เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

การปราศรัยครั้งประวัติศาสตร์ โชว์วิสัยทัศน์ และนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ โดย นายชวน หลีกภัย

การปราศรัยครั้งประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ โชว์วิสัยทัศน์ และนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์

โดย นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคฯ

ณ อาคารชาญชัย อะเคเดียม มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร

8 ก.พ.2562

 

จะให้ผมทักพี่น้องด้วยภาษาอะไรครับ สวัสดีครับพี่น้อง สวัสดีครับพี่น้องหมู่เฮาชาวอีสานครับ สวัสดีครับพี่น้องหมู่เฮาชาวเหนือครับ สวัสดีครับพี่น้องพวกเราชาวใต้ทุกจังหวัดครับ สวัสดีครับพี่น้องที่เคารพรวมทั้งบรรดาวอลเปเปอร์ทั้งหลายด้วย สิ่งแรกที่ขออนุญาตกราบเรียนพี่น้องคือ ขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ที่ได้ให้ใช้สถานที่ในวันนี้นะครับ ปรบมือเป็นเกียรติให้กับท่านครับ สิ่งที่สอง ต้องขอบพระคุณพี่น้องทั้งหลายที่ได้กรุณาสละเวลาติดตามรายการนี้ ผมได้รับมอบหมายโดยขอร้องจากท่านหัวหน้าพรรคฯ ให้มากล่าวอะไรกับพี่น้องเล็กน้อย เดิมจะต้องเดินทางกลับคืนนี้ครับ แต่บังเอิญไม่ได้จองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า เพราะฉะนั้นเมื่อจองวันนี้ก็ 4 พันบาท มันแพงไป ก็เลยไปพรุ่งนี้ครับ เรื่องจริงครับ ก็เดินทางไปพรุ่งนี้เพื่อปราศรัยใหญ่ที่ทุ่งสง พี่น้องชาวใต้ก็คงไปพร้อมกันที่นั่นในวันพรุ่งนี้นะครับ ท่านนิพิฎฐ์ รองหัวหน้าพรรคภาคใต้จะเป็นเจ้าภาพจัดให้พวกเราได้มาพบกัน

 

ทั้งหมดที่พวกเราได้เห็นบรรดาน้องๆ ทั้ง 2 รุ่น คือผมหมายถึงน้องผมนะครับ คือรุ่น ส.ส. 4 ท่าน แล้วก็มารุ่นลูกหลานเราที่จบไปเมื่อสักครู่นี้ ก็เป็นความน่าประทับใจ สำหรับรุ่นน้อง 4 คนนั้น อยากจะเรียนกับท่านทั้งหลายว่า ถ้าเราได้ศึกษาประวัติ เราจะมีความรู้สึกภาคภูมิใจคนเหล่านี้ แม่เลี้ยงติ๊ก ศิริวรรณ (ปราศจากศัตรู) ท่านอิสระ สมชัย ท่านสาธิต (ปิตุเตชะ) ท่านชินวรณ์ (บุญยเกียรติ) คนเหล่านี้มีประสบการณ์สูง แม่เลี้ยงติ๊ก กับท่านอิสระ ครั้งหนึ่งเคยถูกทาบทามซื้อตัวด้วยราคาที่สูงมาก เรื่องจริงก็คือ ท่านทักษิณ คุณทักษิณเคยไปพบแม่เลี้ยงติ๊ก ขอให้ย้ายพรรค เงินก้อนหนึ่งและตำแหน่งด้วย แม่เลี้ยงติ๊กไม่ไป แพ้เลือกตั้ง เงินไม่ได้ เลือกตั้งก็แพ้ ดร.อิสระ มีการเสนอให้ในยุคหนึ่ง ถึง 4-50 ล้าน ท่านไม่ไป ผลเลือกตั้ง แพ้ครับ ไม่ได้ทั้งเงิน ไม่ได้ทั้งตำแหน่ง แต่พี่น้องชาวอุบลฯ เข้าใจ ดังนั้นต่อมาจึงสนับสนุนให้ท่านได้กลับมา คือประวัติเหล่านี้ยากที่คนภายนอกจะรู้ว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร เพราะนักการเมืองนั้นไม่ใช่ว่าจะมีความมั่นคงทุกคนนะครับ เมื่อมีวิกฤติเกิดขึ้นบางคนก็อยู่ไม่ได้ เมื่อสิ่งล่อใจหนักมาก ตอนแรกไม่ไปครับ แต่เมื่อข้อเสนอมากขึ้นๆ ในที่สุดก็หวั่นไหว เที่ยวนี้คนของเราถูกดูดไป 17 คน ที่น่าแปลกใจ คนที่มีสถานภาพพร้อมทุกอย่าง ยังไป

 

อันนี้เป็นเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกว่า คำว่าอุดมคติ เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ไม่ใช่จะมีทุกคน บางคนมีความรู้ มีความสามารถ มีฐานะ ขาดอย่างเดียว อุดมคติ ผมต้องกราบเรียนพี่น้องด้วยความเคารพว่า นี่คือสิ่งสำคัญยิ่ง

 

พิธีกรแนะนำ ท่านธนา (ชีรวินิจ) กับพี่น้องเมื่อสักครู่นี้ว่า ผมเป็นผู้แทนราษฎร จะครบ 50 ปี ความจริงอีก 2 วันครับ วันนี้วันที่ 8 พรุ่งนี้วันที่ 9 มะรืนนี้วันที่ 10 10 กุมภาพันธ์ 2512 ผมเป็นผู้แทนครั้งแรกครับ พี่น้องครับ เพราะฉะนั้นอีก 2 วัน ผมก็จะเป็นผู้แทนราษฎร 50 ปี ก็เลยทำให้ทำลายสถิติของสภาประเทศไทยไป คือเป็นผู้แทนราษฎร 15 สมัย ถือว่าอยู่นานที่สุด ไม่ใช่แก่ที่สุดนะครับ อยู่นานที่สุด (เสียงปรบมือ)

 

อันนี้ก็ต้องกราบเรียนพี่น้องด้วยความภาคภูมิใจว่า ที่จริงแล้วชีวิตเราไม่ได้เริ่มต้น หรือมีความพร้อมอย่างลูกหลาน น้องๆ เราเมื่อสักครู่นี้ บุคคลเหล่านี้มีการศึกษาสูง เรียนต่างประเทศเกือบทุกคนนะครับ แล้วก็พ่อแม่มีสถานภาพ มีเกียรติยศ มีความรู้ เป็นที่ยอมรับ เรามาจากครอบครัวต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมมาเป็นนักการเมือง ครอบครัวจริงๆ ผมก็คือลูกครูจัตวา พ่อเป็นครูชั้นจัตวาที่จังหวัดตรัง แม่ไม่เคยเรียนหนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แม่ถ้วน หลีกภัย แม่ค้าขายของในตลาดนัด อันนี้คือครอบครัวเรา

 

