เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

คำต่อคำการปราศรัยใหญ่ภาคตะวันออก พรรคประชาธิปัตย์ หน้าศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค

การปราศรัยใหญ่ภาคตะวันออก พรรคประชาธิปัตย์

ณ ศาลาจตุรมุข หน้าศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

 

กราบสวัสดีพี่น้องฉะเชิงเทรา พี่น้องที่เคารพรักทุกท่าน ผมต้องขอขอบคุณพี่น้องที่เดินทางมาฟังการปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ในค่ำคืนวันนี้เป็นจำนวนมาก และได้ปักหลักนั่งฟังการปราศรัยมาจนถึงขณะนี้กว่า 3 ชั่วโมงแล้วมังครับ ที่พูดอย่างนี้เพราะว่า 20 กว่าปีที่ผมอยู่ในถนนการเมือง ไม่ค่อยได้มีโอกาสมาจัดปราศรัยใหญ่ๆ ที่จังหวัดฉะเชิงเทราแบบนี้ ผมสอบถามอยู่เรื่อยครับ ว่าเป็นอย่างไร ก็มักจะมีคนบอกว่า จัดปราศรัยแล้วกลัวว่าจะมีคนน้อย ไม่ใช่เพราะว่าไม่ชอบประชาธิปัตย์นะครับ แต่เขาบอกว่า การเมืองแถวนี้มันมีอิทธิพล วันนี้พี่น้องพิสูจน์ให้เห็นแล้วครับว่า ไม่มีอิทธิพลใดๆ ที่พี่น้องเกรงกลัว จะอยู่กับความถูกต้อง จะอยู่กับความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ปรบมือให้กับพี่น้องครับ ดังๆ ครับ

 

ผมต้องเริ่มต้นอย่างนี้เพราะว่า วันนี้พูดกันมากเรื่องประชาธิปไตย ดูไปดูมามีประชาธิปไตยหลายแบบ ต้องพูดกันให้ชัดว่า เราเลือกตั้งจะกลับคืนสู๋ประชาธิปไตยแล้วในที่สุดจะต้องเป็นประชาธิปไตยแบบไหน เพราะว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่ผมเอง 20 กว่าปีเคยผ่านมา เลือกตั้งครั้งนี้พี่น้องประชาชนรอคอยนานที่สุด เพราะครั้งสุดท้ายที่ไปเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งที่สมบูรณื คือปี พ.ศ. 2554 เกือบ 8 ปีครับ ถ้าเป็นวาระของรัฐบาลตามกฎหมายปกติแล้ว นี่เท่ากับว่างเว้นไป 2 รัฐบาล

 

8 ปีที่ผ่านมา ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้อง สถานะของประเทศได้รับผลกระทบมาก 24 มีนาคมนี้ มันจึงเป็นวันสำคัญที่พวกเราทุกคนจะมีบทบาทจะสามารถใช้สิทธิ ใช้อำนาจ ในฐานะเจ้าของประเทศ ที่จะพาพวกเราทุกคนออกจากสภาพปัญหาต่างๆ วันนี้ผมไปมาทั่วประเทศ ถามพี่น้องที่ไหนว่าชีวิตความเป็นอยู่เป็นอย่างไร ตอบไม่แตกต่างจากกันหรอกครับ จะอยู่เหนือ อยู่ใต้ อยู่อีสาน อยู่กรุงเทพฯ หรือที่ภาคตะวันออก หรือที่นี่ ทุกคนบ่นเหมือนกันหมดว่าเศรษฐกิจแย่ ปัญหาปากท้องรุนแรง จนลง ที่นี่ก็เป็นอย่างนั้นใช่มั้ยครับ ขอดูหน่อยสิครับว่า ใครว่าตอนนี้ใครว่า เศรษฐกิจดีบ้าง ช่วยยกมือครับ ได้ยินผมมั้ยครับ ไม่เห็นซักมือเลยครับ แล้วใครว่าเศรษฐกิจแย่ ยกมือซิครับ กล้องช่วยถ่ายไปส่ง พล.อ.ประยุทธ์ หน่อย

 

ทุกคนรอคอยว่า 24 มีนา เลือกตั้ง มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแล้ว ชีวิตเราควรจะดีขึ้น เช่นเดียวกันการเมือง 10 กว่าปีที่ผ่านมา สำหรับพี่น้องคนไทยจำนวนมาก เหมือนฝันร้าย ที่มีความขัดแย้ง ที่มีวัฎจักร หรือเขาเรียกว่าวงจรอุบาทว์ สลับสับเปลี่ยนกัน ระหว่างการรัฐประหาร รัฐบาลเผด็จการ การเลือกตั้ง และต่อมามีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง แต่ทุจริต คอร์รัปชัน จนเกิดความขัดแย้ง และนำกลับมาสู่ปัญหาการรัฐประหาร และเผด็จการอีก

 

24 มีนานี้ เราต้องตัดวงจรนี้ให้ได้ 24 มีนา จึงเป็นวันสำคัญในทางเศรษฐกิจ การเมืองของประเทศไทย ที่พี่น้องที่นี่ และพี่น้องคนไทยทั่วประเทศจะต้องช่วยกันส่งสัญญาณดังๆ และทำให้เราหลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ เหล่านี้ให้ได้ ประชาธิปัตย์อยู่กับพี่น้อง ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกันมา 70 กว่าปี 8 ปีที่ผ่านมา 5 ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยหนีไปไหนครับ วันที่เขายึดอำนาจ ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง พวกเราในพรรคฯ มาถามผมว่า เราต้องปิดพรรคมั้ย เพราะหลายพรรคเขาปิดพรรคนะครับ ปิดพรรค ถือโอกาสไปพักผ่อน ทำงานนั้นทำงานนี้ แต่ผมบอกว่าประชาธิปัตย์ปิดพรรคไม่ได้ เราไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย เราไม่ได้ไปทะเลาะกับใคร ไม่ได้ทำตัวเป็นปัญหากับความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย แต่ที่ปิดพรรคไม่ได้ เพราะผมรู้ว่า ใครจะใช้คำว่า เว้นวรรค พักผ่อน ปัญหาของพี่น้องไม่เคยเว้นวรรค ปัญหาของพี่น้องไม่เคยพักผ่อน

 

เราจึงใช้เวลา 5 ปีเต็มๆ คลุกคลีอยู่กับพี่น้องประชาชน ถามไถ่ทุกข์สุข ผมคนหนึ่งไม่เคยหยุด เดินทางไปทั่วประเทศ แลกเปลี่ยน ปรับทุกข์ ว่าปัญหาต่างๆ ของพี่น้องจะเป็นเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ธุรกิจขนาดเล็ก หรือใครก็แล้วแต่คืออะไร ใช้เวลา 5 ปี ศึกษาว่าปัญหาที่เราเจอ การแก้ไขปัญหาต่างๆ มันมีความคิด มันมีตัวอย่าง มันมีประสบการณ์ที่ไหน ที่จะทำให้เรามีความพร้อมในการทำงานให้กับประชาชน

 

