เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

คำต่อคำการปราศรัยใหญ่ภาคตะวันออก พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายชวน หลีกภัย

คำต่อคำการปราศรัยใหญ่ภาคตะวันออก พรรคประชาธิปัตย์

ณ ศาลาจตุรมุข หน้าศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา

โดยนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์

15 กุมภาพันธ์ 2562

 

ขอกราบเรียนพี่น้องที่เคารพทุกคนนะครับ สวัสดีครับ ดอกไม้เอาไว้พูดเสร็จดีมั้ยครับ ถ้างั้นพี่น้องไปนั่งที่นะครับ พี่น้องต้องไปนั่งนะครับ เพราะว่าถ้ายืน ผมจะพูด 3 ชั่วโมง ไม่งั้นจะเมื่อยครับ พี่น้องที่เคารพครับ สิ่งแรกก็คือผมขออนุญาตแนะนำตัวเองกับพี่น้องว่า เมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว ผมก่อนที่จะเป็นผู้แทนราษฎร เมื่อสำเร็จเป็นเนติบัณฑิต ผมมาเป็นทนายความอยู่ที่จังหวัดชลบุรี อยู่กับท่านวัฒนา แจ่มแจ้ง ที่ถนนชัยชนะ การว่าความในพื้นที่ตะวันออก มีศาลระยอง ศาลฉะเชิงเทรา ศาลชลบุรี ที่เดินทางอยู่ไปเป็นประจำ เพราะฉะนั้นผมมาบ้านของพี่น้องเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้วเป็นประจำเพื่อว่าความที่ศาลเก่าที่นี่ หัวหน้าศาลในขณะนั้น คือท่าน วิถี ปานะบุตร หรือต่อมา ท่านคือศาสตราจารย์ วิถี ปานะบุตร เป็นอาจารย์กฎหมายที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผมจำหัวหน้าศาลได้ และจำพี่ๆ ทนายความซึ่งผมเคารพรัก ซึ่งได้เสียชีวิตไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว ที่นี่ได้ ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียวริมน้ำในสมัยนั้น นี่คืออดีต จึงขออนุญาตที่จะกราบคารวะบรรดาบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว และที่ยังมีชีวิตอยู่นะครับ รวมทั้งขออนุญาตพี่น้องนะครับ ขอกราบเรียนท่านอาจารย์บุญเลิศด้วย ซึ่งท่านเคยอยู่กับเรา ก็เสียดายที่ท่านไม่สามารถทานแรงดูดได้ ก็เสียดายท่านพิทักษ์ เพราะเราเป็นกัลยาณมิตรกัน ผมมากราบคุณแม่ท่านทุกปีในวันเกิดก็มาร่วมทุกปี ไม่เคยนึกว่าการเมืองจะทำให้คนเปลี่ยนไปอย่างนี้

 

อย่างไรก็ตามเป็นธรรมชาติของการเมืองในระบอบนี้ ที่มันเหมือนกับมีการระบบกรองคน เรากรองมาตั้งหลายชั้น คิดว่าจบแล้ว คิดว่าเหลืออย่างนี้แหละ ที่ไหนได้ พอกรองอีกชั้นหนึ่ง สิ่งที่เราคิดว่าจะเป็นของแท้ ก็กลายไม่แท้ไป ก็เป็นธรรมชาติที่พิสูจน์ให้เราเห็น เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองจึงสร้างคน แล้วคนเหล่านั้นก็ค่อยๆ กรองออกไปทีละชั้นๆๆ จนถึงที่สุด จึงเป็นความจริงที่ผมให้กำลังใจกับคุณสาธิต (ปิตุเตชะ) ตั้งแต่ต้นว่า ต้องอดทนนะ อย่าท้อถอย อย่าน้อยอกน้อยใจ อย่าหวั่นไหว โดยเฉพาะในยามยากลำบาก ต้องมั่นคง ผมก็มีประสบการณ์เมื่อหลัง 6 ตุลาคม ถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ต้องหนีอยู่เป็นเดือนๆ กว่าจะออกมาได้ วันนั้นเพื่อนร่วมพรรคส่วนหนึ่งเขาแยกไปตั้งพรรคใหม่ คุณสมัคร (สุนทรเวช) ก็ไปตั้งพรรคใหม่ ส่วนหนึ่งก็ยังอยู่ แต่ส่วนหนึ่งก็ออกไปทั้งหมด ด้วยความเชื่อว่าประชาธิปัตย์พังแล้ว ไปไม่รอดแล้ว ผมก็บอกว่า ผมแน่วแน่ เมื่อประชาธิปัตย์หมดไป ผมก็ตัดสินใจว่าผมก็คงจะไม่ต้องไปตั้งพรรคใหม่ หันกลับไปสอบเป็นผู้พิพากษา เป็นอัยการ หรือเป็นทนายความในสิ่งที่เคยวางแผนไว้ พ่อหวังว่าผมจะเป็นผู้พิพากษา ผมคงไม่ไปตั้งพรรคใหม่ ด้วยความแน่วแน่มั่นคงว่า เมื่อพรรคนี้ไม่อยู่ก็ออก

 

แต่ในที่สุด ความจริงก็คือความจริง เราใช้เวลาพิสูจน์ความจริง ในเวลาช่วงหนึ่ง ในที่สุดประชาธิปัตย์ก็กลับมา หลังจากที่ตกต่ำที่สุด มีคะแนนเสียงเพียง 30 กว่าเสียง กรุงเทพฯ ชนะคนเดียว พ.อ.ถนัด คอมันตร์ ปีนั้นผมจำได้คุณสมัคร พูดถึงพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเขาเคยอยู่ “เฮ้อ อีกหน่อยประชาธิปัตย์เป็นพรรคต่ำสิบ” ในที่สุดพรรคคุณสมัครก็เป็นพรรคต่ำสิบ ประชาธิปัตย์ไม่ต่ำสิบ ผมก็เลยเตือนน้องๆ ตลอดเวลาว่า อย่าดูถูกพรรคการเมืองอื่น เขาจะประพฤติปฏิบัติดูถูกเราอย่างไร เรื่องของเขา เราชี้แจง แต่อย่าดูถูกคนอื่น เพราะคำพูดที่เขาดูถูกคนอื่นนั้น ในที่สุดจะย้อนกลับไปสู่เขาเอง เหมือนที่คุณสมัครเคยพูดในลักษณะหมิ่นประชาธิปัตย์ในที่สุดพรรคคุณสมัคร ก็เป็นอย่างที่เขาพูดเอง อันนี้ก็คือสิ่งที่เป็นสัจธรรม ความจริงที่เกิดขึ้นในทางการเมือง

 