แต่ทำไมผมมายืนอยู่จุดนี้ ผมสนใจปัญหาของชาวบ้าน ผมตั้งใจตั้งแต่เด็ก สนใจการเมือง พ่ออยากให้ผมรับราชการ เป็นผู้พิพากษา แม่ยังไม่รู้หรอกครับ เป็นอะไรก็ได้ เพราะแม่ไม่มีความรู้เรื่องหนังสือ ผมมาเรียนกรุงเทพฯ เหมือนคนไทยไปเรียนเมืองนอก ญาติพี่น้องไม่มี ต้องอาศัยวัด ผมเป็นหนี้บุญคุณศาสนาพุทธมาก เป็นหนี้บุญคุณพระศาสนา เป็นหนี้บุญคุณพระ เพราะถ้าไม่มีวัด ผมนึกไม่ออกว่าผมจะอยู่เรียนหนังสือได้อย่างไร ในเมื่อพ่อมีเงินเดือน 5-600 บาท มีลูก 8 คน ทุกคนจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย มีคนเดียวคือพี่ชายคนที่ 2 ที่ต้องเสียสละทำงานให้กับแม่เพื่อเราน้องๆ จะได้เรียนหนังสือ ฉะนั้นผมก็ต้องหาทางออกก็คือการอาศัยวัด

 

แต่ว่ามันไม่ใช่ง่ายครับ ที่คนหนึ่งจะขอวัดอยู่โดยไม่รู้จักกับท่านเลย ไปวัดไหนท่านก็ไม่รับ ไปวัด หลวงพ่อก็ถามคำเดียวใครฝากมา บอกมาเองครับ เออ มาเอง ไม่มีห้องให้อยู่ ไปวัดไหนก็ไม่รับ ไปวัดอนงคาราม วัดอนงก็ไม่มีที่ให้อยู่ ฝากต่อไป แต่ในที่สุด วัดสุดท้ายคือ
วัดอัมรินทราราม หรือวัดบางหว้าน้อย หลวงพี่ท่านก็บอกไม่มีที่ให้นอน กุฏิเล็กๆ อย่างนี้ เอ็งจะอยู่ที่ไหน แต่บังเอิญท่านถามว่าผมชื่ออะไร ผมบอกชื่อชวนครับ ชวน หลีกภัย พระท่านบอกว่า “ไอ้ห่า เอ็งชื่อเหมือนข้านี่หว่า” พระชวน สงวนวงศ์ครับ ชื่อนั้นสำคัญไฉนนะครับ

 

ชื่อนั้นสำคัญไฉน ก็สำคัญสำหรับผม เพราะว่าในที่สุด เพราะชื่อนี้แหละ ได้อยู่วัด ได้เรียนจนจบธรรมศาสตร์ ความจริงผมเรียนเตรียม มหาวิทยาลัยศิลปากร หรือปัจจุบันนี้คือวิทยาลัยช่างศิลป์นะครับ ผมเรียนที่นั่นจนจบ แล้วก็สอบ ม.8 ได้ระหว่างเรียนเตรียมปีที่ 1 จึงเข้าเรียนธรรมศาสตร์ จบธรรมศาสตร์แล้ว ก่อนจบก็เริ่มว่าความนะครับ เพื่อหาเงินเลี้ยงน้อง น้องขึ้นมาเรียนต่อ เราก็หาเงินว่าความ คดีละพัน สองพันบาท เพื่อส่งน้องให้เรียนหนังสือ เมื่อสำเร็จเป็นเนติบัณฑิต ผมเป็น 1 ใน 115 คนรุ่นนั้น ที่ตัดสินใจ เพื่อนไปเป็นผู้พิพากษาเกือบทั้งหมดครับเป็นอัยการ ผมตัดสินใจ 1 คนในรุ่น ขอไปสมัครผู้แทนราษฎร

 

ความจริงอยากจะกราบเรียนพี่น้องว่า ผู้หวังดีทั้งหลายก็ได้เตือนนะครับ ผู้หลักผู้ใหญ่ทำไมชวน คิดสั้น คือมันไม่มีอนาคต รัฐมนตรีปี 2511 ห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรี แต่ผมตัดสินใจว่าผมอยากเป็นผู้แทนราษฎร ผมอยากพูดแทนชาวบ้าน ทำไมบ้านผมต้องกินข้าวสารแพง ทำไมเจ็บป่วยต้องมาศิริราช ทำไม ทำไม ทำไม

 

สำหรับเด็กบ้านนอก มีทางเดียวที่จะช่วยชาวบ้าน คือต้องไปร้องเรียน ไปพูดในสภา สมัยนั้น และสมัยนี้เขาห้ามผู้พิพากษาย้ายกลับภูมิลำเนาเดิมของตัวเอง และของภรรยา ดังนั้นถ้าผมจะเป็นผู้พิพากษาผมก็จะไม่สามารถกลับบ้านได้ และผมจะช่วยประชาชนได้เฉพาะคดีที่ผมตัดสินเท่านั้น ให้ความเป็นธรรม แต่ถ้าผมมีโอกาสเป็นผู้แทนราษฎร ออกกฎหมายได้ฉบับหนึ่ง ใช้ได้ทั้งประเทศ ออกนโยบายซักเรื่องหนึ่งประชาชนได้ทั้งประเทศ ตัดสินใจ ตัดสินใจฝืนใจ ฝืนความรู้สึกของพ่อที่อยากให้เป็นผู้พิพากษา ท่านเป็นชั้นจัตวา อยากเห็นลูกเป็นชั้นเอก อาชีพเดียวสมัยนั้นที่แน่นอนในชีวิตว่าเป็นชั้นเอก คือผู้พิพากษา เพราะเขาบรรจุชั้นโทเต็มขั้น ไม่กี่ปีก็จะเป็นชั้นเอก ในต่างจังหวัดจะมีชั้นพิเศษก็คือ หัวหน้าศาล และผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดใหญ่ที่มีทั้งภาคก็จะมีอธิบดี นั่นคือสภาพในขณะนั้น

 

โชคดีครับที่แม้ตอนแรกพรรคฯ ไม่รับผม เพราะส่งคนไปสอบประวัติไม่มีใครรู้จัก แต่ว่าในที่สุดคนที่พรรคฯ รับไว้ถอนตัว เพราะขอเงินพรรคฯ แล้วพรรคฯ ไม่ให้เงิน ผมก็เลยไปสวมที่แทนท่าน และในที่สุดผมก็ได้รับความสนับสนุนจากพี่น้องชาวตรัง ได้รับเลือกตั้งเป็นที่ 1 เมื่อปี 2512 นะครับ และเป็นต่อมา แล้วก็เป็นต่อมาจนในที่สุดวันหนึ่ง พรรคฯ สนับสนุนผมนะครับ หลังจากใช้เวลาพิสูจน์ 22 ปี สมาชิกก็สนับสนุนให้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค เมื่อปี 2534 การเป็นหัวหน้าพรรคในประชาธิปัตย์ ต้องแข่งขันครับ

 

เขาสู้กันด้วยความดี ผมแข่งขันกับบุคคลที่เก่งที่สุด ดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย คือท่านมารุต บุนนาค แต่สมาชิกเห็นว่าผมน่าจะเหมาะกว่า ผมจึงต้องกราบเรียนพี่มารุต ขอเชิญท่านซึ่งแพ้ผมไปกลับมาร่วมเป็นรองหัวหน้าพรรค แล้วต่อมาท่านมารุตก็ได้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร อันนี้คือการแข่งขันในเชิงสร้างสรรค์ คัดคนดี กรองคนดี คนเก่งที่พรรคฯ ยอมรับ ไม่ใช่ใครก็ขึ้นมาได้ ไม่ใช่ใครก็สามารถที่จะใช้เงิน ใช้อำนาจ แล้วขึ้นมาหัวหน้าพรรคได้ ต้องพิสูจน์ ผมก็ทำหน้าที่ในฐานะหัวหน้าพรรค คนแรกที่ไปกราบคือ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ท่านก็ให้พร ท่านเป็นทั้งอาจารย์ เป็นทั้งหัวหน้าพรรค