เป็น 5 ปี ที่เราเรียนรู้อะไรเยอะ และสร้างความพร้อมให้กับเราในวันนี้ พรรคการเมืองคู่แข่งเรา ขึ้นเวทีหลายเวทีกับผม อ้างว่าหลายเรื่องที่นโยบายยังไม่ชัดเจนนั้น เป็นเพราะถูกห้ามทำกิจกรรมการเมืองมา 5 ปี ไม่จริงหรอกครับ ถ้าใส่ใจเรื่องราวของประชาชน ใส่ใจปัญหาของบ้านเมือง นักการเมืองอย่างพวกเราที่เป็นนักการเมืองอาชีพ เราทำงานได้ และพี่น้องก็จะสังเกตว่าเราพร้อมที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลถ้าจำเป็น เราพร้อมที่จะประสานงานส่วนราชการต่างๆ ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง ผมทำ อดีตนายกฯ ชวนทำ อดีต ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ทำ เพื่อพิสูจน์ว่าเราคือพรรคที่อยู่เคียงข้างประชาชนอย่างแท้จริง

 

วันนี้ความพร้อมในนโยบายเราจึงมีไงครับ และเราดูแล้ว สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องทำ คือเรื่องปากท้องเรื่องเศรษฐกิจ นโยบายเราจึงขึ้นว่า “แก้จน” เป็นอันดับแรก “แก้จน สร้างคน สร้างชาติ” แก้อย่างไร ถามพี่น้องว่าทำไมเศรษฐกิจมันไม่ดี ถามนักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ว่าทำไมเศรษฐกิจมันไม่ดี ทั้งๆ ที่หลายครั้งรัฐบาลออกมายืนยันว่ามันดี บางคนบอกว่า หรือรัฐบาลโกหก – ไม่ใช่ครับ เวลารัฐบาลแถลงว่า รายได้ของประเทศ รายได้ของพี่น้องประชาชนทุกคนเพิ่มขึ้น ปีละ 3% 4% เขาไม่ได้โกหกครับ แต่วิธีคิดตัวเลขเหล่านั้น เขาเอาเงินรายได้ของพวกเราทุกคนไงครับ รวมกันปีนี้ รวมกันปีถัดไป แล้วดูซิว่ามันเพิ่มขึ้นเท่าไหร่

 

แต่สิ่งที่รัฐบาลมักไม่ยอมแถลงก็คือว่า ตัวเลขที่มันโตขึ้น 3% 4% นั้นมันไปอยู่ที่ไหน เพราะประชาธิปัตย์ เราไล่ดูตัวเลขจริงๆ ครับ ไล่ดูตัวเลขแล้วพบว่า รายได้ของพี่น้องในหลายจังหวัดนอกจากจะไม่ได้เพิ่มขึ้น 3% 4% แล้ว ลดลง บางจังหวัดลดลง 20% 30% ยังมีเลยครับ แต่ว่าถ้าเราไปดูกำไรของบริษัทขนาดใหญ่ กำไรของบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้น เราจะเห็นว่า ตัวเลขดีมาก ฉะนั้นคนกลุ่มหนึ่งร่ำรวยขึ้นมากพอสมควร แต่คนส่วนใหญ่รายได้ลดลง เอามารวมกันเฉลี่ยแล้วมันเพิ่มขึ้นได้ครับ 3% 4%

 

แต่พี่น้องที่นี่ก็บอกกับผมแล้วว่า มันไม่ใช่ ยกมือเมื่อสักครู่ทุกคนยืนยันว่ามันไม่ดี ผมว่าไม่ใช่จากความรู้สึกหรอก จากข้อเท็จจริง ผมถามอีกคำถามง่ายๆ ใครเป็นหนี้บ้างครับ ยกมือสิครับ ดูคนข้างๆ นะครับ ใครไม่ยกมือก็จะได้กู้จากเขาได้ครับ ปัญหาที่เราต้องเร่งแก้ก็คือ ทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่มีเงิน มีกำลังในการที่จะซื้อของเพื่อให้เศรษฐกิจมันหมุนเวียน ยากครับ ถ้าทำกันอยู่แบบที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

 

คนทำนา ปลูกข้าว ราคาข้าว 4 – 5 ปี ที่ผ่านมา เทียบกับหลายปีก่อน อาจจะลดลงครึ่งหนึ่ง คนปลูกยาง เทียบกับหลายปีก่อน ลดลงเหลือแค่ 1 ใน 3 1 ใน 4 แล้วเราจะให้คนเหล่านี้ดำรงชีพ ทำให้เศรษฐกิจมันหมุนเวียนอยู่ได้อย่างไร พี่น้องผู้ใช้แรงงาน มีช่วงนึงได้นโยบายจากรัฐบาลนึงบอกขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไปเลยแบบก้าวกระโดด ขึ้นเสร็จ ของแพง มีการย้ายฐานการผลิต แล้วก็ทำให้ค่าแรงไม่ขยับอีกหลายปี จะเอาเงินที่ไหนมาทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

 

ประชาธิปัตย์ ถึงมีนโยบาย “แก้จน” ที่เริ่มต้นง่ายๆ ว่า ทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่ มีเงิน มีกำลังซื้อ เดี๋ยวผมพูดว่ามีนโยบายอะไรบ้าง ก็จะมี เดี๋ยวนี้พรรคที่เชียร์รัฐบาลอยู่จะมาตอบโต้ ก็วันก่อนเขาก็ตอบโต้มาหนนึง เขาบอก ประชาธิปัตย์พูด แต่เขานั้นทำแล้ว ผมถามว่ารัฐบาลนี้แก้จนยังไงครับ พี่น้องทราบมั้ยรัฐบาลนี้แก้จนยังไง วิธีเขาคือทำให้พี่น้องจนอยู่ 4 ปี แล้วมาแจกเงินปีที่ 5 ก่อนเลือกตั้ง

 

ถ้าแก้จนเก่งจริง ต้องเป็นอย่างที่รองนายกฯ พูดไปเมื่อต้นปีสิครับ ต้นปีก่อนนะ ปีที่แล้ว จำได้มั้ย รองนายกฯ พูดว่าไง รองนายกฯ บอกว่า ภายใน 1 ปี คนจนจะหมดไป ข้างหน้าตะโกนว่าตายหมด ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ แต่แปลกมั้ยล่ะครับ ประกาศว่าคนจนจะหมดไป ก็ไปทำบัตรคนจนขึ้นมา แล้วก็พบว่าอยู่ดีๆ เมื่อก่อนนี้เขาบอกว่าคนจนในประเทศไทยนี้ค่อยๆ ลดลงๆๆ หลายปีก่อนก็บอกเหลือประมาณ 6 – 7 ล้านคน แต่มารัฐบาลนี้สำรวจคนจนมี 11 ล้านคน นอกจากไม่หมด เพิ่มมาอีก 4 ล้านคน 11 ล้านสำรวจต้นปี ใกล้ฤดูเลือกตั้ง คงอยากแจกเงินมาก เพิ่มคนไปเป็น 14 ล้านคนแล้ว นี่ไม่ใช่วิธีแก้จนของพรรคประชาธิปัตย์

 

