เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

ปราศรัยใหญ่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คำต่อคำปราศรัยใหญ่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ริมบึงแก่นนคร จ.ขอนแก่น

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

1 มี.ค.2562

 

สวัสดีพี่น้องขอนแก่น พี่น้องชาวอีสาน พี่น้องที่เคารพรักทุกท่านครับ สวัสดีครับ ขอบพระคุณพี่น้องทุกคนที่มาฟังการปราศรัยในวันนี้ รวมทั้งพี่น้องที่ติดตามการปราศรัยผ่านการถ่ายทอดสด ผ่านเวปไซต์ และเฟซบุ๊กของพรรคประชาธิปัตย์

 

วันนี้เป็นวันที่เรามาเปิดเวทีที่ภาคอีสาน เพื่อที่จะบอกกับพี่น้องภาคอีสาน ซึ่งเป็นภาคที่มีประชากรเยอะที่สุด ส.ส. เยอะที่สุด ว่าพรรคประชาธิปัตย์เราพร้อมแล้วที่จะเข้ามาทำหน้าที่รับใช้พี่น้องชาวอีสานทั้งภาคครับ

 

ที่เพิ่งเดินลงจากเวทีกันไป เป็นการยืนยันได้อย่างดีว่าความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์ คือการที่เราส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลงครบทุกเขตเลือกตั้ง ทั้งในอีสาน และในประเทศไทย 350 เขต ประชาธิปัตย์ส่งครบหมดทุกเขตครับ

 

และคนของเราที่พี่น้องได้เห็นเดินผ่านไป ประกอบไปด้วยคนทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสของพรรคฯ ซึ่งนอกเหนือจากบางส่วนลงสมัครรับเลือกตั้งเขต ก็ยังลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ มีคนที่ทุ่มเททำงานต่อเนื่องให้กับพี่น้องประชาชน ปักหลักอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่ง และก็มีคนหนุ่มคนสาว คนรุ่นใหม่ ที่พร้อมจะสืบสานอุดมการณ์ของพรรค ถือธงของพรรคประชาธิปัตย์เข้าสู่สนามการเลือกตั้งครั้งนี้

 

พี่น้องครับ เลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่พี่น้องรอคอยมายาวนานที่สุด เราไม่ได้มีการเลือกตั้งที่สมบูรณ์มาเป็นเวลาเกือบ 8 ปี คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 หลังจากนั้นมาพี่น้องสัมผัสดี ทราบดีถึงความเดือดร้อน ถึงปัญหา ถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องด้วยตัวของพี่น้องเอง ผมใช้เวลาตลอดระยะเวลา 8 ปี แม้จะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นรัฐบาล แต่ไม่ว่าจะในฐานะฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นช่วง 5 ปีที่เขาห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง ผมไม่เคยหยุด ผมทำงานในฐานะนักการเมืองที่มาจากประชาชน และใช้เวลาในการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร

 

ผมมีโอกาสมาอีสานหลายครั้ง บางครั้งมาเพราะพี่น้องมีความทุกข์ เกิดภัยพิบัติ เกิดน้ำท่วม เกิดพายุ ผมไม่เคยขาด เพราะผมถือว่าผมเป็นหนี้บุญคุณพี่น้องประชาชน หลายครั้งมาร่วมงานบุญ งานประเพณี กับพี่น้องประชาชนเช่นเดียวกัน แต่ทุกครั้งที่มา ผมเรียนรู้ปัญหา และความทุกข์ของพี่น้องที่นี่ และวันนี้ยิ่งมีการเลือกตั้งผมเดินทางอยู่ตลอดเวลา เมื่อวานอยู่ร้อยเอ็ด อยู่มหาสารคาม วันนี้อยู่โคราช อยู่ชัยภูมิ และตอนนี้อยู่ที่ขอนแก่น พี่น้องที่นี่และพี่น้องทั่วประเทศ บอกเป็นคำเดียวกับผมว่า ต้องการเลือกตั้ง ที่ต้องการเลือกตั้งเพราะมีความคาดหวังว่าเลือกตั้งแล้วชีวิตจะดีขึ้น ถามว่าอะไรที่พี่น้องต้องการให้ดีขึ้นมากที่สุด หนีไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง ใช่ไม่ใช่ครับ ถ้าใช่ปรบมือดังๆ หน่อย (เสียงปรบมือ)

 

พี่น้องอยู่ตรงนี้ช่วยยืนยันหน่อยสิครับ ใครว่าเศรษฐกิจดียกมือขึ้นหน่อยครับ ได้ยินมั้ยครับ ไม่มีใครยกมือเลย ได้ยินมั้ยครับ ใครว่าเศรษฐกิจไม่ดี ยกมือสิครับ แหม มืดไปนิด ไม่งั้นจะให้กล้องถ่ายไปส่งรัฐบาล ฉะนั้นพี่น้องจะสังเกต ประชาธิปัตย์มาหาเสียงเที่ยวนี้ นโยบายข้อแรกเราเขียนอย่างไม่ลังเลเลยคือคำว่า แก้จน เพราะนี่คือความทุกข์แสนสาหัสของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ และพี่น้องที่อีสาน

 

เศรษฐกิจไม่ดีเกิดจากอะไร สำหรับประชาธิปัตย์ดูแล้วไม่ยากเลยครับ ต้องถามว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศทำอะไร คำตอบก็คือ คนส่วนใหญ่ของประเทศคือพี่น้องเกษตรกร ผมถามว่าถ้าคนส่วนใหญ่ของประเทศคือพี่น้องเกษตรกร ไม่มีเงิน เศรษฐกิจจะดีได้อย่างไร หลายปีที่ผ่านมานี้ ที่เศรษฐกิจมันฝืดเคืองก็เพราะว่า ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ และไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรม ไม่มีมาตรการที่ยั่งยืน ที่จะมาทำให้พี่น้องชาวไร่ชาวนา ไม่ว่าจะปลูกข้าว ปลูกมัน ปลูกข้าวโพด ปลูกอ้อย ปลูกยางพารา มีรายได้ดีขึ้น

 

นั่นคือต้นเหตุของปัญหาที่ทำให้เราต้องมา แก้จน การแก้จนไม่ใช่การเอาเงินมาแจกให้กับคนที่ยากจนแล้ว แต่ต้องดูแลว่าเขาประกอบอาชีพอะไร เกษตรกร แรงงาน เขาจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร แต่ 2 – 3 ปีมานี้ ผมว่ารัฐบาลไทยสับสน สับสนยังไงครับ ประมาณ 2 ปีที่แล้วประกาศชัด ภายใน 1 ปี คนจนจะหมดไป ผมไม่ทราบพี่น้องได้ยินหรือเปล่า เชื่อมั้ยครับ เชื่อมั้ยว่าคนจนจะหมดไป บางคนบอกเชื่อ คือตายหมด

 