 

เมื่อผมเป็น ส.ส. สมัยแรก ถือว่าผมเป็นคนหนุ่มในสมัยนั้น โชคดีครับ ได้อยู่กับท่านเหล่านี้ ได้เรียนรู้ชีวิตของคนสำคัญของประเทศเหล่านี้ เดินทางไปอีสาน ไปภาคต่างๆ กับท่าน ท่านนั่งข้างหลัง ผมนั่งรถคู่กับคนขับ ได้เรียนรู้ความคิด ความอ่านท่าน ผมจึงเข้าใจปัญหาบ้านเมือง ไม่ใช่ผมเป็นคนหนุ่มยุคนั้นที่ไม่เข้าใจอดีต ผมเรียนรู้อดีต และผมรู้ว่าบ้านเมืองนั้นต้องอาศัยทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตก็ขึ้นอยู่กับปัจจุบัน และอดีต

 

ดังนั้นความจำเป็นอันนี้ก็สอนรุ่นลูกหลานน้องๆ ว่า อย่ามองข้ามอดีต อย่ามองข้ามคนรุ่นพ่อแม่เรา เพราะถ้าไม่มีเขาไม่มีเรา ใช่มั้ยครับพี่น้องครับ นี่คือความสำคัญของอดีต และเมื่อผมมาทำหน้าที่เป็นนักการเมือง แน่นอนที่สุดว่า ผมตระหนักถึงภารกิจ และใช้ชีวิตจริงในอดีตมาเป็นส่วนหนึ่งของความคิด ทำไมเราต้องมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ เพราะเราไม่มีที่เรียนในต่างจังหวัด

 

ผมจบ ม.6 ม.7 ม.8 ต้องไปเรียนสงขลา ต้องไปเรียนนคร(ศรีธรรมราช) หรือเข้ากรุงเทพฯ ทำไมบ้านเราไม่มี ทำไมบ้านเราเจ็บป่วยถึงที่สุดต้องไปศิริราช นั่นไม่ใช่ความผิดของใคร แต่มันคืออดีตที่บ้านเมืองมีความพร้อมเพียงแค่นั้น ไม่ใช่ความผิดของใคร แต่ในใจของคนรุ่นเราขณะนั้น อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงที่มากกว่านี้ ความจริงแล้วคนรุ่นก่อนเขาไม่ผิดพลาดหรอกครับ เขามีเงินเท่านั้น งบประมาณมีเท่านั้น จะสร้างอะไรในต่างจังหวัด มหาวิทยาลัยก็มีแถวนี้อยู่ที่เดียว มี 4-5 แห่งเท่านั้น ไม่มีสงขลานครินทร์ ไม่มีขอนแก่น ไม่มีเชียงใหม่ ไม่มีบูรพา ไม่มีนเรศวร ไม่มีที่ทั้งสิ้น

 

ดังนั้นเมื่อเรามีโอกาส ทำอย่างไรให้สิ่งนี้เกิดขึ้นในต่างจังหวัด ผมพูดเรื่องนี้ เพราะผมมาพูดในบริเวณมหาวิทยาลัยว่า เมื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 3 ปีในขณะนั้น สิ่งแรกที่ต้องคิด ให้โอกาสลูกหลานชาวบ้านได้เรียนให้มากที่สุด เราเป็นผู้แทนได้ เพราะเราบังเอิญได้เรียน เราไม่ได้มีอะไรเหนือไปกว่าชาวบ้าน พ่อแม่เราก็ชาวบ้าน แต่เพราะเรามีโอกาสได้เรียน เราจึงมีความรู้พอที่จะทำงานเพื่อพี่น้องได้

 

ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงขยายโรงเรียนมัธยม ขณะนั้นคนจบประถม เรียน ม.1 ไม่เกินร้อยละ 42 แถวภาคอีสานของพี่น้องจังหวัดสุรินทร์ แถวศรีสะเกษ สุรินทร์ คนจบประถม เรียน ม.1 ไม่เกินร้อยละ 19 ร้อยละ 21 ผมจำได้ดีครับ เราจึงขยายไปทั่วประเทศ นั่นคือโอกาสเบื้องต้น

 

โชคดีพี่น้องครับ ได้มีโอกาสมาทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงได้คิดสิ่งที่มีความพร้อมมากกว่าเดิม ผมเข้ามาเป็นนายกฯ เมื่องบประมาณแผ่นดินมีประมาณ 6 แสนกว่าล้านบาทต่อปี วันนี้เงินงบประมาณแผ่นดินมีประมาณ 3 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะนั้น 6 แสนกว่าล้านบาทต่อปี คิดอะไร สิ่งแรก เชื่ออะไร เชื่อเรื่องคน บ้านเมืองจะเจริญได้ต้องคน ถึงจะมีทรัพยากรแผ่นดินไม่มากนัก แต่ถ้าคนมีความสามารถ คนดี คนเก่ง เราพัฒนาไปได้ไกล ดังนั้นเมื่อเราเชื่ออย่างนี้ต้องทำให้คนของเรามีศักยภาพให้ได้ จึงทำเรื่องการศึกษาโดยเฉพาะ

 

ผมให้เด็กได้ดื่มนม ผมเริ่มต้นด้วยการให้เด็กของเราอนุบาล 1 อนุบาล 2 อนุบาล 3 ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ได้ดื่มนมสด เชิญงบประมาณมาคุยเมื่อเป็นนายกฯ ท่านผู้อำนวยการคิดดูตัวเลขหน่อยเถอะ ถ้าให้เด็กทั่วประเทศได้ดื่มนมสดใช้เงินเท่าไหร่ ท่านผู้อำนวยการก็กรุณาไปทำมาให้ ประมาณกี่พันล้านบาท ขณะนั้นงบมีไม่มาก แต่ตัดสินใจว่าต้องให้

 

พี่น้องครับ เด็กของเราได้ดื่มนมตั้งแต่อนุบาล 1 อนุบาล 2 อนุบาล 3 ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ตลอดมา จนวันหนึ่ง คุณอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้เพิ่มจาก ป.4 เป็น ป.5 ป.6 ทุกวันนี้เด็กของเราได้ดื่มนมตั้งแต่อนุบาล ถึง ป.6 ครับ พี่น้องครับ

 

ผลคืออะไร วันหนึ่งผมไปงานศพ คุณหมอคนหนึ่งท่านบอกว่า นายกฯ ชวน รู้มั้ยว่านโยบายกินนมของคุณนะ มันทำให้คนไทยสูงขึ้น 11 เซนติเมตรนะ ผมบอกผมไม่ทราบเลยคุณหมอ บังเอิญไม่มีเวลาคุยรายละเอียดนะครับ แต่แน่ๆ ระหว่างที่ ดร.กสมา เป็นเลขาธิการสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ ท่านยอมรับกับผม บอกท่านว่า ผลจากนโยบายกินนม ทำให้เด็กโตขึ้น สรีระดีขึ้น กระโปรงกางเกง เสื้อเบอร์ 1 ขายไม่ออกแล้ว อายุนั้นต้องใช้เบอร์ 2 เบอร์ 3 ผมเป็นคนที่ไม่ฟังอะไรแล้วเชื่อ วิ่งไปที่องค์การค้าครุสภา ไปถามเจ้าหน้าที่ขอดูเสื้อกระโปรง กางเกง เบอร์ 1 เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า เหลือเฟือเลยครับ ขายไม่ออก เพราะเด็กอายุที่เคยใช้นั้น เปลี่ยนเป็นเบอร์ 2 เบอร์ 3 นี่คือความเปลี่ยนแปลงชัดเจนในร่างกาย สรีระ แต่สมอง แน่นอนต้องเปลี่ยน