พี่น้องครับ ด้วยเราได้ผ่านวาระของระบอบประชาธิปไตยมา 80 กว่าปี ความจริงแล้วต้องกราบเรียนพี่น้องทุกคนนะครับ ในสภา หรือในการเมืองขณะนี้ผมถือว่าเป็นผู้แทนมานานที่สุด เป็นมา 15 สมัย 50 ปี เพิ่งครบ 50 ปีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้เองครับ 50 ปีของการเป็นผู้แทนราษฎร เป็นความภูมิใจ แต่ความภูมิใจนั้นมันเป็นเรื่องของเวลาที่เราทำได้ แต่ว่าถ้าย้อนกลับไปเมื่อตอนเริ่มต้น ผมก็ไม่ต่างอะไรกับน้องๆ ทั้งหลาย คนหนุ่มคนสาว ผมจะหนักกว่าเพราะพรรคฯ ไม่รับผม เมื่อตอนสมัครผู้แทนครั้งแรก พรรคฯ ส่งคนไปสอบประวัติ แล้วก็บอกว่าไม่มีใครรู้จักเลย ส่งไปสอบประวัติที่จังหวัดตรัง แล้วก็บอกว่า คงไม่มีทางได้ เพราะไม่มีใครรู้จัก แต่บังเอิญว่าคนที่พรรคฯ รับสมัครนั้นเขาขอเงินค่าสมัคร 5,000 บาท และค่าโปสเตอร์จากพรรคฯ พรรคฯ บอกว่าประชาธิปัตย์ไม่มีเงินให้ ต้องออกเอง คนที่สมัครซึ่งเป็นครูผมเอง ชื่อครูบุญเหลือ สินชัย ท่านก็เลยถอนตัว พรรคฯ ก็เลยเรียกผมเข้าไป แล้วบอกว่ามีคนถอนตัว คุณจะเอามั้ย มีคนเหลืออยู่ 4 – 5 คน ดูแล้วคุณนี่มีความรู้ดีกว่าเพื่อน จบเนติบัณฑิต แล้วก็อายุน้อย ในอนาคตคงมีโอกาส แต่เที่ยวนี้สมัครไปก็ไม่ได้นะ แต่พรรคฯ ก็จะส่งให้ครบ ผมก็รับสิครับ

 

เมื่อพรรคฯ เขาคิดว่าเราไม่ได้ เพราะพรรคฯ เขาไม่รู้ว่าข้างในเรามีอะไร ผมก็กลับบ้าน ไม่ได้ไปทำอาชีพที่บ้านเลยครับ มาเป็นทนายที่ชลบุรี ว่าความอยู่แถวนี้ แล้วก็กลับไปสมัครผู้แทนที่บ้านเกิด แต่ในที่สุด ก็ถือหลักว่าให้ความจริงกับประชาชน ใช้ความรู้กฎหมายที่เรียนมา ให้ความรู้กับประชาชน อย่าทำให้คนหลงทาง อย่าแจกเหล้า อย่าเลี้ยงอะไรทั้งสิ้น บาทเดียวไม่ต้องเสีย ชาวบ้านเลือกหรือไม่ก็อย่าไปใช้วิธีเริ่มต้นด้วยการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ใครมาขอเหล้าผมก็ไม่ให้ นักเลงเหล้าเขาก็ด่าว่า เป็นผู้แทนได้ยังไง เหล้าขวดเดียวยังไม่ให้เลย ขอลูกรังเข้ามัสยิด ผมก็ไม่ให้ ขอกระเบื้องมุงหลังคาโบสถ์ ผมก็ไม่มี ผมบอกผมตั้งใจมาทำงานเพื่อพี่น้อง ผมตัดสินใจไม่เป็นผู้พิพากษาตามที่พ่อปรารถนา พ่อผมเป็นข้าราชการชั้นจัตวา อยากเห็นลูกเป็นชั้นเอก ผมตัดสินใจไม่ทำที่ท่านปรารถนา เพราะอยากเป็นผู้แทนราษฎรของประชาชน เพราะฉะนั้นเมื่อผมต้องการเป็นผู้แทน แล้วผมต้องมาเลี้ยงเหล้า ผมต้องมาเลี้ยงโน่นเลี้ยงนี่ ต้องให้เงิน ผมเอาเงินที่ไหนมา ผมไม่มีฐานะอย่างนั้น แล้วผมทำอย่างนี้ แล้วผมจะมีประโยชน์อะไรที่จะมาเล่นการเมือง

 

พี่น้องครับ ต้องพูดเรื่องนี้เพื่อระลึกถึงพระคุณของชาวจังหวัดตรัง ในที่สุดผมได้ที่ 1 ครับ การเลือกตั้งในครั้งนั้น ได้ที่ 1 ชนะที่ 2 ประมาณหมื่นกว่าคะแนนเป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้คนหนุ่มคนสาวในยุคต่อมา มีความหวังว่า ฐานะอย่างนายชวน หลีกภัยยังเป็นได้เลย นายชวนคือใคร ลูกครูจัตวา แม่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ขายของในตลาดนัด ผมไปเยี่ยมแม่ค้าวันนี้เดินกับแม่ค้าก็ระลึกเสมอนะครับว่า พี่น้องนี่คือคนร่วมอาชีพกับแม่เรา รู้ว่าแม่ตื่นแต่เช้ามืด เตรียมของตอนค่ำจนดึก เช้ามืดนั่งรถออกไปตามตลาดนัด แต่ตลาดที่แม่ขายไม่เป็นอย่างนี้หรอกครับ เป็นตลาดตำบล วันนี้ตำบลนาตุ้ม วันนี้ตำบลนาโยง วันพรุ่งนี้ตำบลคลองมวน วันมะรืนนี้ตำบลนาข้าวเสีย ก็แล้วแต่ตำบลไหนเพราะส่วนใหญ่วัดก็นัด 3 วันครั้ง ก็เวียนอยู่อย่างนี้ บางทีรถคว่ำ แม่ก็บาดเจ็บ บางทีก็โจรปล้นระหว่างทาง อันนี้คือชีวิตที่แม่เราประสบ พ่อผมเป็นครูครับพี่น้องครับ ครูสมัยนั้นเงินเดือนก็นิดเดียวครับ ข้าราชการก็เงินเดือน 5-600 บาท 6-700 บาท ไม่มีทางที่จะส่งลูกเรียนได้เลย

 

แต่ว่าความที่พ่อเป็นครู ก็ทำให้ท่านรู้ว่า เงินเดือนไม่สามารถจะสร้างมรดกให้ลูกทั้ง 8 คนได้ ผมมีพี่น้อง 9 คน เสียชีวิตตอนเด็กไปคนนึง ก็เหลือ 8 พ่อก็ส่งเสียให้ลูกเรียน ที่พูดเรื่องนี้เพราะว่าผมเป็นหนี้บุญคุณสังคมมาก ผมเป็นหนี้บุญคุณประชาชนมาก เพราะผมเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ เหมือนกับคนไทยไปเรียนเมืองนอก ไม่มีญาติพี่น้อง ค่าใช้จ่ายท่านจะอยู่กับญาติไม่ได้ ไม่มีญาติ ค่าหอพัก ค่าอาหาร พ่อส่งคนเดียวก็ไม่ไหวแล้วครับ ผมได้เดือนละ 250 บาท ในขณะที่เพื่อนได้ 400 บาท ในที่สุดก็ส่งไม่ได้ เพราะน้องก็ทยอยเข้ามา น้องๆ ก็เรียนหนังสือเก่ง เรียนจุฬาฯ เรียนเกษตรฯ เรียนธรรมศาสตร์ เมื่อส่งไม่ไหวทางเดียวก็คือเราต้องหาที่พักพิงที่ไม่ต้องจ่ายเงิน ผมต้องหาวัดอยู่ การหาวัดอยู่นั้นไม่ใช่ของง่ายพี่น้อง เพราะเราไม่มีคนฝาก พระท่านอยากจะรับแต่ว่าเมื่อไม่มีคนฝาก ขืนของในวัดหายแล้วใครจะรับผิดชอบ พูดง่ายๆ ก็ไม่มีคนประกัน ผมไปหาท่านเจ้าคุณวัดศิริอำมาตย์ หลวงพ่อทราบว่าท่านเป็นคนสงขลา กราบขออยู่ด้วย ท่านบอกใครฝากมา บอกมาเองครับ เออมาเอง ไม่มีห้องให้อยู่ ไปวัดอนงคาราม หลวงพี่ท่านก็เมตตาสอบประวัติแล้วท่านก็บอกให้ไปวัดอื่น สุดท้ายโชคดีไปวัดอัมรินทราราม หลวงพี่ก็บอกกุฏิมันเล็กๆ เอ็งจะอยู่ได้ยังไง ผมก็ดูกุฏิมันเล็กจริงๆ ท่านก็ไม่รับ แต่บังเอิญว่าเดินไม่ทันพ้นวัด ท่านก็ให้เด็กไปตามมาใหม่ แล้วเรียกผมมาถามว่า เดี๋ยวๆ เอ็งชื่ออะไรวะ ผมบอกผมชื่อชวนครับ ชวน หลีกภัย พระท่านว่ายังไงรู้มั้ยครับ พระท่านบอกว่า ไอ้ห่า เอ็งชื่อเหมือนข้านี่หว่า พระชวน สงวนวงศ์ ครับ