ผมว่าพี่น้องที่ยากจนไม่ได้อยากได้การแจกเงิน แต่อยากให้ทำกินแล้วชีวิตอยู่ได้ รายได้พอมี ไม่ได้ขออะไรมากมายเลย หน้าที่รัฐบาลในการแก้จนคือเมื่อมันเกิดเหตุที่ทำให้มีความจำเป็นต้องมาช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็เข้ามา ถามว่าเราแก้จนอย่างไร สำหรับเกษตรกร ประชาธิปัตย์เคยพิสูจน์มาแล้ว ใช้นโยบายที่เรียกว่าประกันรายได้ พี่น้องชาวนาถ้าเราเห็นว่าชีวิตจะพออยู่ได้ ข้าวต้องราคาสักหมื่นนึง ขายจริงได้ 7,000 ประชาธิปัตย์ก็บอก คุณก็รับเงินจากรัฐบาลไป 3,000 เพื่อให้มันครบหมื่นนึง แต่ถ้าราคาข้าวเกินหมื่นนึง รัฐบาลก็ไม่ต้องทำอะไร วิธีนี้ทำให้รัฐบาลต้องพยายามทำให้ข้าวราคาสูง เพราะถ้าทำต่ำ รัฐบาลต้องใช้เงินเยอะ เราทำอย่างนี้กับข้าว กับข้าวโพด กับมันสำปะหลัง สำเร็จมาแล้ว และไม่เหมือนกับนโยบายจำนำ ที่ในที่สุดต้องเลิกไป มันต่างกันยังไงครับ

 

1. นโยบายที่เราทำ ใช้งบประมาณที่รัฐบาลพอควบคุมได้ ไม่บานปลาย แต่จำนำข้าว ขาดทุนไปแล้วหลายแสนล้านบาท ทุกวันนี้พี่น้องที่เสียภาษีทุกปีๆ เงินภาษีพี่น้องต้องไปใช้หนี้โครงการจำนำข้าวอีกปีละประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ปัญหานี้ไม่มีกับโครงการ แนวทางแก้จนของประชาธิปัตย์

 

2. ไม่เหมือนการจำนำ รัฐบาลไม่ไปยุ่งเลยครับ กับการไปซื้อขายสินค้าเกษตร แต่โครงการจำนำทำการซื้อขายสินค้าเกษตรปั่นป่วนไปหมด เพราะมันไม่ได้จำนำหรอกครับ ไปรับซื้อในราคาที่สูงเกินจริง

 

3. พอซื้อเขามาแล้ว ของเต็ม ล้นสต็อค ล้นสต็อคเกิดอะไรขึ้นครับ ไปกดราคาข้าวในปีต่อๆ มา เพราะใครค้าขายข้าวก็รู้ว่าสต็อคมันล้นอยู่ ของมันเหลือเยอะอยู่ นโยบายประชาธิปัตย์ก็ไม่มีปัญหานี้ ล้นเสร็จพอระบายออก โกง ปฏิเสธไม่ได้แล้วละครับ เพราะติดคุกกันไปแล้ว

 

แต่ประกันรายได้ประชาธิปัตย์ไม่มีเรื่องนี้ นี่คือบทพิสูจน์ว่า เราทำสำเร็จมาแล้ว และจะกลับมาทำใหม่ แต่เที่ยวนี้ปรับปรุงให้ดีขึ้นในการบริหาร เที่ยวนี้ขยายไปถึงพืชผลตัวอื่นๆ ด้วย นั่นคือพี่น้องส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นเกษตรกร พี่น้องที่เป็นผู้ใช้แรงงาน อยู่ในภาคอุตสาหกรรม อยู่ในภาคบริการ มาภาคตะวันออก มีครบหมดนะครับ เกษตรก็มี อุตสาหกรรมก็มี บริการก็มี ค่าแรงไม่พอกับการครองชีพ เมื่อกี้ผมพูดไปแล้ว ในอดีตไปออกกฎหมายไปบังคับการขึ้นค่าแรง สุดท้ายผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ เลิกกิจการก็มี แถมทุกครั้งประกาศขึ้นค่าแรง ราคาสินค้าขึ้นไปก่อน

 

เที่ยวนี้ประชาธิปัตย์บอก เราแก้จนประกันรายได้ เริ่มต้นง่ายๆ เราบอกว่า ใครที่ทำงาน รายได้ไม่ถึง แสน 2 หมื่นบาทต่อปี ถ้าค่าจ้างต่ำอยู่ ไม่ถึงระดับที่เรากำหนด เอาเงินส่วนต่างจากรัฐบาลไป ผู้ใช้แรงงานอยู่ได้ มีรายได้ดีขึ้น ไม่เป็นภาระกับนายจ้าง ไม่มีเหตุผลในการที่จะไปขึ้นราคาสินค้า เพราะต้นทุนไม่เพิ่ม นี่สิ่งแรกที่เราจะเร่งทำ เพื่อให้เศรษฐกิจมันกลับมาหมุนเวียน

 

และการแก้จนที่เราจะทำ จะมีเรื่องของการแก้ปัญหาที่ทำกิน นโยบายโฉนดสีฟ้า เพิ่มผลผลิตในภาคการเกษตร ด้วยการมี กองทุนน้ำชุมชน มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลาย ซึ่งเดี๋ยวจะต้องพูดเพิ่มขึ้น เพราะมาอยู่ในภาคตะวันออกที่รัฐบาลนี้ชูนโยบาย EEC เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ นี่คือแนวทางการแก้จนของประชาธิปัตย์

 

แต่แน่นอนครับ ก็อาจจะมีคนตกหล่น เป็นคนยากไร้ ถามว่าที่เคยทำ และทำอยู่ปัจจุบันคือบัตรคนจน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประชาธิปัตย์จะว่าอย่างไร ผมก็ต้องบอกก่อนว่า ใครมาปราศรัยว่า ถ้าไม่เลือกพรรคเขาจะมีการยกเลิกบัตรคนจนจะไม่ได้อีกแล้ว บอกพี่น้องไว้ล่วงหน้าเลยว่าพูดเท็จ แล้วใครมาพูดบอกผมด้วย ผมจะไปร้อง กกต. เพราะประชาธิปัตย์พูดชัดว่า ไม่เป็นไร บัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับคนยากไร้ มีต่อได้ แต่เราจะเปลี่ยน

 

1. ต้องไปสำรวจกันให้ดีอีกรอบนึงว่า ใครบ้างที่สมควรจะได้บัตรนี้ เพราะที่ผ่านมา มีคนจนจำนวนมากยังไม่ได้บัตรนี้ และมีหลายคนที่ได้บัตรนี้ไปแต่ไม่จน ที่สำคัญก็คือว่า ขนาดแจกเงินยังทำไม่เป็นเลยครับ โอนเงินเข้ามาอยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนละ 300 บาท 500 บาท ทำให้มันยุ่งยาก นานๆ ก็มีแถมสิทธิ์นั้นสิทธิ์นี้มาที ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าไปโรงพยาบาล แล้วแต่ตามใจชอบของรัฐบาลว่าเดือนนี้จะให้ เดือนนั้นจะให้ ผมสังเกตก็คือมาให้ตอนใกล้หาเสียงนั่นแหละ