แต่พอประกาศว่าจะทำให้คนจนหมดไป หลังจากนั้นไม่นานมีการสำรวจว่ามีคนจนอยู่เท่าไหร่ ปรากฎว่าจากเดิมที่เขาเคยวิเคราะห์กันว่า ประเทศไทยนี้คนยากคนจนลดลงมาทุกยุคทุกสมัย น่าจะเหลืออยู่ไม่เกิน 7 ล้านคน รัฐบาลนี้สำรวจไปสำรวจมา บอกมีคนจนอยู่ในประเทศ 11 ล้านคน โผล่ขึ้นมา 4 ล้าน แล้วก็เอาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่เราเรียกกันว่า บัตรคนจนมาแจกให้ แจกเสร็จทำไปสักพัก ดูซิว่าแก้จนได้มั้ย สำรวจอีกรอบ คราวนี้คนจนเพิ่มจาก 11 ล้าน เป็น 14 ล้าน เริ่มจาก 7 ล้านนะครับ กลายมาเป็นเท่าตัว วันก่อนผมไปรายการโทรทัศน์ ประชันวิสัยทัศน์กับพรรคการเมืองอื่นๆ ก็มีอดีตรัฐมนตรีรัฐบาลนี้แหละ เอ่ยชื่อพรรคก็ได้เพราะว่าเราไม่ได้ใส่ร้าย เราพูดความจริงกัน พรรคพลังประชารัฐ นั่งพูดถึงนโยบายเศรษฐกิจ ยังกำหนดเป้าหมายอีกว่า จะต้องมีคนได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนเพิ่ม

 

ผมว่ารัฐบาล หรือพรรคพลังประชารัฐ สับสนเสียแล้ว เพราะถ้าเป้าหมายเราคือการแก้จน ต้องคิดแต่ว่าทำอย่างไรไม่ต้องให้มีคนมารับเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะเขาไม่จนแล้ว ไม่ใช่ตั้งเป้าว่าเพิ่มคนจนขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อจะเอาเงินมาแจกให้เขา

 

แก้จนของประชาธิปัตย์จึงไม่เริ่มต้นอย่างนั้นหรอกครับ แก้จนของประชาธิปัตย์มุ่งไปสู่พี่น้องเกษตรกรเป็นหลักว่า ฟื้นฟูกำลังซื้อของพวกเราที่เป็นคนส่วนใหญ่ที่นี่ เราทำอย่างไร ที่จริงถ้าพี่น้องนึกย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว พี่น้องจะเข้าใจทันทีว่าวิธีการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรที่ดีที่สุดที่เคยทำมาคืออะไร นั่นคือนโยบายประกันรายได้ จ่ายเงินส่วนต่างให้กับพี่น้องเกษตรกร

 

จำได้มั้ยครับ รัฐบาลของผมให้พี่น้องเกษตรกรขึ้นทะเบียน ใครปลูกข้าว ใครปลูกข้าวโพด ใครปลูกมันสำปะหลัง คำนวนดูเลยว่าต้นทุนเท่าไหร่แล้วก็บอกว่าเกษตรกรไทยต้องกำไรทุกคน ถ้าต้นทุนเท่านี้ เราต้องให้เขามีรายได้สูงกว่าเป็นเท่านี้ คำนวนออกมาเป็นราคา ถ้าเอาข้าว เอาข้าวโพด เอามันสำปะหลังไปขาย ปรากฎว่าไม่ได้ตามราคาที่เรากำหนดไว้ รัฐบาลก็โอนเงินเข้ามาสู่บัญชีพี่น้องเกษตรกร เช่น ถ้าเราบอก ข้าวต้อง 8,000 ขายได้ 6,000 รัฐบาลก็โอนเงินมาให้ 2,000 บาท เราทำอยู่ 2 ปีกว่าๆ ผมไล่ดูตัวเลขตอนเราทำ หนี้สินเกษตรกร ดูตัวเลขเงินฝากเกษตรกร ฐานะของเกษตรกรดีขึ้น

 

นโยบาย ณ ตอนนั้นพี่น้องชอบ แต่ต่อมามีพรรคการเมืองอื่นมาเสนอนโยบาย มันหวือหวากว่า มันดึงดูดกว่า แต่วันนี้ผ่านมาอีก 8 ปี มันพิสูจน์แล้วว่านโยบายที่มันหวือหวา แต่ไม่เป็นจริง มันไม่สามารถแก้ปัญหาพี่น้องได้ และมันสร้างปัญหาอีกสารพัด เทียบกันให้เห็นชัดๆ เลยครับ ประกันรายได้ ผมใช้เงินปีนึงประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท ดูแลข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง บางปีไม่ต้องใช้เงินด้วย เพราะสมัยผมมันสำปะหลังเคยขึ้นไป 4 บาท ข้าวโพดเคยขึ้นไปสูง ไม่ต้องใช้เงิน แต่โครงการจำนำข้าววันนี้ทิ้งหนี้ไว้ให้กับรัฐบาล 3 แสนล้านบาท ที่ทุกปีขณะนี้พี่น้องเสียภาษีต้องเอาเงินไปใช้หนี้โครงการนี้ปีละ 3 หมื่นล้านบาท นี่คือความแตกต่างข้อที่ 1

 

ความแตกต่างข้อที่ 2 การค้าขายพืชผลการเกษตร นโยบายประกันรายได้ เงินส่วนต่างของประชาธิปัตย์ไม่ต้องไปยุ่งเลยครับ รัฐบาลไม่ต้องไปแย่งซื้อข้าว เอาข้าวมาเก็บ เก็บแล้วจะดูแลอย่างไรไม่ให้เน่า ซื้อมาแพงแล้วจะขายยังไง เพราะขายยังไงก็ขาดทุน ไม่มีปัญหานี้เลย จำนำข้าวเห็นมั้ยครับ มีปัญหาวุ่นวายไปหมดว่า ข้าวเน่า ข้าวเสื่อม มีการเปลี่ยนข้าว ข้าวดีกลายเป็นข้าวเสีย มีการลักลอบสารพัด

 

ประการที่ 3 ทำแบบที่ประชาธิปัตย์ทำ ข้าวไทย ผลิตผลการเกษตรไทย แข่งขันได้ทั่วโลก เพราะไม่มีการรับซื้อมาแพงเกินจริง ผมทำประกันรายได้ ไทยเป็นแชมป์ส่งออกข้าวก็เป็นแชมป์ส่งออกข้าวต่อไป แต่จำนำข้าวมาปีกว่าๆ เท่านั้นแหละครับ ประเทศไทยเสียแชมป์การส่งออกข้าวเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี

 

และสุดท้ายครับ ประกันรายได้ไม่มีการทุจริต คอร์รัปชัน พี่น้องขึ้นทะเบียน ตรวจสอบเสร็จ เงินเกือบทั้งหมดในโครงการโอนเข้าบัญชี ไม่มีเงินอย่างอื่นเลยครับ จำนำข้าววันนี้มีคดีที่มีทั้งติดคุก ทั้งยึดทรัพย์ วันนี้พอเราบอกว่าจะกลับมาฟื้นกำลังซื้อของเกษตรกรพี่น้องเปรียบเทียบได้เลย ประชาธิปัตย์ตอบชัดแล้ว เราประกันรายได้ ข้าว 10,000 บาท จะทำข้าวโพด มันสำปะหลังจะขยายไปสู่ยางพารา จะขยายไปสู่ปาล์ม