 

แต่สิ่งที่ไม่นึก แต่หมอเป็นคนบอกผมว่า นายกฯ รู้มั้ย วันหน้าเด็กเหล่านี้โตเป็นผู้สูงอายุ เขาจะไม่เป็นกระดูกผุ กระดูกบาง นี่คือสิ่งที่ความรู้ผมไม่มี นี่คือการได้แคลเซียม นี่คือเรื่องสุขภาพอนามัย แต่ยิ่งกว่านั้น เราก็ทำอย่างไร เมื่อเรากระจายมหาวิทยาลัยไปทั่วพอสมควร ยุคผมเป็นนายกฯ สร้างใหม่ 11 จังหวัด โดยใช้มาตรการทางนโยบายไม่เพิ่มเงิน ไม่เพิ่มงบประมาณมากเกินไป คือให้มีมหาวิทยาลัยแม่ดูแล เช่น สงขลานครินทร์ ดูแลสุราษฎร์ ดูแลตรัง เช่นมหาวิทยาลัยนเรศวร ดูแลมหาวิทยาลัยพะเยา เช่นมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ดูแลสกลนครเป็นต้น อันนี้เป็นตัวอย่าง แต่รวมแล้ว 11 จังหวัด ขอนแก่นดูแลที่ไหน มหิดลดูแลกาญจนบุรี ศิลปากรดูแลราชบุรี เพชรบุรี เหล่านี้คือนโยบาย คือการไม่ตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมาใหม่ เพราะจะใช้เงินมหาศาล ไม่มีเงิน แต่การทำอย่างนี้จะทำให้มหาวิทยาลัยใหม่ขึ้นมา โดยมีแม่ดูแล

 

แพร่ ได้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ดูแล และผมก็ไปเยี่ยมทุกแห่งครับ เพราะภูมิใจว่าบัดนี้ทุกแห่งไปได้ดี สามารถให้โอกาสแก่ลูกหลานเราไม่ต้องเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เรียนในพื้นที่ แต่พี่น้องครับ แม้จะมีมหาวิทยาลัยอยู่ประตูบ้าน ถ้าพ่อแม่ไม่มีเงิน เขาเรียนไม่ได้ครับ จะเข้าราชภัฎ ก็ต้องมีเงิน จะเข้ามหาวิทยาลัยทั่วไปก็ต้องมีเงิน เข้าเอกชนก็ต้องมีเงิน

 

ดังนั้นนโยบายกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา จึงได้เกิดขึ้นในปี 2538 โดยออกเป็นกฎหมายงบประมาณปี 2539 ผมยุบสภาปี 38 เมื่อมีวิกฤติเรื่อง สปก. 4-01 พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว หลังจากอยู่บริหารมา 2 ปี 8 เดือนกว่า ยุบสภา งบประมาณที่ตั้งเอาไว้ รัฐบาลต่อมา ท่านบรรหารมาเป็นต่อ เราตั้งไว้ 4 พันล้านบาท ท่านก็ยอมรับ ตัดไป 1 พันล้าน เหลือ 3 พันล้าน จุดเริ่มต้นคืองบประมาณปี 39 ที่ประชาธิปัตย์ตั้งไว้ 4 พันล้านบาท แม้จะถูกตัดไป 1 พันล้านบาท เหลือ 3 พันล้านบาท แต่นั่นคือจุดนับหนึ่งของกองทุนกู้ยืมเพื่อเด็กจนทุกวันนี้

 

บัดนี้ เด็กไทยได้กู้ยืมเรียนแล้ว 5 ล้านกว่าคนครับ งบประมาณ 5 แสนกว่าล้านบาท เฉพาะที่นี่ผมดูตัวเลขก่อนที่จะมานะครับ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มหาวิทยาลัยเอกชนได้อาศัยงบประมาณส่วนนี้แหละครับ ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถยืนหยัดอยู่ได้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีมีจำนวนนักศึกษากู้ยืมทั้งหมด 25,332 ราย โดยงบประมาณที่กู้ยืมไปทั้งหมด 5,618 ล้านบาท นี่คือผลประโยชน์ที่ลูกพี่น้องได้รับ แม้กระทั่งในห้องนี้ และแม้กระทั่งพี่น้องที่ฟังอยู่ขณะนี้ในทั่วประเทศ ผมเชื่อว่าท่านมีลูกหลานที่ได้ใช้สิทธิ์ในการกู้ยืมเรียน เราได้ให้สิทธิ์สูงสุดคือภาคอีสานของพี่น้อง รองลงมาก็คือภาคกลาง ภาคเหนือ แล้วต่ำสุดก็คือภาคใต้ ไม่ถึง 1 ล้านคน

 

อันนี้คือสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับพี่น้องทั่วประเทศ เพราะในที่สุดลูกหลานเราเหล่านี้ได้จบการศึกษา บัดนี้ได้ผ่านมาเป็นเวลาตั้งแต่ปี 2539 ถึงบัดนี้ พี่น้องคิดดูสิครับ คนเหล่านี้ได้จบการศึกษาออกไปเท่าไหร่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ขอกราบฝากพี่น้องก็คือ ลูกหลาน พ่อแม่ ผู้ปกครองคนใดที่กู้ยืม ได้งานทำแล้ว ขอความกรุณา ผมช่วยพูดให้กองทุนกู้ยืม กรุณาคืนเงินด้วย เพราะเงินนี้เมื่อคืนไปแล้วไปไหนครับ ให้น้องเขาได้เรียนต่อไป บางทีเงินที่คืนไปนี้แหละ จะทำให้ลูกของคนที่ได้กู้ยืมตอนแรกได้เรียนต่อ พี่น้องเห็นด้วยมั้ยครับ นี่คือสิ่งที่จะต้องขอความสนับสนุนจากพี่น้องทั่วประเทศ

 

ผมต้องพูดเรื่องนี้ เพราะผมทราบว่ามีบางแห่ง ยุเด็กไม่ให้คืน อันนี้ผิดนะครับ ผิดมากเลย เพราะต่อให้เขาจบปริญญาเอก แต่ถ้าเขาไม่คืนเงินที่เขากู้ยืม เท่ากับเขาโกงเงินของรัฐ อย่างนี้เราไม่สร้างคนดี เราสร้างคนมีความรู้แต่ไม่ดี ประเทศเราไปไม่รอดครับ เราต้องการทั้งคนดี และคนมีความรู้

 

ผมจำได้ท่านองคมนตรี นพ.เกษม (วัฒนชัย) ท่านพูดเรื่องนี้กับผมในงานศพว่า ท่านได้รับมอบหมายจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำโครงการสร้างคนดี ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับว่าเราจะต้องทำให้เยาวชนของเราที่ได้รับประโยชน์จากกองทุนกู้ยืม เป็นคนดี ขอแรงสนับสนุนจากพี่น้องทุกคน แต่สำหรับนักศึกษา ครอบครัวที่ยังไม่มีงานทำ ขอแสดงความเห็นใจอย่างยิ่ง และผมเห็นว่า รัฐบาลจะต้องหาทางช่วยเหลือต่อไป เพราะนั่นคือสิ่งที่ไม่มีเจตนาจะโกง แต่ติดขัดด้วยความขัดสน ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราจะต้องหาทางช่วยเหลือต่อไป

