เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

คำต่อคำ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในรายการ “เจาะลึกข่าวร้อน” ทางช่อง TNN24

คำต่อคำ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในรายการ เจาะลึกข่าวร้อน ทางช่อง TNN24

20 กพ.2562

 

ประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีจุดขายอะไรที่จะทำให้คนที่มีสิทธิ์ลงคะแนน เห็นปั๊บอยากจะเทคะแนน เทใจให้กับประชาธิปัตย์

“ผมคิดว่าโจทย์ของประชาชนในการเลือกตั้งปีนี้ น่าจะมี 2 ข้อสำคัญ ข้อที่ 1 ก็คือว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความเดือดร้อนเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง ต้องการที่จะเห็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งสามารถที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ กับโจทย์ข้อที่ 2 ก็คือ ประชาชนต้องการที่จะให้ประเทศไทยหวนคืนสู่การเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยที่ไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนเดิมคือที่สุดแล้วไม่ล้มเหลว แล้วพาบ้านเมืองกลับมาสู่จุดที่เราอยู่ ณ ขณะนี้อีก

 

ผมมองว่าประชาธิปัตย์เป็นคำตอบสำหรับโจทย์ 2 ข้อนี้ได้ดีที่สุด ในด้านเศรษฐกิจ เราได้ใช้เวลา 5 ปีที่ถูกห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง ไปคลุกคลีกับประชาชนเพื่อหาคำตอบทางด้านเศรษฐกิจ แล้วก็มีนโยบายที่เรามั่นใจว่าในขณะนี้นอกจากจะฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้อย่างรวดเร็ว ด้วยแนวคิดของการที่จะเพิ่มกำลังซื้อ ด้วยระบบประกันรายได้ ซึ่งเราเคยทำมากับสินค้าเกษตรมาได้แล้วประสบความสำเร็จและมีความยั่งยืน ไม่เป็นนโยบายที่ในที่สุดจะต้องถูกล้มเลิกไป ขยายมาสู่ภาคแรงงานและอื่นๆ บวกกับนโยบายที่เป็นภาพใหญ่ของเศรษฐกิจที่เราเจาะไปถึงขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ปรับรื้อกฎหมาย กฎระเบียบ ส่งเสริมธุรกิจใหม่ๆ ให้ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยี รวมไปจนถึงแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ เรามั่นใจว่านโยบายเหล่านี้ซึ่งต่อยอดมาจากแนวความคิด อุดมการณ์เดิมของเรา กับการได้รับข้อมูลใหม่ๆ แล้วก็จากคนรุ่นใหม่ด้วยที่เข้ามาเสริมในพรรคฯ จะเป็นการตอบโจทย์ข้อที่ 1

 

ส่วนโจทย์ข้อที่ 2 ก็เช่นเดียวกัน เรามองว่าประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่ทำงานเป็นสถาบัน เป็นมาตรฐานสากล และที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ยึดมั่นในวิถีของเสรีประชาธิปไตย นั่นหมายความว่าเราไม่ได้มองว่าการเป็นประชาธิปไตยคือเราลงการเลือกตั้ง หรือได้รับเลือกตั้ง แต่เราต้องใช้อำนาจนั้นบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล ไม่ไปละเมิดสิทธิ์ของเสียงข้างน้อย ไม่ไปทุจริตคอร์รัปชัน ไม่เอาอำนาจไปใช้ในทางไม่ชอบ ซึ่งทั้งหมดที่ผมพูดมานี้คือพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการ คือเป็นที่มาหรือข้ออ้างของการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะฉะนั้นถามว่าวันนี้บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ มีคำตอบโจทย์ 2 ข้อนี้ดีกว่าเรามั้ย ผมมั่นใจว่าไม่มีนะครับ”

 

ความหมายของการนำเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เหมือนเดิมนั้นหมายความว่าไม่มีสีเสื้อ ไม่มีการชุมนุม ไม่มีความขัดแย้ง มีแต่ความปรองดอง คือความหมายอย่างนั้นหรือเปล่า

“ไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว ผมใช้คำนี้ครับว่า มันจะมีความแตกต่าง มีความหลากหลายอยู่ในสังคมเสมอ แต่ว่าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลจะจัดการให้ทุกคนมีที่ยืน มีพื้นที่ และยอมรับกระบวนการในการทำงาน ไม่นำไปสู่ภาวะที่เรียกว่าเป็น สงครามกลางเมือง ไม่นำไปสู่การเป็นข้ออ้างของการรัฐประหาร หรือสร้างความขัดแย้งใหม่ๆ ขึ้นอีก”

 

แต่ครั้งหนึ่งในรัฐบาลที่คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ มันเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น จนมีข้อหาฆ่าประชาชนใช่มั้ย

“ใช่ครับ แต่ในที่สุดแล้วก็เป็นรัฐบาลเดียว และเป็นเหตุการณ์เดียวที่ผมและผู้ที่รับผิดชอบยอมรับกระบวนการตรวจสอบจนกระทั่งเรื่องไปที่ ปปช. ปปช. ยกคำร้อง จนกระทั่งมีการฟ้องร้องผมที่ศาล ผมถูกนำตัวไปขึ้นศาล 3 ศาล ศาลตัดสินชัดเจนว่ายกฟ้อง

 

เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหมดนี้ผมว่ามันก็เป็นการพิสูจน์กระบวนการที่เราทำไปในขณะนั้น และแม้ว่าแน่นอน อาจจะมีคนไม่พอใจว่าเหตุการณ์ในขณะนั้นมันเป็นความวุ่นวาย แต่เราก็ได้แก้ไขตามหลักมาตรฐานของสากล แล้วก็หลีกเลี่ยงความสูญเสียจนถึงที่สุด แล้วก็พยายามที่จะหาทางในการที่จะเยียวยา และแก้ไขปัญหา

 

สิ่งสำคัญก็คือว่า เรามองไปข้างหน้า คำขวัญที่ประชาธิปัตย์ใช้ในครั้งนี้ว่า ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต ก็เพราะว่าประชาชนเป็นใหญ่นี้คือเมื่อเรามีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ถ้าเรามีรัฐบาลที่ฟังเสียง และยึดประโยชน์ของประชาชน เข้าใจปัญหาของประชาชน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ซึ่งเราคิดว่าเราทำมาตลอด 70 กว่าปี เราจะสามารถได้นโยบายที่ดี ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนเหมือนกับที่ผมพูดเรื่องของเศรษฐกิจเมื่อสักครู ส่วนประชาธิปไตยสุจริต นั่นคือทางออก เพราะที่ผ่านมาพอเราเจอประชาธิปไตยทุจริต สุดท้ายมันก็นำไปสู่ความไม่ยอมรับของคนในสังคม เกิดความขัดแย้งขึ้น จนสุดท้ายกลายเป็นข้ออ้างของการปฏิวัติรัฐประหาร หรือถ้าเป็นประชาธิปไตยก็ต้องใช้คำว่าวิปริต คือไม่เป็นประชาธิปไตยจริง แต่พยายามอ้างหลักการประชาธิปไตย หลายครั้งในประวัติศาสตร์ก็พิสูจน์แล้วว่าในที่สุดบ้านเมืองก็เดินไปข้างหน้าไม่ได้

 

เพราะฉะนั้นภายใต้หลัก “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต” นี้ เราถึงบอกว่า จะสามารถนำไปสู่การ “แก้จน คนสร้างคน สร้างชาติ” คือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องเศรษฐกิจด้วย และสามารถทำให้ประเทศเริ่มเดินหน้าในการวางรากฐานสำหรับอนาคตไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาคน หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะสร้างชาติ ทั้งผ่านโครงการขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐาน และผ่านการแก้ปัญหาที่มันเรื้อรังมาในเชิงโครงสร้างของสังคมด้วย”

 

อยากรู้ว่าถ้าคุณอภิสิทธิ์เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี และประชาธิปัตย์เข้ามาเป็ฯรัฐบาลอีกครั้ง หากเกิดปัญหาความขัดแย้งสีเสื้อ หรือการเมืองแบบในอดีต คราวนี้จะทำอย่างไร คราวนี้จะทำอย่างไรที่แตกต่างจากอดีต เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบเดิม

“ผมมองอย่างนี้ก่อนนะครับ เราต้องวิเคราะห์ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่มันจะเกิดขึ้นแบบในอดีต มันมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ต้องยอมรับว่า คราวที่แล้วที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แม้ว่าเราจะได้รับการลงคะแนนเสียงจากเสียงข้างมากในสภา แต่ต้องยอมรับว่ากระบวนการการต่อสู้บนท้องถนน มันเริ่มต้นมาก่อนหน้านั้น 2-3 ปีแล้ว ที่เกิดการประท้วงจนเกิดปัญหาการปฏิวัติไปครั้งนึง กลับมาแล้วยังมีปัญหาการยุบพรรค ก็มีการปลุกระดม มีการต่อสู้ เพราะว่าสร้างความรู้สึกว่ามันเกิดความไม่เป็นธรรมกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด อันนั้นคือเงื่อนไขสถานการณ์ในขณะนั้น

 