 

วันก่อนผมไปออกโทรทัศน์ เขาถามพรรคเพื่อไทยว่าจะทำอะไร เพื่อไทยก็บอกจะทำให้สินค้าเกษตรแพงขึ้น คำถามต่อไปจะทำอย่างไร จะจำนำข้าวมั้ย คนที่ไปตอบแทนพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ตอบว่าคงไม่ทำจำนำข้าวแล้ว ให้ความเป็นธรรม เขายังบอกว่าเป็นนโยบายที่ดี แต่ปัญหามันเยอะ รู้แล้วว่าถ้าทำ น่าจะมีปัญหาอีก แต่จึงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนครับว่า แล้วจะทำอย่างไรที่บอกว่าจะยกระดับราคาสินค้าการเกษตรขึ้นมา  ประชาธิปัตย์มีคำตอบ พลังประชารัฐผมอ่านนโยบายแล้ว แล้วไปประชันวิสัยทัศน์มา ปรากฎว่าหัวหน้าพรรคพูดอย่าง เลขาธิการพรรคพูดอีกอย่าง โฆษกพรรคพูดอีกอย่าง สับสนมาก และสำหรับพลังประชารัฐ ก็ต้องตั้งคำถามว่า แล้ว 4-5 ปีที่ผ่านมา มาตรการที่ใช้มันได้ผลมั้ยล่ะ

 

ฉะนั้นวันนี้ไม่ต้องมีคำถามเลยครับว่า อยากจะแก้จน อยากจะฟื้นอำนาจซื้อ ฟื้นเงินในกระเป๋าของพี่น้องเกษตรกร ประชาธิปัตย์ให้คำตอบชัดเจนที่สุด ประกันรายได้ จ่ายเงินส่วนต่างแน่นอน ทำได้ทันที รวดเร็ว

 

แต่ไม่ใช่มีมาตรการเดียว ยางพาราก็มีมาตรการเสริม ปาล์มก็มีมาตรการเสริม พืชบางตัวเช่นอ้อย เราก็ไปศึกษามาแล้วว่าที่มันตกต่ำตอนนี้ เพราะรัฐบาลไปลอยตัวราคาน้ำตาล ราคาน้ำตาลตก ราคาอ้อยก็เลยตก ไม่มีความจำเป็นเลยระบบเดิมเขาดีอยู่แล้ว รัฐบาลประชาธิปัตย์จะกลับไปแก้ระบบตรงนี้ และวันนี้อ้อยไม่ได้ผลิตน้ำตาลอย่างเดียวอีกต่อไป อ้อยไปผลิตผลิตภัณฑ์เยอะแยะไปหมด การค้าขายผลิตภัณฑ์เหล่านั้นต้องเอามาเข้าระบบการแบ่งผลประโยชน์ให้ชาวไร่อ้อยด้วย นี่นโยบายประชาธิปัตย์ชัดเจน ผมยังไม่ได้ยินพรรคการเมืองอื่นพูดนโยบายสามารถเจาะเป็นรายตัวได้ว่า ข้าวทำอย่างไร ข้าวโพดทำอย่างไร มันสำปะหลังทำอย่างไร ปาล์มทำอย่างไร ยางทำอย่างไร เพราะผมไม่เคยหยุดทำงาน 5 ปีผมรู้ปาล์มตกเพราะมีการนำเข้า-ส่งออกที่ไม่สมดุล ปาล์มตกเพราะไม่รู้จักเอาปาล์มไปใช้ในการผลิตพลังงาน ยางพาราตกทำไมไม่เอาไปทำถนน มันสำปะหลังข้าวโพดตกเพราะอยู่ดีๆ ไปนำเข้าข้าวสาลีมาไม่เก็บภาษี อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ก็หยุดซื้อ อยากจัดระเบียบขึ้นมาพี่น้องไม่มีเอกสารสิทธิ์ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการพยุงราคาได้ ประชาธิปัตย์ถึงพร้อม

 

แต่ว่าประกันรายได้เที่ยวนี้จะปรับปรุงบางเรื่อง เช่น ตอนนี้หนี้สินก็เยอะ เมื่อกี้ถามว่าเศรษฐกิจไม่ดียกมือ ถามว่าใครมีหนี้สินบ้างยกมือสิครับ มีใครไม่ยกบ้างครับ ขนาดอดีต ส.ส.ผมก็ยังยกกันเป็นแถวเลย เราบอกว่าตอนนี้พี่น้องเดือดร้อน เพราะฉะนั้นประกันรายได้ปกติเราจ่ายเงินตอนที่พี่น้องไปขายสินค้าแล้ว เก็บเกี่ยวแล้ว คราวนี้เราจะมีส่วนหนึ่งเราจ่ายล่วงหน้า ใช้นโยบายที่บอกว่าไถปั๊บ รับไปเลย 2,000 บาทก่อนครับ จะมีการช่วยเหลือเรื่องนี้ และจะมีมาตรการอื่นที่มาช่วยพี่น้องเกษตรกรในการแก้จน

 

ที่ทำกิน นโยบายโฉนดสีฟ้า พี่น้องที่ทำกินมานานอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ ถ้าสามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ เร่งออก ถ้าโต้แย้งกันอยู่ แต่พิสูจน์กันได้ว่าอยู่มาช้านาน เผลอๆ ราชการแหละไปรุกที่ของประชาชน เอาโฉนดสีฟ้า โฉนดชุมชน มาคุ้มครองประชาชนก่อน แล้วโฉนดชุมชนก็ดี สปก. ก็ดี แม้ว่าไม่ใช่กรรมสิทธิ์ที่จะโอนกันได้ แต่เราจะทำให้เอาไปกู้เงินได้ นี่ก็จะเป็นการช่วย

 

คนบอกอีสานแล้ง รอคอยกันมาตลอด ขายฝันกันมานาน โครงการขนาดใหญ่จะผันน้ำจากที่นั่นที่นี่เข้ามา รอคอยกันมากี่สิบปีไม่เกิดขึ้น วันนี้ประชาธิปัตย์ได้คำตอบ เลิกคิดและรอว่ากรมชลประทานจะมาเอาโครงการใหญ่ๆ มาให้เมื่อไหร่ เพราะกว่าจะทำโครงการ กว่าจะเวนคืน กว่าจะฝ่าด่านการต่อต้านโครงการขนาดใหญ่เราเห็นมาแล้วว่ามันไม่เกิดขึ้น แต่ทีมนโยบายของเราไม่ใช่ไม่มี แต่ทิ้งน้ำฝนไป ถ้าเราสามารถขุดสระในไร่นา เก็บน้ำฝนไว้ใช้ เราก็จะมีน้ำใช้ คิดแบบนี้เราก็เลยคิดต่อว่า แล้วทำไมเราต้องไปรอคอยรัฐ ก็พี่น้องประชาชนในหมู่บ้านตกลงกันเองสิครับ หมู่นี้อยากได้สระน้ำอยู่ที่ไหนตกลงกันเอง รัฐบาลประชาธิปัตย์จะเอากองทุนน้ำชุมชน เอาเงินมาทำสระนั้นแหละ แล้วพี่น้องก็ตกลงกันเองว่า จะกระจายน้ำนี้ไปให้ทั่วทั้งหมู่บ้านได้อย่างไร เจ้าของที่ที่ยอมให้มีการไปขุดสระก็จะได้ค่าตอบแทน น้ำก็จะถึงทุกไร่นา นี่คือนโยบายที่บอกว่า มาเป็นพื้นฐานของการแก้จนสำหรับเกษตรกร