 

พี่น้องครับ ก่อนขึ้นมาเมื่อสักครู่นี้ ผมก็นั่งคุยกับพี่น้องตรงนี้ ได้มีโอกาสถาม ได้พบพี่เอกฉัตร อายุ 64 ปี พี่สมศรี อายุ 67 ปี และพี่อารยา อายุ 70 ปี ได้ถามว่าอายุเท่าไหร่ ได้เบี้ยผู้สูงอายุมั้ย – ได้ ได้คนละเท่าไหร่ 600 บาท เบี้ยผู้สูงอายุมาอย่างไร ไม่มีใครติดตาม ขออนุญาตนิดเดียวครับ เบี้ยผู้สูงอายุเริ่มเมื่อผมเป็นนายกฯ ครั้งแรก

 

ให้คนละเท่าไหร่ครับ 200 บาท อย่างที่กราบเรียนแล้วว่า งบประมาณสมัยนั้นมีน้อย ให้ 200 บาท เฉพาะผู้สูงอายุที่มีฐานะลำบาก ลูกหลานทิ้ง หรือยากลำบาก เพราะไม่มีเงินมากกว่านี้ มีข้อครหาว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้านบางท่าน เลือกปฏิบัติเอาญาติตัวเองได้ ชาวบ้านไม่ได้ เขาบ่นกัน แต่ด้วยข้อจำกัดงบประมาณเราให้ได้ 200 บาท จนผมเป็นครบ 2 ปี 8 เดือน ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ แพ้พรรคชาติไทยของพี่บรรหาร ท่านมาเป็นต่อจากผมอีกประมาณเกือบปีนะครับ เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุมั้ยครับ ไม่เลย ไม่เพิ่มให้สักบาท 200 เท่าเดิม

 

เลือกตั้งใหม่ ด้วยความเชื่อมั่นว่าเราชนะแน่ ผลเลือกตั้งคะแนนเท่ากัน เลือกไปเลือกมา นับคะแนนไปนับคะแนนมา ไฟดับที่ปทุมธานี ผีออกเลยครับ แพ้ 2 เสียง เราได้ 123 พรรคความหวังใหม่ได้ 125 บังเอิญเรามีเสียงมากกว่าในหมู่พรรคร่วมที่จะหนุนผมเป็นนายกฯ ต่อ เพราะเชื่อว่าผมชนะแน่ปีนั้น เพราะผมกล้าประกาศว่า ใครได้ที่ 1 คนนั้นตั้งรัฐบาล ผมพูดอย่างนั้นไปแล้ว พอผลเลือกตั้งออกมา แพ้ 2 เสียง แต่เสียงมีมากกว่าที่จะเป็นนายกฯ ถ้าจะเป็นนายกฯ พรรคร่วมถึงผมอยู่แล้ว ระหว่างเป็นนายกฯ กับรักษาคำพูด พี่น้องเอาอะไรครับ ผมเอารักษาคำพูดครับพี่น้องครับ

 

ตัดสินใจบอกพรรคร่วมที่หนุนผม ไปช่วยพี่จิ๋วเถอะ ไปช่วยเป็นรัฐบาลร่วมให้ท่านตั้งรัฐบาลได้ ผมจะเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภา เพราะพูดไปแล้ว ชีวิตเรารักษาคำพูดเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ท่านพล.อ.ชวลิต จึงเป็นนายกฯ แล้วท่านก็ประสบภาวะวิกฤติต้มยำกุ้ง คือวิกฤติเศรษฐกิจที่เราเรียกว่าต้มยำกุ้ง เพราะบ้านเราอาหารที่มีชื่อที่สุดก็คือต้มยำ ฝรั่งก็เลยเรียกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง เหมือนวิกฤติในอเมริกา เขาเรียกวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เหมือนวิกฤติในเกาหลีเขาก็เรียกวิกฤติกิมจิ อันนี้คือผลที่เกิดขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่นพี่น้องครับ ความไม่พร้อมของรัฐบาล การไม่มีมืออาชีพที่รู้เรื่องดีพอมาแก้ปัญหานั้น ไม่ใช่ง่ายเลยครับ ในที่สุดท่านก็ประสบวิกฤติอย่างที่กล่าวแล้ว พล.อ.ชวลิต ก็ลาออก โดยคิดว่าประเทศไทยเหมือนคนป่วย ตายแน่นอนแล้ว เมื่อท่านลาออก เสียงที่ 2 ประชาธิปัตย์ก็เป็นสิทธิ์ตั้งรัฐบาล แล้วเสียงส่วนใหญ่ก็ยกมือโดยลงชื่อหนุนให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรีพอดี ไม่มีเวลาเล่านะครับ พอดีเกิดใช้รัฐธรรมนูญปี 40 นายกฯ ต้องมาจากเลือกตั้ง ผมจึงกลับมาเป็นนายกฯ ครั้งที่ 2 แต่ได้พูดไว้ว่า มาต่อจากท่านพล.อ.ชวลิต เหลือเวลาต้องทำงานต่ออีก 3 ปี จะอยู่ไม่ครบ รัฐบาลบริหารประเทศมาจนอีก 7 วันครบ 4 ปีสภา ผมยุบสภา เพราะผมพูดไว้ว่า จะอยู่ไม่ครบ เห็นมั้ยครับ ผมเป็นคนรักษาคำพูดขนาดไหน 7 วันก็เอาครับ

 

แต่ที่จะเล่าให้พี่น้องก็คือ เมื่อกลับมาเป็นนายกฯ ครั้งที่ 2 นี้ได้เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ แม้งบประมาณจะลดลงด้วยวิกฤติตอนนั้นยกเลิกหลายอย่างนะครับ ผมต้องบินไปอเมริกา เจรจากับคลินตัน ขอยกเลิกการซื้อเครื่องบิน F18A ให้กองทัพอากาศ เป็นหมื่นๆ ล้านไม่มีเงินจ่าย ไปขอร้องประธานาธิบดี ประธานาธิบดีเชิญผมไปเลยนะครับ เขายกเลิกให้ ขออนุมัติสภาสหรัฐฯ ยกเลิกให้ประเทศไทย ประธานาธิบดีประกาศขอให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรก และประเทศสุดท้ายที่ใช้วิธีนี้ และเราก็ขออย่าคิดค่าปรับ เขาก็ยกเลิกให้ วันสุดท้ายก่อนกลับ ผมพบรัฐมนตรีกลาโหม ขอพูดกับเขาตรงๆ เหมือนได้คืบเอาศอก บัดนี้จะกลับแล้ว สหรัฐฯ ให้ทุกอย่างแล้ว ยกเลิกสัญญาให้แล้วไม่คิดค่าปรับแล้ว ขอสุดท้ายขอคืนมัดจำ เพราะมันหลายพันล้าน เขาให้หมดครับ มัดจำคืนด้วย ยุทธปัจจัยไม่ต้องจ่ายเงิน ที่เราซื้อเขามา

 