ถามว่าวันนี้เงื่อนไขอะไรที่จะเป็นความขัดแย้งอย่างนั้น ถ้าสมมติว่าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการเลือกตั้งแล้วสามารถที่จะจัดตั้งโดยรวบรวมเสียงข้างมากได้ เหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่เป็นประชาธิปไตย ผมว่าก็มีน้อย ตรงกันข้ามครับ ถ้าหากว่าเรายังไปเลือกพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลแล้ว ใช้อำนาจในทางไม่ชอบ อย่างนั้นแหละมันก็จะมีการประท้วงอีก หรือถ้าหากว่ามีความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลที่ฝืนเจตนารมณ์ของประชาชน ผ่านกระบวนการของการเลือกตั้ง พูดกันตรงๆ ก็คือการไปลากเอาสมาชิกวุฒิสภา 250 คนมาเพื่อหวังหนุนให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งไปเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ดูว่า พรรคการเมืองที่สนับสนุนคนนั้นได้มากี่เสียง ผมว่าอันนั้นต่างหากจะเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง

 

ผมว่า 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา เราเห็นมั้ยล่ะครับว่า เงื่อนไขความขัดแย้งมันเริ่มมี แต่มันไม่มีตรงไหนที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาธิปัตย์ก็เดินหน้าในการรณรงค์หาเสียงเป็นปกติ เพราะว่าหลายเรื่องที่เป็นปมของความสับสน ความขัดแย้งขึ้นมานี้ ไม่มีอะไรเลยที่มาเกี่ยวข้องกับเรา”

 

คุณอภิสิทธิ์เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว และได้พิสูจน์ผลงานของตัวเองให้ประชาชนได้เห็นมาแล้ว ผ่านมาถึงตอนนี้ คิดว่าถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีอีก จะมีอะไรที่ใหม่ ที่จะนำเสนอกับประชาชน หรือจะแตกต่างกับสิ่งที่เคยทำมาสมัยที่เคยเป็นมาแล้ว

“ผมมั่นใจว่ามันแตกต่าง คือในส่วนของความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนั้นก็ดี หรือการริเริ่มนโยบายสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้สูงอายุ หรือในการมองการไกล วางรากฐานเรื่องการออม เรื่องอะไรต่างๆ ก็ดี แต่ต้องยอมรับว่า 2 ปีที่ผมอยู่ในตำแหน่งในขณะนั้นทำงานภายใต้ข้อจำกัดมากมาย

 

ข้อที่ 1 ก็คือ ผมเข้าไปในภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจโลก วันที่ผมเข้าไปนั้นส่งออกติดลบเลข 2 หลัก ท่องเที่ยวติดลบเลข 2 หลักนะครับ เงินในคลังไม่มี เพราะฉะนั้นความสามารถในการที่จะไปริเริ่มทำอะไรที่จำเป็นจะต้องใช้เงินงบประมาณมันมีน้อยมาก กับ 2 ตั้งแต่ผมเดินออกจากสภาวันที่เขาลงคะแนนให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีกลุ่มคนที่มาต่อต้านขัดขวางการทำงานต่อเนื่อง จนกระทั่งเหตุการณ์ลุกลามไป ทั้งในปี 52 ทั้งในปี 53 ก็เป็นข้อจำกัดในการทำงาน

 

ผมมั่นใจว่าถ้าวันนี้ประชาชนเลือกพรรคประชาธิปัตย์ให้ไปเป็นรัฐบาล และจัดตั้งรัฐบาลภายใต้กระบวนการประชาธิปไตย ที่ไม่ต้องมีการมาถกเถียงกัน เงื่อนไขเหล่านั้นก็จะไม่มี เงื่อนไขวิกฤติเศรษฐกิจก็จะไม่มี ขณะเดียวกันผมก็เหมือนกับทุกคน ผมเรียนรู้จากประสบการณ์ อะไรที่เรามองว่าจำเป็นที่จะต้องปิดจุดอ่อนเดิม เช่น หลายคนก็อาจจะต่อว่าว่าผมอาจจะดูสุภาพเรียบร้อยเกินไป ผมก็พูดชัดเจนแล้วว่า วันนี้ผมมาถึงจุดที่ผมมองว่ามันเป็นช่วงปลายของอาชีพการเมืองผมแล้ว เพราะว่าผมไม่เชื่อว่าประชาชนจะให้โอกาสผมไปเรื่อยๆ”

 

ช่วงปลายหมายถึงว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือเปล่าในการนำทัพประชาธิปัตย์

“ไม่จำเป็นต้องเป็นครั้งสุดท้ายหรอกครับ แต่ว่าผมเชื่อว่าจะไม่มีโอกาสที่จะให้ประชาชนมาบอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวลองอีกครั้งๆๆ ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ช่วงที่หาเสียงเป็นหัวหน้าพรรค ผมบอกผมหมดเวลาเกรงใจคน ผมรู้ว่าวันนี้ นโยบายยากๆ หลายเรื่องซึ่งบอกว่าอาจจะไม่ทำ วันนี้ผมต้องทำ เพราะถ้าผมไม่ทำวันนี้ ผมจะไม่ได้ทำอีก

 

ผมยกตัวอย่างนะครับ นโยบายการกระจายอำนาจ ที่บอกจะเลือกผู้ว่าฯ ก็จะมีคนพูดเสมอว่า มันทำยาก เพราะมันจะมีแรงเสียดทาน แรงต้านเยอะ ปฏิรูปตำรวจ หรือแม้กระทั่งเรื่องภาษี ซึ่งความจริงวันนี้มันมีความจำเป็นแล้วที่จะต้องให้คนที่มีกำลังจ่าย คนที่รวยจริงๆ บริษัทข้ามชาติ ต้องมาเสียภาษีเพิ่มขึ้น ไม่อย่างนั้นประเทศไทยไม่สามารถที่จะรองรับสังคมสูงวัย หรือการที่เทคโนโลยีมาก่อกวน จนทำให้เกิดภาวะความไม่แน่นอน หรือความไม่มั่นคงได้ ผมบอกว่าวันนี้ผมก็ต้องทำแล้วเพราะถ้าผมไม่ทำครั้งนี้ ผมจะไม่มีโอกาสทำในครั้งอื่น”

 

ถ้าอย่างนั้นถามกลับว่า ทำไมครั้งที่ผ่านมาถึงไม่ทำ อุปสรรคปัญหาคืออะไร

“ก็ผมได้บอกไปแล้ว อันแรกก็คือว่า ผมต้องไปดับไฟวิกฤติเศรษฐกิจก่อน ผมไม่สามารถมาทำเรื่องโครงสร้างเหล่านี้ได้เลย เพราะในภาวะขณะนั้นผมจะต้องไปทำอย่างไรให้วิกฤติเศรษฐกิจมันผ่านพ้นไปก่อน ซึ่งผมทำได้เร็วกว่าประเทศอื่นในโลก และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคจำนวนมากนะครับ 2. งานในโครงสร้างในวันนั้น ยกตัวอย่างปฏิรูปตำรวจ ผมว่าวันนั้นผมก็เชิญคนที่ประชาชนยอมรับมากที่สุดมังครับ ในเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ตอนนี้ท่านเสียไปแล้ว พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ท่านเป็นคนบอกกับผมเองว่า รัฐบาลในวันนั้นถ้าเกิดว่าจะต้องทำ 100 มันอาจจะทำได้แค่ 20 – 30 นะ เพราะท่านเห็นแล้วว่าโครงสร้างของสภา บรรยากาศทางการเมืองในขณะนั้นมันไม่สามารถทำได้ แต่ข้อจำกัดเหล่านั้นวันนี้มันไม่มีแล้ว แล้ววันนี้ผมก็บอกแล้วว่า ผมเองผมไม่มีอะไรที่จะต้องมาบอกว่าประคับประคองอะไรอีกแล้ว วันนี้ผมเดินหน้าอย่างเดียว”

 

แต่คนที่สนับสนุนคุณอภิสิทธิ์อาจจะไม่เห็นอย่างนั้น จะฝ่าแนวต้านนั้นไปได้อย่างไร

“คนที่สนับสนุนผม ผมคิดว่าวันนี้เขาต้องการความมั่นใจตรงนี้ และผมให้ความมั่นใจกับเขาตรงนี้ เพราะว่าผมบอกแล้วว่า ผมมาการเมืองเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ผมเคยพูดไว้ตั้งแต่วันแรกว่า ผมอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร อยากเห็นเป็นประชาธิปไตย อยากเห็นเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเข้มแข็ง มีสวัสดิการที่ดี ลดปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม

 

ผมอยู่ในการเมืองวันนี้ ก็เพราะเป้าหมายเดิมนั่นแหละ แล้ววันนี้มันมีปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นจากภาวะของผลกระทบจากเทคโนโลยี จากโลกาภิวัฒน์ จากการที่เรากำลังเป็นสังคมสูงวัย เพราะฉะนั้นตรงนี้คือความตั้งใจของผม แล้วผมก็รู้ตามความเป็นจริงแล้วว่า ผมไม่ได้รับโอกาสอีกหลายครั้งหรอก เพราะฉะนั้นผมเดินหน้าตรงนี้ เพราะฉะนั้นผมให้ความมั่นใจว่าเที่ยวนี้อะไรที่จำเป็นจะต้องทำนั้นทำแน่นอน แล้วทำให้เสร็จ แต่ผมขอไง ถ้าจะทำให้สำเร็จ ต้องเลือกประชาธิปัตย์เข้าไปเยอะๆ เพราะว่าถ้าเลือกประชาธิปัตย์เข้าไปเยอะๆ ผมก็จะทำเรื่องนี้ง่าย”