 

พี่น้องครับ นี่คือที่มา หลายคนบอกว่า ผมนี่ชื่อเชยจริงๆ ชวน หลีกภัย ใครเขาชื่อกันอย่างนี้ คิดจะเปลี่ยนมั้ย ผมบอกพ่อแม่เขาตั้งมาอย่างนี้ มันก็ไปอย่างนี้ ไม่คิดจะไปเปลี่ยนให้มันสวยงาม มันก็แค่นี้ ชื่อนั้นสำคัญไฉน สำคัญมาก ถ้าไม่ใช่ชื่อชวน หลวงพี่ชวนก็ไม่รับ เราก็ไม่ได้อยู่วัด ไม่อยู่วัดผมไม่แน่ใจว่าแล้วจะเรียนได้อย่างไร พี่น้องครับเล่าเรื่องนี้ เพราะมันเป็นอดีตที่เป็นที่มาทั้งหลาย เมื่อสักครู่นี้เดินในตลาดพบแม่ค้าน้องผู้หญิง ถามชื่อมา เธอบอกว่า ฉันมีลูก 2 คน จบนิติศาสตร์ จบรัฐศาสตร์ ได้เงินกองทุนกู้ยืมนายชวนนี่แหละ เดี๋ยวนี้ได้งานทำแล้ว พี่น้องครับ กองทุนกู้ยืมมันมาเพราะความยากลำบากของเราในอดีต จะหวังให้ลูกหลานพี่น้องทั้งหลายไปอยู่วัด มันจะมีวัดที่ไหนให้เราอยู่ทั้งประเทศ เราจึงต้องคิดหาทางแก้ไข ปัญหาเด็กรุ่นหลัง อย่าให้เขาลำบากอย่างเรา กองทุนกู้ยืมถึงได้เกิดขึ้น เมื่อผมเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ด้วยความเห็นชอบ ด้วยความกรุณาของรัฐมนตรีคมนาคมที่เห็นว่าเราทำได้ เราจึงตั้งงบประมาณไว้ครั้งแรก 4 พันล้านบาท เป็นงบประมาณรายจ่ายปี 2539 ตั้งไว้ปี 38 เขาเรียกงบประมาณล่วงหน้า 1 ปี บังเอิญเลือกตั้งแล้วแพ้ แพ้ท่านบรรหาร (ศิลปอาชา) ท่านก็มาเป็นนายกฯ ท่านก็ตัดเงินเราไป 4 พันล้านบาท เหลือ 3 พันล้านบาท แต่ท่านก็ไม่เลิก โชคดี

 

เลือกตั้งใหม่ เราก็แพ้ท่านชวลิต (ยงใจยุทธ) แพ้ตอนไฟดับที่ปทุมธานี เราได้ 123 ท่าน 125 กองทุนกู้ยืมก็ยังอยู่ ผมกราบเรียนเรื่องนี้เพราะผมขอเอาตัวเลขมาให้พี่น้องดู จังหวัดของท่านทั้งหลาย จังหวัดฉะเชิงเทรา มีประชากรทั้งหมด 709,889 คน เมื่อปี 2560 ขณะนี้คงเพิ่มเล็กน้อย มีนักเรียนนักศึกษาที่ใช้เงินกองทุนกู้ยืม กู้เรียนหนังสือทั้งหมด 44,743 คน คือลูกหลานพี่น้องที่นี่ และที่อยู่ที่บ้าน คน 44,743 คน ได้ใช้เงินหมุนเวียนเพื่อเรียนหนังสือ 4,714 ล้านบาท พี่น้องครับ ถ้าไม่มีเงินกองทุนนี้ 44,743 คน อาจจะไม่มีโอกาสเรียน ใครจะรู้ 44,743 คนนี้อาจจะเป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะเป็นรัฐมนตรี อาจจะเป็นอธิบดี ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด ในพลเอก แม่ทัพ กองทัพ ทุกตำแหน่ง ใครจะรู้ เมื่อเขามีโอกาสใครจะรู้ว่าเขาจะเป็นอะไรในวันข้างหน้า แต่ถ้าเขาไม่มีโอกาสแน่นอนที่สุด ยากที่คน 44,743 คนนี้จะมีโอกาสประสบความสำเร็จ เพราะการศึกษาคือหัวใจของการพัฒนา และหัวใจของรุ่นหลังที่จะต้องแข่งขันในบ้านเมืองนี้เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ

 

ประชาธิปัตย์เราภูมิใจที่ทำสิ่งนี้ ผมเรียนพี่น้องว่านี่คือตัวเลขในจังหวัดท่านเท่านั้นเอง แต่ถ้าขยายไปทั้งจังหวัด ความจริงมีตัวเลขของน้องๆ ผู้แทนราษฎรผู้สมัครที่มาทุกจังหวัด แต่ผมไม่มีเวลานะครับ เอาเป็นว่าทั้งประเทศขณะนี้มีกองทุนกู้ยืมแล้ว 5 แสนกว่าล้าน 5 แสนกว่าล้าน ไม่ใช่ 5 แสนบาท 5 แสนกว่าล้านบาท ลูกหลานเราได้กู้ยืมเรียนตั้งแต่ปี 39 เป็นต้นมาจนบัดนี้ 5 ล้านกว่าคน (เสียงปรบมือ) แน่นอนที่สุด 5 ล้านกว่าคน มีลูกหลานพวกเราในที่นี้ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดอื่นๆ ที่ตัวแทนท่านมาที่นี่อยู่ด้วย ถ้าไม่มีเงินกองทุนนี้ คน 5 ล้านกว่าคนนี้ อาจจะมีคนที่ตกหล่น ไม่มีโอกาสได้เรียน ผมว่าหลายล้านคน

 

