เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

แม่ทัพใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ กับการสู้ศึกเลือกตั้งปี 62 [รายการคมชัดลึก 28 มกราคม 2562 ]

แม่ทัพใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ กับการสู้ศึกเลือกตั้งปี 62 [รายการคมชัดลึก 28 มกราคม 2562 ]

ดำเนินรายการโดย วรเทพ สุวัฒนพิมพ์

 

                ตอนนี้ปี่กลองการเลือกตั้งเริ่มประเดิมโหมกันอย่างเต็มที่ วันนี้คนที่นั่งอยู่กับผมจะมาเปิดใจว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พร้อม หรือไม่พร้อมอย่างไร กับแม่ทัพพรรคประชาธิปัตย์ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันนี้เราพบกันครั้งแรกเลยในคมชัดลึก คุณอภิสิทธิ์ตอนนี้ทำอะไรอยู่ ณ ขณะนี้

 

“ตอนนี้ก็เดินหน้ารณรงค์หาเสียง แล้วก็ดำเนินการบริหารจัดการให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด เพราะว่าจะมีการสมัครรับเลือกตั้งกันในวันที่ 4 ก็คืออาทิตย์หน้าแล้ว วันจันทร์ที่จะถึงนี้ครับ”

 

ที่ประชาธิปัตย์จะต้องเปิดรายชื่อทั้งหมด เต็มที่ 500 คน

“ตอนนี้ 350 เขต ก็พร้อมที่จะสมัครนะครับ”

 

ไม่มีเขตไหนทะเลาะกันเองแล้ว

“ไม่มีครับ ก็พร้อม กำลังไล่ดูเรื่องของเอกสาร หลักฐานต่างๆ เพราะว่ารู้สึกจะมีเพิ่มเติมมาบางเรื่อง แล้วก็ตั้งใจว่าทุกคนจะไปสมัครวันที่ 4 ส่วนบัญชีรายชื่อต้องรอตามกฎหมาย เพราะว่ามันต้องมีคนไปสมัครเขตเรียบร้อยก่อน ถึงจะสมัครบัญชีรายชื่อได้ เพราะฉะนั้นบัญชีรายชื่อก็อาจจะเป็นวันที่ 5 หรือหลังจากนั้นได้ครับ แล้วไม่ต้องจับเบอร์ด้วย”

 

ตอนนี้ในฐานะแม่ทัพประชาธิปัตย์พร้อมแล้วเต็มที่ สำหรับการเลือกตั้งปี 2562 คำถามแรกครับคุณอภิสิทธิ์ ถามจริงๆ แพ้มาทุกครั้ง ครั้งนี้เอาความมั่นใจจากไหนมา คิดว่าตัวเองจะชนะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

“ผมมั่นใจอย่างนี้ครับว่า เที่ยวนี้สถานการณ์ของบ้านเมือง ประชาชนกำลังรอคำตอบ คำตอบว่าเราจะหลุดพ้นจากวังวนการเมืองแบบเดิมๆ ได้อย่างไร ประชาชนกำลังจะรอคำตอบว่า ไอ้การหลุดพ้นจากวังวนเดิมๆ นี้ นอกจากต้องการให้การเมืองมันเดินหน้า ไม่วนกลับมานี้ ต้องการให้เศรษฐกิจมันดีขึ้นด้วย ซึ่งแนวทางที่จะเป็นคำตอบทั้งหมดวันนี้ เราพร้อมนำเสนอ และเรามั่นใจด้วยว่า ประชาธิปัตย์ที่ถูกนิยมว่า ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต นี้คือคำตอบจริงๆ และนโยบายที่เรานำเสนอในวันนี้ไม่ใช่นโยบายที่เราเพิ่งมาคิด เพราะจะมีการหาเสียง เป็นนโยบายที่ผ่านกระบวนการของ 4 – 5 ปี ที่ช่วงที่เราไม่ได้มีตำแหน่งแห่งหน ไปคลุกคลี สัมผัส สอบถามความทุกข์ของประชาชน ฟังความคิดเห็นมาประมวล มาศึกษา แล้วก็มีคำตอบให้ เพราะฉะนั้นคุณวรเทพจะเห็นว่า ประชาธิปัตย์น่าจะเป็นพรรคที่ขณะนี้เสนอนโยบายออกมาเป็นชุดเป็นระบบที่สุด แล้วก็ตอบโจทย์สำคัญๆ ที่อยู่ในใจของประชาชน”

 

ทีนี้มันก็ต้องย้อนกลับมาด้วยความเคารพจริงๆ คุณอภิสิทธิ์ 13 ปีของการเป็นหัวหน้าพรรคของคุณอภิสิทธิ์ ผ่านศึกการเลือกตั้งแล้วกี่ครั้ง

“ผมผ่านการเลือกตั้งที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง 2 ครั้ง (ในฐานะหัวหน้าพรรค แพ้มั้ยครับ) แพ้ครับ แต่ว่าก็ต้องบอกอย่างนี้ ผมเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์แพ้พรรคไทยรักไทยก่อนหน้านั้นอยู่ประมาณ 10 ล้านคะแนน (หมายถึงช่วงห่างของผู้ที่ไปเลือกพรรคนะ) ใช่ครับ ปี 2550 พรรคพลังประชาชนซึ่งมาสืบทอดต่อจากพรรคไทยรักไทย แข่งกับประชาธิปัตย์ ผมแพ้ไป 2 แสนคะแนน (จาก 10 กว่าล้าน) ใช่ครับ (ตีตื้นมาเหลือ 2 แสน) ใช่ครับ ส่วนปี 54 แม้เราพยายามรักษาฐานเสียงเดิม เราลดลงมาเล็กน้อย แต่ยอมรับว่าพรรคเพื่อไทย เขาสามารถทำคะแนนเพิ่มขึ้นไปได้ เพราะฉะนั้นถามว่า แพ้มั้ย แพ้ครับ ผมยอมรับ แล้วก็เวลาแพ้ ผมก็รับผิดชอบ แต่เป็นการพ่ายแพ้ที่แสดงให้เห็นว่า มันมีความเข้มแข็งของพรรคประชาธิปัตย์อยู่เป็นพื้นฐาน แล้วเป็นการพ่ายแพ้ที่มองเห็นทางว่า จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงกันอย่างไร”

 

ถ้าจะให้วิเคราะห์กัน แสดงว่าในการเลือกตั้ง 3 ครั้งล่าสุด ปี 2548 2550 2554 ประชาธิปัตย์ยังไม่ไปไหน ยังเหนียวแน่นอยู่กับกลุ่มผู้สนับสนุน

