนาน เป็นเวลาหลายทศวรรษ แต่ข้อเท็จจริงก็คือเราเริ่มตระหนักมากยิ่งขึ้นว่า วันนี้เราไม่ได้อยู่ลำพังในโลก ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ ภาคการบินบ้าง ภาคประมงบ้าง และผลกระทบต่อการแข่งขันระหว่างประเทศ มีความชัดเจนสัมผัสกับชีวิตของพี่น้องประชาชน ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

 

3. เราพูดกันมาระยะหนึ่งแล้วว่า เราติดกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งหมายความว่าเราไม่สามารถที่จะกินบุญเก่าพัฒนาประเทศบนพื้นฐานของการมีทัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ แต่จะต้องเพิ่มมูลค่าที่มาจากการใช้ความสร้างสรรค์ ใช้ทุนอื่นๆ ที่อาจจะไม่ใช่เงิน ไม่ว่าจะเป็นคน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมและอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ

 

4. เรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย สัดส่วนของผู้สูงอายุของเราเพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก และเป็นการเพิ่มขึ้นที่ทำให้เราจะเผชิญกับปัญหา ทั้งเรื่องของการขาดแคลนแรงงาน และในเรื่องของการที่จะมีระบบสวัสดิการที่ดีที่จะรองรับผู้สูงอายุ ผู้สูงวัย

 

5. เรามีปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงมาก เป็นทั้งสังคมและเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำเกือบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความมั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรู้สึกว่าแต่ละคนไม่ถูกบังคับใช้กฎหมายในแบบเสมอภาค เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกที่ว่าโอกาสของการที่จะผลักตัวเองขึ้นมาสู่สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงขึ้น ก็ไม่เท่าเทียมกัน

 

และสุดท้ายครับ  ปัญหาทางการเมืองที่เป็นปัญหายืดเยื้อ เรื้อรังมาเป็นเวลา 10 กว่าปี ทำให้หลายคนขาดศรัทธาในกระบวนการทางการเมือง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการแก้ไขปัญหาของประเทศ

 

จากความท้าทายเหล่านี้ครับ พรรคประชาธิปัตย์จึงรับสิ่งเหล่านี้มาเป็นโจทย์ เพื่อหาคำตอบให้กับประเทศ และคำตอบที่จะต้องให้ มันจะต้องสามารถที่จะเป็นแนวทางซึ่งมีความสอดคล้องต้องกัน ไม่สามารถที่คิดว่าจะตอบโจทย์ความท้าทายหนึ่ง โดยไม่ดูว่าผลกระทบจากการตอบตรงนั้น ไปส่งผลต่ออีกส่วนนึงอย่างไร นี่คือที่มาที่เรามองว่าในการเผชิญกับความ
ท้าทายที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ แนวทางหลักๆ ที่จะต้องกรองออกเป็นนโยบาย ซึ่งผมจะได้มีการชี้แจงต่อไป เพราะว่ารอบที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 จะมีการตั้งคำถามเรื่องของปัญหาปากท้อง เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน และเรื่องของคุณภาพชีวิต

 

แต่หลักสำคัญคือ “ความคิด” ครับ ความคิด อุดมการณ์ ความเชื่อ เพราะผมมั่นใจว่า หลายสิบวันหลังจากนี้ไป ท่านจะได้ฟังนักการเมืองพูดจาคล้ายๆ กัน แต่ทำได้ หรือไม่ได้นั้น อยู่ที่ว่า “ความเชื่อในการผลักดันความคิด” นั้น มันเป็นความเชื่อ ความเข้าใจอย่างแท้จริงหรือไม่

 

โจทย์ข้อที่หนึ่ง ที่บอกว่าสังคมไทยจะต้องรับมืออย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ผมมองว่าหัวใจมีอยู่ 3 เรื่อง

 