พี่น้องครับ ที่นำเรื่องอย่างนี้มาพูด เพราะเราประชาธิปัตย์ เราเชื่อเรื่องของโอกาส วันนี้เราไม่ได้พูดว่าเราจะพัฒนาไปสู่ 4.0 แต่ยุคที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลที่ผมเป็นนายกฯ นั้น เราเรียกว่า เราใช้นโยบายกระจายรายได้ กระจายโอกาส กระจายอำนาจ ไม่ต่างกับเป้าหมายที่หัวหน้าอภิสิทธิ์ได้ใช้ในขณะนี้ แก้จน สร้างคน สร้างชาติ แก้จนคือกระจายรายได้ เราเชื่อในเรื่องที่ว่า อย่าแจกปลา แต่สอนให้จับปลา เราไม่ต้องการให้คนในสังคมนี้อ่อนแอ การพัฒนาคนไม่ใช่แจกของอย่างเดียว ยามยากลำบากเฉพาะหน้าไม่เป็นไร แต่ระยะยาวเราต้องสอนให้คนของเราเข้มแข็ง การศึกษาจึงเป็นหัวใจของการพัฒนาคน เราให้ความสำคัญ เราจึงสร้างโอกาส ก็ใช้โอกาสให้เด็กของเราได้เรียนมากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ ใครจนกู้ยืมเงินเรียน

 

ไหนๆ พูดเรื่องนี้แล้ว ขออนุญาตกราบฝากเรียนพี่น้องที่นี่และทั่วประเทศนะครับว่า ผู้ใดที่มีโอกาสเช่นนี้แล้ว ขอให้ได้คืนเงินเมื่อมีงานทำ คนไม่มีงานทำรัฐบาลประชาธิปัตย์จะหาทางแก้ไข เพื่อมีรายได้ให้เขาได้คืนเงิน เพราะการสร้างคนดีนั่นคือหัวใจ คนเก่งกับคนดีไม่ใช่คนเดียวกัน เราต้องทำให้คนเก่งกับคนดีเป็นคนเดียวกัน ถ้าเก่งแต่ไม่ดี บ้านเมืองก็ล่มจม เก่ง ยิ่งเก่งถ้าเลวยิ่งโกงหนัก แต่ถ้าเก่งแล้วดี พาบ้านเมืองไปรอด ดังนั้นการสร้างคนดีคือคนที่มีสำนึกรับผิดชอบ คนที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อประเทศชาติบ้านเมือง คนที่ไม่คดโกงบ้านโกงเมือง ถ้าเราเริ่มด้วยการโกงเงินเล็กน้อย หวังเหรอครับวันข้างหน้าคนเหล่านี้จะไม่โกงชิ้นใหญ่ๆ ผมถึงกราบเรียนพี่น้องว่า นโยบายการสร้างคน ให้โอกาสคน สร้างคนเก่ง พร้อมคนดีนั้น นี่คือแนวประชาธิปัตย์ที่กำหนดตลอดมา และสิ่งนี้เราย้ำกับคนของเราเสมอนะครับว่า พวกเราต้องเป็นตัวอย่าง นักการเมืองประชาธิปัตย์ไม่มีสิทธิ์จะมาทุจริตโกงกินใดทั้งสิ้น ใครสมัครในนามประชาธิปัตย์ผมประกาศไว้เลยนะครับ ผู้แทนคนใดของเราซื้อเสียงอย่าเลือกครับพี่น้องครับ ผู้แทนของเราคนใดที่สมัคร แล้วโกงเลือกตั้งอย่าเลือก

 

เพราะอะไร 50 ปี ที่ผมเห็นสภามา ในสภา 15 สมัย ผมสรุปได้ด้วยตัวผมเอง ด้วยสิ่งที่ผมประจักษ์ ไม่ได้บอกเล่า แต่เป็นประจักษ์พยาน พยานชั้นหนึ่งคือซื้อเสียงแล้วเข้าไปในสภาไม่หากิน ไม่ทุจริต ไม่มีหรอกครับ ลงทุน 20 ล้าน เชื่อเหรอครับไปเอาคืนแสนบาทต่อเดือน ไม่จริงหรอกครับ คนเหล่านั้นต้องดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อหาประโยชน์เข้าตัวเอง สามารถสรุปกับพี่น้องได้ว่า เมื่อลงทุนเขาเอาคืน เราจึงมีวิกฤติ เราเปลี่ยนแปลงการปกครองมา 80 กว่าปีแล้ว ประชาธิปไตยเราเดินไปข้างหน้าแล้ว เดินไปถึงจุดนี้ ก้าวมาไกลมากแล้ว ทำไมยังมีวิกฤติ ทำไมยังมีปัญหา เป็นความผิดของรัฐธรรมนูญใช่มั้ย เราเปลี่ยนรัฐธรรมนูญมา 20 ฉบับแล้ว บ้านเมืองเกิดปัญหาทุกครั้งเพราะความผิดรัฐธรรมนูญใช่มั้ย คนที่ใช้รัฐธรรมนูญมากที่สุดในประเทศไทยคือผมครับ เพราะผมเป็นผู้แทนราษฎรมานานกว่าคนอื่น ผมตอบจากประสบการณ์ผมเองว่า ไม่ใช่หรอกครับ เมื่อเขาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับ 60 รองประธานร่างรัฐธรรมนูญเชิญผมไปให้ความเห็นเป็นส่วนตัว ในฐานะมีประสบการณ์ใช้รัฐธรรมนูญมาแล้วหลายฉบับ ผมก็เชิญคุณจุรินทร์ (ลักษณวิศิษฏ์) คุณราเมศ (รัตนะเชวง) ไปพบ ท่านก็ถามความเห็น ผมก็กราบเรียนท่านว่า ท่านครับในทัศนะของคนใช้รัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ กราบเรียนท่านได้ว่า ปัญหาบ้านเมืองที่เกิดไม่ได้เกี่ยวกับตัวบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มันเป็นความผิดพลาด เป็นความเลวร้ายของคนที่ใช้รัฐธรรมนูญ แล้วไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ

 

ผมบอกเขาอย่างนี้เลยนะครับ เช่น ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง ใช้วิธีการนอกกฎหมาย กฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2540 และก่อนนั้น มีมาตราหนึ่งคือมาตรา 3 เป็นมาตราสำคัญมาก เขียนไว้ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา ใช้อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี อำนาจตุลาการทางศาล แค่นี้ครับ กฎหมายมาตรา 3 หัวใจของรัฐธรรมนูญเขียนไว้แค่นี้ แต่ต่อมาปี 50 เพิ่มวรรค 2 ในมาตรา 3 ว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม ทำไมต้องเขียนวรรค 2 ไว้อย่างนี้ หมายความว่าถ้าไม่เขียนอย่างนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ตุลาการ ไม่ต้องยึดหลักนิติธรรมใช่มั้ย – ไม่ใช่ ถึงไม่เขียนก็ต้องยึดหลักนิติธรรมอยู่แล้ว แต่ทำไมต้องเขียน เพราะประสบการณ์ระหว่างใช้รัฐธรรมนูญปี 40 ครับ ประสบการณ์นั้นเป็นประสบการณ์หนึ่งพรรคประชาธิปัตย์บริหารประเทศ รัฐธรรมนูญไม่มีปัญหา หลังจากประชาธิปัตย์บริหารประเทศ พรรคไทยรักไทยบริหารประเทศ พี่น้องครับเกิดปัญหา มีการละเมิดรัฐธรรมนูญ

 