“ใช่ครับ แล้วก็มั่นใจครับว่า 1. มีผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่นอยู่กับเรา และ 2. เที่ยวนี้ว่างเว้นจากการเลือกตั้งมาถึง 7 ปีกว่า มีผู้เลือกตั้งใหม่ ผมก็ได้มีโอกาสพบปะกับคนรุ่นใหม่เยอะ ไปขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์ต่างๆ กับหลายพรรคการเมือง ในมหาวิทยาลัย เสียงตอบรับ ความสนใจที่คนรุ่นใหม่ให้กับพรรคประชาธิปัตย์นี้ดี และเราก็มีคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามาสู่การเมืองที่เราเรียกว่า NEWDEM ด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งในการที่เราจะพลิกขึ้นมามีคะแนนเสียงมากขึ้น”

 

ถ้าคุณอภิสิทธิ์บอกว่า 1. ฐานของพรรคประชาธิปัตย์ดูแล้วยังแน่นหนาแน่นอน เผลอๆ อาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ครั้งนี้ผมขอเป็นทางเลือกที่เหมาะที่สุด เตรียมพร้อมเสนอนโยบาย เหมาะที่สุดแล้ว คนรุ่นใหม่ก็ให้การตอบรับดี ทำไมผลโพลสำรวจ

“โพลไหนเหรอครับ”

 

เกือบทุกโพลเลยคุณอภิสิทธิ์

”ไม่หรอกครับ ไม่ใช่ทุกโพลหรอกครับ ไปดูให้ดี”

 

ทีนี้มีบางโพล อันนี้เรื่องจริง

“ผมไม่อยากไปพาดพิงเขานะครับ แต่ผมเคยตั้งข้อสังเกตไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องของวิธีของเขาในการทำ แล้วก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมว่าเราก็มีตัวเลขมากพอสมควร”

 

มีอยู่ในใจเหมือนกัน

“เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะครับ ผมมั่นใจ 100% พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางต่ำกว่าอันดับ 2”

 

ยืนยัน?

“ยืนยัน”

 

ครั้งที่แล้ว ผมให้คุณอภิสิทธิ์ยืนยันเรื่องตัวเลข 100 ที่นั่ง จนเป็นที่ฮือฮาไปแล้ว วันนี้ขอชัดๆ อีกครั้ง คมชัดลึกวันนี้คุณอภิสิทธิ์พูดว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้เก้าอี้ ส.ส. ทั้งระบบแบ่งเขต และระบบบัญชีรายชื่อ

“รวมกันแล้ว (ไม่ต่ำกว่า) อันดับ 2 ไง (หรืออาจจะเป็นอันดับ 1 ด้วยซ้ำ) ใช่ครับ (นี่ยืนยันนะครับ) ใช่ครับ”

 

ชนะใคร แพ้ใคร

“ผมก็พูดตามตัวเลขที่เราวิเคราะห์กันอยู่ในขณะนี้ คู่แข่งที่สำคัญที่สุดก็ยังคงเป็นพรรคเพื่อไทย ซึ่งยังคงความได้เปรียบมากที่สุด ในแง่ของฐานเสียง”

 

แสดงว่าผลที่ออกมา เขายังแน่นอยู่เช่นเดิม

“ใช่ครับ ผมคิดว่าฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยก็ยังมีความเหนียวแน่น ก็คล้ายๆ กับที่ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ในหลายพื้นที่ก็มีความเหนียวแน่น”

 

แสดงว่า คุณอภิสิทธิ์บอกว่า ถ้าแพ้ ก็แพ้เพื่อไทยพรรคเดียว แต่ถ้าชนะ ชนะมันที่เหลือทุกพรรคเลย

“ใช่ครับ”

 

หลายๆ เขต มีการชนช้างกันเกิดขึ้น แน่นอนของเดิมมีเพียงแค่ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย แล้วที่เหลืออาจจะมีภูมิใจไทย

“เราไปวิเคราะห์อย่างนั้นไม่ได้หรอก ถ้าเราจะพูดภาพรวมนะ เพราะว่าระบบใหม่นี้ มันอยู่ที่คะแนนเสียงทั้งหมดที่จะมานับรวมกัน ไม่ว่าเขตนี้จะชนะ เขตนี้จะแพ้ – ชนะมาก ชนะแบบฉิวเฉียด แล้วก็พลิกไปเคยสอบได้สอบตก แต่ขณะนี้จำนวน ส.ส. หลังการเลือกตั้ง อยู่ที่จำนวนคะแนนเสียงทั้งหมดที่จะมารวมกันทั้งประเทศ วิเคราะห์จากตรงนี้ดีกว่า”

 

เพราะฉะนั้นครั้งนี้ จะเป็นครั้งแรกที่จะไม่ได้ลงไปวิเคราะห์ว่า จังหวัดนี้ เขตนี้เราน่าจะได้ จังหวัดนี้ เขตนี้เราน่าจะเสีย

“อ๋อ การวิเคราะห์ยังไงก็ต้องมีครับ เพราะว่าผู้สมัครในเขตเขาก็ต้องวิเคราะห์อยู่แล้ว และเขาก็จะเป็นคนที่รายงานสภาพของคะแนนเสียงต่างๆ หรือว่ากระแสของประชาชนในพื้นที่นั้นๆ เราก็ต้องดูนะครับ เพียงแต่ผมบอกว่า ถ้าอยากจะวิเคราะห์ตัวเลขภาพรวม มันไปดูว่าเขตนั้นเขตนี้จะพลิกหรือไม่ มันไม่พอหรอก มันไม่ใช่หรอก มันต้องเอาตัวเลขคะแนนเสียงทั้งหมด เพราะเที่ยวนี้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็สื่อสาร ในหลายพื้นที่เราเคยชนะแบบเยอะๆ ก็ต้องบอกกับพี่น้องประชาชนที่นั่นว่า อย่าไปคิดว่าได้อยู่แล้ว บางคนคิดว่าที่นี่ยังไงก็ชนะอยู่แล้วไม่จริงจังอะไรเท่าไหร่ – ไม่ครับ ชนะแล้วได้คะแนน 4 หมี่น กับชนะแล้วได้คะแนน 8 หมื่นนี่ต่างกันลิบลับครั้งนี้”

 