แต่แม้จะมีวิกฤติอย่างนี้ เราเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุอีก 100 บาท เป็น 300 นี่คือที่มา 300 หลังจากนั้นเลือกตั้งใหม่ปี 44 เราแพ้คุณทักษิณ พรรคไทยรักไทย เป็นรัฐบาล 4 ปี ขอเพิ่มเงินเบี้ยผู้สูงอายุจาก 300 บาทของประชาธิปัตย์เป็นเท่าไหร่ครับ ไม่ครับ ไม่เพิ่มเลยแม้แต่บาทเดียวครับ

 

เลือกตั้งใหม่เราแพ้อีก เขาเพิ่มเป็นเท่าไหร่ครับ เบี้ยผู้สูงอายุยังคง 300 บาทเท่าเดิม จนวันที่ 17 กันยายน มีการยึดอำนาจของคณะทหาร ทำให้คุณทักษิณพ้นอำนาจไป ผลการยึดอำนาจนี้เขาตั้งนายกฯ คนใหม่คือ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ พล.อ.สนธิ เอาพล.อ.สุรยุทธมาเป็นนายกฯ เบี้ยผู้สูงอายุจึงได้เพิ่มตอน พล.อ.สุรยุทธ เป็นนายกฯ จาก 300 เป็น 500 ครับ นี่คือที่มาของ 500

 

แต่ด้วยนโยบายนี้มันเป็นประโยชน์กับพี่น้อง จากวิสัยทัศน์ของพวกเราที่มีมาในอดีต รัฐบาลทุกชุดก็เลยไม่กล้ายกเลิกเพียงแต่ไม่เพิ่มให้ แต่ต่อไปนี้พี่น้องครับ ถ้าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ท่านอภิสิทธิ์ประกาศชัดเจนแล้ว เมื่อเป็นผู้สูงอายุเริ่มต้นด้วย 1,000 บาท ไม่ใช่ 500 แล้วครับ ไม่ใช่ 500 ครับ แล้วท่านก็ประกาศไปแล้วว่า อสม. ทั่วประเทศ ที่ท่านเองเป็นคนเริ่มให้ 600 บาท ถ้าท่านเป็นรัฐบาลท่านจะเพิ่มให้ 1,200 บาท

 

ผมต้องกราบเรียนพี่น้องด้วยความเคารพว่า สิ่งอะไรก็ตามที่พูดไปตามนั้น ต้องพูดในวิสัยที่ทำได้ ที่ผมรู้ว่าท่านทำได้เพราะอะไร เพราะเมื่อผมเป็นนายกฯ มีงบประมาณแผ่นดินแสนกว่าล้าน บัดนี้ 3 ล้านล้าน การเพิ่มจาก 6 แสนล้าน เป็น 3 ล้านล้าน พี่น้องลองคูณซิกี่เท่า มันไม่มากเกินไปที่จะเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1 พันบาททุกคน

 

ข้อสำคัญท่านอภิสิทธิ์เป็นคนแก้ไขระเบียบ ไม่ใช่ผู้สูงอายุที่จนอย่างเดียว ผู้สูงอายุทุกคนมีสิทธิ์ได้หมด รวมทั้งผมด้วยพี่น้องครับ เพียงแต่เราไม่เอา และผมเห็นด้วย ผมเห็นรัฐบาลชุดนี้ตอนหลัง พยายามเรียกร้องว่า ใครที่เป็นผู้สูงอายุมีฐานะ คืนให้รัฐบาลเพื่อไปช่วยผู้สูงอายุที่จนกว่า ผมเห็นด้วยนะครับ ผมเห็นด้วย และผมว่าอะไรที่ดี เราต้องสนับสนุน ที่พูดอย่างนี้เพราะประเทศเรามีวิกฤติในบางเรื่องเนื่องจากรัฐบาลต่อมามองว่านี่เป็นนโยบายรัฐบาลเก่าอย่าไปทำ

 

เราเป็นรัฐบาลที่เริ่มวางหมุดรถไฟรางคู่ ผมเป็นคนปักหมุด ผมได้เหรียญทองกับการรถไฟฯ พร้อมกับ พ.อ.วินัย (สมพงษ์) คนละ 1 เหรียญ เพราะการรถไฟฯ บอกว่านับแต่ ร.5 เป็นต้นมาไม่เคยมีดำริคิดความก้าวหน้ารถไฟเท่ากับการที่ปักหมุดเพื่อทำรถไฟรางคู่ เป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุด ได้เหรียญทองไว้คนละ 1 เหรียญ แต่ที่อยากกราบเรียนพี่น้องก็คือว่า เนื่องจากเมื่อพ้นเราไปแล้ว พอเป็นรัฐบาลของคุณทักษิณ เขาก็ถือนโยบายเก่าของรัฐบาลเดิม เขาไม่มีความพยายามในการสานต่อ จนกระทั่งคุณอภิสิทธิ์กลับมาจึงได้พยายามทำต่อ รัฐบาลชุดนี้ก็ยอมรับทำต่อ

 

ผมเล่าเรื่องเหล่านี้ให้พี่น้องฟังเพียงได้แค่นี้เอง ด้วยเวลาที่จำกัด แต่ขอกราบเรียนท่านทั้งหลายว่า ผมโชคดีที่ได้มาอยู่พรรคนี้ เหมือนน้องๆ ทุกคนที่มาอยู่พรรคนี้ เพราะพรรคนี้เขาไม่เลือกปฏิบัติ ความไม่เลือกปฏิบัติทำให้อยู่ในวิญญาณของเราที่บริหารบ้านเมืองว่า พี่น้องอีสาน พี่น้องภาคเหนือ พี่น้องภาคกลาง พี่น้องภาคใต้ เมื่อเราเป็นนายกฯ ท่านจะได้รับการปฏิบัติจากประชาธิปัตย์และพวกเราเท่าเทียมกันครับพี่น้องครับ

 

พูดเรื่องนี้เจ็บปวด เจ็บปวดเพราะพรุ่งนี้ผมจะไปบอกพี่น้องชาวภาคใต้ว่า สมัยคุณทักษิณเขาแกล้งท่านอย่างไร สมัยคุณยิ่งลักษณ์แกล้งพี่น้องชาวใต้อย่างไร เรื่องนี้เวลาไม่ดูของจริงจะไม่มีใครเชื่อ เป็นไปได้เหรอนี่ เราทำถนนสี่ช่องจราจรทั่วประเทศ ผมเป็นนายกฯ บอกต่อไปนี้ไม่ใช่ตัดถนนเข้าบ้านนายกฯ นะ ต้องตัดถนนไปทั่งประเทศ ท่านเจ้าคุณวัดมหาธาตุที่นครศรีธรรมราชให้พรผม คุณชวน ไปเป็นนายกฯ นะ “สีเลนะ สีเลนะ” สีเลนะคือทำถนนสี่เลน ไม่เคยรู้ว่าภาษาบาลีแปลอย่างนี้ครับ

 

ผมบอกหลวงพ่อ ตรงมาแล้วผมขึ้นเป็นนายกฯ พ.อ.วินัย เป็นรัฐมนตรีคมนาคม ผมเป็นนายกฯ ครั้งที่ 2 คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรัฐมนตรีคมนาคม เราทำถนนเหนือสุดสี่ช่องจราจรถึงเชียงราย อีสานสุดถึงหนองคาย ใต้สุดถึงสุไหงโกลก ตะวันออกสุดถึงตราด ไม่เลือกปฏิบัติว่าทำเฉพาะบ้านนายกฯ หรือทำเฉพาะบ้านรัฐมนตรีคลัง หรือคมนาคม นี่คือวิญญาณความเท่าเทียมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีต่อพี่น้องประชาชนครับพี่น้องครับ