 

ผมจะทำเรื่องเดียวกันกับแรงงาน ใครค่าจ้างเงินเดือน ค่าแรงไม่ถึงหมื่นบาทต่อเดือน สมมติได้ 8,000 ประชาธิปัตย์ก็เติมให้อีก 2,000 เห็นมั้ยครับว่า เงินมันก็จะหมุนเวียนเพราะประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้นจะฟื้นเศรษฐกิจอย่างเร็ว แต่ผมยอมรับแม้ทำอย่างนี้แล้วก็คงมีคนอีกกลุ่มนึงซึ่งยังอาจจะมีปัญหาคนยากคนจน คนยากไร้อยู่ ที่รัฐบาลชุดนี้แจกบัตรสวัสดิการไปให้นั้น ก็ต้องพูดยืนยันบนเวทีนี้เลย ถ้าพรรคไหนมาพูดบอกว่าไม่เลือกเขาแล้วโครงการนี้จะไม่เดินต่อ-ไม่จริง รัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่เลิกโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไหนใครรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่ ยกมือสิครับ ไม่ต้องห่วงเลยครับ ท่านยังมีบัตรเหมือนเดิมเมื่อพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล (เสียงปรบมือ)

 

แต่ที่ไม่เหมือนคือเราจะปรับปรุง 4 อย่าง อย่างแรกขอดูก่อนครับ ใครไม่มีบัตรนี้บ้าง รวยรึยังครับ (ยัง) ข้อแรกก็คือผมมาอีสานหลายครั้ง จำได้มาทุกครั้งตั้งแต่มีบัตรสวัสดิการนี้ ผมจะถามพี่น้อง ใครมีบัตรบ้าง ผมเห็นมาด้วยกันฐานะก็ใกล้เคียงกันหมด ยกมืออยู่อาจจะแค่ครึ่งนึง อีกครึ่งนึงบอกไม่มี ถามทำไมไม่มีบัตรรวยแล้วเหรอ ก็บอกไม่ใช่ เขาไม่ให้ พยายามเท่าไหร่ก็ไม่ให้ ถามว่าทำไมไม่ให้ ติดหลักเกณฑ์ มีที่นิดๆ หน่อยๆ ติดจำนองอยู่ก็ไม่สนใจหรอก มีที่ถือว่ารวยแล้ว ไม่ให้ ข้อแรกที่เราจะเปลี่ยนคือ ใครที่จนจริงต้องได้บัตรทุกคน (เสียงปรบมือ)

 

ข้อที่ 2 แลกกันนะ ใครไม่จนจริงจะเอาบัตรคืน (เสียงเฮ) ไม่เอาแล้ว ใส่สร้อยทองไปกดเอทีเอ็ม (เสียงเฮ) เพราะมันเงินของประชาชนที่เอามาจ่าย เพราะฉะนั้นก็ต้องแลกกัน คนจนจริงต้องได้ จนไม่จริงก็ต้องไม่ให้ (เสียงปรบมือ)

 

ข้อที่ 3 บัตรที่เรียกว่าเป็นสวัสดิการต้องเป็นสวัสดิการ สวัสดิการแปลว่าเป็นสิทธิ์ของคนรับ สวัสดิการอย่างเช่น ถ้าเราบอกสวัสดิการผู้สูงอายุ ใครอายุเกินก็ต้องมีสิทธิ์รับ ถ้าเป็นเด็กก็ใครเป็นเด็กมีสิทธิ์รับ นี่ใครเป็นคนจนก็ต้องมีสิทธิ์รับ สิทธิ์ต้องมีความแน่นอนว่ารับอะไร เท่าไหร่ มีหลักมีเกณฑ์ไม่ใช่ตามใจชอบรัฐบาล ผมเห็นวันดีคืนดีบอก ให้ค่าน้ำ ให้ค่าไฟ แต่ขอให้แค่ 10 เดือนนะ แล้วเดือน 11 ไม่ใช้น้ำ ไม่ใช้ไฟเหรอ (เสียงเฮ)

 

ผมเห็น เอาอันนี้ไปก็แล้วกัน เป็นค่าไปโรงพยาบาล ไม่ป่วยก็ให้ ไม่ไปตรวจก็ให้ แต่บางคนไม่ได้ เพราะมีการไปแยกอีกว่า คนที่จะได้ค่าไปโรงพยาบาลก็คนกลุ่มนึง อีกกลุ่มนึงไม่ได้ แล้วก็มีสิทธิที่ผมมาอีสานทีไร พี่น้องก็มาถาม ขึ้นรถไฟฟ้า พี่น้องถามว่าไปขึ้นที่ไหน ต้องไปถึงกรุงเทพฯ ก่อน ถึงจะขึ้นรถไฟฟ้าได้ ประชาธิปัตย์บอกไม่เอาแล้ว ยุ่งวุ่นวาย ไม่มีหลักเกณฑ์ไม่มีความแน่นอน ต่อไปนี้ยุบหมดทุกสิทธิ์ รวมกันแล้วจ่ายเดือนละ 800 บาทให้กับผู้ถือบัตรทุกคน (เสียงปรบมือ)

 

สุดท้ายข้อที่ 4 สำคัญที่สุด บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ทำกันมาเป็นปี ยกเว้นในช่วงหลังซึ่งมาผ่อนคลายบ้าง บังคับว่าเราจะต้องไปรูดบัตรที่ร้านค้าที่มีเครื่องรูด ยุ่งยากสำหรับพวกเรา เงินที่ให้ก็ไม่ได้เยอะอยู่แล้ว ต้องเสียค่าน้ำมันก่อน เพื่อจะไปใช้สิทธิ์ตัวนี้ วันไหนโชคดีจริงๆ ไปถึงร้านบอกเครื่องรูดเสีย จ่ายค่าน้ำมันฟรีไปอีก เดินเข้าไปในร้านอยากจะซื้ออะไรตามใจชอบก็ไม่ได้ กำหนดอีกใช่มั้ย อันนี้ซื้อได้ รูดได้ อันนี้ซื้อไม่ได้ รูดไม่ได้ ทำอย่างนี้ทำไมครับ ยุ่งวุ่นวาย และที่ผมไม่เข้าใจที่สุด แล้วเกิดพี่น้องเดือนนั้นพอลืมตาอ้าปากได้ คิดเสียว่า 300 บาท 500 บาท ที่เขาให้เก็บไว้ได้มั้ย เก็บไม่ได้ ใช้ไม่หมดเขาริบคืนไปอีก (เสียงปรบมือ)

 