1) โครงสร้างของกฎหมาย กฎระเบียบ ต้องเปลี่ยนครับ

ปัจจุบันทุกวันนี้ เราใฝ่ฝันอยากจะได้นวัตกรรม อยากจะได้สิ่งใหม่ๆ อยากจะได้เทคโนโลยี แม้กระทั่งอยากจะได้คนดีๆ คนเก่งๆ มาช่วยเราในการผลักดันในความเจริญของประเทศ แต่เกือบทุกจุด เราติดอยู่กับปัญหากฎหมายที่ล้าสมัย ระเบียบที่หยุมหยิม ขั้นตอนที่ยุ่งยาก และเป็นอุปสรรคกับทุกคน ประชาธิปัตย์ จะสะสางกับปัญหาตรงนี้อย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของการสะสางกฎหมายเก่า และเปลี่ยนแนวคิดวิธีการในการออก และในการเขียนกฎหมายใหม่ เพื่อสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์กับเรา

 

2) เรามีความจำเป็นที่จะต้อง “กระจายอำนาจ” ครับ

ถ้าเราไม่กระจายอำนาจ เราไม่มีทางตามทัน ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราอยากจะสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในภาคการเกษตรก็ดี ผลักดันแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรอง หรือในชุมชนก็ดี แต่ถ้าทุกอย่างถูกรวมศูนย์ ถ้าเราคิดว่าหน่วยงานส่วนกลางจะทำทุกสิ่งทุกอย่างได้นั้น เราจะทำไม่ได้ ประชาธิปัตย์ชัดครับว่า กระจายอำนาจวันนี้ไปถึงการเลือกผู้ว่าฯ ไปถึงการมอบอำนาจให้โรงเรียน ไปถึงเรื่องของการที่จะมีเมืองพิเศษ เป็นเมืองมหานคร กระจายตามทุกภูมิภาคเพื่อเป็นศูนย์กลางของความเจริญ

อย่างน้อยๆ 2 เรื่องนี้ เราต้องมาคุยกันในเรื่องของเทคโนโลยี ส่วนประเด็นอื่นๆ นั้นจะเป็นรายละเอียด ที่ผมก็คงจะต้องหาโอกาสอื่นในการชี้แจงต่อไป

 

แต่กลับมาในเรื่องของโลกาภิวัฒน์ วันนี้ประเทศไทยสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่าง ใน 4 – 5 ปีที่ผ่านมา เพราะไม่สามารถดำเนินความสัมพันธ์อย่างปกติกับบรรดามิตรประเทศได้ เราจะฟื้นฟูเรื่องของการเจรจาในเรื่องการค้าการลงทุน เราจะผลักดันการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นศูนย์กลางที่จะเชื่อมโยงกับ CLMV (Cambodia, Lao PDR, Myanmar, Vietnam) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กำลังจะสร้างโอกาสในทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย หลายคนยังไม่ได้พูดเลยนะครับ ปีนี้เราเป็นประธานอาเซียน ประชาธิปัตย์จะใช้การเป็นประธานอาเซียนให้เป็นประโยชน์ อย่างเช่น

 

ประเด็นของการพัฒนาในภูมิภาค ถึงเวลาที่อาเซียนจะต้องคุยกับจีน ในเรื่อง 1 แถบ 1 เส้นทางในฐานะอาเซียน ไม่ใช่แต่ละประเทศวิ่งไปเจรจาสองต่อสอง และไม่สามารถมาตอบรับ ตอบโจทย์การเชื่อมโยงในอาเซียนด้วยกันเอง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่อาเซียนกำหนดไว้เมื่อครั้งที่แล้ว ที่พรรคประชาธิปัตย์บริหาร และเป็นประธานของอาเซียน

 

นอกจากนั้นเราจะต้องใช้อาเซียนให้เป็นประโยชน์ในการเจรจาต่อรองทั้งกับประเทศต่างๆ ในเรื่องของนโยบายเศรษฐกิจ รวมไปถึงการประกอบธุรกิจของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งเมื่อเข้ามาแล้วมักจะหลบเลี่ยงในเรื่องของการจ่ายภาษีอย่างเต็มที่ แต่ในฐานะประเทศของเรา เราอาจจะเล็กเกินไป ต้องใช้อาเซียนให้เป็นประโยชน์ในการที่จะต่อรอง