 

แต่ระบบทักษิณ เขาไม่ทำกับเราอย่างที่เราทำกับเขา อย่างที่เรายุติธรรม เขาแกล้ง เขาโกรธที่ไม่เลือกเขา เขาก็ประกาศจะพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกไทยรักไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ทีหลังคืออะไรครับ ไม่มีงบประมาณแล้วครับ ถนนภาคใต้จึงเลวที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น ไม่ซ่อม ผมต้องขอให้ข้าราชการระดับ 10 ช่วยค้นดูว่าทำไมไม่ซ่อม แล้วที่ซ่อมไปให้งบประมาณเท่าไหร่

 

ผมโทรศัพท์ไปคุยกับอธิบดีกรมทางหลวง ปี 57 หลังจากยึดอำนาจ ท่านอธิบดีครับ ท่านไม่ทราบเหรอครับ ถนนภาคใต้นี่เลวที่สุด อยากจะบอกว่าเลวที่สุดในอาเซียน ท่านบอกทราบครับท่านครับ ผมบอกทราบแล้วทำไมท่านปล่อยอย่างนี้ ทำไมท่านไม่ดูแล ไม่ซ่อม ท่านบอกว่าไงครับ ทำไม่ได้ครับ ถ้าทำก็ย้ายครับ

 

ผมบอกว่า เราร้องเรียนรัฐมนตรีชัชชาติ รัฐมนตรีชัชชาติไปดูแล้ว รับปากว่าจะแก้ไขให้ อธิบดีบอกว่ารัฐมนตรีไม่มีผลอะไรหรอกครับ ทำไมล่ะ เขาตั้งทีมมาต่างหากเพื่อดูว่าจัดงบลงไปซ่อมภาคใต้มั้ย ถ้าจัด – ย้าย

 

ข้าราชการกลัวครับ จึงไม่ซ่อมถนนภาคใต้เท่าที่ควรจะทำ เราในฐานะเป็นคนที่มีเหตุผลไม่ฟังอธิบดีแล้ว อยากรู้ตัวเลข ขอร้องข้าราชการระดับ 10 ที่เคยร่วมงานกันมา ค้นดูให้หน่อย ย้อนหลัง 10 ปี งบซ่อมถนนทั่วประเทศเขาให้เท่าไหร่ ปรากฎว่าทั่วประเทศถนนยาว 66,000 กิโลเมตร อยู่ที่ภาคอีสานประมาณร้อยละ 27 ร้อยละ 26-27 อยู่ที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ประมาณร้อยละ 25-26 อยู่ภาคใต้ประมาณร้อยละ 20 นี่คือความยาวถนน การซ่อมถนนด้วยจัดงบไปรวม 8 ปีย้อนหลัง ค้นได้ 8 ปีย้อนหลัง ปรากฎว่า อีสานมีถนนยาวประมาณ 27% หรือร้อยละ 27 เขาให้งบไปประมาณ 30 กว่าเปอร์เซนต์ ภาคกลาง ภาคเหนือ ยาว 25-26% เขาให้งบไปประมาณ 26-27% ภาคใต้ยาวประมาณ 20% เขาให้งบประมาณไปซ่อม 12.86

 

นี่คือความจริงของการเลือกปฏิบัติ นี่คือความรู้สึกที่หดหู่ของพี่น้องชาวใต้ ผมก็เลยต้องร้องกับรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ ผมบอกคุณสุเทพ เอาน้อง รู้จักคุณประยุทธ ผมรู้จักแต่ไม่สนิท ช่วยพูดให้หน่อย แต่ผมรู้จัก ท่าน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีคมนาคม เพราะผมเคยเรียนหลักสูตรภูมิพลังแผ่นดินที่จุฬาฯ ร่วมรุ่นเดียวกัน รุ่นที่ 1 จึงรู้จักสนิทกัน สำคัญผมรู้จักปลัดกระทรวงคมนาคม คุณสร้อยทิพย์ เพราะเป็นรุ่นน้อง เรียนธรรมศาสตร์ ผมก็ทำหนังสือ โทรศัพท์ บอกพรรคพวกไปบอก โดยเฉพาะทำหนังสือถึงคุณวิษณุ เครืองาม บอกท่านเลยบอกว่า การเลือกปฏิบัติเกิดในสมัยท่านรองวิษณุเป็นรองนายกรัฐมนตรีของคุณทักษิณ แต่เชื่อว่าท่านเป็นคนสงขลา เป็นคนใต้ ท่านคงไม่เจตนาจะแกล้ง แต่ท่านคงเกรงใจคุณทักษิณ จึงไม่ปกป้องประโยชน์ชาวใต้เลยขณะนั้น ปล่อยให้เขาเลือกปฏิบัติอย่างนี้

 

ผลก็คือในที่สุด ทั้งปลัด และรัฐมนตรี รัฐบาลเขาก็ไปช่วย เราก็พูดความจริง ผมต้องขอบคุณบุคคลเหล่านี้ที่ช่วย บัดนี้ถนนภาคใต้ได้ซ่อมไปประมาณ 3 ปีกว่าแล้วครับ บัดนี้ถือว่าไปมากกว่าร้อยละ 90 แล้ว แล้วก็ตอบหนังสือผมครับ ท่านปลัดกระทรวงคมนาคม คุณสร้อยทิพย์ ตอบหนังสือผม ตามที่ได้ร้องมานั้นเกี่ยวกับถนนที่ทุ่งสงนั้นได้จัดงบให้ 1,200 ล้านบาท ขณะนี้กำลังทำอยู่ เหตุที่ผมรู้เพราะคนออกแบบเป็นคนจังหวัดผมเองครับ วิศวกรออกแบบสะพานเป็นคนจังหวัดตรัง เขาบอกว่านายกฯ ชวน ออกแบบไว้นานแล้ว รัฐบาลไม่ให้ เจตนาไม่ให้ เรารู้ก็เอาข้อมูลนี้มาบอกปลัดกระทรวงก็ช่วย

 

นี่คือวิธีปฏิบัติของรัฐบาลคนละชุดต่อพี่น้องประชาชน ดังนั้นขอให้พี่น้องมั่นใจนะครับ พี่น้องชาวอีสาน พี่น้องภาคเหนือ พี่น้องภาคใต้ พี่น้องภาคกลางว่า เมื่อประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเราจะให้ความเป็นพี่น้องอย่างเท่าเทียม เราจะไม่กลั่นแกล้งเลือกปฏิบัติต่อภาคหนึ่งภาคใด หรือคนหนึ่งคนใด นี่คือหัวใจของประชาธิปัตย์ และวิญญาณนี้แหละครับ ทำให้ผมได้เป็นหัวหน้าพรรค ถ้าเขาเลือกปฏิบัติ คนอย่างเราขึ้นมาได้อย่างไร เราไม่ใช่มาอย่างน้องๆ เรียนต่างประเทศมา ไอติมมาจากอ็อกฟอร์ด เรานั่งรถฟอร์ด รถประจำทาง เราไม่ได้เข้าไปอ็อกฟอร์ดเขา แต่เราพิสูจน์กับพรรคว่า เราสามารถเป็นผู้นำได้ เรารู้ปัญหาในบ้านเมืองนี้ โชคดีได้อยู่กับผู้หลักผู้ใหญ่ ผมก็เลยเตือนรุ่นหลานๆ น้องๆ ทุกคนว่า อย่าแบ่งแยกบ้านเมือง บ้านเมืองเป็นของคนทุกรุ่น ไม่ใช่จบนอกเมืองเหมือนคนรุ่นใหม่ ไม่ครับ บ้านเมืองของคนทุกรุ่น และผมบอกว่า ทุกยุคสมัยได้พัฒนาบ้านเมืองมาจนทุกวันนี้ ถ้าใครไม่รู้อดีตเป็นอย่างไร ถามรุ่นพวกผม แล้วจะรู้ว่า เมื่อ 50 ปีที่แล้วด้านสุขภาพอนามัยของประเทศไทย มีคำถามว่า บ้านไหนมีส้วมบ้าง วันนี้คำถามเปลี่ยนว่า บ้านไหนไม่มีส้วมบ้างใช่มั้ยครับ พี่น้องครับ