พี่น้องนึกออก มีการอุ้มฆ่า ฆ่าทิ้ง ซึ่งไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย มีการใช้การแทรกแซงองค์กรทั้งหลาย และแน่นอนแทรกแซงไปถึงวุฒิสภา แทรกแซงไปถึงองค์กรต่างๆ มีการวิ่งเต้นล้มคดี มีคนติดคุก รุ่นน้องผมเอง รุ่นน้องผมที่ธรรมศาสตร์ 2 คน ติดคุก คนหนึ่งติด 3 ปี อีกคนหนึ่ง 2 ปี คนหนึ่งพ้นไปแล้ว อีกคนหนึ่งยังอยู่ในคุก คนสุดท้ายที่อยู่ในคุกมียศ พ.ต.อ. คนที่พ้นไปแล้วมียศ พล.ต.อ. จบนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ ผมรู้สึกเศร้าใจ เพื่อนรุ่นน้องธรรมศาสตร์ ทำไมจบชีวิตอย่างนี้ เพราะเขาถูกการเมืองแทรกแซง แลกเปลี่ยน คนที่เป็น พลเอก เขาได้รับยศพลเอกโดยพ้นเกษียณแล้ว จึงได้เป็นพลเอก ไม่มีเหตุผลจะให้เลย เขาก็เกิดเกรงใจผู้ให้ เมื่อผู้ให้ซึ่งเป็นรัฐบาลทำสิ่งไม่ถูกต้องเขาไม่กล้าไปตรวจสอบ ผิดมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา ละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ ศาลฎีกาตัดสินจำคุก ออกจากคุกแล้วครับ เป็นคนหนึ่งที่ผมเสียดายที่สุด เพราะระหว่างผมเป็นนายกฯ คนนี้เป็นคนที่ผมรัก และเชื่อมือ ตั้งให้เขาเป็นเลขาฯ ปปง. กรรมการฟอกเงินเป็นคนแรก ผมเสียดายมาก

 

คนที่ 2 รุ่นน้องผม ธรรมศาสตร์ วิ่งเต้นล้มคดี คดีอะไรครับ คดีอย่ายุบพรรคไทยรักไทย ทำไมตำรวจมาวิ่งเต้นคดียุบพรรค อย่ายุบไทยรักไทย คำตอบก็คือ ภรรยาขอร้อง ทำไมภรรยาขอร้อง คุณหญิงขอร้องภรรยา ภรรยาเกรงใจคุณหญิง สามีเกรงใจภรรยา สามีจึงมาพบตุลาการ ตุลาการจบธรรมศาสตร์รุ่นเดียวกัน เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ มาวิ่งให้ 15 ล้าน อย่ายุบพรรคไทยรักไทย ตุลาการปฏิเสธ นายตำรวจ พ.ต.อ. ท่านนั้นไม่ลดละความพยายามเมื่อปฏิเสธแล้ว จากที่ศาลที่ทำงานตามไปที่บ้าน เพิ่มให้จาก 15 ล้าน เป็น 30 ล้าน ตุลาการท่านนั้นเป็นคนตรง คนตรงฉิน เป็นคนที่น่าเคารพ เป็นปูชนีย์ตุลาการ เอ่ยชื่อท่าน ท่านเป็นคนที่ปฏิเสธ แต่เมื่อให้ 30 ล้าน ท่านก็ต้องรายงานประธานศาลฎีกา เรื่องจึงแดงขึ้น ขึ้นสู่ศาล สำนวนถึงปรากฎว่าที่มาวิ่งเพราะภรรยาขอร้อง ที่ภรรยาขอร้องเพราะคุณหญิงขอร้องภรรยา คุณหญิงรู้ว่าภรรยานี้สามีเป็นนายตำรวจ และนายตำรวจคนนี้รุ่นเดียวกับตุลาการ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง เราจึงเกิดวิกฤติเพราะเราไม่ยึดหลักนิติธรรม

 

ดังนั้นเมื่อรัฐบาลใช้วิธีการในวิธีต่างๆ ที่ไม่ถูกกฎหมายบ้านเมือง กฎหมายรัฐธรรมนูญ 50 จึงได้เพิ่มวรรค 2 ซึ่งความจริงไม่เพิ่มก็ต้องยึดหลักกฎหมายอยู่แล้วแต่เพิ่มบังคับว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ จะต้องบริหารโดยยึดหลักนิติธรรม คือย้ำว่าต้องยึดหลักกฎหมายนะ ตัวอย่างง่ายที่สุดที่ชัดที่สุดก็คือภาคใต้ พี่น้องครับเมื่อไม่กี่สัปดาห์นี้ พระคุณเจ้า 2 รูป ถูกคนร้ายยิงมรณภาพ นั่นเป็นผลพวงจากความผิดพลาดนโยบายที่ใช้วิธีการนอกกฎหมายทำให้มุสลิมตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา เรียกว่า RKK ไปถามมุสลิมดูเถอะครับ เรื่องอย่างนี้รุ่นปัจจุบันไม่รู้แล้วครับ ผมนี่จำได้หมด เพราะมันเกิดในช่วงที่ผมเป็นนักการเมืองอยู่ ผมจำได้ว่า นโยบายวันที่ 8 เมษายน 2544 คือที่มาของปัญหาภาคใต้ทั้งหมด นโยบายที่บอกว่า ภาคใต้เป็นเรื่องกระจอก โจรกระจอก ไม่มีอะไร ยกเลิกที่พล.อ.เปรมตั้งไว้ ยกเลิกให้หมด ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ยกเลิก พตท.43 (กองบัญชาการผสมพลเรือนตำรวจทหารที่ 43) ยกเลิก ประเทศไทยก็เหมือนคนตาบอด ไม่รู้ว่าปอเนาะเขาสอนอะไร ไม่รู้ว่าโรงเรียน หรือมุสลิมกลุ่มก่อเหตุร้ายเขาสอนเด็กรุ่นหลังว่าอย่างไร – ไม่รู้ คนเหล่านั้นก็ก่อตัว 3 ปี ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง ปืนที่ใช้ยิงเวลานี้มาจากการปล้นเมื่อวันที่ 4 มกราคม ปี 47 นี่คือเหตุการณ์ทั้งหมด อันเกิดจากความผิดพลาดของรัฐบาล

 

พูดเรื่องนี้ก็เพื่อย้ำกับพวกเราทั้งหลายว่า เพราะฉะนั้นหลักของการที่ให้บ้านเมืองเราอยู่รอด จึงต้องยึดหลักกฎหมายบ้านเมือง พรรคประชาธิปัตย์เราถือหลักเรื่องนี้ ผมเคยใช้คำว่า ผมไม่สามารถทำให้ทุกคนรวยเหมือนกันหมดได้ แต่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ชาวบ้านติดคุก แต่ที่คนมีเงิน คนมีฐานะตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ไม่เอาเรื่อง คดีชาวบ้านธรรมดาศาลจำคุก ศาลอุทธรณ์ยก อัยการฎีกา แต่คดีคุณหญิง คดีพลเอก ศาลชั้นต้นจำคุก ศาลอุทธรณ์ยก ไม่ฎีกา อธิบายได้มั้ย อธิบายไม่ได้ครับ นอกจากว่ามีการวิ่งเต้น เรายอมให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ไม่ได้พี่น้องครับ ประชาธิปไตยของเราหมายถึงทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน

 