 

ในการนำทัพสู้ศึกเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่คุณอภิสิทธิ์เป็นแม่ทัพ ยังไม่เคยชนะ ไม่เคยพาประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง ครั้งนี้จะทำอย่างไรให้คะแนนเสียงพลิกมา แล้วได้เยอะๆ อย่างที่คุณอภิสิทธิ์ต้องการ

“เรามั่นใจว่าถ้าประชาชนได้ทราบถึงนโยบาย ที่มาของนโยบาย จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ครบถ้วน มีโอกาสที่จะบอกว่า นี่คือคำตอบสำหรับประเทศ ผมก็ถึงได้ประกาศชัดเจนว่า เป้าหมายของเราครั้งนี้คือเป็นแกนนำรัฐบาล ถ้าเราสามารถมาอันดับ 1 ได้ ซึ่งผมคิดว่าก็ยังเป็นไปได้ จะดีที่สุด แต่ว่าถ้ามาลำดับที่ 2 แต่อาจจะคะแนนไม่ห่างมากนัก อันนี้ก็อยู่ที่ความสามารถในการรวบรวมเสียงข้างมาก อันนี้ก็เป็นธรรมดาของระบบรัฐสภา หลายประเทศที่เลือกตั้งกันมา 2-3 ปีนี้ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น เพราะไม่มีใครได้เสียงข้างมาก แต่ว่าแน่นอน ถ้าเกิดผมนำทัพไปแล้ว เคยพูดไปแล้ว ได้คะแนนต่ำกว่าร้อย ผมบอกผมแสดงความรับผิดชอบแน่นอน และผมก็แสดงความมั่นใจด้วยเช่นเดียวกันว่า ประชาธิปัตย์ไม่ต่ำกว่าอันดับ 2 อยู่แล้ว”

 

สิ่งสำคัญที่คุณอภิสิทธิ์พูดถึงนโยบาย แสดงว่านโยบายคือจุดขาย ไม่ได้ชูตัวคุณอภิสิทธิ์ ตัวผู้สมัคร หรือขายอย่างอื่นมั้ย

“มันประกอบกันครับ เพราะว่าการแข่งขันเที่ยวนี้มันผสมผสานกันอยู่แล้ว เลือกบัตรใบเดียว เลือกทั้งคนเลือกทั้งพรรค เลือกทั้งตัวนายกรัฐมนตรีหรืออะไรก็ตาม แล้วมันแยกกันไม่ออกครับ เหตุผลคืออย่างนี้ครับ

 

ผมมองว่าถ้าติดตามข่าวสาร จะพบว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่นำเสนอนโยบายต่างๆ ออกมาเป็นระบบมีรายละเอียดก่อนพรรคอื่น ถามว่าทำไมเราทำอย่างนั้นได้ ก็เพราะว่าเราไม่เคยหยุด เราไม่ได้ฝ่าฝืนกฎหมายนะครับ แต่ 5 ปีที่ผ่านมา ผมบอกกับลูกพรรคว่า 1. เราไม่ปิดพรรค เราไม่ต้องไปทำกิจกรรมการเมือง แต่เราต้องไปศึกษาปัญหา ฟังความทุกข์ของประชาชน ฟังปัญหาของประชาชน กรรมการนโยบาย ไปดูงานต่างประเทศซิว่า เรื่องการศึกษา เรื่องระบบน้ำเรื่องอะไรเป็นอย่างไร

 

เราจึงสามารถเสนอนโยบายเหล่านี้ได้ค่อนข้างเป็นระบบ แล้วมันอิงอยู่กับผลงานในอดีต และอุดมการณ์ของเรา ที่ผมบอกว่ามันโยงกันอย่างนี้ครับ เพราะหลังจากนี้เป็นต้นไป จะเจอสินค้าลอกเลียนค่อนข้างเยอะ เริ่มเจอบ้างแล้ว แล้วก็ถามว่าบอกได้อย่างไรว่าลอกเลียน หรือของจริง ก็ต้องดูว่านโยบายนั้น พรรคที่เสนอนี้เคยทำเรื่องเหล่านั้นมาหรือเปล่า หรือเคยวิพากษ์วิจารณ์นโยบายแบบนั้นมาแบบไหนอย่างไร

 

เพราะฉะนั้นผมมั่นใจว่า การที่เราจะเลือกและเชื่อนโยบาย มันคงไม่ใช่อ่านนโยบายแล้วเปรียบเทียบกันเฉยๆ มันก็โยงมาถึงตัวคนที่จะไปทำ ซึ่งสำหรับผม และประชาธิปัตย์ ตามหลักสากลเลยเราเสนอชื่อหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะหัวหน้าพรรคคือผู้ที่รับผิดชอบในการทำนโยบายมาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่คนที่ไปเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นเกี่ยวกับกระบวนการในการจัดทำนโยบายเลย ไปเป็นนายกฯ แล้วก็หันมาถามคนอื่นว่า เราจะต้องใช้นโยบายอะไร

 

นโยบายของประชาธิปัตย์ที่ออกมานี้ มันเป็นความเชื่อของคนประชาธิปัตย์ และผมในฐานะผู้นำ มีความเชื่อในนโยบายเหล่านั้นเต็มเปี่ยม จึงพร้อมและเข้าใจที่จะผลักดันมันให้เกิดความสำเร็จได้”

 

ถ้าคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ภาพที่จะเห็นคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี คือนายกฯ แบบไหนอย่างไร

“เป็นนายกฯ ที่เป็นประชาธิปไตย รับฟังความคิดเห็นของประชาชน แก้ปัญหาประชาชนได้ตรงจุดขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ แต่รวดเร็ว พร้อมๆ กันไปก็คือผลักดันประเทศไทยให้กลับคืนสู่เวทีสากลด้วย ไม่ว่าจะเป็นในระดับอาเซียน หรือในระดับโลก”

 

ที่ผ่านมาในหลายๆ ครั้งที่เราได้สัมผัสกับคุณอภิสิทธิ์ในทางการเมือง อาจจะมีคำพูดที่บอกว่า คุณอภิสิทธิ์ดูไม่ค่อยติดดิน ดูไม่ค่อยเข้าถึงประชาชนสักเท่าไหร่ จะทำให้มีการปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้ และปรับลุคส์ของคุณอภิสิทธิ์หรือเปล่า

“จริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องแปลกนะครับ ถ้าเกิดใครบอกว่าอยู่ห่างเหินกับประชาชน ผมไม่ค่อยเชื่อ
หรอกว่าจะอยู่การเมืองที่ต้องให้ประชาชนเลือกมาได้ถึง 27 ปี 8 สมัย 9 สมัย ก็คงจะแปลกอยู่ แต่ผมเข้าใจ ว่าบุคลิกผมนี้อาจจะเป็นคนที่ พูดตรงๆ ก็คือตอนผมเป็นเด็กๆ ผมเป็นคนขี้อาย เพราะนั้นผมก็อาจจะไม่ใช่คนที่กระโดดลงไปสรวลเส เฮฮา คลุกคลีในลักษณะนั้น แล้วก็พื้นฐานของการที่เคยเป็นนักวิชาการ แล้วก็ชอบทำงานที่เกี่ยวข้องกับความคิด มันก็อาจจะมีปัญหาตรงนั้นบ้าง ผมก็ยอมรับ

 

แต่ว่าไม่มีตรงไหนหรอกครับที่ใจผมนี้ไม่อยู่กับผลประโยชน์ของประชาชน และผมว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดว่า 1. เข้าใจปัญหามั้ย 2. มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะแก้ปัญหามั้ย และ 3. มีผลประโยชน์อื่นมาแอบแฝงหรือเปล่า ในการที่จะไปแก้ปัญหาเพื่อตัวเองหรือเพื่อพวกพ้อง หรือเพื่อใครก็ตามที่ไม่ใช่ประชาชน”

 

ครั้งนี้แปลกไป ตรงที่จะเห็น “อาจารย์อภิสิทธิ์”  ดูค่อนข้างวัยรุ่นขึ้น เข้าถึงประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคลิปล่าสุดที่มี #เรียกผมพี่มาร์ค (เปิดคลิป) ดูผ่านหน้าจอเราตอนนี้ อ้วนและแก่หรือเปล่า

“อ้วนและแก่กว่าตัวจริงแน่นอน”

 

อันนี้คือคลิปของพรรคฯ เป็นคนตัดใช่มั้ย

“ครับ ก็คือวันนั้นเป็นวันจ่าย ตรุษจีน เราก็ไปเยี่ยมประชาชนที่ไปจับจ่ายใช้สอยที่เยาวราช แล้วก็เลยบอก ลองอย่างนี้ก็แล้วกัน ก็เอากล้องติดไปด้วย คุยกันไปด้วย คือประเด็นจริงๆ ก็อยากจะบอกว่า เมื่อกี้ถามว่า เอ๊ะ ผมไปเปลี่ยนบุคลิก หรืออะไรมั้ย ความจริงใครที่ทำงานกับผมนี้จะทราบ ว่าผมนี้ พูดคุยกันนี้ พูดเล่นตลอดเวลา แต่พูดเล่นแบบมีสาระนะ แล้วก็ไม่ใช่เป็นคนที่เคร่งเครียดอะไร แต่ว่าสิ่งเหล่านี้มันก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ดีๆ เราก็จะมาแสดงในทางสาธารณะ แต่ว่าต้องยอมรับว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา โลกมันเปลี่ยนไป พอการใช้สื่อออนไลน์ พฤติกรรมของการใช้โซเชียลมีเดีย ความต้องการของคนที่บอก เอ๊ะ อยากจะรู้ตัวตนที่แท้จริงอะไรทำนองนั้น เราก็ทำรายการแบบตามยุคสมัย แต่ว่าตัวตนเราไม่ได้เปลี่ยน”