พี่น้องก็เดือดร้อน แต่ร้ายกว่านั้นก็คือ ทำอย่างนี้ไง เศรษฐกิจมันถึงไม่ฟื้น เป็นไปได้อย่างไรครับ รัฐบาลจ่ายเงินมาให้คน 14 ล้านคนทุกเดือน คนละ 300 บาท 500 บาท ไม่ใช่เงินน้อยๆ เลยนะครับ แต่เอาเงินออกมาแล้ว เอาไปเก็บไว้ในร้านธงฟ้าประชารัฐ ประชาธิปัตย์บอกอย่างนี้ครับ ไม่ต้องไปรูดบัตรที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ 800 บาทที่ให้ใช้จ่ายตามใจชอบ โอนเงินตรงเข้าบัญชีพี่น้อง (เสียงปรบมือ) เข้าตลาดสดได้เลย ใช้กินส้มตำ ใช้กินข้าวแกงได้เลย ขาดอะไรเล็กๆ น้อยๆ ซื้อของจากเพื่อนบ้านที่มีร้านเล็กๆ ได้เลย ผมมั่นใจว่าทำอย่างนี้เงินหมุนครับ เพราะผมไปมาทุกตลาด แวะมาไม่รู้กี่จังหวัดก็เข้าตลาดทุกจังหวัด พ่อค้าแม่ขายก็บ่นเป็นเสียงเดียวกัน ถ้าพี่น้องเอาเงินไปใช้ในตลาดได้ พ่อค้าแม่ขายในตลาดก็เอาเงินนั้นแหละ ออกมาใช้นั่นแหละ ซื้อของกันอยู่ หมุนเวียนอยู่ในชุมชนนั้น เศรษฐกิจพี่น้องก็จะดี

 

แต่ที่ทำอยู่ เอาเงินไปกองที่ร้านไม่พอ คนที่เคยขายของให้คนยากคนจนเดี๋ยวนี้ขายไม่ได้แล้วครับ เพราะของที่เขาขายพี่น้องที่มีบัตรก็ไปรูดที่ร้านที่รัฐบาลกำหนดสิครับ มันไม่ต้องเสียเงิน ฉะนั้นการแก้จนที่ผมพูดตรงนี้คือสิ่งที่ผมบอกว่า จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นเร็ว เป็นความต้องการที่พี่น้องอยากจะเห็นเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงหลังการเลือกตั้ง ประชาธิปัตย์ให้รูปธรรมทั้งหมด เกษตรกรทำอย่างไร แรงงานทำอย่างไร พืชรายตัวทำอย่างไร และการบริหารเงินในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทำอย่างไร

 

แต่เราไม่ได้มีแค่นโยบายแก้จนหรอกครับ ระบบสวัสดิการที่มาเกี่ยวข้องกับการสร้างคน หลายคนพูดไปแล้ว ผมไม่เสียเวลาพูดซ้ำนะครับ เราจะต้องขยาย เราดูแลเด็ก เราดูแลพี่น้องตั้งแต่เกิดจนตายมาตลอด เด็กเล็กเราเคยทำศูนย์เด็กเล็กให้ เที่ยวนี้จะขยาย เข้าเรียนในโรงเรียนเคยให้อาหารกลางวันถึง ป.6 เที่ยวนี้จะขยายให้ถึง ม.3 แถมอาหารเช้าให้อีก 1 มื้อ เรียนฟรีต้องกลับไปเป็นแบบสมัยผม เครื่องแบบฟรี ตำราฟรี อุปกรณ์การเรียนฟรี ไม่ใช่แค่บอกว่าไม่เก็บค่าเล่าเรียน และเรียนฟรี ไม่ใช่ถึงแค่ ม.ปลายครับ ต้องไปถึง ปวส. (เสียงปรบมือ) เพราะกระตุ้นอาชีวะศึกษา เพื่อให้เด็กที่ไปเรียนจบมาแล้วมีงานทำ เป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการของนายจ้าง

 

ที่ไม่ใช่เด็ก ที่เราเคยทำมา พี่อิสสระ (สมชัย) คงพูดไปแล้ว เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่ผมเอามาให้ถ้วนหน้า ต่อมาเขาต้องมาทำเป็นขั้นบันไดใช่มั้ย 600 700 800 ลุ้นกันนี่ว่าจะได้พันนึงมั้ย ไม่ต้องลุ้นอีกต่อไปเที่ยวนี้ประชาธิปัตย์ให้พันบาทถ้วนหน้า

 

อสม. มีมั้ย อสม. มีมั้ย นี่ก็ได้ 600 มา เริ่มต้นก็สมัยผม ไม่มีการขยับขึ้นเลย จนกระทั่งผมมาตระเวน ตอนนั้นมาหาเสียงหัวหน้าพรรคนั่นแหละ ผมก็บอกเรื่องนี้ผมอยากทำต่อนะ ถึงเวลาให้ 1,000 แล้ว เข้าใจว่ารัฐบาลได้ยิน ก็เลยประกาศเลยบอกให้แล้ว 1,000 แต่ผมเดินทางมาหลายจังหวัด หลายคนบอกยังไม่ได้ ได้ยัง (ยัง) แล้วจะทำอย่างไร จะไปทวงเขาเหรอ ระวังเขาดุเอานะชุดนี้ ไม่ต้องทวง เลือกประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลได้เลย 1,000 บาท แล้วแถมให้อีก 200 บาท เป็นกองทุนบำเน็จให้ เก็บไว้ใช้ตอนเกษียณ เก็บไว้ใช้ตอนเลิกทำงาน (เสียงปรบมือ)

 

เที่ยวนี้มีนโยบายใหม่ด้วย สำหรับเด็กแรกเกิดเลย ไม่รู้มีใครพูดไปรึยัง เกิดปั๊บ รับแสน ต่อไปนี้เกิดปั๊บ เอาไปเลย 5,000 บาท ทุกเดือนให้อีก 1,000 บาท จนครบ 8 ขวบ บวกกันแล้วออกมาเป็น 1 แสนบาทพอดี เพื่อมาลงทุนในอนาคต เพราะเด็กไทยที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตอนนี้มีเยอะ และเด็กในอีสาน 1 ใน 3 ไม่ได้แม้แต่อยู่กับพ่อแม่ แต่ผมพูดเกิดปั๊บ รับแสนนี้เสียงไม่ค่อยดังเท่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพราะว่าพูดทีไรก็เห็น เลิกลั่กๆ หันไปปรึกษาคนข้างๆ ว่า เธอยังไหวมั้ย (เสียงเฮ) ผมก็เลยบอกอย่าคิดถึงลูก ให้คิดถึงหลานก็ได้ แล้วแถวนี้มีใครท้องอยู่มั้ยครับ มีก็ใจเย็นๆ นะครับ อย่าเพิ่งรีบคลอด รอรัฐบาลประชาธิปัตย์ก่อน เมื่อวานอยู่ร้อยเอ็ด ผมก็สงสารมาก เพราะเธอบอกฉัน 8 เดือนแล้ว ดูแล้วรู้สึกรัฐบาลยังไม่ได้ตั้งแน่เลย นี่คือสิ่งที่เราพร้อมที่จะมาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เศรษฐกิจมันฟื้น

 