ผมย้ำกับพี่น้องในสิ่งเหล่านี้ เพราะนี่คือหัวใจของการปกครองบ้านเมือง และหัวใจอันนี้แหละที่เราต้องย้ำกับทุกคนว่า เราเคารพกฎหมาย การเคารพกฎหมายนั้นก็คือการไม่ปฏิบัติอะไรที่นอกกฎหมาย และย้ำว่าเราไม่ยอมให้นักการเมืองเราไปทำอะไรก็ตามที่ผิด พี่น้องจึงต้องช่วยคนที่อยู่กับหลักการ ต้องช่วยคนที่ยึดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นหลัก มิฉะนั้นคนโกงบ้านโกงเมืองก็ลอยนวล คนที่เคารพกฎหมายบ้านเมืองก็เสียเปรียบตลอดเวลา พี่น้องครับ ผมกราบเรียนพี่น้องทั้งหลายว่า ย้ำเรื่องความอยู่รอดประชาธิปไตย เพราะในช่วง 4 ปีเศษที่ผ่านมานี้ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ เป็นนายกฯ มาจากการยึดอำนาจ เราไม่เคยได้ยินข่าวดีในระบอบประชาธิปไตยเลย พูดก็พูดครับ พล.อ.ประยุทธ ไม่เคยพูดถึงประชาธิปไตยในทางดีเลย มีแต่การพูดในทำนองว่า ประชาธิปไตยเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ประเทศเรามีอุปสรรคอย่างโน้นอย่างนี้ ผมกราบเรียนพี่น้องว่า ประชาธิปไตยไม่ได้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ อุปสรรคคือคน คนที่ไม่ยึดหลักประชาธิปไตย ถ้ายึดหลักประชาธิปไตยภาคใต้ไม่มีปัญหา ไม่ต้องเสียชีวิต 6,000 กว่าคน หลวงพี่ หลวงน้องไม่ต้องมรณภาพไปหลายรูปอย่างที่เกิดขึ้น ถ้ายึดหลักประชาธิปไตยคือเคารพกฎหมายบ้านเมือง ผิด มุสลิมผิดจัดการเด็ดขาด พุทธผิดจัดการเด็ดขาด บ้านเมืองเราก็อยู่รอด

 

ผมถึงกราบเรียนพี่น้องว่า ถ้าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เชื่อเถอะครับ เราจะไม่สร้างเงื่อนไขให้ใครเข้ามายึดอำนาจ เมื่อผมเป็นนายกฯ ครั้งแรก หลังวิกฤติประชาธิปไตย หลังพฤษภา ปี 34 มีนักข่าวถามผมประจำในขณะนั้น นายกฯ คิดว่าทหารจะยึดอำนาจมั้ย คิดว่าทหารจะยึดอำนาจอีกมั้ย ผมบอก เราจะไม่สร้างเงื่อนไขให้เขายึดอำนาจ เงื่อนไขคืออะไร เราจะไม่โกง เพราะทหารยึดอำนาจทุกครั้งจะอ้างเรื่องทุจริต โกงกิน เราจะไม่โกง และปลีกย่อย ผมห้ามนักการเมืองไปเอายศทหาร เลขาฯ พรรคผม พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ มีคนมาประจบท่านเสนอ ให้เป็น พล.อ. ผมสั่งกองทัพ อย่าให้

 

ไม่ให้ ผมได้เป็นรัฐมนตรีกลาโหม 3 ปี มีเงินราชการลับเหลือ มีเงินราชการลับใช้เรียบร้อยแล้วยังเหลือ 7 ล้าน 5 แสนบาท พี่น้องครับ ไม่มีรัฐมนตรีกลาโหมคนไหนหรอกครับที่คืนเงินราชการลับ ผมนี่แหละครับ 7 ล้าน 5 แสนบาท ผมซื้อคฤหาสน์ได้สักหลักหนึ่ง แต่ผมบอกกระทรวงว่า ผมใช้ให้กองทัพบกไปแสนบาท ให้กองทัพเรือ 5 หมื่น ให้กองทัพอากาศไปเยี่ยมแม่บ้านทหาร ให้เขา 3 หมื่น 4 หมื่นแล้วแต่ ยังเหลืออยู่ ขอคืนทั้งหมด กระทรวงบอกว่าเงินของท่านนะ ผมรู้ อ้าวทำไมท่านไม่เอาไป ผมบอกผมเป็นนักการเมือง ผมเป็นหนี้บุญคุณประชาชน เราไม่ซื้อเสียง ไม่โกงเลือกตั้ง เขาเลือกเรามาทุกสมัย สิ่งที่เราตอบแทนบุญคุณเขาได้คือความซื่อสัตย์สุจริต ผมขอแสดงความซื่อสัตย์สุจริต เงินราชการลับขอคืนทั้งหมด เดี๋ยวนี้เงินราชการลับผม เวลานี้เงินราชการลับผมอยู่ที่กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการทหารสูงสุด หน่วยละ ล้าน 5 แสนๆ ยังมีบางหน่วยงานแจ้งมา ราชการลับที่ท่านให้ไว้นั้น ต้นเท่านี้ ดอกเท่านี้ ยังมีบางหน่วยงาน 3 เดือนแจ้งมาครั้งนึงก็มี

 

นี่คือสิ่งที่เราสำนึกบุญคุณของประชาชน แล้วตอบแทนบุญคุณประชาชน ผมไปประชุมต่างประเทศ เขาให้เบี้ยไป เดินทางไป สมมติให้ไปล้านนึง เพื่อเลี้ยงแขกต่างประเทศอะไรอย่างนี้ เมื่อใช้แล้วปรากฎว่าไม่ได้เลี้ยงเขาก็เหลือเต็มที่ คืนครับ เจ้าหน้าที่ทำเนียบรู้กันทั้งนั้น ท่านอภิสิทธิ์นายกรัฐมนตรีของเราท่านก็ปฏิบัติอย่างนี้ เรายึดแนวอย่างนี้กันมาตลอด นายกฯ ของเราทุกคนที่มาประชาธิปัตย์ จึงไม่ถูกยึดทรัพย์ครับ ไม่มีใครถูกข้อหาว่าโกงครับ และอยู่ในแผ่นดินนี้ได้โดยไม่ต้องหนีไปอยู่ในต่างประเทศ สำคัญที่สุดเราไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวอะไร เพราะเรารับใช้พี่น้องประชาชน ตามภารกิจหน้าที่ของเรา

 

พี่น้องครับ ความจริงมีเรื่องจะกราบเรียนพี่น้องมากมาย แต่ด้วยเวลาที่จำกัดนะครับ ผมขออนุญาตอีกเรื่องเดียว ผมนำเอกสารเรื่องนี้มา เพราะมีคนมาอ้างอะไรที่คลาดเคลื่อน นั่นก็คือ ผมพูดถึงเรื่องเด็กที่กู้ยืมเงิน เราสนใจปัญหาของคนของเราตั้งแต่เกิด ความจริงนโยบายรักษาฟรีเกิดขึ้นเมื่อผมเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขนะครับ ท่านจุรินทร์ (ลักษณวิศิษฏ์) เป็นเลขาฯ ผม ท่านสุทัศน์ (เงินหมื่น) เป็นรัฐมนตรีช่วยผม เราทำรักษาฟรีเด็กตั้งแต่เกิดจนถึงผู้สูงอายุ แต่คนมีเงินนั้นเราเก็บเงิน ใครที่อยากรักษาฟรีทั้งปี ซื้อบัตร 500 บาทรักษาฟรีทั้งปี สมัยนั้นพี่น้องยังคงพอจำได้บ้าง และแต่ว่าเริ่มจริงๆ นั้นก็คือเริ่มตอนที่ผมเป็นนายกฯ ได้เริ่มให้เบี้ยผู้สูงอายุ 200 บาท 200 บาทในขณะนั้นน้อยถ้าคิดในขณะนี้ แต่เมื่อปี 36 – 37 งบประมาณแผ่นดินมีเพียงไม่กี่แสนล้านบาท ขณะนี้มี 3 ล้านล้านบาท การให้ 200 บาทในขณะนั้นเราใช้คำว่า พอซื้อไข่เป็ดไข่ไก่กินได้ และไม่ให้ทุกคน ให้ผู้สูงอายุที่มีฐานะลำบาก