ถ้า 4 หมื่น หายไป 2 เขต นี่ก็ 1 คนแล้วนะ

“ครับ นี่คือสิ่งที่เราก็ย้ำนะครับ เช่นเดียวกันนะครับ หลายพื้นที่ซึ่งประชาธิปัตย์ไม่ได้ชนะเขตเลือกตั้ง แล้วก็บางทีพอเป็นอย่างนั้นปั๊บ ก็มีการ อาจจะบอกว่าปันใจไปเลือกผู้สมัครของพรรคอื่น เพราะคิดว่ามีโอกาสมากกว่า เที่ยวนี้ไม่ใช่นะครับ ถึงแม้ว่าในเขตที่พรรคประชาธิปัตย์ดูแล้วอาจจะยังไม่ชนะในเขต ท่านก็ยังสามารถทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนเสียงมากไปเป็นรัฐบาลได้ เพราะทุกคะแนนเสียงถูกนับมาใช้คำนวนในการได้จำนวน ส.ส ตรงนี้ก็ต้องเน้นย้ำ เพราะว่าอยากจะบอกว่า เรารู้กติกานี้กันมานาน คุณกับผมก็รู้กันมานาน แต่สัมผัสจากประชาชนที่ไปพบขณะนี้หลายคนยังไม่ทราบนะ บัตรเลือกตั้งใบเดียว (ยังนึกว่าต้องกา 2 ใบอยู่แล้ว) แล้วรู้สึกว่าแบบบัตรเลือกตั้งวันนี้ก็เริ่มถกเถียงกันอีก เพราะว่ารู้สึกช่องที่จะกา ไม่ติดกับเบอร์ใช่มั้ย”

 

พูดจริงๆ นะ ลักษณะของบัตรเลือกตั้งหรืออะไรก็ตาม ถึงเวลาคุณอภิสิทธิ์ ถามจริงๆ นะ มันส่งผลได้เปรียบ-เสียเปรียบ กันมากขนาดนั้นเหรอ

“เมื่อก่อนนี้ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า ถ้ามันมีเขตที่มันสูสีกัน มีความเป็นไปได้ ผมยกตัวอย่างเช่น ความผิดพลาดซึ่งอาจจะเกิดขึ้นโดย คงไม่ได้เจตนาอยู่แล้วละ อย่างเช่นมีครั้งหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์เคยได้หมายเลข 16 (เบอร์เดียว ทุกเขตเลย) แต่ว่าปรากฎว่ามันไปอยู่แถว 2 หรืออะไรอย่างนี้ แล้วก็มีในบางเขตเราเห็นเลยว่า คนไปกาเบอร์อีกเบอร์นึง ซึ่งเบอร์นั้นไม่มีผู้สมัคร อยู่จำนวนหนึ่ง อันนี้ก็สันนิษฐานว่า เกิดการกาผิดขึ้น มันก็มีครับ มันมีผลได้ ถ้าหากว่าคะแนนใกล้เคียงกัน แต่ผมก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่ไปเลือกตั้ง ก็น่าที่จะทำความเข้าใจเสียก่อน”

 

วกกลับเข้ามา เมื่อกี้เราคุยกันว่า ตกลงแล้วประชาธิปัตย์ก็มั่นใจ แล้วทำไมๆ ในขณะเดียวกัน คนถึงไม่จำประชาธิปัตย์ในลักษณะของการเป็นผู้นำในเรื่องของการแก้ไขเศรษฐกิจ

“เพราะประชาธิปัตย์เข้าไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ 2 ครั้งสุดท้ายที่เป็นรัฐบาล ไม่ใช่อยู่ในภาวะปกติ ในยุคที่เราเข้าไปนี้หลังต้มยำกุ้ง หลังวิกฤติที่เขาชอบเรียกกันว่าแฮมเบอร์เกอร์ ไม่มีประเทศไหนในโลกนะครับ สามารถทำให้เศรษฐกิจโตได้แบบเฟื่องฟู เรามีหน้าที่เข้าไปคือไปกอบกู้ แก้ปัญหาให้มันหลุดพ้น รอดมาจากวิกฤติ เพราะฉะนั้นภาพจำประชาธิปัตย์มันจึงไม่ใช่ภาพจำที่อาจจะไปผูกโยงกับในยุคที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง ก็ง่ายๆ อย่างนี้ มันข้อเท็จจริง”

 

หมายความว่าคุณอภิสิทธิ์บอกว่า ประชาธิปัตย์เข้ามา เศรษฐกิจกำลังตกทุกครั้ง แล้วแก้ให้มันดี รุ่งเรืองขึ้นทุกครั้ง

“มันไม่ใช่ตกนะครับ คือตอนนี้เศรษฐกิจก็ไม่ดี แต่เที่ยวนี้เทียบกับเมื่อปี 40 เทียบกับเมื่อปี 51 ผมถือว่าเบากว่าเยอะ (เที่ยวนี้เบากว่าเยอะเลย) เบากว่าเยอะครับ ถ้าบอกว่าแก้ ก็ต้องบอกว่า ง่ายกว่าเยอะ”

 

หวังว่าจะได้แก้เป็นครั้งที่ 3 มั้ย

“ก็ตั้งใจจะเข้าไปแก้ละครับ เพราะว่าผมว่าประชาชนรอให้แก้อยู่”

 

ตั้งใจนะ

“ใช่ครับ”

 

มีหลายๆ นโยบายที่ประชาธิปัตย์ได้เสนอออกมาในรอบนี้ แต่มีนโยบายนึงที่คนสนใจมาก เพิ่งจะเห็นเปิดหน้าออกมาบอกว่า ต่อไปนี้จะให้เบี้ยผู้ยากไร้ 800 บาทต่อเดือน โอนตรงเข้าสู่บัญชี แล้วคุณสามารถไปกดเงินออกมาเป็นเงินสด โดยที่ไม่ต้องไปใช้จ่ายผ่านร้านอะไรต่างๆ ด้วย ก็อปปี้พลังประชารัฐเข้ามา?

“ตรงกันข้ามเลยครับ ผมวิจารณ์กันมาตั้งแต่ต้น ว่าจริงๆ หลักที่เขาทำนี้ จริงๆ แล้วมันก็เหมือนจะทำคล้ายๆ กับมีการประกันรายได้บางอย่าง ถูกมั้ย ก็คือว่า เขาบอกว่าคนจะมีบัตรได้ รายได้ต่ำกว่าเท่านั้นเท่านี้ถึงเอาเงินมาให้ (30,000 ต่อปี 1 แสนต่อปี ให้เป็นขั้นบันได) เพราะฉะนั้นถ้าจะพูด เอาก็อปไอเดียมาจากการประกันรายได้ก่อนนะ”

 