แต่เราไม่ได้ทำแค่นี้หรอกครับ เพราะตอนนี้เริ่มมีคนถามกันเยอะ บอกตกลงเลือกตั้งครั้งนี้มีแต่ก็จะมาแย่งกันแจกหรืออย่างไร ผมก็บอกความจริงนโยบายประชาธิปัตย์นี่ มันไม่ใช่ว่าพวกผมนั่งกันนึกสนุกว่า เออ จะเลือกตั้งแล้ว ไปเอาใจประชาชน ไม่ใช่ครับ ไล่ไปดูสิครับ ทุกนโยบายของประชาธิปัตย์มีที่มา มีที่ไป เด็กเล็กก็ไม่ได้เพิ่งมาพูดวันนี้ครับ เราเป็นคนทำมาตั้งแต่อนุบาลชนบท ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เรียนฟรีก็ไม่ได้เพิ่งมาพูด เราพยายามทำตั้งแต่ 6 ปี เป็น 9 ปี เป็น 12 เป็น 15 ให้เรียนฟรีจริง ตอนนี้ก็จะถึง ปวส. ผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพ ประชาธิปัตย์ก็เป็นคนเริ่ม เริ่มจาก 200 มีโควต้า มาวันนี้ให้แบบถ้วนหน้า แล้วก็จะมีการเพิ่มสิทธิ์ให้ อสม. ประชาธิปัตย์ก็เป็นคนเริ่ม ไม่ใช่นโยบายที่เราคิดแบบนึกสนุก เราเชื่อในเรื่องเหล่านี้ เราจึงทำเรื่องเหล่านี้ เราจึงพร้อมที่จะปรับปรุง และทำให้มันดียิ่งขึ้นไปอีก

 

แต่พอใกล้เลือกตั้งนี่ มากันอีกเพียบเลยครับ ทุกพรรค เดี๋ยวนี้รับแผ่นพับ ดูป้ายข้างถนน ผมว่ามันน่าจะมีคำเตือนนะ ระวังสินค้าลอกเลียน (เสียงปรบมือ) คือไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้มาก่อนเลย บางคนเป็นรัฐบาลมา 4 ปี 5 ปีนี้ไม่ทำเลย มาถึงวันนี้เอาบ้าง แต่ทำตัวเลขให้มันสูงกว่า มาแบบนี้ครับ ผมก็ดูแล้ว โอ้โห ต่อไปป้ายเลือกตั้งมันจะเหมือนเวลาเขาแข่งกันลดราคาสินค้า ไอ้นั่น 10 เปอร์เซนต์ ไอ้นี่ 20 ไอ้นั่น 30 เปอร์เซนต์ ผมเห็นบางพรรค อสม. มันไปหลักหมื่นแล้ว แต่พี่น้องต้องคิดครับ ถามว่าประชาธิปัตย์ไม่อยากให้เยอะๆ เหรอ อยากให้ แต่มันไม่ใช่เงินของประชาธิปัตย์ มันเงินภาษีของประชาชน ถ้าให้แบบไม่รับผิดชอบ สุดท้ายก็จะเป็นแบบบางโครงการไงว่า โครงการก็ล้ม รัฐบาลก็เป็นหนี้ ประชาธิปัตย์เป็นพรรคเดียวร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนมา 70 กว่าปี เป็นรัฐบาลมาหลายครั้ง เป็นฝ่ายค้านหลายครั้ง เป็นรัฐบาลทุกครั้งมีแต่ไปกอบกู้ให้ฐานะการเงินการคลังของประเทศดีขึ้น ไม่เคยมีไปก่อหนี้ก่อสินจนเกิดความเสียหาย จนประเทศล้มละลาย หรือล่มจม (เสียงปรบมือ)

 

จึงต้องแยกระหว่างนโยบายที่เป็นของแท้ กับของลอกเลียน นโยบายที่มาจากความเชื่อกับนโยบายที่คิดเอามาเพียงเพื่อหาเสียง นโยบายที่เป็นจริงกับนโยบายที่ในที่สุดไม่สามารถทำได้อย่างยั่งยืน นี่คือสิ่งที่ต้องย้ำ เพราะว่านับวันก็คงจะแข่งขันกันรุนแรงแบบนี้ แต่นอกจากนโยบายที่เมื่อสักครู่ คุณหญิงกัลยา (โสภณพนิช) ก็ยืนยันไม่ใช่ประชานิยม ไม่ใช่แจกหรืออะไรแล้ว สิ่งที่สำคัญก็คือเรามีนโยบายอื่นๆ อีกซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่ได้พูดถึง

 

อย่างภาคอีสาน ภาคอีสานนี่ผมไปดูตอนที่เขาร่างแผนพัฒนาฯ แผนยุทธศาสตร์ ผมเศร้าใจมากเลย ในแผนนี่ตอนนั้นเขาร่างกันเขาพูดเลยภาคใต้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพอย่างนั้นอย่างนี้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก เห็นมั้ยครับมี EEC ไปลงทุนมหาศาลเลย พอมาถึงภาคอีสาน เขาพูดแค่เพียงว่าจะทำอย่างไรไม่ให้คนจน ไม่ได้คิดถึงวิสัยทัศน์ว่าอีสานจะพัฒนาไปในทางไหนอย่างไร แต่ประชาธิปัตย์คิดครับ

 

10 ปีที่แล้วตอนผมเป็นนายกฯ ผมเป็นประธานอาเซียนด้วย นี่ถ้าหลังเลือกตั้งพี่น้องเลือกผมเข้าไปเยอะๆ ผมก็ไปเป็นประธานอาเซียนอีก จังหวะพอดีเลยครับ 10 ปีที่แล้วผมเสนออะไรไว้ ผมเสนอว่า ที่พูดอาเซียนๆ กันนี้ อยากให้คนในอาเซียนค้าขายกันดี มันต้องเชื่อมโยงกันหมด ถนนต้องเชื่อม รถไฟต้องเชื่อม เรื่องการบิน เรื่องโทรคม เรื่องพลังงาน หาทางมาเชื่อมโยงกัน ผมเสนออันนี้เป็นวาระของอาเซียน แล้วผมก็ไปเจรจากับจีน ไอ้รถไฟความเร็วสูงที่พูดกันมาอีก 8 ปี 9 ปี ผมเป็นคนไปเจรจาจีนคนแรก แล้วเอากรอบการเจรจาผ่านสภาแล้วด้วย ผมคิดอะไร ผมคิดว่าถ้าเราสามารถมีรถไฟจากตอนใต้ของจีนลงไปจนถึงสิงคโปร์ แล้วทำไว้ประเทศไทยจะเป็นศูนยกลาง อีสานก็จะเป็นศูนย์กลางของกลุ่มประเทศที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกโก้ๆ ว่า CLMV ก็คือ กัมพูชา ลาว เวียดนาม กับพม่า เราจะเปิดพื้นที่ความเจริญ นี่คือวิสัยทัศน์ที่เราวางไว้ เสียดายมากเลยครับ

 

เปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาลที่แล้วบอกไม่เอาเส้นทางนี้ ขอทำกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ เพราะมองว่า เป็นเรื่องโครงการรถไฟของไทย แต่ผมไม่ได้วางไว้อย่างนั้น ผมวางเอาไว้ว่ามันเป็นโครงการของทุกประเทศในภูมิภาคนี้ แต่เราจะได้เป็นศูนย์กลาง รัฐบาลที่แล้วในที่สุดก็ไม่ได้ทำ มารัฐบาลนี้ตอนแรกผมก็ดีใจบอก กลับไปเจรจากับจีนอีกรอบ ทำไปทำมาตอนนี้ รู้มั้ยครับ เขาสร้างอยู่กี่กิโล ให้ถามคนทั้งโลกไม่มีใครเดาถูกหรอกครับ โครงการระยะแรกของรัฐบาลนี้ที่ทำรถไฟความเร็วสูงมีระยะทาง 3 กิโลเมตรครึ่ง อยู่ที่รอยต่อระหว่างสระบุรีกับโคราช ผมไม่ทราบว่ามีใครต้องการเดินทาง 3 กิโลครึ่งโดยรถไฟความเร็วสูงจากสระบุรีไปโคราชบ้าง (เสียงปรบมือ) ที่จริงถ้ามันเป็นรถไฟความเร็วสูงจริงผมไม่แนะนำให้นั่งนะครับ 3 กิโลครึ่ง ผมว่าตกลงมาแน่นอนครับ

 

เขาก็บอกว่า มันยังไม่ค่อยพร้อม เงินมันก็มีน้อย อยากจะยืนยันว่าทำ ผมบอกถ้าอย่างนั้นนะ ถ้าเป็นผม ผมไม่ทำสระบุรี-โคราชหรอก ถ้าทำสั้นๆ ผมจะไปเจรจาทำเวียงจันทร์มาหนองคายครับ เพราะอะไร เพราะจีนเขาทำลงมาถึงลาวแล้ว ถึงเวียงจันทร์แล้ว ทำไมเราบอกว่าถ้าจะสร้างสั้นๆ มาสร้างทำไมสระบุรี-โคราช ใครจะไปใช้ วิ่งไปไหน ก็ทำหนองคาย-เวียงจันทร์ เราก็จะมีรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งจากจีนมาถึงประเทศไทยทันที นี่ตัวอย่าง

 

เพราะฉะนั้นวันนี้ที่ประชาธิปัตย์เคยเริ่มไว้รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ เครือข่ายถนน เครือข่ายมอเตอร์เวย์ ที่จะต้องขยาย รวมทั้งถนนเล็กๆ น้อยๆ มีการปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นี่คือการลงทุนที่เราจะต้องทำ เพื่อมาทำให้พื้นที่ของอีสานมีความพร้อม บวกกับสระน้ำในไร่นาที่พูดไปแล้ว บวกกับการจัดระบบที่ทำกิน ตรงนี้แหละครับที่จะเป็นตัวยกระดับพื้นฐานของภาคอีสานขึ้นมา

 

แล้วที่สำคัญ เราสามารถทำให้หลายจังหวัด หลายเมืองของอีสาน กลายมาเป็นศูนย์ความเจริญอย่างแท้จริงได้ ที่จริงหลายแห่งก็เป็นอยู่แล้วนะครับ แต่ยังไปไม่สุด อย่างที่นี่ ที่อุดร ผมว่าพี่น้องก็ทราบดีคนมีฐานะดีๆ จากลาวเดินทางเข้ามา ใช้บริการเรื่องโรงพยาบาลบ้าง มาซื้อข้าวของ มาทำอะไรเยอะแยะไปหมด แต่เมืองมันต้องจัดการไงครับ เราก็เลยบอกว่า มันจะต้องมีมหานครเกิดขึ้นทุกภาค อีสานนี่ก็โคราช อุบล ขอนแก่น อุดร ควรจะเป็นมหานคร แปลว่าอะไร มีความพร้อม คิดง่ายๆ คล้ายๆ กับหลายอย่างที่ ทำไมทุกวันนี้เราต้องเข้ากรุงเทพฯ ก็ไม่ต้องเข้า มาที่เมืองเหล่านี้เพื่อบริการจังหวัดใกล้เคียงในภาคอีสานทั้งหมด ทำยังไงล่ะ ผมดูขอนแก่นนี่แหละเป็นตัวอย่าง วันดีคืนดีภาคเอกชนรอไม่ไหวแล้ว บอกขอทำรถรางขนส่งมวลชนเองได้มั้ย เพราะรอรัฐบาลเท่าไหร่ก็ไม่มีใครคิด เขาถึงขั้นจะระดมทุนกันเอง แต่สุดท้ายก็ยังไปติดขัดอยู่ เพราะต้องไปรอการอนุมัติจากหน่วยงานราชการ

 

ประชาธิปัตย์ก็เลยบอกว่า ข้อแรก มันหมดยุคแล้วที่จะรวมศูนย์อำนาจทุกอย่างต้องไปรอรัฐบาลส่วนกลาง เราจะกระจายอำนาจจริงๆ เพราะประชาธิปัตย์อีกนั่นแหละที่เป็นคนเริ่มต้นทำเรื่อง อบต. ให้นายกฯ อบจ. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง นายกเทศมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง วันนี้ต้องไปอีกขั้นนึงก็คือถึงเวลา ให้จังหวัดจัดการตนเองเลือกผู้ว่าฯ โดยตรง โดยพี่น้องประชาชน แล้วพื้นที่เมือง ที่จะมาสร้างศูนย์ความเจริญก็ทำระบบการบริหารพิเศษ เหมือนที่ กทม. มี เหมือนที่พัทยามี ไม่ต้องไปรอให้หน่วยงานต่างๆ มาอนุมัติโครงการที่จะยกระดับความเป็นอยู่คุณภาพชีวิตของเมือง ของพี่น้องประชาชนที่นี่ เสริมด้วยแนวคิดว่าเรามีเขตเศรษฐกิจพิเศษได้เยอะแยะไปหมด ไม่ใช่แต่ที่ EEC ที่รัฐบาลนี้พูดที่ภาคตะวันออก แต่มันต้องเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ตรงกับความต้องการของพี่น้องในพื้นที่ อย่างพื้นที่ของอีสานจังหวัดชายแดนทั้งหมด ผมก็ติดตามมาตลอด เศรษฐกิจที่อยู่ได้ในจังหวัดเหล่านั้น ต้องยอมรับว่าค้าขายชายแดนเป็นตัวพยุง ก็แล้วทำไมเราไม่มาปรับปรุงให้การค้าขายชายแดนมันคล่องตัว สะดวกมากขึ้น เป็นรูปแบบเขตเศรษฐกิจพิเศษจริงๆ

 

แล้วของดีๆ ในอีสานมีเยอะมาก บางพื้นที่ข้าวคุณภาพที่ดีที่สุดในโลก บางพื้นที่ตั้งต้นการทำเกษตรอินทรีย์ อาหารปลอดภัยได้ เกือบทุกพื้นที่มีเสน่ห์ของชุมชนเป็นวัฒนธรรมที่เอามาขายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนทำเงินเข้าประเทศได้ทั้งสิ้น นโยบายเหล่านี้คือนโยบายของประชาธิปัตย์ที่กำลังจะมานำเสนอและเดินหน้าให้กับพี่น้องประชาชน เราถึงบอกว่า เราแก้จน เราสร้างคน เราสร้างชาติ ครบถ้วน