 

พี่น้องครับ ให้ไป  200 บาท เลือกตั้งใหม่ปี 38 ปลายปี แพ้ท่านบรรหาร ท่านบรรหาร ชาติไทยมาบริหารต่อจากผมประมาณเกือบ 1 ปี ท่านเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 200 เป็นเท่าไหร่ครับ – ไม่เลยครับ ไม่ได้เพิ่มเลยซักบาท 200 เท่าเดิม ท่านยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ท่าน พล.อ.ชวลิต มาเป็นนายกฯ ต่อจากท่านบรรหาร ท่านชวลิต เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจาก 200 บาท ที่ประชาธิปัตย์ตั้งไว้เป็นเท่าไหร่ครับ ไม่เลยครับ ไม่เพิ่มซักบาท พล.อ.ชวลิตลาออก หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ผมพรรคที่ได้ที่ 2 เข้ามาเป็นนายกฯ ต่อ ตอนนั้นเกิดวิกฤติงบประมาณแผ่นดินต้องลดลง แต่เราเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจาก 200 เป็น 300 (เสียงปรบมือ) นี่คือการให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุของเรา พี่น้องครับ ผมอยู่จนเกือบครบสภา 4 ปี เหลืออีกสัปดาห์เดียว ผมก็ยุบสภา ไม่ให้ครบ ทำไม เพราะพูดไว้ก่อนว่าจะอยู่ไม่ครบ ทำให้เป็นไปตามคำพูด เราเป็นคนรักษาคำพูด เมื่อเลือกตั้งปี 39 บอกว่าใครได้ที่ 1 ตั้งรัฐบาล พูดด้วยความมั่นใจว่าเราชนะที่ 1 ปรากฎว่าเราแพ้ พล.อ.ชวลิตไป 2 เสียง แพ้ความหวังใหม่ ความจริงเสียงที่รอผมเป็นนายกฯ มากกว่าท่านชวลิต แต่ระหว่างการเป็นนายกฯ กับรักษาคำพูด ผมเอารักษาคำพูด ให้ท่านพล.อ.ชวลิตเป็นนายกฯ ผมเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่นพี่น้อง ในที่สุดท่านก็พาไปไม่ได้ ท่านไม่มีมือพร้อมที่จะทำเรื่องเศรษฐกิจในขณะนั้น

 

เราเข้ามา เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 200 เป็น 300 เลือกตั้งใหม่แพ้คุณทักษิณ คุณทักษิณเป็นนายกฯ ครบ 4 ปี แล้วเลือกตั้งใหม่เป็นต่ออีกปีกว่า รวม 5 ปีกว่า เขาเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจาก 300 ที่ประชาธิปัตย์ตั้งไว้ให้เป็นเท่าไหร่ครับ ไม่เลยซักบาท ยังคง 300 บาทเท่าเดิม แล้วมัน 500 บาทมาได้อย่างไร วันที่ 19 กันยายน ปี 49 พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ยึดอำนาจคุณทักษิณ ด้วยเหตุผล 4 ข้อ 1. รัฐบาลชุดนั้นมีพฤติกรรมทุจริต โกงกิน 2. แทรกแซงองค์กรอิสระ จนปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ 3. มีความแตกแยกสามัคคีในชาติอย่างรุนแรง 4. มีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้ง 4 ข้อหานี้เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น แต่ พล.อ.สนธิ ท่านไม่เป็นนายกฯ เอง ท่านให้ พล.อ.สุรยุทธ เป็นนายกฯ พล.อ.สุรยุทธ เป็นนายกฯ มาจากการยึดอำนาจ แต่มองเห็นความสำคัญของเบี้ยผู้สูงอายุที่ประชาธิปัตย์ตั้งไว้ 300 บาท จึงเพิ่มให้ในสมัยนั้นอีก 200 บาท เป็น 500 บาท นี่คือที่มา 500 บาทครับ พี่น้องครับ

 

เล่าให้พี่น้องเพราะมีนักการเมืองบางฝ่าย บางพวกมาอ้างเขาทำ เขาไม่ได้ทำเลย เขาไม่ให้เลย แต่พี่น้องครับ ที่เล่าเรื่องนี้นั่นมันเป็นงบประมาณหลายปีมาแล้ว ในขณะที่รายจ่ายของรัฐมีเพียงไม่กี่แสนล้านบาท วันนี้รายจ่ายของรัฐมีถึง 3 ล้านล้านบาท ดังนั้นอย่าข้องใจสงสัยเลยว่า ถ้าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ท่านอภิสิทธิ์ประกาศไปแล้วว่า เบี้ยผู้สูงอายุจะเพิ่มจาก 500 เป็น 1 พัน ทันทีครับพี่น้อง เวลาเราพูดตัวเลขเหล่านี้ พี่น้องอย่าไปมั่นใจนักว่าทำได้จริงมั้ย เพราะอาจจะมีคนมาเกว่า เราให้ 5 พันนะ แต่เราต้องคิดครับว่า มันทำได้หรือ ต้องใช้งบเท่าไหร่ เวลาจะให้เด็กกินนม ผมนี่เวลาจะให้เด็กดื่มนมฟรีทั่วประเทศ เรียกสำนักงบประมาณ ใช้เงินเท่าไหร่ เด็กอนุบาล 1 อนุบาล 2 อนุบาล 3 ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ดื่มนมสดทั่วประเทศ ใช้งบประมาณปีละคิดเท่าไหร่ เขาคิดมาเท่านี้ พันล้านๆ ครับ ตกลงไปตั้งงบประมาณให้เด็กดื่มนมฟรีทั่วประเทศ อนุบาล 1 ถึง ป.4 คุณอภิสิทธิ์ก็มาเพิ่มเป็น ป.5 ป.6 ผู้สูงอายุให้เฉพาะคนทีลำบากยากจน คุณอภิสิทธิ์ก็มาเพิ่มให้ทุกคนได้ ขณะนี้ทุกคนได้

 

พี่น้องครับ เราคิดอะไร เราคิดในสิ่งที่ทำได้จริง เพราะพูดไปทำไม่ได้ มันเสียหายนะครับ ประชาธิปัตย์มาหาเสียงเที่ยวหน้า ไหนรับปากว่าจะให้ 1 พันบาทล่ะ ทำไมพอเป็นรัฐบาลแล้วทำไมไม่ให้ล่ะ พี่น้องมีสิทธิ์ทวง แล้วมีสิทธิ์ที่จะลงโทษ โกหกไม่เลือก เราจึงระมัดระวังมาก บอกเพื่อนสมาชิกเราอย่าให้คำมั่นสัญญาอะไรที่ทำไม่ได้ ถึงแม้คู่แข่งจะมาเกทับ จะให้เท่านี้กี่พัน อย่าไปยุ่งกับเขา ปล่อยให้เขาเกไป เพราะเขาเก เพราะเขารู้เขาไม่ได้เป็นรัฐบาล เขารู้ว่าเขาตั้งไปอย่างนั้นแหละ ขอให้คนเลือกเขา แล้วเขาไม่สนใจเที่ยวหน้าเขาเปลี่ยนชื่อพรรคไป

 

เราไม่อาจจะทำได้ ประชาธิปัตย์ 70 กว่าปี พรรคนี้พรรคเดียวที่ดำรงอยู่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัย 9:0 ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ 9:0 ยุบพรรคไทยรักไทย เพราะอะไร ทำผิด เราไม่ทำผิด เขาทำผิด นี่คือหัวใจของปัญหา เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนพี่น้องทั้งหลายว่า เมื่อนโยบายหลายเรื่องที่คิดในขณะนี้มันมีอดีต ที่เขากล้าประกาศเพราะเขาทำมาแล้ว ทำมาจากอดีตแล้วก็ทำได้ ...