 

แต่ที่เจ็บปวดที่สุดก็คือว่า เอาเงินบอกว่ามาให้พี่น้องคนยากคนจน แต่แปลก ห้ามคนจนซื้อของจากคนจนด้วยกัน ทำไมไม่โอนเงินมาให้เราโดยตรง เป็นประชาธิปัตย์ไม่เอาแล้วรูดบัตรอย่างนี้ ให้มาเป็นเงินสด หรือโอนเข้าบัญชีพวกเราเลย เพราะอะไรครับ ผมไปมาหลายแห่ง คนอยู่ต่างจังหวัดมีบัตรมาถามผม รถไฟฟ้ามันขึ้นที่ไหน เพราะสิทธิ์อยู่ในนั้น นับไปด้วยนะว่าให้ไปแล้ว บ่นกับผมบอก ได้เงินมาปั๊บ 300 บาท 500 บาท เริ่มต้นก็ต้องเสียค่าน้ำมันไปหาร้านที่มีเครื่องรูดบัตร เดินเข้าไปในร้าน หยิบสินค้าตามใจชอบก็ไม่ได้ บางอย่างซื้อได้ บางอย่างซื้อไม่ได้ ทำอย่างนี้ทำไมครับ ทำไมล่ะ เงินไปถึงมือพี่น้อง ให้เขาเดินเข้าตลาดสดไม่ดีกว่าเหรอ ซื้อของจากพ่อค้าแม่ค้า

 

ทำไมล่ะ ให้เงินเขาทั้งที เขาหิว ให้เขาไปอุดหนุนร้านข้าวแกง ร้านก๋วยเตี๋ยว ทำไมล่ะ เขาขาดสิ่งของเล็กน้อย แทนที่จะต้องขึ้นรถเสียค่าน้ำมันไปไกล ซื้อของร้านเล็กๆ ข้างบ้าน เงินมันจะได้หมุนไปที่พ่อค้าแม่ขาย ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวแกง ร้านค้าข้างบ้าน คนเหล่านี้ไม่ได้ร่ำรวย แต่นี่อยู่ดีๆ เอาเงินของคนทั้งตำบลไปกองอยู่ที่ร้านค้า 2 ร้าน แล้วไม่ออกมาให้เราเห็นอีก นี่คือความแตกต่างที่ผมยืนยันว่า วันนี้ประชาธิปัตย์ถึงพร้อมแล้วในเรื่องของการแก้จน และไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วครับ ให้เป็นเงินสดโอนเข้าบัญชีโดยตรงไม่ต้องไปรูดบัตรกันแล้ว ไอ้ที่บอกให้สิทธิ์ 1-2-3-4-5 อันนั้นเป็นมูลค่าเท่านั้นเท่านี้ ประชาธิปัตย์บอกไม่ต้องแล้ว เหมารวมไปเลยเดือนละ 800 บาท

 

นี่คือสิ่งที่เราติดตาม สิ่งที่เราศึกษามาโดยตลอด ผมไม่ได้เพิ่งมาพูดวันนี้นะครับ ผมพูดวิจารณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตั้งแต่เดือนแรกว่าคุณทำอย่างนี้ทำไม โอนเงินมาแล้วไม่ยอมให้เงินหมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจของชุมชนกับคนยากคนจนด้วยกัน นี่คือความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์ ข้างหน้าคับแค้นใจมาก รูดไม่ได้ซักตู้นึง ผมอยากจะบอกว่า แต่เราไม่ได้คิดแก้ปัญหาครั้งนี้เฉพาะหน้าเท่านั้นหรอกครับ ที่ว่าแก้จนนี้ เราต้องการให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า และลงทุนในสิ่งที่ประชาธิปัตย์เห็นว่าสำคัญที่สุดมาโดยตลอด คือเรื่องคน แก้จนจึงตามมาด้วย สร้างคน

 

ท่านอดีตหัวหน้า ท่านอดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย เล่าให้พี่น้องฟังหลายนโยบายที่เราทำมา ท่านทำอนุบาลชนบท ผลักดันให้พี่น้องในต่างจังหวัดในชนบทโดยเฉพาะ มีโรงเรียนอนุบาลให้กับลูกหลานได้ ผมเข้ามาทำเรื่องการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก ว่าจะต้องมีอย่างน้อยทุกตำบล วันนี้เราก็จะขยายงานเหล่านี้ต่อ ท่านเป็นคนริเริ่มผลักดันการศึกษาฟรี ตั้งแต่ 6 ปี มาเป็น 9 ปี ผมก็ทำจนเป็น 12 ปี เป็น 15 และฟรีจริงๆ สมัยผม เพราะเรื่องตำราเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน เราให้ด้วย ท่านมองเห็นว่าพี่น้องอยากเรียนสูงกว่ามัธยม ก็ทำเรื่องกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่ท่านเล่าไปแล้วว่า ทั่วประเทศได้ไป 5 ล้านคน ที่นี่ 4 หมื่นกว่าคน นี่คือบทพิสูจน์ว่า รากฐานของนโยบายประชาธิปัตย์ไม่ใช่เพิ่งมาคิดตอนหาเสียงหรอก แต่จะต่อยอด

 

ศูนย์เด็กเล็กขยาย ท่านให้อาหารกลางวันไว้ถึง ป.6 วันนี้เราตัดสินใจแล้วว่า ควรจะขยายไปถึง ม.3 และควรจะแถมอาหารเช้าให้ด้วย ให้กับลูกหลานพี่น้องที่ไปโรงเรียน แล้วที่เรียนฟรีจนถึง ม.ปลาย วันนี้เราตัดสินใจชัดเจนว่าให้เรียนฟรีถึง ปวส. เพราะเราต้องการลงทุนในเรื่องคน และที่ให้ถึง ปวส. เพราะเรามองเห็นแล้วว่าขณะนี้การเรียนสายอาชีพเป็นหลักประกันที่ดีว่าจะมีงานทำ อยากส่งเสริมให้คนเรียนสายอาชีพมากขึ้น จึงขยายไปที่ ปวส. นี่คือนโยบายที่เราต่อยอด

 