 

ค่อนข้างแปลกใจตั้งแต่ปีที่แล้ว ยังไม่มีเรื่องของการเลือกตั้ง แต่คุณอภิสิทธิ์ไปรายการ Driver เป็นรายการวัยรุ่น คุณอภิสิทธิ์มารายการแบบนี้ด้วยเหรอ จากที่ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ไม่น่าจะเคยเห็นคุณอภิสิทธิ์ในรายการแบบนี้ ก็เลยกลายเป็นว่าเรากำลังปูยุทธศาสตร์วางฐานเสียงคนรุ่นใหม่อะไรหรือเปล่า

“ผมก็ต้องบอกว่ารายการแบบนี้ ที่พูดนี้ในอดีตก็ไม่ได้มีเยอะนะครับ 1. ไม่ได้มีเยอะ และ 2. ต้องบอกตรงๆ เหมือนกันว่าหลายรายการก็ค่อนข้างกลัวการเมืองนะ ไม่ค่อยอยากได้การเมืองเท่าไหร่ Driver นี้บังเอิญมันเป็นความโชคดีเพราะว่าตัวเจ้าของรายการกับผมนี้ เชียร์ทีมฟุตบอลทีมเดียวกัน”

 

ไม่ได้เกี่ยวกับว่า เราต้องการฐานเสียงคนรุ่นใหม่ ที่มีตั้ง 5.6 ล้านคน ที่เป็น Voter หน้าใหม่

“ถ้าเป็นผลพลอยได้ให้ได้เสียง ผมก็ไม่ปฏิเสธครับ”

 

- พัก –

 

ตั้งเป้าหมายในการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้อย่างไร ในขณะที่คราวที่แล้วพรรคประชาธิปัตย์ ปี 2554 ได้มา 161 ที่นั่ง เป็นแบบเขต 117 ที่นั่ง บัญชีรายชื่ออีก 44 ที่นั่ง คราวนี้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร

“ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า เบื้องต้นเราต้องมองว่า เราต้องการให้พรรคฯ มีบทบาทอย่างไรในการทำงานการเมืองให้กับประชาชน ให้กับประเทศ เรามองว่าวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็นหลักให้กับบ้านเมือง เป็นหลักทั้งในแง่ของการที่มีคำตอบสำหรับอนาคต และเป็นหลักเพราะว่าเราเป็นพรรคการเมืองที่ทำงานบนพื้นฐานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และมีระบบการทำงาน ไม่ใช่เป็นพรรคเฉพาะกิจ ไม่ใช่เป็นพรรคของตัวบุคคล ไม่ได้เป็นพรรคที่มีผลประโยชน์อื่นเลย และเป็นพรรคที่จะต้องอยู่กับประชาชนในระยะยาว

 

เมื่อเป็นอย่างนั้น ก็ต้องบอกว่าการที่พรรคฯ จะไปเป็นพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก คิดว่าจะไปร่วมอะไรกับใครนั้น ผมว่าเราไม่ใช่ เพราะแนวทางที่เราคิดว่าเป็นหลักให้กับประเทศ มันเป็นแนวทางที่พรรคอื่นไม่มี ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งหลัก ก็บอกตรงๆ ว่าแนวทางเรากับเพื่อไทยนั้นมันไม่ตรงกัน อันนี้ใครๆ ก็รู้

 

แล้วแนวทางของพรรคที่สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบัน จากพฤติกรรมของการก่อตั้งพรรค ของการทำการเมืองที่ผ่านมา ก็เห็นได้ชัดอีกเช่นเดียวกันว่า ไม่ตรงกับเรา และที่ผ่านมา ผลงานในการทำงานในด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะ ไม่สามารถตอบโจทย์ของประชาชนได้เลย เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งเป้าว่า เราเป็นทางหลัก เมื่อเราเป็นทางหลักจะให้เราต่ำกว่าร้อย ซึ่งความจริงการจะต่ำกว่าร้อยก็หมายความว่า มีคนเลือกน้อยกว่าร้อยละ 20 นั่นไม่ได้เกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์มาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะบอกว่าเกินร้อยนั้น ผมถึงบอกว่า มันเป็นเป้าหมายที่ ถ้าเราทำไม่ได้ ผมในฐานะผู้นำนั้นอยู่ไม่ได้หรอก ต้องรับผิดชอบ”

 

เราไม่ได้ตั้งเองใช่มั้ย ที่มาพูดหนึ่งร้อยนี้

“คือหนึ่งร้อยนี้มันเริ่มจากการที่มีการมาปรามาสว่าพรรคประชาธิปัตย์จะต่ำร้อย ก็เป็นกระบวนการ ความจริงมันเป็นขบวนการหนึ่งซึ่งพยายามสร้างความเข้าใจ หรือความรู้สึกทางจิตวิทยา ว่าคะแนนเสียง คะแนนนิยมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งผมก็ยืนยันว่ามันไม่จริง ซึ่งเราก็มีข้อมูลในทางวิทยาศาสตร์ ทั้งของเราเอง ทั้งที่เราทราบว่าคนอื่นทำอยู่ว่าเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราก็อยากจะยืนยันตรงนี้ว่า ไม่ต่ำกว่าร้อย แล้วก็มั่นใจด้วยว่า มาไม่ต่ำกว่าอันดับ 2”

 

ที่ถามนี้เพราะกำลังจะถามว่า ไม่ได้ตั้งเองใช่มั้ย เพราะตัวเลขร้อยนึง หลายคนก็มองว่าต่ำเกินไป คุณอภิสิทธิ์จะ Play safe รึเปล่า

“ไม่ใช่ครับ เพราะว่าคนอื่นมาปรามาสไงครับ มาปรามาสกันอยู่ วันนี้ก็ยังมีอยู่นะ กลุ่มนั้นที่เป็นขบวนการที่พยายามจะปรามาสพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังยืนยันอยู่ ผมก็บอกว่าไม่มีทางเป็นจริง”

 

แล้วทำไมถึงคิดว่าจะมาลำดับ 2 ในขณะที่ตอนนี้มีอยู่ 2 ขั้วการเมืองที่ดูเหมือนกับว่ากำลังแข่งกันอยู่ แล้วประชาธิปัตย์เป็นขั้วที่ 3 ด้วยซ้ำ

“ผมก็พูดตรงๆ นะครับว่า ผมก็ไปหาเสียงมาทั่วประเทศ ผมยังมองไม่เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐนี้ จะมีคะแนนนิยมอย่างที่บางฝ่ายพยายามจะทำให้เกิดความเข้าใจ ปัญหาพื้นฐานง่ายที่สุดก็คือว่า ประชาชนเกือบร้อยทั้งร้อยไม่พอใจกับผลงานทางด้านเศรษฐกิจ แล้วต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงจากตรงนี้ และเราก็ทราบนะว่าการเลือกตั้งทุกครั้งทั่วโลก ยังไงปัจจัยเศรษฐกิจก็เป็นปัจจัยใหญ่ มิหนำซ้ำนอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว พรรคพลังประชารัฐซึ่งสนับสนุนท่านนายกฯ ประยุทธ์ ก็พยายามจะพูดว่าจะมาเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศ แต่ว่างาน 5 ปีที่ผ่านมา มันไม่มีการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมให้จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง แล้วก็พฤติกรรมทางการเมืองอย่างที่เราเห็น ที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่ปัญหาการดูด การจัดโต๊ะจีน อะไรต่างๆ เรามองไม่เห็นนะครับว่า แนวทางอย่างนี้จะเป็นแนวทางที่จะมาเป็นหลักให้กับประเทศได้ เพราะฉะนั้นเราก็มั่นใจครับว่าคู่แข่งของเราตอนนี้ก็คือกำลังแข่งขันกับพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก”

 

แต่จริงๆ แล้วฐานเสียงของประชาธิปัตย์ที่เป็นฐานเสียงจริงๆ อย่างพื้นที่ภาคใต้ และพื้นที่ กทม. หลายเขต คราวนี้มีหลายพรรค ที่เข้ามาแล้วมาแข่งขัน

“ผมก็ยอมรับครับ กรุงเทพฯ ด้วย ก็เป็นธรรมดา แล้วก็พรรคใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาก็มุ่งหวังที่จะมาแย่งชิงคะแนนเสียง ก็เป็นเรื่องปกติของการแข่งขัน แต่ผมไม่เชื่อว่า คะแนนที่พรรคประชาธิปัตย์เคยได้มาในการเลือกตั้ง 2 ครั้งหลัง ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 30 ขึ้น จะลดฮวบลงมาขนาดนั้น แล้วก็ผมว่าทุกพรรคก็เผชิญกับปัญหานี้ เพราะว่าในทุกพื้นที่ก็แข่งขันกันเข้มข้นมากขึ้น แต่สุดท้ายผมก็มองว่าประชาชนก็ต้องตัดสินใจว่าจะพาประเทศไปทางไหน เพราะฉะนั้นในกรอบความคิดแบบนี้ต้องบอกว่าพรรคที่มีโอกาสจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจจะมีแค่ 2 หรืออย่างมากสุด 3 พรรค ก็จะเป็นคู่แข่งสำคัญ”