(สัญญาณขาด)

... ก็ต่อเมื่อเราต้องได้ที่ 1 พี่น้องอยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นมั้ยครับ ...

(สัญญาณขาด)

... ตั้งแต่เรียนธรรมศาสตร์ ด้วยความสนใจบ้านการเมือง แล้วศึกษาปัญหาของบ้านเมือง เพราะบ้านเมืองไม่ใช่ของทดลอง ไม่ใช่อยากทำอะไรก็ทำ ผลก็คืออะไรครับ ทดลองความมั่นคงภาคใต้ วันนี้ตาย 6,000 กว่าคนแล้ว จากความผิดพลาดที่ออกนโยบายสมัยคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ และไม่ศึกษา ดังนั้นประสบการณ์ในทางการเมืองเราถึงสร้างครับ หนุ่มๆ สาวๆ ที่มานั่งต่อหน้าพี่น้อง ยืนต่อหน้าพี่น้องเมื่อสักครู่นี้ คนเหล่านี้เขาต้องเรียนรู้ พรรคประชาธิปัตย์ให้โอกาสจริงๆ อย่าที่ท่านสาธิต (ปิตุเตชะ) พูด คนอย่างผมเป็นหัวหน้าได้อย่างไรพี่น้อง อยู่กรุงเทพฯ ก็ยังเช่าบ้านอยู่ ฐานะครอบครัวก็ไม่มีอะไร แต่เขาพิสูจน์ผม 22 ปี 22 ปี เขาเชื่อว่านายชวน เป็นหัวหน้าได้ เขาเลือกผม ผมแข่งกับคนที่ดีที่สุด เก่งที่สุดของประเทศไทยคนหนึ่ง ท่านมารุต บุนนาค แต่เสียงส่วนใหญ่ในสมาชิกบอก คุณชวนมีประสบการณ์การเมืองมากกว่า และได้พิสูจน์มา 22 ปีแล้ว คุณอภิสิทธิ์ต้องใช้เวลาพิสูจน์ แต่คุณอภิสิทธิ์เป็นคนเก่ง มีความรู้ เป็นที่ 1 ของที่ 1 เพราะฉะนั้นเขาใช้เวลาไม่ถึง 22 ปี พวกเราไต่บันได อย่างเราบ้านนอก ความรู้ Made in Thailand เราก็ต้องพิสูจน์นานหน่อย แต่คนเก่งๆ เขาพิสูจน์สักพัก เพื่ออะไร พรรคไม่ต้องการเอาคนไปทดลอง แต่ต้องการให้คนเรียนรู้ปัญหา น้องๆ ที่เข้ามา กัปตันโป้งเข้ามา เมื่อเข้ามากัปตันโป้งก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้น้อยเรียนรู้จนกระทั่งกัปตันโป้งสามารถไต่ขึ้นมา อย่างที่หลายคนไต่ขึ้นมา ใครจะนึกท่านสาธิตเข้ามา เหมือนคนเด็กเกๆ คนหนึ่ง วันนี้เป็นรองหัวหน้าพรรคภาคตะวันออก ทุกคนพัฒนาตัวเองขึ้นมา แล้วอยู่เฉยไม่ได้พี่น้อง ต้องเรียนรู้

 

และวันใด เขามีพฤติกรรมทุจริต พรรคฯ จะไม่เอาไว้ ที่จริงเปรียบเทียบไปเหมือนกับระบบ กต. กรรมการตุลาการ ทำไมตุลาการจึงเป็นที่พึ่งของประชาชนได้มากที่สุด เพราะตุลาการมีคนดีเข้ามาอยู่มาก แล้วก็มีการตรวจตั้งแต่วันแรกที่เข้ามา ถ้าคุณมีพฤติกรรมไม่ดี เขาตัดคะแนนตั้งแต่วันแรก คนนั้นก็ไม่มีโอกาสไต่ขึ้นมาข้างบน ระบบของพรรคฯ ก็เช่นเดียวกัน คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ มีข่าวว่ารัฐมนตรีมีปัญหา ท่านก็ให้ออกเลย แล้วพิสูจน์ในที่สุดปรากฎว่ารัฐมนตรีไม่ได้มีความผิด ผมเป็นรัฐบาล รัฐมนตรีสาธารณสุขมีปัญหาสอบ เลขาพรรคผม รัฐมนตรีมหาดไทย แสดงบัญชีทรัพย์สินไม่ครบ ไม่โกงหรอกครับ แต่แสดงไม่ถูกต้อง ให้เขาสอบ เราไม่ไปวิ่งเต้น ปปช. สอบ สอบปั๊บแสดงบัญชีไม่ครบถ้วน ท่านลาออก นี่คือระบบถือประโยชน์ของประชาชน และบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ไม่เอาประโยชน์ของพรรคฯ เป็นที่ตั้ง

 

คุณพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยคลัง บอกผมว่าไม่เคยนึกเลย เมื่อเข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วย เราประชุม 3 ปีกว่า ไม่เคยมีประโยชน์ส่วนตัวของผม หรือใครมาเป็นประเด็น มีแต่ประโยชน์ของบ้านเมืองทั้งสิ้น ผมก็เลยเชิญท่านขอเข้ามาเป็นระบบบัญชีครั้งนี้ ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม คนเก่งคนหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย วันนี้ท่านก็อยู่ในระบบบัญชีรายชื่อ พี่น้องช่วยเลือกท่านด้วย โดยเลือกคนของประชาธิปัตย์ในฉะเชิงเทรา และทุกจังหวัด

 

พี่น้องครับ ผมกราบเรียนพี่น้องว่า ขอพี่น้องทั่วประเทศนะครับ ได้เบอร์ ดูว่าในเขตของท่านประชาธิปัตย์เบอร์อะไร เหมือนอย่างที่น้องตั๊น (จิตภัสร์ กฤดากร) พูดว่าเที่ยวนี้มันไม่ใช่เลือกพรรคเบอร์นึง ... เลือกประชาธิปัตย์เบอร์เดียว และเบอร์นั้นก็ไม่เหมือนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้น ... จึงต้องดูแต่ละเขตว่าเบอร์อะไร อย่าสับสนนะครับ แล้วกาให้ประชาธิปัตย์ในวันที่ 24 มีนาคม

 

พี่น้องครับ ผมหวังว่าสิ่งที่ผมปรารถนา และสิ่งที่ตั้งความหวังกับพี่น้องจะเป็นจริง เมื่อพี่น้องให้ความสนับสนุนประชาธิปัตย์ของเราทั่วประเทศ ขอกราบขอบพระคุณครับสวัสดีครับพี่น้องครับ