แต่สำหรับเรื่องเด็ก วันนี้เราถอยลงมาครับ ไม่ไปเริ่มที่ศูนย์เด็กเล็ก อนุบาลชนบทแล้ว วันนี้เราไปดูว่านักวิจัย องค์กรระหว่างประเทศ เขาทำการศึกษามา บอกว่าการพัฒนาคนช่วงชีวิตที่สำคัญที่สุดคือแรกเกิด จนถึง 8 ขวบ เขาบอกว่า ถ้าได้รับอาหารดี มีนมแม่ มีโภชนาการที่ดี เด็กจะเติบโตมาแล้ว ร่างกายแข็งแรง สมองดี จริงๆ นมโรงเรียนของท่านอดีตนายกฯ ชวนเริ่มไว้ ทำมานี้ จนปัจจุบันคนไทยสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 11 เซ็น ตอนนี้เราต้องกลับไปดูเด็กเล็กจนถึงอายุ 8 ขวบ จึงเกิดนโยบาย “เกิดปั๊บ รับสิทธิ์เงินแสน” ที่ดูโฆษณาไปเมื่อสักครู่นั่นแหละครับ ฟังตอนแรกๆ งง แปลว่าอะไร แปลว่าเรากำลังเอาเงินไปให้ลูกหลานเราทุกคนถึง 8 ขวบ ให้มั่นใจว่า เขาจะอิ่มท้อง สมองดี เกิดปั๊บ รับไปทันที 5,000 จากนั้นทุกเดือนรับไปอีกเดือนละ 1,000 จนอายุ 8 ขวบ ใครเก่งเลขคำนวนครับ 5,000 บวก 1,000 1,000 1,000 ไปเรื่อยๆ จนครบ 8 ขวบ ออกมา 1 แสนบาทพอดี นั่นคือ เกิดปั๊บ รับสิทธิ์เงินแสน ใครเพิ่งคลอดลูก ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงนะครับ เกิดเร็วไปนิดนึง ใครที่ตั้งครรภ์อยู่ก็ต้องใจเย็นๆ นิดนะครับ รอประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก่อน

 

แต่ว่าวันนี้นโยบายนี้ตอนที่เราออกมาใหม่ๆ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องแบบนี้ แต่วันนี้มาแล้วครับ พอดีโฆษณาที่ทำเมื่อสักครู่ ทำไว้สักพักนึงแล้ว ตอนนี้มันต้องเติมเข้าไปตอนท้ายว่า โปรดอ่านฉลากก่อน ระวังสินค้าลอกเลียน เพราะไม่กี่วันมานี้ มีอีกพรรคการเมืองหนึ่งมาแล้วครับ เอ่ยชื่อก็ได้ พรรคพลังประชารัฐ บอก แสนนึง น้อยไป จะให้เยอะกว่านี้ วันนี้พรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ตอนนี้ครับ เพิ่งประกาศว่าจะดูแลเด็กแรกเกิดถึง 8 ขวบ สินค้าลอกเลียนอันตรายนะครับ เพราะกะว่าจะมาเกทับกันตอนเลือกตั้ง ทำไมผมถึงรู้ว่าอย่างพรรคพลังประชารัฐ ไม่เคยเชื่อเรื่องนี้ เพราะวันที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศเกิดปั๊บ รับสิทธิ์เงินแสน มีคนๆ หนึ่งถูกสัมภาษณ์ แล้วบอกว่า อย่าไปเชื่อ เอาเงินมาจากไหน คนๆ นั้นชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ววันนี้พรรคที่เสนอชื่อท่านเป็นนายกฯ เกทับตัวเลขไปอีก ไม่รู้กี่เปอร์เซนต์ ท่านถามหรือยังว่าเอาเงินมาจากไหน แล้วท่านเคยถามตัวเองมั้ยว่า ทำไมอยู่มา 5 ปี ไม่ทำ

 

เราจึงต้องมีความชัดเจนครับว่า นโยบายอย่างที่ท่านอดีตนายกฯ ชวนพูดนั่นแหละครับ เดี๋ยวจะมีการลอกเลียน เกทับในเรื่องหลายเรื่อง แต่พี่น้องต้องดูว่า ใครของแท้ ใครของเทียม ไม่ใช่เฉพาะเด็กๆ หรอกครับ ผู้สูงอายุเหมือนกัน เมื่อกี้ท่านนายกฯ ชวนพูด เล่าให้ฟังใช่มั้ยครับ 200 บาทก็เกิดขึ้นจากประชาธิปัตย์ เพิ่มเป็น 300 บาทก็ประชาธิปัตย์ ไม่มีพรรคการเมืองอื่นทำ พล.อ.สุรยุทธมา ให้เป็น 500 ผมเข้ามาให้ทุกคนเป็นครั้งแรก เพราะ 200 300 500 ช่วงแรกไม่ได้ให้ทุกคน แต่ตอนหลังรัฐบาลที่แล้วก็มาต่อเป็นขั้นบันได 60 ได้ 600 70 ได้ 700 80 ได้ 800 ผมก็ไปดูตัวเลขแล้ว ช่วงนี้ 600 700 800 ไม่พอใช่มั้ยครับ เอาซักเท่าไหร่ดี เยอะๆ จริงๆ อยากให้เยอะครับ แต่พูดตามตรงถ้าไปบอกว่าจะให้หมื่นนึง ให้ห้าพัน ให้สามพัน ก็มาหลอกกัน เพราะแค่ที่จ่ายอยู่ในปัจจุบันก็หลายหมื่นล้านอยู่แล้ว แต่ว่าซักพันนึงพอไหว พันนึงพอไหว จริงๆ ตอนนี้ก็ได้นะพันนึง แต่ต้องอยู่ถึงร้อยก่อน ทีนี้ผมดูแล้วที่ผ่านมาถึงร้อยน้อยคนครับ เพราะฉะนั้นประชาธิปัตย์ก็บอกว่าเป็นรัฐบาลเที่ยวนี้ 60 70 80 90 ได้ 1,000 เหมือนกันหมด

 

อสม. ซึ่งจะต้องมาดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น มีหน้าที่ในการดูแลพี่น้องที่ป่วยจากโรคที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทั้งหลายมากขึ้น ต่อไปต้องตระเวนไปดูผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียงร่วมกับท้องถิ่น ร่วมกับอีกหลายๆ ฝ่าย ค่าตอบแทนที่ได้ก็เริ่มจากประชาธิปัตย์ 600 บาท แล้วก็ไม่มีใครสนใจอีก จนจะเลือกตั้งนี่แหละ ถึงมาประกาศว่าขึ้นให้เป็น 1,000 บาท และถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้ใช่มั้ยครับ มีมั้ยครับ อสม. ยกมือหน่อยครับ ได้หรือยังครับ 1,000 ยัง ทวงกันต่อไป แต่ดีกว่านั้นคือไม่ต้องรอทวงครับ เลือกประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ได้แน่นอน 1,000 บวกกับอีก 200 บาท เป็นกองทุนบำเน็จให้ บางพรรคตอนนี้บอกจะให้เป็นหมื่น ผมก็ไม่ทราบว่า เข้าใจที่มาที่ไป สภาพความเป็นจริง การทำงานของ อสม. แค่ไหน

 

ผมถึงบอกว่า แก้จนก็ดี สร้างคนก็ดี สร้างชาติก็ดี ท่านต้องดูอย่าแค่ตัวนโยบาย หลังจากนี้ผมรับรองเลยครับ เกทับกันไปเรื่อยๆ แต่เราเป็นคนวางความคิดเรื่องนี้ เราเชื่อเรื่องนี้ เรามั่นใจว่าเราทำได้แน่นอน ตัวเลขที่เราคำนวนออกมา เราทำอย่างระมัดระวัง เพราะเราพิสูจน์มาตลอดว่า ประชาธิปัตย์เราเป็นพรรคที่รับผิดชอบ ไม่เอาเงินมาถลุง วันที่ประเทศจะล้มละลาย สมัยท่านนายกฯ ชวน วันที่ประเทศกำลังดิ่งลงเหวเพราะเจอวิกฤติเศรษฐกิจโลกยุคผม นั่นไม่มีเงิน เราก็บริหารจนผ่านพ้นมาได้ และเราไม่เคยสร้างปัญหา จนแฟนๆ เราบอกว่า ประชาธิปัตย์ชอบเก็บเงินไว้ให้คนอื่นใช้เพราะเราทำฐานะการคลัง ฐานะบ้านเมืองดีขึ้นมาโดยตลอด