 

พูดถึงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล เป็นคำถามที่ใครๆ ก็ถามกัน แต่ขออนุญาตถามเพื่อบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ คุณอภิสิทธิ์เมื่อสักครู่พูดถึงเพื่อไทย กับพลังประชารัฐ ที่ดูเหมือนจะคนละแนวกับพรรคประชาธิปัตย์แต่ถ้าประชาธิปัตย์เกิดมาอันดับ 2 จะจับมือกับใครได้ ในเมื่อไม่อยากจะจับมือกับเพื่อไทย และไม่ได้อยากจับมือกับพลังประชารัฐ

“ผมบอกอย่างนี้นะครับ การจับมือกับใครเป็นรัฐบาล มันมีสถานะที่แตกต่างกัน คือเป็นแกนนำ หรือเป็นพรรคร่วม การเป็นแกนนำผมก็บอกว่า จะเป็นได้ แสดงว่าประชาชนต้องสนับสนุนมาระดับหนึ่ง ไม่อย่างนั้นก็คงไม่อยู่ในฐานะที่จะประกาศตัวเป็นแกนนำ เมื่อประกาศตัวเป็นแกนนำ นั่นหมายความว่ารัฐบาลนั้นจะต้องยึดแนวทางของพรรคแกนนำเป็นหลัก ฉะนั้นประเด็นที่ใครจะมาร่วมนั้น จึงเป็นประเด็นที่เราจะต้องไปถามเขา ว่าคุณเอากับแนวทางนี้ไหม ถ้าคุณเอากับแนวทางนี้มาทำงานกับเราได้ ก็มาร่วมกัน แต่ถ้าเกิดไม่เอาด้วย หรือเราประเมินแล้วว่า เขาไม่ได้เชื่อในแนวทางเราจริง ก็จับมือกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราเป็นแกนนำ ผมว่าลักษณะคำถามมันก็จะเปลี่ยนไป

 

แต่ถ้าเราบอกว่า เราไม่ได้เป็นแกนนำ อันดับ 2 ก็อาจจะเป็นแกนนำได้ ประเทศนิวซีแลนด์ที่ผ่านมา อันดับ 2 ก็คือแกนนำ และอีกหลายประเทศก็เป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเรามาอันดับ 3 ความจริงมาอันดับ 3 นี้ อาจจะไม่ต้องถามผม เพราะผมอาจจะต้องแสดงความรับผิดชอบไปแล้ว อาจจะต้องถามคนอื่น แต่ว่าถ้าเรามาเป็นอันดับ 3 เราก็ต้องตั้งคำถามว่า เราจะไปร่วมกับคนอื่นนั้น แนวทางการบริหารราชการแผ่นดินจะเป็นอย่างไร ซึ่งผมมองว่า ประชาธิปัตย์ประวัติศาสตร์เราค่อนข้างชัดนะ ที่ผ่านมาในอดีตหลายสถานการณ์ เราจะตัดสินใจว่าจะร่วม หรือไม่ร่วมรัฐบาล จะอยู่ในรัฐบาลหรือจะถอนตัวจากรัฐบาลนั้น เป็นเรื่องของอุดมการณ์ เป็นเรื่องของแนวทาง จะให้ประชาธิปัตย์ไปช่วยใครเป็นรัฐบาล แล้วก็มีการโกงกิน ทุจริต คอร์รัปชันนั้น – ไม่ทำ จะให้ประชาธิปัตย์ไปร่วมรัฐบาลที่ในที่สุดทำตัวเหมือนเป็นเผด็จการ-ไม่เอา จะให้ประชาธิปัตย์ไปร่วมกับรัฐบาลซึ่งบริหารแล้วบ้านเมือง เศรษฐกิจล้มเหลว ประชาชนบอกว่าความเป็นอยู่ไม่ดีขึ้น – ไม่เอา เพราะฉะนั้นเราก็ตัดสินใจบนพื้นฐานอย่างนั้น”

 

แต่ครั้งนึงก็เคยมีการจัดตั้งรัฐบาลภายในค่ายทหารมาแล้ว

“ไม่มีนี่ครับ ที่ไหนล่ะครับ จัดในค่ายทหาร ก็ลงมติกันในสภาอย่างเปิดเผย ไม่มีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องเลย แล้วก็แข่งขันกันขนาดที่เรียกว่ามีการล็อบบี้ มีการอะไรต่างๆ นานา แล้ววันนั้นที่แข่งกันในสภา คนที่แข่งกับผม ก็เป็นคนที่อยู่ในพรรคที่คะแนนเสียงน้อยกว่าประชาธิปัตย์ ผมก็ยังมองไม่เห็นว่ามันไปเกี่ยวข้องอะไร”

 

มีการพูดกันว่า ณ ขณะนี้ที่อาจจะยังไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น อาจจะมีการแอบจับมือกันอย่างหลวมๆ แล้ว โดยมีการพูดถึงตำแหน่งของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าอาจจะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

“ก็ตอบได้เลยว่าไม่มี  ผมไม่ต้องฟังจนจบหรอกครับ ไม่มี เพราะไม่มีการคุยกันอย่างนั้น แล้วก็ประชาธิปัตย์ก็จะไม่คุยอย่างนั้น  ประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมือง ซึ่งไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อการเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาธิปัตย์ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนของประชาชนคนไทยที่มีแนวคิดในแนวทางเสรีนิยมประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นการที่พรรคประชาธิปัตย์จะตัดสินใจทางการเมืองอย่างไร อยู่บนพื้นฐานอุดมการณ์นี้ แล้วก็เราไม่ตัดสินใจเพียงเพื่อว่าดิ้นรนไปสู่การมีอำนาจ มีตำแหน่ง แต่วันนี้ที่เราอาสาตัวมาเป็นรัฐบาล เพราะเรามองว่าสิ่งที่เรามีคือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ”

 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะจับหรือไม่จับกับใครร่วมหรือเป็นแกนนำมันก็จะเกิดขึ้นได้หลังการเลือกตั้งเท่านั้น ที่เราจะเป็นแนวทางไหนอย่างไร ถูกไหม

“ก็ไม่แน่นะครับ ถ้าการหาเสียงผ่านไปสักระยะหนึ่งเราเห็นชัดแล้วว่าแต่ละพรรคเป็นอย่างไร มันก็อาจจะชัดเจนขึ้นได้ครับ”

 

คือจุดๆ นั้นจะบอกได้ว่าแต่ละพรรคหาเสียงเป็นอย่างไร

“ใช่ครับ ใช่ครับ”

 

ตอนนี้ยังไม่ชัด แต่ละพรรคมีนโยบายมีอะไรออกมา คุณอภิสิทธิ์ก็ไปเจอในเวทีดีเบตมาหลายที่แล้ว

“ก็ระดับหนึ่งครับ ตอนนี้ก็เริ่มตกผลึกกันในพรรคมากขึ้นแล้ว หลังจากที่ไปผ่านเวทีต่างๆ มา”

 

ตกผลึกว่าอะไร

“ก็ค่อนข้างชัดเจนขึ้นว่า ถ้าเกิดจะทำงานร่วมกับพรรคนี้ อะไรที่ยังเป็นจุดที่อาจจะเป็นปัญหาอยู่อย่างนี้เป็นต้น”

 

ที่ตกผลึกในพรรค ความเห็นของคนในพรรคหรือว่ากลุ่มคณะกรรมการบริหารพรรค คุณอภิสิทธิ์

“คือผมคงไม่สามารถไปบอกว่าทุกคนในพรรคได้หรอก แต่ว่ากรรมการบริหารก็ทำหน้าที่ กรณีของประชาธิปัตย์ก็เป็นกรรมการบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง ค่อนข้างที่จะกว้างขวางแข่งขันกันจริงจัง และก็คนที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน และรวมทั้งผู้สมัคร คือในการหาเสียงเอง สมาชิกของพรรค หรือผู้สมัครของพรรคเอง ก็สะท้อนกลับมาว่าประชาชนคิดอย่างไร และต้องการให้ประชาธิปัตย์ทำอะไร”

 

ที่ถามอย่างนี้ เพราะว่ามันมีสารตกค้างจากสมัยเรื่องของการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ซึ่งจริงๆ เป็นครั้งแรกของประชาธิปัตย์ที่เกิดขึ้นมาสะท้อน

“ครั้งแรกของทุกพรรค”

 

มาสะท้อนในระบบบัญชีรายชื่อตัวปาร์ตี้ลิสต์ของประชาธิปัตย์ในหลายลำดับหรือเปล่า ข้องใจกันมากเลย

“ผมยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกัน การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคก็ผ่านพ้นไปแล้ว ว่าตามจริงเวลาที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องลำดับบัญชีรายชื่อ หรือการตัดสินใจอะไรก็ตาม มันก็แล้วแต่คนจะพูด เวลาคนสนับสนุนผม และเกิดมีการตัดสินใจ แล้วอาจจะมีความไม่พอใจขึ้นผมก็ถูกต่อว่า คนช่วยกันมาแท้ๆ ร่วมรบกันมาทำไมเป็นอย่างนี้  เวลาคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน แต่บังเอิญไปเลือกคุณหมอวรงค์ก็ไปขยายความว่าเป็นเพราะไปเลือกคุณหมอวรงค์ ก็มันไม่จริงหรอกครับ คนที่จะเลือกผม คุณหมอ ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจในการกำหนดเรื่องของผู้สมัคร ไม่ว่าจะเป็นระบบเขตหรือระบบบัญชีรายชื่อ 