กลับกลายเป็นว่า คุณอภิสิทธิ์บอกว่า เขาก็อปปี้ผม

“ใช่ครับ แต่ไม่เป็นไรหรอก ผมไม่ถือเรื่องนี้ เพราะถือว่า เราก็พยายามจะทำเรื่องสวัสดิการ เพียงแต่ว่าพอเขาทำไป มันไม่ค่อยเป็นสวัสดิการแล้วตอนหลัง เพราะมันกลายเป็นตามอารมณ์ของผู้ให้ ปีใหม่จะให้เท่าไหร่ อันนี้ให้ไปก่อน 10 เดือน อันนี้ไม่ใช่สวัสดิการแล้ว ไม่มีหลักมีเกณฑ์เท่าไหร่แล้ว แต่ที่เราเห็นต่างตั้งแต่ต้น คือเราไม่เข้าใจว่า ให้เงินคนยากคนจนนี้ ทำไมบังคับไม่ให้เขาสามารถซื้อของจากคนยากคนจนด้วยกันได้ พูดตั้งแต่วันแรก”

 

คุณอภิสิทธิ์บอกว่า การที่คุณให้เงินในบัตร ไม่ได้ว่าอะไร แต่ทำไมคุณต้องเอาบัตรไปซื้อจากร้านที่คุณบังคับด้วย

“ถูกต้องครับ แล้วเราก็บอกว่า อันนี้ผมพูดมาตั้งแต่เดือนแรก ที่เขาออกนโยบายนี้ แล้วเขาก็เถียงผมมาตลอด แต่พอใกล้เลือกตั้งตอนหลังรู้สึกจะยอมแล้วนะ เพราะตอนนี้ก็เริ่มกดได้แล้วๆ แสดงว่ารู้แล้วว่า พลาดไป พลาดไปนี้มันไม่ใช่แค่ปัญหาความไม่สะดวกของคนได้รับบัตร แต่ที่พลาดไปอย่างจังก็คือว่า นี่คือการไปทำลายโอกาส การที่ใช้เงินของรัฐมหาศาลอย่างนี้ แต่ไม่ทำให้เศรษฐกิจในชุมชนหมุนเวียน เพราะถ้าคุณวรเทพรับสิทธิ์จากบัตรนี้ แล้วเราไม่มีข้อจำกัด เบิกมาเป็นเงินสดได้ หิวก็ไปซื้อข้าวแกงข้างบ้าน เข้าร้านก๋วยเตี๋ยว ไปร้านค้าเพื่อนฝูง เข้าตลาดสด ได้หมด ถ้าทำอย่างนี้ปั๊บ แม่ค้าในตลาด เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว เจ้าของร้านข้างบ้าน เขาก็ไม่ได้ร่ำรวยเท่าไหร่นะ หลายชุมชน เงินที่เขาได้ เขาก็จะเอาออกมาใช้อีก แต่อยู่ดีๆ นี่คุณเอาเงินของคนทั้งชุมชนไปกองอยู่ในร้าน 2 ร้าน ซึ่งก็จะต้องเป็นร้านที่จะสมัยใหม่ เงินมันไม่ออกมาครับ”

 

คือถ้าแบบอย่างคุณอภิสิทธิ์ มันหมุนจริง ไปหาคนที่ระดับเดียวกัน

“ถูกต้องครับ เพราะฉะนั้นขอบอกเลยนะครับ ถ้าพรรคพลังประชารัฐ เอ่ยชื่อเลย เพราะชอบไปหาเสียงอยู่ว่า ถ้าไม่เลือกเขาแล้วจะไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผมขอเตือนนะครับ ถ้าคุณปราศรัยอย่างนี้ คุณกำลังกล่าวเท็จ เพราะหลายพรรคการเมือง และรวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์บอกแล้ว ตั้งแต่ต้นว่าเราไม่เลิก แต่เราทำให้มันดีกว่าคุณ ด้วยการที่จะทำให้มันเป็นการโอนเงินสด โอนตรงเข้าบัญชี แล้วเราคำนวนแล้วจะเพิ่มเป็น 800 บาท”

 

ยินดีที่บัตรตัวนี้ยังอยู่

“ใช่ครับ แต่ต้องทำให้เป็นระบบนะครับ ผมจะไม่ทำแบบที่ทำกันขณะนี้ว่า วันดีคืนดีกระทรวงนั้นบอก เอาอันนี้ให้สิ แล้วก็ไม่รู้ว่าให้เป็นสิทธิ์หรือว่าให้แค่จนกว่างบประมาณจะหมด หรือให้เพราะมีเทศกาล ไม่รู้ว่าปีใหม่ ตรุษจีน หรือหาเสียง ไม่ทำอย่างนั้นครับ เราต้องให้แบบเป็นระบบ มีการกลั่นกรอง หลักขณะนี้ที่ทางรัฐบาลแถลง ผมก็งงอยู่ บอกว่า ทำบัตรตัวนี้แล้ว แล้วก็ให้ไปฝึกอาชีพ พ้นจากความยากจนไปเยอะแล้ว แต่ถ้าพ้นจากความยากจน ทำไมไม่เอาบัตรเขาคืนล่ะ”

 

เอาเป็นว่าถ้าประชาธิปัตย์มา ประชาธิปัตย์จะต่อยอด

“คุณจะได้บอกว่า มันไม่ใช่เรื่องต่อยอด มันทำให้มันถูกหลัก แล้วก็ทำให้มันสะดวกกับประชาชน ทำให้เศรษฐกิจชุมชนหมุนเวียน แล้วก็เพิ่มเงินให้ครับ”

- พัก –

 

ช่วงที่ 2

เมื่อกี้คุยกันเรื่องนโยบาย คุณอภิสิทธิ์บอกแล้วว่า ผมนี่แหละเป็นคนเสนอ ไม่ได้ไปเอาของเขามา

“ครับ คือมันเป็นเรื่องของสวัสดิการ เป็นหลักในเรื่องของการประกันรายได้ แล้วพูดตามจริงมาตรการเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มันควรจะเป็นมาตรการสุดท้ายปลายเหตุ เพราะว่าเรากำลังจะบอกว่า คนที่ถือบัตรนี้คือคนที่ในที่สุดคือรายได้ต่ำ สิ่งที่เราควรจะทำก่อนคือทำอย่างไรให้คนมีรายได้ดี ไม่ใช่เอาตัวนี้เป็นตัวหลัก

ดังนั้นผมจึงบอกว่า มาตรการที่เราพูดว่า การแก้จน ซึ่งเป็น 1 ใน 3 เรื่องหลักที่เราบอกว่า นี่คือภารกิจเรา แก้จน สร้างคน สร้างชาติ มันไม่ได้เอาตัวนี้เป็นหลักหรอก ตัวนี้คือปลายเหตุแล้ว และผมก็จะไม่เป็นรัฐบาลที่ดีใจว่า อ๋อ คนจนเพิ่มขึ้นจาก 11 ล้าน เป็น 14 ล้าน จะได้แจกเงินเพิ่มขึ้น ไม่ใช่นะครับ เราจะต้องเป็นรัฐบาลที่ต้องดีใจ ถ้าหากว่าคนรับเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลดลง”