 

นโยบายของเราพี่น้องจึงมั่นใจได้ว่า ไม่บานปลาย สร้างความเสียหายทางการเงินการคลัง นี่คือสิ่งที่ผมจะต้องชวนพี่น้องว่า 24 มีนา ที่ว่าจะแก้จน พ้นภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ มาร่วมกับประชาธิปัตย์ และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องที่ตะวันออกโดยเฉพาะ เช่นเดียวกันครับ รัฐบาลก็คงมาพูดอีก ถ้าไม่เลือก เดี๋ยวโครงการ EEC จะล้ม ไม่ล้มหรอกครับ เพราะโครงการ EEC มีเรื่องรถไฟความเร็วสูง มีเรื่องการพัฒนาสนามบิน มีเรื่องการต่อขยายให้เกิดเขตการลงทุนมากขึ้น เหล่านี้ประชาธิปัตย์เริ่มต้น และคิดมาก่อนเกือบทั้งสิ้น แต่ยังไม่มีโอกาสที่จะได้ทำ ที่จริงรถไฟความเร็วสูงควรจะไปถึงระยองด้วยซ้ำ ไม่ใช่มาจบอยู่ที่อู่ตะเภา

 

และที่สำคัญครับ ประชาธิปัตย์คิดนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่เหมือนรัฐบาลนี้ ทำไมเมื่อกี้ผมขับรถไฟฟ้าเข้ามาตรงนี้ เพราะนั่นคืออนาคตของอุตสาหกรรมที่ควรจะเป็น หมายความว่าคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เป็นอุตสาหกรรมสะอาด ฝุ่นพิษที่เจอกันทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาผลาญน้ำมันดีเซลที่ใช้ในการขนส่ง ในการคมนาคม ทั่วโลกตอนนี้หันมาทำอย่างนี้หมดแล้ว เราก็ต้องเดินไปสู่การส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่แปลกมั้ยครับ รัฐบาลนี้ ตอนนี้ที่ทำ EEC อยากจะได้การลงทุน อยากจะดึงคนเข้ามาให้ตัวเลขมันสวยหรู ไปยกเว้นกฎระเบียบมากมาย ผังเมืองยกเว้น ขั้นตอนการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมยกเว้น เรามีบทเรียนราคาแพงที่มาบตาพุดนะครับ จำได้ใช่มั้ยครับ เกิดปัญหามลพิษขึ้น ผมต้องเข้าไปแก้ และยืนยันว่าต่อไปนี้การพัฒนาเศรษฐกิจต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นมิตรกับชุมชนในพื้นที่ EEC เดินต่อครับ แต่เดินให้มันถูกทิศถูกทาง สนับสนุนอุตสาหกรรมสะอาด ส่งเสริมให้เศรษฐกิจของพี่น้องในชุมชนเดินได้ ฉะนั้นการแก้จน สร้างคน สร้างชาติ ที่เป็นนโยบายของเรา พี่น้องมั่นใจได้ครับ ช่วยกันทำให้เราหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

 

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องการเมือง พูดกันให้ชัด เพราะมันไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว ถ้านโยบายดี แต่การเมืองมีปัญหาเหมือนกับ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่ช้าไม่นาน ก็กลับมาอยู่ตรงนี้อีก แล้วเราจะตัดวงจรการเมืองที่เป็นปัญหาอย่างไร ที่ประชาธิปัตย์ขึ้นคำตัวใหญ่ๆ ข้างบนว่า “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต” นั่นคือคำตอบครับ เพราะการมีประชาธิปไตยที่สุจริตเท่านั้น จะทำให้เรามีภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ไม่ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารอีก วันนี้ทุกคนพูดประชาธิปไตยหมด แต่พูดไม่ครบไงครับ บางฝ่ายก็ เลือกตั้งก็มีประชาธิปไตยแล้ว แต่พอมาเป็นรัฐบาล ไม่เคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ไม่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ประชาชนไม่ได้เป็นใหญ่ ประชาธิปไตยไม่ได้สุจริต พอหรือยังครับ กับประชาธิปไตยที่ทุจริต พอมั้ยครับ หลายคนในที่นี้ผมไม่รู้ ไปเดินขบวนบ้างมั้ยครับ 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีใครไปมั้ยครับ มี แต่ว่ายกมือไม่ค่อยสูงเท่าไหร่ กล้องไม่ได้ถ่ายนะครับ

 

เมื่อสักครู่บนเวทีของพรรคเพื่อไทย เฉลิม อยู่บำรุง ชี้หน้าด่าคนนั้นคนนี้ไปหมด รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์และผม เรียกว่า มึง ผมไม่ขึ้น มึง-กู กับท่านหรอก บอกว่ามึง ไปชุมนุมทำให้ทหารปฏิวัติ พี่น้องที่ไปชุมนุมที่นี่ และที่อื่น ผมไม่เชื่อหรอกว่าไปชุมนุมให้ปฏิวัติ แต่ไปชุมนุมไล่คนโกง (เสียงปรบมือ) ส่วนเมื่อเหตุการณ์บานปลายไปแล้ว ทำไมถึงเกิดการปฏิวัติ ผมก็บอกว่า ย้อนกลับไปดูสิครับ ปฏิวัติเดือนพฤษภาคม ปี 57 มีนาคมปี 57 ท่านไปเปิดได้ จะยูทูป เฟซบุ๊ก ผมออกมาบอกว่า สถานการณ์กำลังบานปลายนะ ถ้าไม่ช่วยกันมาคุยกัน รัฐบาลฝ่ายค้าน ฝ่ายต่างๆ ระวังจะเกิดปัญหาการปฏิวัติ รัฐประหาร ผมไม่อยากให้เกิดขึ้น วันนั้นผมบอกไม่อยากให้เกิดขึ้น 3 อย่าง 1. คนไทยฆ่าฟันกันเอง สูญเสีย 2. ปฏิวัติรัฐประหาร 3. ดึงสถาบันที่ควรจะอยู่เหนือทางการเมือง ลงมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง บอกต้องไม่ให้เกิดขึ้น

 

แต่วันนั้นผมไม่ได้รับความร่วมมือจากพรรคเพื่อไทย จากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย 10 นาทีก่อนปฏิวัติ ผมก็ยังคุยอยู่กับคนในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ว่าคุณมาช่วยกันคิดซิ ถอยออกมาสักนิดได้มั้ย แล้วดูหนทางว่า ประเทศจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร คุณเฉลิมจำได้เหรอครับ เพราะว่าคุณเฉลิมไม่ได้ประชุมด้วยก่อนปฏิวัติ แต่คุณเฉลิมนั้นเจอผมหลังจากที่เขาปฏิวัติแล้ว เพราะทหารเขาพาไปเจอกัน ผมก็ว่าคุณเฉลิมจำไม่ค่อยได้หรอกครับ เพราะดูไปแล้ว วันนั้นคงดื่มมาก เจอหน้าผมยังถามผมว่าน้อง มาทำอะไรที่นี่ ผมบอกพี่ไม่รู้เหรอว่า เขาปฏิวัติแล้ว ถูกควบคุมตัวมาทั้งคู่ (เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ)