 

แต่ผมยอมรับว่าและผมพูดตั้งแต่วันแรกว่าผมไม่สามารถจัดบัญชีรายชื่อให้ทุกคนพอใจได้ และผมก็ไม่ค่อยเชื่อด้วยว่าจะมีคนไหนที่สามารถจัดให้เป็นที่พอใจได้ เพียงแต่ว่าอยากจะยืนยันว่า การจัดบัญชีรายชื่อนี้ มันก็เป็นการจัดที่พรรคฯ พิจารณาจากหลายปัจจัยรอบด้าน และยังยืนยันว่าทุกคนที่อยู่ในบัญชีรายชื่อคือคนที่เราปรารถนาที่จะให้ช่วยพรรคฯ ต่อ มันไม่ได้จบลงที่การเลือกตั้งหรอก โดยเฉพาะถ้าพรรคฯ ได้มีโอกาสไปเป็นรัฐบาล หลายคนก็มีการพูดกันว่า ถ้าเข้าไปเป็นฝ่ายรัฐบาล เราไปเป็นฝ่ายบริหาร บทบาทหน้าที่หลายอย่างที่อาจจะไม่ได้เป็น ส.ส. แต่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานการเมืองของพรรค นั่นคือสิ่งที่เรายังเชิญชวนทุกคนให้มาเสนอตัวให้ทำต่อเนื่องต่อไป”

 

หลักการในการพิจารณาลำดับบัญชีรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ของประชาธิปัตย์คืออะไร

“ประกอบกันหลายอย่างคือดูจากความสามารถ คือทั้งอดีต และอนาคตในแง่ว่าการทุ่มเททำงานให้พรรคฯ และศักยภาพในการที่จะเดินหน้าทำงานให้พรรคฯ คำนึงถึงอาวุโส ความรู้ ความสามารถ คำนึงถึงการกระจายตามภาค คำนึงถึงการสลับหญิง-ชาย เท่าที่เราจะทำได้ และอื่นๆ รวมไปถึงว่าอย่างที่ผมบอกคือ บางคนอาจจะมีบทบาทที่เรามองว่าช่วยพรรคได้ แต่ว่าอาจจะไม่ได้เป็นจุดเน้นที่อยู่ในสภาอย่างนี้เป็นต้น มันก็ผสมผสานกันไป”

 

เอากราฟฟิกขึ้นมาดูหน่อยนิดหนึ่ง

“ผมขอไม่วิจารณ์เรื่องตัวบุคคลนะครับ เพราะว่าแต่ละคน ทุกคนพรรคฯ ได้พิจารณาแล้ว  มันเหมือน เอาอย่างนี้ดีกว่านะครับ เมื่อกี้ได้พูดถึงฟุตบอลไปแล้ว เราจัดทีม”

 

มีแฟนนิวคาสเซิลเข้ามาด้วย

“เราจัดทีม บางคนไปนั่งสำรอง ไม่ได้แปลว่าเขาไม่เก่งนะ แต่ว่าแผนการเล่นมันเป็นอย่างหนึ่ง”

 

คุณอภิสิทธิ์อาจจะไม่ตอบก็ได้ แต่ขออนุญาตถาม เนื่องจากว่ามันเป็นความสงสัยอยู่เหมือนกันอย่างกรณีคุณวิฑูรย์ นามบุตร ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรค เป็นขุนพลพลภาคอีสาน และเป็นส.ส.หลายสมัย เป็นอดีตรัฐมนตรีของพรรค คราวที่แล้วเลือกตั้งปี 54 อยู่ลำดับที่ 20 คราวนี้อยู่ลำดับที่ 40 คือน้อยว่าเด็กๆ ที่อาจจะยังไม่เคยเป็น ส.ส. อีกหลายคน ก็เลยเกิดคำถามที่ว่า แล้วอย่างนี้พิจารณาจากอะไร เป็นต้น

“คือผมขออนุญาตไม่พูดถึงตัวบุคคลโดยเฉพาะ เพราะว่าทุกคนผมยังเชื่อว่าคุณวิฑูรย์ได้เป็นผู้แทน และผมก็เชื่อว่าถ้าคุณวิฑูรย์เดินหน้าทำงานกับเราก็จะได้รับโอกาสจากพรรคประชาธิปัตย์ให้มีบทบาทสำคัญต่อไปในอนาคต

 

ทีนี้ก็อย่างที่ว่าเราหยิบคน 2 คนขึ้นมามันก็พูดได้ตลอด อย่างเช่นเมื่อกี้บอกว่ามีคนที่อาวุโสน้อยกว่าอยู่ ถ้าผมจัดตามลำดับอาวุโสทั้งหมด คนก็วิจารณ์ประชาธิปัตย์บอกนี่ไง เป็นพรรคปิด คนใหม่ๆ เข้ามาไม่มีโอกาสเกิด ต้องไปต่อแถวก็เคยได้ยินคำนี้ เพราะฉะนั้นนี่คือตัวอย่างที่ผมบอกว่าเหมือนกับแผนการเล่นมันต้องต้องมีการผสมผสานกันไป  ซึ่งผมก็ยอมรับว่าคงไม่สามารถสร้างความพอใจให้กับทุกคนได้  แต่ผมยืนยันว่ายังเชิญชวนทุกคนว่าเรามาเดินหน้ากันต่อไป แล้วก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี ผมก็เห็นว่าวันนี้คุณวิฑูรย์เดินหน้าหาเสียงในหลายจังหวัดภาคอีสาน 2 วันที่ผ่านมาก็ขอบคุณ”

 

คุณอาคม  เอ่งฉ้วนทำไมอยู่ลำคับที่ 150

“คือคุณอาคมท่านก็บอกว่าตอนนี้ยอมรับว่าท่านมีปัญหาสุขภาพ แต่ว่าใจท่านยังอยากช่วยเต็มร้อย และก็บอกกับพรรคประชาธิปัตย์ว่า เอาเถอะ ขอให้อยู่ใน 1 ใน 150 เพื่อยืนยันความเป็นประชาธิปัตย์ แล้วก็พยายามที่จะช่วยเหลือพรรคต่อไป”

 

อันนี้ไม่ได้มีประเด็นอะไร เป็นเรื่องสุขภาพ  เพราะคอการเมืองติดตาม คุณอาคม เอ่งฉ้วน คราวที่แล้วอันดับ 15 ทำไมคราวนี้อยู่ที่ 150

“อยู่ที่ 150 ผมก็ว่าชัดเจนมาก ว่าเจ้าตัวเองบอกว่าอยู่ที่ไหนก็ได้ ถ้าท่านไปอยู่ 70-80 เสียอีกจะถูกสงสัย ก็เอาให้ชัดไปเลย จริงๆท่านก็ไม่ได้ติดใจอะไรท่านต้องการยืนยันความเป็นประชาธิปัตย์ ช่วยพรรคตามกำลังที่ท่านมี”

 

สุดท้ายในเบรกนี้ดิฉันขออนุญาตถามกรณีคุณวิชัย  ล้ำสุทธิ จริงๆ บอกอยากจะลงเขตที่ระยอง แต่ปรากฏว่าไม่ได้พิจารณาลงเขต แล้วก็จัดมาอยู่บัญชีรายชื่อลำดับ 57 ซึ่งเขามองว่า คือเหมือนเอามาฆ่ากันชัดๆ ทางการเมืองเขาพูดอย่างนี้ ก็เลยประกาศลาออกจากสมาชิกพรรค

“อย่างที่ผมบอก คือผมก็ไม่ขอวิจารณ์ตัวบุคคล มันก็มีข้อเท็จจริงของแต่ละบุคคลที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เราตัดสินใจอย่างนั้น เมื่อเจ้าตัวเขาตัดสินใจที่จะแยกทางกับเราไปแล้ว ก็ไม่เป็นไร เคารพในการตัดสินใจซึ่งกันและกัน”

 

- พัก –

 

ช่วงสุดท้ายของเจาะลึกข่าวร้อนในค่ำคืนนี้อยากดูนโยบายของประชาธิปัตย์ว่านโยบายของประชาธิปัตย์ที่จะขายให้กับประชาชนครั้งนี้คืออะไร เพราะเอาจริงๆ คุณอภิสิทธิ์นโยบายแทบจะไม่แตกต่างเลย

“ผมถึงพูดเมื่อสักครู่ว่าต้องดูว่าใครของจริง ผมยกตัวอย่างเราพูดเรื่องการแก้จน ประชาธิปัตย์ก็บอกว่าวันนี้การแก้จนต้องเริ่มจากการมีหลักประกันในเรื่องของรายได้สำหรับคนทุกกลุ่ม ถามว่าพรรคไหนเคยมีแนวคิดนี้บ้าง ก็มีประชาธิปัตย์ที่ทำเรื่องประกันรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งตอนนั้นทำกับข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง เที่ยวนี้ก็จะขยายไปยังพืชผลตัวอื่น ไปจนถึงเรื่องปาล์ม ยาง ซึ่งสมัยประชาธิปัตย์ไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้ เพราะราคายางสูงมาก”