 

เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อที่จะมาตอบโจทย์ปัญหาของประเทศรายได้ปานกลาง และการพัฒนาเทคโนโลยี เดี๋ยวผมจะพูดเรื่องนี้ในรอบต่อๆ ไป แต่ปัญหาเรื่องของสังคมสูงวัยและปัญหาในเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ที่พรรคประชาธิปัตย์บอก ถึงเวลาแล้วที่หลังเลือกตั้งจะต้องสะสางกันอย่างเป็นระบบ เราไม่สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้เลย ถ้าเราไม่ทำในเชิงของโครงสร้าง เราไม่สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ลำพังเพียงแค่เรามีนโยบายที่เราคิดว่าไปแก้ปัญหาให้กับคนแต่ละกลุ่ม ประชาธิปัตย์เสนอ 7 แนวทาง ที่จะทำให้เราแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้อย่างชัดเจน

 

1. กระบวนทัศน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจต้องเปลี่ยน ยึดอัตราการเจริญเติบโตของ GDP โดยลำพังไม่ได้ วันนี้ตัวเลข GDP ในภาพรวม กับตัวเลขรายได้ครัวเรือนแยกเป็นรายจังหวัด คนละเรื่องกันเลยนะครับ เราจะต้องหาวิธีการ เราเลยสร้างตัวชี้วัดใหม่ที่แสดงออกว่าคุณภาพชีวิตของคนทั่วไปจริงๆ วัดกันด้วยอะไร และมุ่งนโยบายเศรษฐกิจ มุ่งทุกโครงการ มุ่งทุกมาตรการไปสู่เป้าหมายนั้น โดยมีระบบการประเมินที่ชัดเจน

 

ถัดมาประเด็นที่ 2 ก็คือเรื่องของการที่จะต้องจัดสรรทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น นโยบายในเรื่องที่ทำกิน ที่ประชาธิปัตย์เคยผลักดัน และจะทำในรูปของ “โฉนดสีฟ้า” การกระจายแหล่งน้ำโดยอาศัย “กองทุนน้ำชุมชน” การที่จะต้องให้ชุมชนสามารถบริหารแหล่งท่องเที่ยวของตัวเองได้ กติกาเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากร และอำนาจตรงนี้ต้องเปลี่ยนแปลงใหม่หมด

 

3. ระบบสวัสดิต้องขยาย หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราเริ่มต้นเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไว้ แต่เรารู้ว่า ลำพังโครงการนี้ เงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ ระบบกองทุนการออมที่เราสร้างไว้ ระบบสวัสดิการชุมชนที่เราเคยสนับสนุน การขยายประกันสังคมให้ครอบคลุมไปถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้ระบบของสวัสดิการนั้นมีการครอบคลุม แล้วเราก็จะมีสวัสดิการใหม่ๆ โครงการที่เราเรียกว่า “เกิดปั๊บ รับสิทธิ์เงินแสน” ซึ่งจะเป็นการดูแลเด็กอายุ 0-8 ขวบให้ดีที่สุด

 

เราจะมีเรื่องของบริการที่จะต้องกระจายให้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา และสาธารณสุข เพราะถ้าคนของเราไม่ได้รับโอกาสในสิ่งเหล่านี้อย่างเท่าเทียม เป็นเรื่องยากที่เราจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมได้

 

ถัดมามาตรการที่จำเป็นจะต้องพูด ก็คือต้องปรับโครงสร้างภาษี เราหลอกกันต่อไปไม่ได้ครับว่า สวัสดิการที่จะต้องขยายการจะสร้างความเป็นธรรมนั้น ถ้าเราปล่อยระบบภาษีของเรา ที่รัฐยังเก็บเงินอยู่เพียงประมาณ 17- 18 เปอร์เซนต์ของรายได้ทั้งหมด และเป็นระบบภาษีที่ขาดความก้าวหน้า เราจะแก้ความเหลื่อมล้ำไม่ได้ ถึงเวลาที่คนมีกำลังจ่าย ต้องจ่ายเงินมากขึ้น