 

 

ปีแรก ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ปีแรกมารับ 11 ล้าน ปีที่ 2 เหลือ 8 ล้าน ปีที่ 3 เหลือ 5 ล้าน นั่นคือความดีใจ

“นั่นแหละครับ จะเป็นความสำเร็จ ถูกต้องครับ”

 

ทีนี้ถามตรงๆ ว่า ทำไมตอนคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2552 ต่อเนื่องถึง 2554 ผลงานพวกนี้ทำไมไม่เคยมีเลย

“เพราะเราทำเรื่องประกันรายได้เกษตรกรเป็นเบื้องต้น นั่นคือสิ่งแรกที่เราทำ เพื่อที่บอกว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศ จำเป็นจะต้องมีรายได้ขั้นต่ำพื้นฐาน ก็ทำแล้วก็ค่อนข้างที่จะประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ใช้แรงงานวันนั้น สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ก็คือวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น จึงมีโครงการเช็คช่วยชาติขึ้นมา ซึ่งก็เป็นตัวที่รื้อฟื้นกำลังซื้อของประชาชน ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน จากเดิมซึ่งติดลบหนัก ตอนที่เราเข้าไป หลังจากนั้นมาประมาณ 6 เดือน  - 8 เดือน เศรษฐกิจก็กระเตื้องขึ้นมา ขณะเดียวกันระบบสวัสดิการ เราเริ่มต้นจากตัวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีการเรียนฟรี โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในเรื่องของตำราเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน นี่คือการช่วยเหลือพื้นฐานก่อน ส่วนตรงนี้ อย่างที่ผมบอก มันเป็นปลายทางที่มาเกิดขึ้นทีหลัง”

 

ถามจริงๆ ดูว่าคุณอภิสิทธิ์มั่นใจว่าประกันรายได้ ณ ขณะนั้นช่วยได้ แล้วอย่างที่ถามว่าทำไมคนถึงไม่รู้สึก คุณอภิสิทธิ์บอกรู้ ทำแล้ว แต่ทำไมการเลือกตั้งถึงแพ้จำนำข้าว

“เพราะวันนั้นต้องยอมรับนะครับว่า จริงๆ เราไปหาเสียงไม่มีใครบอกนโยบายประกันรายได้ไม่ดี แต่มันไม่ดึงดูดใจเท่ากับ 15,000 จำนำทุกเม็ด เพราะผมก็บอกตามตรงว่า วันนั้นเราก็ถกกันว่า เราเอามั้ยล่ะ 15,000 กับเขา หรือจะไป 20,000 เลย เราก็ประเมินแล้วว่า ทำแล้วมันจะเจ๊ง เราก็เลยไม่ทำ”

 

ไม่ใช่หรือเปล่า เพราะประชาธิปัตย์ไม่รู้ใจชาวบ้านหรือเปล่า

“ไม่ใช่ เพราะเราเป็นคนหาเสียงก่อนไง เรื่องราคาข้าวแล้วก็รายได้ของเกษตรกร เราหาเสียงก่อนเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ เพียงแต่ว่า เมื่อพรรคเพื่อไทยเขามาเสนอตัวเลขมันสูงกว่า ดึงดูดใจกว่า แล้ววันนั้นประชาชนอยากจะทดลอง เขาก็ตัดสินใจไปทางนั้น แต่ผมคิดว่า วันนี้มันมีบทเรียนแล้ว ว่านโยบายอย่างจำนำข้าว มันไม่อาจเป็นนโยบายที่ยั่งยืนได้ นอกจากจะล้มลงไปแล้วในที่สุด ปัญหาที่ตามมาเรื่องการทุจริต คอร์รัปชัน ปัญหาที่ตามมาที่สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย ปัญหาที่ตามมาในเรื่องของหนี้สิน ที่เป็นหนี้สาธารณะจนถึงทุกวันนี้ แล้วจะต่อเนื่องไปอีก 10 ปี ผมว่ามันเป็นบทเรียนแล้ว ดังนั้นเที่ยวนี้ผมก็มั่นใจนะครับว่า หลายคนก็มาพูดกับผม บอกใช่ ถ้านโยบายจำนำข้าวมันอยู่ได้ตลอดไป เขาก็คงเอาตรงนั้นแหละ แต่เขาก็เห็นแล้วว่ามันไปตลอดทางไม่ได้ และวันนี้เขามองว่า ประกันรายได้มันเป็นจริงกว่า มันอาจจะไม่สะใจ ไม่จุใจ เท่ากับตัวเลขที่คนอื่นอาจจะมานำเสนอ

เช่นเดียวกันนะครับ วันนี้ มีคนมาเสนอเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สูงกว่าทีเป็นอยู่ 2 เท่า 3 เท่า ผมไม่ไปแข่งอย่างนั้นหรอกครับ ผมก็เพิ่มเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งควรจะเพิ่ม แต่ผมเพิ่มบนความรับผิดชอบว่า เพิ่มไปแล้วต้องไม่ใช่ทำให้การเงินการคลังล้มละลาย

เพราะฉะนั้นนโยบายทั้งหมดของประชาธิปัตย์ตอนนี้จะมีการคำนวนครับว่า จะใช้เงินงบประมาณเท่าไหร่ แล้วจะเอาเงินมาจากไหน”

 

ถ้ามีคนเสนอนโยบายจำนำข้าวอีก ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แล้วดูเหมือนว่า ถ้าเขาเสนอแล้วประชาชนตอบรับ ประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนจุดยืนมั้ย

“ไม่เปลี่ยนครับ สู้ เพราะเราก็เชื่อว่า ถ้าเกิดทำจำนำข้าวแบบเดิม ก็จะได้ผลแบบเดิม ผลแบบเดิมก็คือ ในที่สุดโครงการล้ม หนี้สินค้าง มีการทุจริต คอร์รัปชัน แล้วก็ราคาข้าวก็ถูกกดทับโดยสต็อค”

 

“เพราะเราก็เชื่อว่าถ้าเกิดทำจำนำข้าวแบบเดิมก็จะได้ผลแบบเดิมๆ ก็คือในที่สุดโครงการล้ม หนี้สินค้าง มีการทุจริตคอรัปชั่น และราคาข้าวก็ถูกกดทับโดยสต็อก”