 

พอแล้วครับ ประชาธิปไตยทุจริต ทุจริตเอาผลประโยชน์ของประชาชนไปเบียดบังให้กับพวกพ้อง ครอบครัว นายใหญ่หรือจะเรียกอะไร ใครก็ตาม พอแล้วครับ กับประชาธิปไตยทุจริตที่ทุจริตอำนาจด้วย ใช้อำนาจในการข่มขู่ คุกคามฝ่ายตรงกันข้าม ใช้อำนาจในการแทรกแซงสื่อมวลชน องค์กรอิสระ ไม่ยอมรับการตรวจสอบ เพราะถ้าประชาธิปไตยทุจริตกลับมา เราก็จะกลับมาอยู่ตรงนี้อีก แต่วันนี้นอกจากประชาธิปไตยทุจริตที่เราต้องไม่เอาแล้ว มีอีก 1 ประชาธิปไตยครับ ประชาธิปไตยวิปริต ประชาธิปไตยวิปริตก็คือบอก เลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่สนใจกฎ กติกา มารยาท ตั้งแต่ช่วงเย็น หลายคนคุยกันไปแล้วใช่มั้ยครับ ตั้งแต่พลังดูด 5 ปีที่แล้ว 4 ปีที่แล้ว 3 ปีที่แล้ว 2 ปีที่แล้ว ปีที่แล้ว คณะปฏิวิตประนามพฤติกรรมมากมายของนักการเมือง ซื้อเสียงบ้าง ใช้เงินในการเลือกตั้งมหาศาลบ้าง เอาอำนาจรัฐไปใช้ในทางไม่ชอบบ้าง สารพัดเลยครับ ก่นด่านักการเมืองมา 4 ปี พอปีที่ 5 อยากจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ไม่ว่านักการเมืองที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ซักคำ ถ้าสนับสนุนตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี นี่คือความวิปริต

 

ที่บอกจะมาปฏิรูป ก็ไม่ปฏิรูป แถมยังมีพฤติกรรมซ้ำเดิมๆ ที่พาบ้านเมืองเข้าสู่วิกฤติ วันนี้ผมถึงบอกว่า มันจึงเป็นทางเลือก 3 ทางเลือกชัดเจน ทางเลือกที่ 1 ที่ผมบอกว่าเป็นประชาธิปไตยวิปริตนี้ คือการต่อท่ออำนาจ สืบทอดอำนาจ แล้วหวังใช้กติกาที่ตัวเองมีความได้เปรียบ เป็นต่อ แล้วก็บริหารเศรษฐกิจก็คงจะเป็นแบบนี้อีก แล้วยังซ้ำร้ายมีพฤติกรรมทางการเมืองที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง และความไม่ยอมรับในอนาคตอีก นั่นทางเลือกหนึ่งละ

 

ทางเลือกที่ 2 ก็อาศัยความไม่พอใจของผู้คนที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจนี้ แสดงตนเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ต่อต้านผู้มีอำนาจในปัจจุบัน แต่ไม่เคยยอมรับเลยว่า มีการทุจริตในอดีตจริง และสร้างปัญหาที่ผ่านมา นั่นคือทางเลือกที่ 2

 

แต่ทางเลือกที่ต้องเป็นทางเลือกหลัก คือ ประชาธิปไตยสุจริต คือพรรคประชาธิปัตย์ของพี่น้องทุกคนที่นี่ เพราะที่นี่ไม่มีใครมาครอบงำ ไม่ว่าจะด้วยอำนาจเงิน หรืออำนาจรัฐ ที่นี่ผมมายืนอยู่ตรงนี้ ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ และในฐานะหัวหน้าพรรคฯ เพราะสมาชิกทั่วประเทศกว่าแสนคนไปลงคะแนนเลือกผมมา ผมไม่ได้มายืนเป็นผู้สมัคร เป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะผมตั้งพรรคขึ้นมา หรือผมเป็นนายทุนพรรค หรือผมมีอำนาจรัฐอยู่ แต่มาจากสมาชิก มาจากประชาชน ผมจึงต้องฟังคำสั่งจากสมาชิก จากประชาชน เพราะไม่มีใครจะมาบังคับผมได้ นอกจากประชาชน

 

นี่คือความแตกต่างที่ทำให้พี่น้องมั่นใจในประชาธิปไตยสุจริตที่ประชาชนเป็นใหญ่ และอย่างที่หลายท่านกล่าวไปแล้ว ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่สืบทอด สืบสานกันมา ประชาธิปัตย์มีหัวหน้าพรรคมา 7 คน ไปเป็นนายกฯ แล้ว 4 คน ไม่มีคนไหนมีมลทินเรื่องการทุจริต คอร์รัปชัน ไม่มีใครถูกยึดทรัพย์ ไม่มีใครติดคุก และเรายืนยันที่จะสืบสานอุดมการณ์นี้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ประชาธิปไตยจะเดินหน้าไปได้ บ้านเมืองจะเดินหน้าไปได้

 

ฝันร้าย 10 กว่าปีของการเมืองไทย มันจะได้หมด จะได้ตัดวงจร ปฏิเสธทั้งประชาธิปไตยทุจริต ปฏิเสธทั้งประชาธิปไตยวิปริต แต่เอาประชาธิปไตยสุจริตเข้าไป จะทำสิ่งนี้ได้นะครับ พี่น้องต้องตั้งมั่น เพราะเที่ยวนี้กติกาเปลี่ยนแปลงไปมากมาย เมื่อก่อนนี้เอาผู้สมัครขึ้นมาบนเวที แนะนำชื่อ นามสกุลเสร็จ บอกเบอร์เดียว ทุกคนรู้หมด ประชาธิปัตย์เบอร์ไหน เที่ยวนี้เขานึกสนุกยังไงไม่ทราบ ข้ามเขตไปก็คนละเบอร์กัน ฉะเชิงเทราเขต 1 กับเขต 2 เขต 3 เขต 4 คนละเบอร์กัน ฉะเชิงเทรากับชลบุรี ประชาธิปัตย์เหมือนกัน ก็คนละเบอร์กัน กรุงเทพฯ มี 30 เขตนะครับ เดี๋ยวนี้ผมต้องพกอย่างนี้แล้วครับ เจอประชาชนในกรุงเทพฯ เดินอยู่จตุจักร อ้าว เลือกตั้งที่ไหน เลือกบางนา อ่อ เดี๋ยวรอก่อน เพราะฉะนั้นต้องตั้งใจจริงๆ เที่ยวนี้

 