 

ตอนนั้นตลาดโลกมันก็สูงมันก็เลยทำให้ราคายางสูงไปด้วยหรือเปล่า

“ต้องไปเทียบดูเลยนะครับ บางคนอ้างอิงเรื่องราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันตอนนั้น ตอนนี้มาเทียบกันดูเป็นตารางได้เลยครับว่ายางพาราราคาสูงกว่าขณะนี้ ไม่ใช่ปัจจัยที่อธิบายได้ด้วยเพียงราคาน้ำมันหรืออะไรอย่างนี้เป็นต้น”

 

คือตอนนี้ Supply มันก็เยอะ ประเทศจีนก็ปลูกมันก็เลยทำให้ราคามันถูกลง

“ไม่ครับ ส่วนหนึ่งมันมาจากการบริหารผิดพลาด Supply มันไม่ได้เพิ่มขึ้นง่ายอย่างนั้น ยางไม่ใช่ปลูกแล้วกรีดได้เลย มันใช้เวลาพอสมควร และต้องไปดูว่าตัวเลขการซื้อขายในตลาดโลก มันไม่ได้เกิดความไม่สมดุลอย่างที่มีการพูดกันจนเกินไป เพราะฉะนั้นก็ยืนยันว่าทำได้ ยกตัวอย่างเอายางพาราไปทำถนน อันนี้บางพรรคก็มีโอกาสทำมา 5 ปี เรายื่นหนังสือให้ไปทำก็ไม่ทำ วันนี้ก็ยังให้แค่ท้องถิ่นทำ แต่ประชาธิปัตย์มีท้องถิ่นบางท้องถิ่นเอาไปทำสำเร็จแล้ว อย่างนี้ก็เป็นความแตกต่างชัดเจนว่านโยบายมันจะมาบอกว่าจะทำเหมือนกันก็ต้องตั้งคำถามว่าตอนคุณมาโอกาสทำ ทำไมไม่ทำ แต่พวกผมมีโอกาสทำๆ ให้เห็นแล้ว อย่างนี้เป็นต้น

 

ประกันรายได้แรงงานที่จะเกิดขึ้น เราก็คิดว่าเป็นคำตอบจากการที่ค่าแรง ค่าจ้างขณะนี้ไม่พอกับค่าครองชีพ แต่ว่านโยบายเดิมซึ่งไปบังคับว่าเป็นค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้น เท่านี้ และให้เอกชนเขารับภาระ ก็เห็นได้ชัดว่ามันไปไม่ได้  เพราะในที่สุดก็มีการย้ายฐานการผลิต มีปัญหาเรื่องค่าครองชีพสูงขึ้น เพราะต้นทุนสูงขึ้น มีปัญหาว่าในที่สุดแล้วก็ต้องไปลดสวัสดิการอื่นๆ ของเอกชน เราก็บอกว่าประกันรายได้แรงงานตอนนี้รัฐเข้ามารับส่วนต่างบางส่วน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมของนโยบายที่ไม่เหมือนกับพรรคอื่น

 

พอเกิดปั๊บรับสิทธิ์เงินแสน กับการสร้างคนทั้งหมดก็ต้องบอกว่าไล่ไปดูสิครับว่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก และโอกาส และสิทธิของเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เรียนฟรี อาหารกลางวัน นมโรงเรียน เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา นโยบายของรัฐบาลประชาธิปัตย์ทั้งหมด พอพูดถึงผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เริ่มโดยรัฐบาลนายกฯ ชวน นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งคนอื่นระหว่างนั้น ไม่มีใครมาเพิ่มเบี้ยยังชีพให้เลย ก็ต้องรอนายกฯ ชวนมาเป็นครั้งที่ 2  และผมเป็นคนมาทำให้เป็นการจ่ายถ้วนหน้า เป็นครั้งแรก เอาละมีรัฐบาลที่แล้วมาต่อยอดเป็นขั้นบันได อันนี้ก็เป็นการพิสูจน์อีกว่ามันเป็นงานของประชาธิปัตย์

 

เพราะฉะนั้นนโยบายในการแก้จน สร้างคนหลายเรื่องขนาดนี้  ใครจะมาลอกเรียนอย่างไรก็ตาม ผมก็คิดว่าไม่ได้มีความเข้าใจ ไม่ได้มีใจในการทำเรื่องนั้นเหมือนกับที่ประชาธิปัตย์ได้เคยพิสูจน์มาแล้ว และทำให้เรามั่นใจว่าบางครั้งการมาเกทับตัวเลข ประชาชนดูให้ดีว่ามันจะทำได้จริงหรือเปล่า เพราะเราคือคนที่เริ่มต้น เราคือคนที่เอาเรื่องเหล่านี้มาต่อยอดมาพัฒนาบนพื้นฐานของข้อมูลที่เราสนใจ ใส่ใจมาโดยตลอด เราจึงมั่นใจว่าตัวเลขที่เราให้นี้สมเหตุ สมผล”

 

ตรงนี้เขาถึงบอกว่านโยบายไม่ต่างกันๆ ว่าพรรคไหนให้มากให้น้อยแค่นั้นเอง

“ผมกำลังจะบอกว่ามันไม่ใช่ เพราะคนที่ให้มากแต่ว่าไม่เคยเข้าใจ ไม่เคยมีใจ ผมยกตัวอย่างประชาธิปัตย์เปิดนโยบายเกิดปั๊บรับสิทธิ์เงินแสน คนที่มาวิจารณ์คนแรกคือพลเอกประยุทธ์ ทำได้อย่างไรเอาเงินมาจากไหน แล้ววันนี้พรรคที่สนับสนุนท่านกล้าที่จะเสนอนโยบายนี้แต่พยายามให้เงินเพิ่มขึ้นตั้ง โอ้โห 7-80% แล้วตกลงจะเชื่อใครล่ะครับ แล้วถามว่านโยบายนี้ทำไมรัฐบาลปัจจุบันไม่คิดทำตั้งแต่ต้น ปฏิเสธแนวคิดเรื่องการให้สิทธิเด็กถ้วนหน้า แล้วไม่เคยพูดเลยว่าจะให้ถึง 8 ขวบ ผมว่าอันนี้มันก็มองชัดอยู่แล้วว่าของใครจริง ของใครคือมาพยายามทำนโยบายเพียงเพื่อการหาเสียง”

 

บอกจุดแตกต่างหน่อยว่า ของเกิดปั๊บรับแสนของประชาธิปัตย์กับอีกพรรคที่เขาหาเสียงกันอยู่ในทำนองเดียวกันต่างกันอย่างไร

“ก็ผมอธิบายไปแล้วว่าของเรามาจากงานวิจัย มาจากความเชื่อของเราจริงๆ ว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ต้องทำ ของเขา เห็นของเรา และเพิ่มตัวเลข เพราะมันพิสูจน์แล้วว่าเคยวิจารณ์ว่าของเราไม่น่าจะทำได้ เพราะเงินจะไม่พอ และก็มีโอกาสทำและก็ไม่ทำ ผมว่ามันก็ชัดอยู่แล้ว”

 

และตัวเนื้อหาโครงการต่างไหม

“เนื้อหาโครงการคือเขาพยายามให้ตัวเลขเพิ่มมากกว่าเราเท่านั้นเอง”

 

แค่นั้น แต่รายละเอียดไม่ได้ต่างกันใช่ไหม

“ตอนนี้มาเอาหลักเดียวกับเราว่าให้ถ้วนหน้า แล้วให้ 0 ถึง 8 ขวบ และอาจจะมีเรื่องของคุณแม่ที่ตั้งท้อง ซึ่งตรงนั้นเราก็จะมีต่างหากเพราะว่าของเราพูดถึงตัวเด็กที่เกิดแล้ว”

 

อย่างเรื่องของนโยบายปากท้อง เรื่องของเศรษฐกิจ คุณอภิสิทธิ์พูดตั้งแต่เบรกแรกว่านี่คือนโยบายสำคัญ

“จนถึงวันนี้ผมยังไม่เห็นใครพูดถึงนโยบายประกันรายได้ที่บอกกลไกการทำงานแบบของเรา ก็จะมีคนมาบอกว่า พอเราบอกยางไม่ต่ำว่า 60 เขาอาจจะมาบอก 70-80 แต่เขาไม่ได้บอกว่ากลไกของเขาคืออะไร ของเรามี”

 

ที่ผ่านมาคนไทย หรือสังคมไทย มันจะไม่ค่อยติดภาพว่าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลที่นำตัวเลขเศรษฐกิจไปข้างหน้า หรือว่าเป็นทีมเศรษฐกิจที่ดูแล้วว้าว

“เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา 2 ครั้งเป็นรัฐบาลภายใต้ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นหน้าที่เราในวันนั้น คือทำอย่างไรให้ประเทศไม่ล้มละลาย และสุดท้ายเราก็สามารถทำให้ประเทศมีฐานะทาการคลังที่มั่นคงได้  มันจึงไม่ใช่ภาวะเศรษฐกิจที่คนจะจดจำว่ามันต้องเป็นเศรษฐกิจที่ดี แต่ถามว่าไปดูตัวเลขจริงๆ เปรียบเทียบกับตอนที่เราเข้าไปทำงาน แล้วก็แก้ปัญหา เราสามารถทำให้อัตราเศรษฐกิจที่มันติดลบอยู่กลับมาเป็นบวกได้ ตลาดหลักทรัพย์นี่ ความจริงเพิ่มมากที่สุด ก็ยุคของประชาธิปัตย์ แต่ว่าตัวนโยบายเราไม่ได้นำเสนอในลักษณะที่เป็นภาพของความหวือหวา แต่เราค่อนข้างอิงกับความเป็นจริง  แต่สุดท้ายมันคือความมั่นคงที่ประเทศเดินไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง”