แสดงว่ายังยืนหยัดอยู่ที่จุดของประชาธิปัตย์

“ใช่ เราเอาความจริงมาพูด อันตรายที่เกิดขึ้นจากโครงการจำนำข้าว เราอภิปรายตั้งแต่วันแรกที่เราเป็นฝ่ายค้าน วันนั้นมีการท้ากันว่ามันจะไปได้ไหม สุดท้ายที่เราเคยพูดไว้ว่าข้างล้นสต็อก จะทุจริต  หนี้สินจะพอกพูน โครงการจะถูกล้มเลิกจะทำให้ราคาข้าว แข่งขันไม่ได้กับตลาดโลก และกระทบกับราคาในฤดูกาลต่อๆ ไป ก็เป็นจริงแล้ว”

 

และถ้าสมมติว่าคนเลือกเพราะจำนำข้าวคุณอภิสิทธิ์จะ

“เราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน”

 

ก็ต้องยอมแบบนี้

“เราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชนๆ เขามีสิทธิ์ในการที่จะเลือก แต่ว่าเราก็ทำหน้าที่ในการเสนอสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด สำหรับเขา สำหรับประเทศ”

 

ที่นี้มันก็มีคำถามต่ออีกว่าแล้วคุณอภิสิทธิ์ที่เสนอมาตอนนี้ดูเหมือนจะต้องใช้งบประมาณพอสมควร ไม่ว่าจะประกันรายได้  เบี้ยผู้ยากไร้ ประกันรายได้มีทั้งเกษตรกร มีทั้งรายได้แรงงาน หนึ่งแสนสองหมื่นบาทต่อปี

“ใช่”

 

เอาเงินจากไหนมาทำ

“ตอนนี้เราเอาโครงการเหล่านี้เนื่องจากนโยบายจะประกาศได้อย่างเป็นทางการน่าจะประมาณต้นสัปดาห์หน้า  วันนั้นจะมีตัวเลขรายละเอียดเลย  แต่ขณะนี้แนวทางของการที่จะเอาเงินมาตรงนี้ก็จะมีให้ไว้เช่นเดียวกัน เงินมาได้จากหลายส่วน ส่วนที่ 1. หลายโครงการในขณะนี้ที่เราพูดมันมีงบประมาณที่ทำเรื่องเดียวกันอยู่แล้ว”

 

หมายถึงโยกงบมาได้

“อย่าใช้คำว่าโยกงบๆ จะไปคิดถึงเรื่องว่าทำเรื่องอื่นอยู่ อันนี้ทำเรื่องเดียวกัน แต่อาจจะเป็นรูปแบบโครงการอื่น พอมีโครงการแบบนี้ก็ไม่ต้องมีโครงการพวกนั้น”

 

วัตถุประสงค์เดียวกัน

“ก็สามารถที่จะขยับมาได้  ประการที่ 2. อันหนึ่งที่เราเห็นชัดเจนเลยก็คือว่างบกลาง ซึ่งปัจจุบันไปปล่อยให้เป็นดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี  ทั้งๆที่ความจริงควรจะใช้เฉพาะของการที่เป็นเหตุฉุกเฉิน  เพื่อที่จะรักษาวินัยทางการเงิน การคลัง เรามั่นใจว่าอย่างน้อยเฉพาะตัวนี้  6-7 หมื่นล้าน สามารถที่จะเอาคืนมาได้ แทนที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องที่บอกว่า เดี๋ยวมีสัญจรไป หรือมีโครงการจรมา”

 

ตอนที่คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกไม่ได้ใช้งบกลาง

“เราใช้ แต่ไม่ได้ใช้มากเท่านี้”

 

ใช้ไหม

“ใช้ และระมัดระวังกันๆ และพยายามที่จะตีกรอบ และโดยเฉพาะบางเรื่องเรามีวินัยที่เคร่งครัดกว่าทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เช่น บางโครงการเราไปให้ธนาคารรัฐเขาเป็นคนออกเงินก่อน สมัยผมนี่บอกเลยว่าถ้ามันเป็นนโยบายรัฐทำให้เกิดการขาดทุนต้องมีการอุดหนุน รัฐต้องจัดงบประมาณให้ในปีต่อไปทันที เพื่อรักษาวินัยทางการเงินการคลัง  เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วง ประชาธิปัตย์ไม่เคยมีประวัติในเรื่องของการสูญเสียวินัยทางการเงินการคลัง

เพราะฉะนั้น 1. เรื่องงบกลาง ปัจจุบันเป็นแสนล้าน ผมว่า 3-4 หมื่นล้านพอ สมัยผมก็คงไม่ได้ใช้เยอะขนาดนี้

2. เรื่องของฐานภาษี 1. เศรษฐกิจจะเติบโตในอัตราสูงกว่านี้ เก็บภาษีเข้ามาได้มากกว่านี้  2. ระบบที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษี ปัจจุบันมีเครื่องมือ เครื่องไม้ เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น มีความพยายามที่จะจูงใจให้คนเข้ามาสู่ฐานภาษี อันนี้ก็ขยายได้”

 

ตรงนี้ก่อน ตกลงจะรีดภาษีเพิ่มไหม

“ผมไม่ใช้คำว่ารีดภาษี แต่ผมไม่หลอกลวงเลย”

 

จะขึ้นภาษีไหม

“ผมคิดว่าภาษีของคนที่มีกำลังจ่ายวันนี้ จำเป็นที่จะต้องจ่ายเพิ่ม”

 

คนเสียภาษีเขาพูดให้ได้ยินว่า เขาก็ไม่ค่อยยินยอมเท่าไหร่กับการที่จะต้องจ่ายภาษีเพิ่ม แล้วเอาไปอุดหนุนคนอื่นที่ไม่ได้จ่าย

“เพราะคนที่รู้สึกอย่างนี้ในปัจจุบันเขาคิดถึงโครงสร้างระบบภาษีที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำไมโครงสร้างภาษีที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นปัญหา นโยบายพวกนี้สวัสดิการหลายพรรคแข่งขันกันอยู่ตอนนี้  ผมขึ้นทุกเวที คุณไปตามเปิดฟังได้เลย ผมเป็นคนเดียวที่บอกว่าการให้อะไรเยอะๆๆๆ อย่าคิดว่าว่าลดความเหลื่อมล้ำถ้าไม่ปฏิรูปภาษี เพราะอะไร เพราะในที่สุดหลายประเทศหรือหลายคนมองว่าเงินไม่พอจะทำอะไร

1.ขึ้น VAT การขึ้น VAT เพิ่มต้นทุนให้แก่สังคม เป็นภาษีที่ไม่ได้มีความก้าวหน้า เพราะคนจน คนรวย จ่ายเท่ากัน ผมบอกอย่างนี้ไม่เอา 2. เวลาคิดถึงภาษีเงินได้ จริงๆ ใครเป็นเหยื่อของระบบภาษีปัจจุบัน”

 

มนุษย์เงินเดือน

“มนุษย์เงินเดือน ถูกหัก ณ ที่จ่าย ไม่มีทางหนี”