 

ถัดมาก็คือการขจัดโครงสร้างการผูกขาดทั้งในภาครัฐ และเอกชน ในภาคเอกชนนั้นกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ต้องมีการปรับปรุงทั้งในเนื้อหาสาระ และการบังคับใช้ ไม่อย่างนั้นคนตัวเล็กตัวน้อยๆ ต่างๆ เกิดขึ้นไม่ได้ครับ ขณะที่ในภาครัฐนั้นรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาด ต้องถูกกลับมาทำงานรับใช้ประชาชนส่วนใหญ่มากกว่าเป้าหมายแคบๆ ขององค์กร ราคาพลังงานก็ดี ราคาพลังงานพื้นฐานก็ดี การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ การยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือแหล่งผลิตใหม่ๆ ที่ภาครัฐต้องพร้อมที่จะให้เกิดการแข่งขัน ต้องเกิดขึ้น

 

สุดท้ายทั้งหมดนี้ มันเกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ ถ้าเราไม่ได้การเมืองที่ดี โดยเฉพาะการเมืองที่สะอาด การเมืองที่ดี ที่สะอาดนั้น แน่นอนเรากลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย นั่นหมายความว่า พรรคการเมืองที่จะเข้าไปบริหารประเทศ เราเชื่อว่าได้รับฉันทานุมัติมาจากประชาชน คือได้เข้าไปคลุกคลี เข้าใจปัญหาของประชาชน ซึ่งประชาธิปัตย์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยหยุดทำงานในการเข้าไปคลุกคลีกับประชาชน แต่สิ่งสำคัญก็คือ รัฐบาลที่จะทำเรื่องหลักทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมานี้ ต้องเป็นรัฐบาลต้องปลอดในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องสามารถที่จะยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต และเอาจริงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการทุจริต คอร์รัปชัน ที่ภาครัฐต้องเป็นทั้งผู้นำ และผู้ประสานงานให้ฝ่ายต่างๆ เข้ามาสนับสนุน ผมเป็นคนเริ่มต้นดึงภาพเอกชนให้มาต่อสู้เรื่องของการทุจริต คอร์รัปชันอย่างจริงจัง แล้วก็ดีใจที่วันนี้เครือข่ายองค์กรต่างๆ เพิ่มขึ้น เราต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลตรวจสอบข้อมูล และเอาจริงเอาจังกับการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะนั่นจะเป็นวิธีเดียวที่เราจะสร้างภูมิคุ้มกัน และการรักษาประชาธิปไตยเอาไว้ให้ได้

 

การปฏิวัติ 2 ครั้งที่ผ่านมา เริ่มต้นจากปัญหาการใช้อำนาจในทางไม่ชอบ นำไปสู่การประท้วง นำไปสู่ความขัดแย้ง และจบลงที่การรัฐประหาร แล้วก็เป็นบทเรียนที่เจ็บปวดสำหรับทุกคนทุกฝ่าย ประเทศเสียหาย เศรษฐกิจตกต่ำ ผมจึงมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องการที่จะนำพาประเทศให้ตอบโจทย์ทุกความท้าทายทั้งในระยะสั้น และในระยะยาว ประเทศไทยหลังการเลือกตั้งภายใต้ประชาธิปัตย์จะเป็นประเทศที่สามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีได้เต็มที่ จะนำประเทศไทยกลับคืนสู่เวทีสากลด้วยความภาคภูมิเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ จะพัฒนาเพื่อให้ประเทศหลุดพ้นไปจากการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง จะตอบโจทย์ในเรื่องของสังคมสูงวัย และจะสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคม

 

และที่สำคัญที่สุดครับ ประเทศนี้จะเดินบนเส้นทางประชาธิปไตย และไม่ย้อนกลับมาตรงนี้อีก ประชาชนต้องเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยต้องสุจริต เราจะเดินหน้า แก้จน สร้างคน สร้างชาติ ขอบคุณครับ