 

นอกจากนโยบายประกันรายได้มันมีนโยบายอื่นที่จะทำให้ประชาชนหลายภาคส่วน  กลุ่มอื่นๆ แม่ค้า แม่ขาย เศรษฐกิจที่อยู่ข้างหน้า

“ที่ผมพูดตรงนี้ เพราะว่าอันนี้สำคัญ ถ้าเกิดเงินพื้นฐานกำลังซื้อไม่มี เงินมันไม่หมุนเวียน  ผมเล่าให้ฟังก็ได้ ช่วง 5 ปี ผมลงไปใต้ ไปงานบุญ ไปในวัด มีผู้หญิงมาตะโกนบอกยางราคาเท่านี้อยู่ได้ไง ปาล์มราคาเท่านี้อยู่ได้ไง ผมก็ถามเขาว่า อ้าว ตกลงคุณมีสวนยาง หรือส่วนปาล์ม ไม่ใช่ ฉันขายของอยู่ในตลาด ถ้าชาวสวนบาง ชาวสวนปาล์มในภาคใต้ไม่มีสตางค์ฉันจะขายของให้ใคร เพราะฉะนั้นนโยบายที่ผมบอกว่าเราแก้ปัญหาให้ชาวสวนยาง ชาวสวนปาล์ม มันไม่ใช่เพื่อชาวสวนยาง ชาวสวนปาล์มอย่างเดียว แม่ค้าเขาก็จะขายของได้ ที่นี้นโยบายอื่นๆ ก็ไม่รู้เราจะมีเวลากันแค่ไหน”

 

อีก 5นาที

“คือเรามีนโยบายอื่นเยอะมาก แต่ว่าผมพูดตรงนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเราจะทำให้มันเชื่อมโยงกัน และเราคิดเป็นระบบ และอีกนโยบายที่เราพูด ก็คือมาถามว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเราจะทำต่อมั้ย ผมบอกว่าเราเปลี่ยนแน่ๆ เพราะเราเรียกร้องให้เปลี่ยนมาตั้งแต่ต้น ก็คือเราบอกว่าการที่ไปบังคับให้จะต้องใช้เงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในร้านค้าที่รูดบัตรเท่านั้น อันนี้นอกจากจะทำให้เงินไม่หมุนเวียนในชุมชน ยังเป็นการไปฆ่าผู้ค้ารายย่อยอีกจำนวนมาก ซึ่งเคยขายของให้คนมีรายได้น้อย เราก็จะปรับเปลี่ยนตัวนี้ 

 

เพราะฉะนั้นแค่เอาแค่เรื่องประกันรายได้กับเรื่องนี้ก่อนนะ ก็เปลี่ยนแปลงวิธีคิดในการกระจาย ทรัพยากร หรือการกระจายเงินไปสู่ฐานราก และทำให้เกิดการหมุนเวียนแล้ว แต่แน่นอนถามว่ามองไปข้างหน้าบ้านเมืองจะเติบโต เศรษฐกิจจะเติบโตอันนี้ก็เป็นนโยบายอีกชุดหนึ่ง เกษตรสมัยใหม่จะเข้ามาอย่างไร ประชาธิปัตย์ก็เป็นคนเริ่มต้นไว้ ระบบประกันภัยพืชผล ความพยายามที่จะจัดการถือครองที่ดินให้มันมีประสิทธิภาพสูงสุด มีกองทุนน้ำชุมชนตอนนี้ที่จะไปตอบโจทย์เรื่องแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และไปเชื่อมโยงเรื่องอำนาจต่อรองของเกษตรกร ผ่านกลไกของการปฏิรูปสหกรณ์อย่างนี้เป็นต้น

 

ภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เราต้องการให้เกิดขึ้น อุสาหกรรมสะอาด อุสาหกรรมที่อิงเทคโนโลยี อุตสาหกรรมที่เป็นความคิดสร้างสรรค์ นโยบายเราทำมาแล้ว เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นคนเริ่มต้นก่อนที่จะมีการพูดถึง 4.0 หรืออะไรก็ตาม นโยบายเหล่านี้ก็คือต้องมาเกี่ยวข้องตอนนี้กับการปรับรื้อกฎระเบียบเพื่อเปิดทางให้ธุรกิจใหม่ๆ ที่อิงกับเทคโนโลยีเกิดขึ้นได้ และการสร้างคนของเราไม่ได้หยุดแค่เรื่องเด็กนักเรียน เรามุ่งไปด้วยว่าเรียนฟรีถึง ปวส.เพราะเราสนับสนุนการศึกษาสายอาชีพ เราจะมีคูปองสำหรับคนที่จะเพิ่มทักษะให้กับตัวเอง จะอายุมากเท่าไหร่ก็ตาม จะมีให้ทุกปี อย่างน้อยปีละล้านคน คนละ 3,500 บาท ใครอยากเรียนภาษาต่างประเทศ ใครอยากเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี ใครอยากจะเรียนที่จะเป็นผู้ประกอบการอันนี้ก็จะเป็นโอกาสที่เกิดขึ้น

 

ท่องเที่ยว การมีแหล่งท่องเที่ยวที่จะเป็นกองทุนของชุมชน เสน่ห์ของชุมชนถูกนำออกมาใช้ การที่มุ่งการส่งเสริมการท่องเที่ยว ไม่ใช่ด้วยการตลาด การตลาดก็ต้องทำแต่ปัจจุบันก็คือปัญหาใหญ่ คือต้องไปต่อกรกับเครือข่ายของบริษัท Tech ขนาดใหญ่ที่อาจจะเข้ามาเบียดบังเอาผลประโยชน์ตรงนี้ไป  แต่เรื่องของตัวแหล่งท่องเที่ยงเองที่จะต้องมีการพัฒนามากกว่าการตลาด นี่เป็นนโยบายบางส่วนที่ผมชี้ให้เห็น และหัวใจสำคัญที่สุดคือว่า ประชาธิปัตย์ดูจะเป็นพรรคเดียวที่พูดมาตั้งแต่ต้นว่าแนวทางบริหารเศรษฐกิจ  ซึ่งเดิมยึดแต่ตัวเลข GDP มันทำไม่ได้แล้ว ที่ผ่านมามันเห็นได้ชัดแล้วว่าวันนี้ตัวเลข GDP 3 หรือ 4%”

 

แต่แม่ค้าไม่มีเงินในกระเป๋าเลย

“ถูกต้องครับ เพราะฉะนั้นเราถึงบอกว่าวันนี้ตัวชี้วัดที่ต้องพัฒนาขึ้นมาใหม่ หรือการใช้ตัวเลขอื่นเข้ามาดู เพื่อเป็นการตัดสินนโยบายเป็นแนวทางที่เราจะทำ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้มาพูดถึงนโยบายที่เขาบอกว่ามีแต่ลด แลก แจก แถม หรือเพิ่มกำลังซื้อ ไม่ใช่ครับ เราทำร้อยเรียงเป็นระบบ เราถึงกล้าพูดด้วยว่า เรื่องภาษีที่ผมพูดเมื่อสักครู่จำเป็นต้องปฏิรูป ไม่มาหลอกกันหรอกว่าประเทศไทยสามารถเดินเข้าสู่ระบบสวัสดิการถ้วนหน้าได้โดยไม่ปรับโครงสร้างของภาษีเลยเป็นไปไม่ได้ ประเทศไทยปัจจุบันเก็บภาษีอยู่ร้อยละ 17 ร้อยละ 18  ของรายได้ประชาชาติ ประเทศที่มีสวัสดิการทั่วหน้า ผมว่าไม่มีประเทศไทยต่ำกว่า 40%”

 

สุดท้ายมีเวลาไม่ถึง 1 นาที ทำคนต้องเลือกประชาธิปัตย์ขออีกครั้งหนึ่ง

“เพราะประชาธิปัตย์เป็นคำตอบสำหรับเศรษฐกิจ และการเมืองในปัจจุบัน เรามีนโยบายที่พร้อมในการที่จะแก้จน สร้างคน สร้างชาติ  และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าเราจะนำพาการเมืองหลุดออกจากวัฏจักรหรือวงจร ที่เขาเรียกว่าวงจรอุบาท เพราะเราเป็นพรรคการเมืองที่ยึดถือประชาธิปไตยที่สุจริต  ซึ่งจะเป็นการป้องกันไม่ให้ประเทศย้อนกลับมาสู่ภาวะแบบที่เป็นอยู่ขณะนี้หรือแบบที่มีรัฐประหารอีก

 

คุณอภิสิทธิ์คิดว่าประชาชนจะมีโอกาสหย่อนบัตรเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมนี้ไหม

“ผมยังเดินหน้าเต็มที่ และยังมองไม่เห็นเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธการมีส่วนร่วม และการใช้สิทธิ์ของประชาชน ซึ่งเขารอคอยมาเป็นเวลานาน”