 

นี่คือความเปลี่ยนแปลง แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้ ก็ยังไม่เพียงพอที่ทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้นตามที่เราปรารถนาทุกคน เราจึงต้องอาศัยคนในอนาคตที่จะทำหน้าที่สานต่ออดีต และปัจจุบัน เพื่อไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองต่อไป

 

ขอขอบพระคุณพี่น้องทุกคนนะครับ อยากกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่า ด้วยความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเป็นผู้แทนราษฎรของท่านทั้งหลายทั่วประเทศ เมื่อสมัครแรกๆ นั้นก็สมัครจังหวัดตรังนะครับ ถ้าคนจังหวัดตรังเห็นแก่ได้ เห็นแก่เงิน ผมก็ไม่ได้เป็นหรอกครับ แต่ด้วยความกรุณาของประชาชน ต่อมาเมื่อผมมาเป็นหัวหน้าพรรค ต้องสมัครในนามระบบบัญชีรายชื่อ ตัวเลขของผู้ลงคะแนนจึงได้จากพี่น้องทั่วประเทศที่เป็นส่วนทำให้ผมได้เป็นผู้แทนในระบบบัญชีรายชื่อ บัดนี้ผมก็อยู่ในบัญชีรายชื่ออันดับ 2 ถัดจากคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านบัญญัติ (บรรทัดฐาน) อันดับ 3 ท่านเทอดพงษ์ (ไชยอนันต์) อันดับ 4 และไปถึงรุ่นหลานๆ น้องๆ เหล่านี้ เราอยากให้ระบบบัญชีรายชื่อของเราไกลเท่าไหร่ก็ขอพี่น้องได้ลงคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์

 

ครั้งนี้เราไม่มีสิทธิ์ทางเลือก เราเลือกตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เลยเลือกได้เบอร์เดียว เราไม่สามารถเลือกพรรคเบอร์นึง เลือกคนเบอร์นึงอย่างเที่ยวที่แล้ว เที่ยวนี้เบอร์เดียวทั้งคนทั้งพรรค แต่ถ้าเบอร์นั้นได้คะแนนมากพอ แม้ผู้แทนจะไม่ได้ แม้ผู้แทนจะไม่ได้ แต่คะแนนที่พี่น้องลงให้อาจจะมาทำให้ระบบบัญชีรายชื่อของเราเพิ่มขึ้น นี่คือสิ่งที่จะเป็นความจริงต่อไปในอนาคต

 

ขอให้พี่น้องเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ในฐานะคนที่ปฏิบัติมาด้วยตัวเอง ตั้งใจมาเป็นนักการเมือง และได้เป็นตามที่ปรารถนา และเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ขอให้ท่านเชื่อต่อไปครับ ระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยไม่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ไม่ใช่เป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ปัญหาของคนครับ เมื่อตอนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขาเชิญผมไปให้ความเห็น ผมก็พาท่านจุรินทร์ (ลักษณวิศิษฏ์) คุณราเมศ (รัตนะเชวง) ไปให้ความเห็นกับรองประธานร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็บอกท่านว่า ท่านครับรัฐธรรมนูญไม่ใช่ตัวปัญหาที่เกิดเหตุขึ้นมา เป็นปัญหาของคนที่ไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย ใช้วิธีการนอกกฎหมาย ใช้วิธีการนอกประชาธิปไตย จึงทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤติ

 

เพราะฉะนั้นขอท่านเข้าใจส่วนนี้ 2. ขอท่านขยายเวลาคนไปใช้สิทธิ์ จาก 8 โมงถึงบ่ายสาม ให้ถึงค่ำ ปรากฎว่าเขาขี้เหนียวมากครับพี่น้องครับ เขาให้เรา 1 ชั่วโมง ขยายจาก 8 โมง ถึงสี่โมง เพิ่มให้ชั่วโมงเดียว ซึ่งไม่เห็นด้วย วันข้างหน้าถ้าเรามีโอกาสแก้ไข เราจะต้องขยายให้เขามีสิทธิ์ 4 ปี 7 ปี กว่าจะได้ลงคะแนน แล้วไปแค่ 8 โมง ถึง 4 โมง มันไม่ยุติธรรมกับคนทั่วไป มันควรจะให้เขาถึงค่ำใช่มั้ยครับพี่น้องครับ เขามีสิทธิ์จนค่ำ เพราะประชาชนส่วนใหญ่เขาไม่ใช่ข้าราชการ เขาเป็นชาวนาชาวไร่ วันอาทิตย์เขาต้องไปทำนามั้ยครับ เขาต้องทำ วันอาทิตย์เขาต้องกรีดยางมั้ย ต้องกรีด วันอาทิตย์ก็ต้องทำไร่มั้ย ก็ต้องทำ เขาไม่ได้มีวันหยุดอย่างราชการ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมองสิ่งนี้ แต่ก็เห็นใจ เข้าใจผู้ปฏิบัติงานว่า ความพร้อม แต่อย่างไรก็ตามหวังว่าในอนาคต ความพร้อมจะดีกว่านี้ และขยายโอกาสให้พี่น้องประชาชนของเราได้มีสิทธิ์มากขึ้น

 

พี่น้องครับ สุดท้ายผมขออนุญาตขอบพระคุณพี่น้องทั่วประเทศ เมื่อปี 2535 เลือกตั้ง 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 มีการปราศรัยในสนามกีฬา และวันนั้นก็มีตัวแทน 4 ภาคขึ้นมาปราศรัยอย่างนี้ ดร.สุรินทร์ (พิศสุวรรณ) เป็นตัวแทนภาคใต้ คุณสุทัศน์ เงินหมื่น เป็นตัวแทนภาคอีสาน ยังจำเหตุการณ์ได้สมัยนั้น วันนี้ดูเหมือนบรรยากาศคลับคล้ายคลับคลาอีกครั้งหนึ่ง หลังเลือกตั้งในครั้งนั้น ปี 35 ประชาธิปัตย์ชนะที่ 1 ผมเป็นนายกฯ ครับ

 

หลังครั้งนี้เลือกตั้งเสร็จแล้ว พี่น้องครับ ขอให้ประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง และทำสิ่งที่ผมทำมาในอดีตต่อไป โดยคุณอภิสิทธิ์จะมาทำสิ่งที่ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต ขอขอบพระคุณครับ สวัสดีครับพี่น้องครับ