 

บิดเพลิ้วไปไหนไม่ได้เลย

“แต่คนที่มีรายได้สูงๆ มีช่องทางเยอะแยะไปหมด ตรงนั้นที่ต้องไปตามเก็บ และยังมีเรื่องอื่นๆ ซึ่งเราจะเปิดเผยรายละเอียดต่อไป”

 

เอาเท่าที่เปิดเผยได้ก่อน

“เอาอย่างนี้ ภาษีคนที่มีกำลังจ่ายได้มากกว่านี้จำเป็นจะต้องจ่ายแล้ว ในวันที่สังคมไทยจะต้องแก้ความเหลื่อมล้ำ ในวันที่สังคมไทยจะต้องขยายระบบสวัสดิการ ในวันที่สังคมไทยจะต้องมีเงินมารองรับสังคมสูงวัย”

 

ฟังดูประชาธิปัตย์พร้อมนะ สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้มีหลายนโยบายที่คุณอภิสิทธิ์ว่าไว้ แล้วก็เสนอเป็นพรรคแรกๆ ด้วยที่เป็นรูปธรรมขนาดนี้ คำถามต่อไปก็คือว่าหลายๆ คนบอกว่าคุณอภิสิทธิ์พูดเก่งๆ นโยบายดี้ดี ทำไม่ได้อย่างที่พูด

“ก็ 99 วันรอบที่แล้ว ผมพูด 99 วันผมจะทำอะไรบ้าง เรียนฟรี ให้เงินผู้สูงอายุ ให้เงิน อสม. ผมพูดตอนหาเสียงไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจ ผมเข้าไปเป็นรัฐบาลมีวิกฤติเศรษฐกิจ 99 วันผมก็ทำเสร็จ”

 

ที่ต่อมาจากรัฐบาลของคุณสมชาย

“ใช่”

 

ทำได้

“99 วันผมบอก 99 วันผมก็ทำเสร็จใน 99 วัน”

 

แสดงความคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้บอกว่าตัวเองดีแต่พูดเลย จริงๆ ผมทำได้มาหมดแล้ว

“ผมไม่ได้บอก ผมบอกให้กลับไปดูว่าสิ่งที่ผมพูด ผมได้ทำหรือเปล่า ก็ผมก็ได้ทำ กลับไปดูได้ว่านั่นคือสัญญาประชาคมที่ให้ไว้”

 

แล้วทำไมคนถึงไม่จำ ผลโพลออกมาคุณอภิสิทธิ์กลับมาอีกทีหนึ่ง ขนาดคนที่เพิ่งลงสู่สนามการเมืองยังตามคุณอภิสิทธิ์มาแบบชนิดหายใจลดต้นคอ

“ผมบอกแล้วคุณจะไปดูผลโพลชองใคร เดี๋ยวรอดูวันที่ 24 มีนาดีกว่า”

 

มั่นใจ?

“มั่นใจ”

 

ยังไงก็มาไม่ต่ำกว่าที่ 2

“ใช่”

 

แน่นอน

“มั่นใจ”

 

คุณผู้ชมนั่นก็คือการเปิดใจแม่ทัพพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงที่ 2 เดี๋ยวช่วงที่ 3 ผมบอกไว้ก่อนเลย ผมจะเปิดคำถามข้ามไปวันที่หลัง 24 มีนาคม 2562 ถ้าผู้ชายคนนี้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผู้ชายคนนี้จะเอาอย่างไรกับคุณทักษิณ และคุณยิ่งลักษณ์ เดี๋ยวรอกลับมา

-พัก-

 

กลับเข้ามาคมชัดลึกในช่วงที่ 3 ไม่ให้เสียเวลาคุณอภิสิทธิ์ 24 มีนาคม 2562 ผลการเลือกตั้งออกมาเรียบร้อยคุณอภิสิทธิ์ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกทั้ง 2 สภา ให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะเอาอย่างไรกับคุณทักษิณกับคุณยิ่งลักษณ์

“ความจริงพอวันนั้นเกิดขึ้น ผมว่าสิ่งที่ผมคงต้องนั่งคิดอยู่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ  เป็นเรื่องของปากท้อง เป็นเรื่องของการนำพาประเทศ เพราะว่ากรณีของทุกทักษิณกับคุณยิ่งลักษณ์ แทบจะกล่าวได้ว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องของนโยบาย มันเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม เหมือนกับคนไทยคนอื่นๆ ไม่ควรจะมีใครไปกลั่นแกล้งเขา และไม่ควรจะมีใครไปยกเว้นไม่ให้เขาอยู่ภายใต้กฎหมาย เพราะฉะนั้นกระบวนการใดๆ ที่มันเกี่ยวข้องของทั้ง 2 ท่าน ในเรื่องกระบวนการยุติธรรมก็ให้มันเดินต่อไปเท่านั้นเอง”

 

จะมีการตามตัวหรือจะมีการจับกุมตัวกับมาไหม

“ก็เป็นไปตามหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ”

 

คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี 2 ปี 8 เดือน คุณทักษิณก็อยู่ต่างประเทศ ณ วันนั้นคุณอภิสิทธิ์ได้รับ

“ถ้าเทียบกับ 4 ปีที่ คสช. มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ผมกล้าพูดได้ว่าคุณทักษิณมีอิสระในการเคลื่อนไหวหลายอย่างน้อยกว่านี้”

 

หมายความว่าในสมัยคุณอภิสิทธิ์ เขามีอิสระในการเคลื่อนไหวน้อยกว่านี้

“ใช่ เพราะเรามีความพยายามในการประสานงาน ทำความเข้าใจกับรัฐบาลต่างประเทศ”

 

ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์บ้างไหมมีคนมาถามคุณอภิสิทธิ์ไหมทำไมถึงไม่เอาจริง ทำไมถึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์หนีกฎหมายเกิดขึ้น ทำไมถึงปล่อยให้เขาสามารถเคลื่อนไหวได้มากขึ้น

“ไม่มี เพราะว่าการหนีไม่ได้เกิดขึ้นในยุคผม”

 

คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกจะตามตัวกลับมาทำตามกฎหมายไหม

“ใช่ แต่ว่าทุกคนก็ทราบดีว่าเราทำเรื่องตามกฎหมายทุกอย่าง ขอตัว ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ผ่านกระบวนการต่างๆ ตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ละเว้นอะไรทั้งสิ้น แต่ทุกคนก็ทราบว่าไม่ใช่ง่าย ถ้าง่ายจริงรัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จ 5 ปีทำไมทำไม่ได้”

 