1. ต้องศึกษาว่า เบอร์อะไรคือประชาธิปัตย์ 2. ไปเลือกตั้งครั้งนี้มีบัตรใบเดียว เลือกทั้งคน เลือกทั้งพรรค เลือกทั้งนายกรัฐมนตรีนั่นแหละ เพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดเป็นอื่นแล้ว วันนี้ถ้าอยาก “แก้จน สร้างคน สร้างชาติ” ต้องมุ่งไปสู่ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับการสนับสนุนผมไปเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องเด็ดขาด และ 3. กติกาที่เปลี่ยนแปลงไป หมายความว่า ทุกคะแนนมีความหมาย ที่หลายท่านอธิบายไปแล้ว เมื่อก่อนนี้ สำหรับ ส.ส.เขต ได้คะแนนมากกว่าคนอื่นก็ได้เป็นผู้แทน คะแนนที่ชนะไม่ได้มีความหมายอะไรครับ ชนะด้วยคะแนน 8 หมื่น หรือชนะด้วยคะแนน 2 หมื่น แต่บังเอิญคนอื่นได้น้อยกว่า 2 หมื่น ก็เป็นผู้แทนเหมือนกัน แล้วคะแนนทั้งคนชนะทั้งคนแพ้ในเขตเลือกตั้ง ไม่ได้มีผลอะไรนอกจากได้ผู้แทนคนนั้นเข้าไปในสภา แต่วันนี้เขาเปลี่ยนระบบใหม่ ทุกคะแนนจะชนะหรือแพ้จะถูกใช้ไปคำนวนว่า แต่ละพรรคจะมี ส.ส. เท่าไหร่ ผมคำนวนคร่าวๆ พูดง่ายๆ ก็คือว่า เขาทำระบบนี้ขึ้นมาแปลว่า อยากมีผู้แทน 1 คน ต้องได้ 72,000 คะแนนโดยประมาณ แปลว่า ส.ส.คนไหนได้ 72,000 คะแนน ก็เท่าทุนสำหรับพรรค แต่ว่าถ้าได้เกิน 72,000 สมมติว่าได้เพิ่มขึ้นมาอีก 30,000 คะแนน แล้วอีกเขตนึงได้เพิ่มขึ้นมาอีก 42,000 คะแนน เป็น 72,000 ประชาธิปัตย์จะได้บัญชีรายชื่อเพิ่มมาคนนึง

 

เพราะฉะนั้นชนะอย่างเดียวไม่พอ ต้องชนะ และมีคะแนนมาก เมื่อก่อนแพ้ แพ้จะได้คะแนน 1 หมื่น หรือ 5 หมื่น 6 หมื่น ถ้ามีคนได้คะแนนมากกว่า สอบตกเหมือนกัน แต่เที่ยวนี้ถึงแม้สอบตก ถ้าได้ 2 หมื่น ก็ไปสะสมให้ประชาธิปัตย์ที่จะมี ส.ส. บัญชีรายชื่อ ถ้าได้ 6 หมื่น ก็จะมีคะแนนสะสมไปให้ประชาธิปัตย์มีโอกาสได้ ส.ส. เพิ่มมากกว่า ทุกคะแนนจึงมีความหมาย ทุกท่านจึงต้องตั้งใจไปเลือกตั้ง และเชิญทุกคนไปเลือกตั้ง แล้วใจอ่อนไม่ได้ครับ เที่ยวนี้ผมเห็นแต่ละเขตสมัครกัน 30 พรรคนะครับ เผลอๆ มีญาติท่านสมัครอยู่ด้วย เที่ยวนี้เกรงใจญาติไม่ได้นะครับ บอกเขารักกันเป็นญาติเหมือนเดิม แต่ต้องเลือกประชาธิปัตย์ คือทำอย่างนี้เท่านั้นครับ สิ่งที่เราพูดคุยกันในวันนี้มันจึงจะเกิดขึ้น เพราะมันไม่ง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนนี้เลือกตั้งเข้าไป ส.ส. 500 คน ใครรวบรวมเสียงเกิน 250 ตั้งรัฐบาลเป็นนายกฯ เที่ยวนี้เขาบอกเลือกไป 500 เสร็จ เขาเอาอีก 250 คนที่เป็นสมาชิกวุฒิสภามาเลือกด้วย คนจะเป็นนายกฯ ได้ 250 ไม่พอแล้วครับ ต้อง 375 แล้ว ส.ส. มี 500 คน จะมีพรรคไหนมั้ยครับ ได้ถึง 375 ยาก แล้ว ส.ว.มาจากไหนครับ ใครทราบ ส.ว. สุดท้าย ขั้นตอนสุดท้าย คสช. ตั้ง คสช. เลือก ตอนนี้มีบัญชีอยู่ เขาคัดสรรกันมาตามองค์กร ตามจังหวัด อำเภอต่างๆ แต่เสนอชื่อขึ้นไปเกินจำนวน ประมาณ 500 คนนั่นแหละ แต่ คสช. จะเป็นคนเลือกให้เหลือ 250 เขาวางแผนไว้ไง คสช. เลือกวุฒิ เพื่อให้วุฒิกลับไปเลือก คสช.

 

ฉะนั้นถ้าเราไม่เลือกกันให้ชัดเจนเด็ดขาด พรรคนี้ได้ 120 พรรคนั้นได้ 100 พรรคนี้ได้ 80 เขาก็จะเอา 250 เสียงนี้แหละ มาผลักดันให้เกิดการสืบทอดอำนาจขึ้น แต่ถ้าเลือกให้ชัดเจน เลือกให้ชัดเจน ประชาธิปัตย์ขึ้นไป 200 หรือใกล้เคียง ผมว่า ส.ว. 250 คน ต้องคิดหนัก เพราะถ้าประชาชนชัดเจนว่าอยากให้ใครเป็นรัฐบาลแล้ว ส.ว. จะต้องไปฝืน ผมว่าเขาก็รู้ว่าความขัดแย้งจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นทุกคะแนนมีความหมาย และถ้าเราต้องการให้ 24 มีนา เราหลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ จริง เราต้องเดินหน้าเลือกให้เด็ดขาด

 

พี่น้องวันนี้ตั้งใจแสดงความกล้าหาญมานั่งฟังพวกเราอยู่ที่นี่ ต้องเดินหน้าไปกับเรา จนถึงวันที่ 24 มีนาคม ผมมีโอกาสก่อนหน้านี้ ก่อนจับเบอร์ มาพบปะพี่น้องประชาชนที่นี่ เปิดสำนักงาน เปิดตัวผู้สมัคร ไปเดินพบปะพี่น้องประชาชน ผมต้องขอบคุณว่า การตอบรับดีมาก เห็นความตั้งใจของผู้สมัครของเราที่เป็นคนรุ่นใหม่ และมีความตั้งใจที่จะมาทำงานการเมืองทุกคน และอยากเห็นประเทศหลุดพ้นจากวิกฤติ ขอให้พลังตรงนั้นแหละครับ เดินหน้าต่อไปด้วยกัน เพื่อนำไปสู่วันที่ 24 มีนาคม แล้วเราจะได้เดินหน้าไป “แก้จน สร้างคน สร้างชาติ” ด้วยกัน เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์อาสาทำให้ “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต” ครับ ขอขอบพระคุณครับ