ทีนี้ถ้าผมจะถาม เฉพาะกรณีเรื่องของคุณทักษิณ และคุณยิ่งลักษณ์ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวพันกับวงการการเมืองในปัจจุบันเลย มันจะมีคำพูดที่ว่าคุณทักษิณกับคุณยิ่งลักษณ์ถูกกลั่นแกล้งในสายตาของคนที่เป็นนักการเมืองจริงหรือไม่จริงอย่างไร

“คือผมเรียนอย่างนี้ว่าคดีความต่างๆ มันก็ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม  ซึ่งก็พิจารณาตามเนื้อหา หลักฐาน แต่ว่ามาถามผมก็ต้องบอกว่าผมไม่ใช่คนที่เป็นกลาง ผมก็เป็นฝ่ายค้านที่เป็นคนหยิบเอาข้อมูลที่บอกว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น แต่ว่าผมยังไม่เห็นว่ามีตรงไหนในกระบวนการยุติธรรมในคดีหลักๆ ทั้งหลาย ที่บ่งบอกถึงความผิดปกติในการพิจารณา”

 

ยังไม่พบข้อเคลือบแคลง

“ใช่”

 

เพราะฉะนั้นให้กระบวนการมันเดินหน้าต่อไป

“ใช่ ถูกต้อง”

 

เหตุที่ผมถามถึงถ้าคุณอภิสิทธิ์วันหนึ่งหลังจาก 24 มีนาคมแล้วได้เป็นนายกรัฐมนตรี  ผมกำลังจะถามต่อว่าสถานะของประชาธิปัตย์วันนี้ เอาละคุณอภิสิทธิ์บอกแล้วว่ายังไงผมไม่ต่ำกว่าที่ 2 แต่ถามว่าเป็นรัฐบาลเดี่ยวๆ ได้หรือไม่ ไม่ได้แน่นอน ต้องเป็นรัฐบาลผสมแน่นอน

“ขึ้นอยู่กับประชาชน”

 

ถ้าประชาชนเลือก เลือกเกิด 250 ไม่ได้ด้วย ต้อง 370

“ไม่ ใครได้เกิน 250 คนจะไปหยุดยั้งได้ยังไงถ้าขืนไปฝืนตั้งคนอื่นมา ก็เอา 250 นี้ล้มรัฐบาลได้อยู่แล้ว”

 

สิ่งที่ผมกำลังจะถามต่อไป ทุกพรรคจะไม่มีใครได้เสียงข้างมาก ค่อนข้างจะแน่นอน ยกเว้นมีประชาชนเลือก

“ซึ่งก็อย่าประมาท เพราะในการเลือกตั้งทั่วโลกผมพูดเรื่องนี้หลายครั้ง 2-3 ปีที่ผ่านมา บางทีก็เกิดกระแสอะไรก็ไม่รู้ อาจจะโซเชียลมีเดียเป็นตัวขยายได้ดีก็ได้ อย่าไปคิดว่ามันเกิดขึ้นไม่ได้ แต่เอาละ อยากจะคิดว่าเป็นรัฐบาลผสมก็วิเคราะห์ได้”

 

ผมจะไม่ถามคุณอภิสิทธิ์ว่าจะรวมกับพรรคเพื่อไทยไหม เพราะได้ยินหลายครั้ง แต่ผมจะถามว่าถ้าพรรคเพื่อไทย โหวตให้คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีจะรับตำแหน่งไหม

“ผมยังไม่เห็นเหตุผลนะว่ามันจะเกิดขึ้นแบบนั้น แล้วก็รับ-ไม่รับ ไม่มี ในสภาเขายกมือกัน คุณจะไปห้ามคนมาลงคะแนนไม่ได้”

 

ถ้าวันนั้นพรรคประชาธิปัตย์ถึงคิวเสนอผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ 3 รายชื่อ ผมสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ขอเสนอนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ขอเสียงรับรองจากสมาชิกสภา พรรคเพื่อไทยยกมือให้คุณอภิสิทธิ์รวมถึงตระกูลเพื่อทั้งหลาย คุณอภิสิทธิ์จะเอาอย่างไร

“ผมก็ต้องดูว่าผลคะแนนมันออกมาเป็นอย่างไร ปฏิบัติไปตามระบบ”

 

เกิน 376

“ก็เป็นไปตามระบบ”

 

ยอมรับ

“มันไม่ใช่เรื่องรับ-ไม่รับ คุณไม่มีสิทธิ์ไม่รับ แต่เสร็จแล้วคุณจะตั้งรัฐบาลอย่างไรก็เป็นเรื่องของคุณ ผมก็ยินยันว่าผมไม่มีวันจะไปตั้งรัฐบาลหรือทำอะไรที่มันขัดกับอุดมการณ์ของผม”

 

ชัดเจน ถ้าเขาบอกว่าเอาให้คุณเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ขอพรบ.นิรโทษกรรม

“ยิ่งไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”

 

ไม่ได้เลย

“ไม่ได้เลย”

 

ไม่ใช่อยากเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วยอมได้

“ไม่มี ชัดเจน พอบอกนิรโทษกรรม ไม่ได้อยู่ในความคิดเลย เพราะนั่นคือที่มา บ่อเกิดของวิกฤติจนมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็เป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์แสดงจุดยืนชัดเจนมาโดยตลอด เป็นไปไม่ได้”

 

ทั้งหมดที่ผมถามคุณอภิสิทธิ์ในหัวข้อนี้ต้องบอกก่อนว่ามาจากการวิเคราะห์การเมืองหลายๆ สำนักที่เขาวิเคราะห์กันว่าถ้าวันหนึ่งประเทศนี้เดินไปแล้วมันเป็น 3 ขั้นจริงๆ 3 แพร่งจริงๆ แน่นอน 1 มีสิทธิ์จะจับกับ 2 2 มีสิทธิ์จะจับกับ 3 และ 3 มีสิทธิ์จะจับกับ 1

“ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น”

 

เป็นไปได้ทั้งนั้น

“แต่ผมบอกไปแล้วว่าประชาธิปัตย์จะยึดถือแนวทางของการบริหารประเทศ คือจับมือเป็นรัฐบาล จับมือเป็นฝ่ายค้านไม่มี ขอทำความเข้าใจก่อน คือใครจะเป็นฝ่ายค้านก็ต่างคนต่างเป็นกันไปนั่นหล่ะ ไปเป็นด้วยกันก็ว่าไป ทำงานกันไป แต่ไม่มีใครจับมือกันไปเป็นฝ่ายค้าน จับมือเป็นรัฐบาลผมบอกแล้วต้องเป็นรัฐบาลที่ทำงานตามอุดมการณ์ที่เราพูดไว้เท่านั้น เพราะประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการเลือกตั้งครั้งเดียว จึงอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้”