 

วันนี้มาพูดกับพี่น้องชาวอีสานก็ชี้ให้เห็นเลยว่า ไม่ใช่เป็นนโยบายคำสวยหรูรวมๆ เท่านั้น เราคิดละเอียดลงไป ผมลงไปใต้ผมก็พูด แก้จน สร้างคน สร้างชาติ แต่มาตรการไม่เหมือนกันนะครับ ผมขึ้นเหนือก็ไม่เหมือนกันอีก ไปเหนือนั้นผมก็พูดถึงอารยธรรมล้านนา มหานคร ผมไปทุ่งสงผมพูดเรื่องศูนย์กลางโลจิสติกส์ภาคใต้ โคราชต้องเป็นประตูสู่อีสาน สู่อินโดจีน สู่อาเซียน อย่างนี้เป็นต้น นี่คือนโยบายที่ผ่านการทำงานมาหลายปี กลั่นกรองออกมาเพื่อพี่น้องทุกแห่งทั่วประเทศ รวมทั้งพี่น้องที่นี่ในภาคอีสาน

 

แต่เลือกตั้งครั้งนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องนโยบายหรอกครับ ต้องพูดตามความเป็นจริง พี่น้องที่เรียกร้องบอกอยากได้เศรษฐกิจดี อยากแก้ปัญหาปากท้อง บอกด้วยว่าแต่เลือกตั้งครั้งนี้ทำอย่างไรไม่ให้บ้านเมืองมันขัดแย้ง มันวุ่นวายอีก ทำอย่างไรล่ะ ประชาธิปัตย์จึงมีอีกประโยคไงครับ อยู่ข้างหลังผมนี้ ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต

 

ประชาชนเป็นใหญ่ ต้องเขียนไว้เพราะอะไรครับ เพราะหลายปีที่ผ่านมา พอเราไม่มีผู้แทนเป็นปากเสียงให้ เห็นมั้ยครับ ปัญหาหลายปัญหาไม่ได้รับการตอบสนอง รัฐบาลแม้ตั้งใจดี แต่ไม่มีกลไก ไม่มีคนคอยไปบอกว่า ของจริงในพื้นที่เป็นอย่างไร ก็แก้ปัญหาไม่ถูกจุด นโยบายบางอย่างฟังเฉพาะบางส่วน โดยเฉพาะคนเสียงดังก็คือนักธุรกิจรายใหญ่ๆ เศรษฐกิจถึงเป็นแบบนี้ว่า นอกจากจะแย่แล้วมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก เราต้องทำให้ประชาชนเป็นใหญ่ ผ่านกลไกของประชาธิปไตย และการกระจายอำนาจ อย่างที่ผมได้พูดไป เพราะนอกจากจะตอบสนองได้ดีแล้ว ผมว่าพี่น้องคนไทยทุกคนก็รัก หวงแหนสิทธิเสรีภาพ เวลาประชาชนไม่เป็นใหญ่มันอึดอัดครับ

 

คนทำหน้าที่ไม่มีผู้แทนอีกส่วนนึงที่ไปทำแทนเรานี้ สื่อมวลชนใช่มั้ย แต่พอประชาชนไม่เป็นใหญ่นี่ สื่อมวลชนถูกตะคอกใส่อยู่ตลอดเวลา คำถามไม่ตอบก็ได้ แถมดุอีก แล้วความอึดอัดนี่แหละครับ ทำให้ผมก็เจอเป็นครั้งแรกนะ ผมหาเสียงมาสมัยนี้สมัยที่ 9 แล้วมั๊ง ปกติเจอพี่น้องนี่ ขอเรื่องที่ทำกิน ขอเรื่องการศึกษาลูก ขอเรื่องการรักษาพยาบาล นี่ก็อีกเรื่องนึงนะ วันนี้ยังไม่มีเวลาพูดเลยเรื่องจะยกระดับ รพ.สต. ทำอย่างไรเอาเทคโนโลยีมาใช้ ไม่ต้องเข้าคิวยาว ผมมาดูงานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นนี่แหละ เขามีความพร้อมทุกอย่าง เป็นต้นแบบได้ดี

 

แต่วันก่อนไปตลาดที่สุโขทัย มีแม่ค้าคนหนึ่งเรียก คุณอภิสิทธิ์มานี่ เลือกครั้งนี้ฉันขอเรื่องเดียว ผมก็พยายามเดาในใจ จะข้าว หรือจะอ้อย หรือจะอะไร ให้พี่น้องทายก็ทายไม่ถูก ผมก็ถามต้องการอะไรครับเรื่องเดียวนี้ ฉันขอทีวีวันศุกร์คืนมา (เสียงเฮ) พูดต่ออีกยาวเลยครับ ให้ลูกฉันดูการ์ตูนก็ได้ อะไรก็ได้ แต่ขอให้ฉันได้เลือก การที่เราจะอยู่ในสังคมที่มีความสุข มันต้องมีเรื่องสิทธิเสรีภาพ มันต้องมีเรื่องของการมีส่วนร่วม ก็คือ ประชาชนต้องเป็นใหญ่ แต่มันไม่พอ ประชาธิปัตย์ยืนยันเราไม่ให้ประเทศติดหล่มอยู่กับระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วในทางการเมืองผมก็ต่อสู้มาแล้ว บอกจะเอาคนไม่มาจากการเลือกตั้ง 250 คน มาพยายามชี้นำว่าจะเลือกใครนี่ ประชาธิปัตย์ไม่เล่นด้วย แต่ลำพังประชาชนเป็นใหญ่มีการเลือกตั้งไม่พอนะครับ เพราะเหลียวไปอีกทาง เราก็มีประสบการณ์มาแล้ว พอประชาธิปไตยไม่สุจริต มาจากการเลือกตั้งก็จริง มีเสียงข้างมากก็จริง แต่ปรากฎว่าใช้อำนาจนั้นในทางที่ผิด กอบโกย โกงกิน ทุจริต คอร์รัปชัน ใช้อำนาจข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม ปิดกั้นสื่อมวลชน ปิดกั้นการตรวจสอบ แทรกแซงองค์กรอิสระ กดดันศาล สุดท้ายคืออะไรครับ สุดท้ายคือความขัดแย้ง เพราะคนไทยในที่สุดไม่ชอบคนเอาเปรียบ ไม่ชอบคนโกง ไม่ชอบคนที่ไม่เป็นธรรม พอขัดแย้งแล้วก็บานปลายทีนี้ ไปสู่ความรุนแรงแล้วสุดท้ายไปจบลงที่การปฏิวัติรัฐประหารมาแล้ว 2 รอบ

 

ผมไม่โทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรอกครับ เพราะตามขบวนการที่มันไปถึงตรงนั้นผมว่าทุกฝ่ายก็ต้องร่วมรับผิดชอบ แต่สาเหตุใหญ่ เงื่อนไขใหญ่ หนีไม่พ้นเรื่องปัญหาการทุจริต คอร์รัปชัน ผมจึงยืนยันว่าประชาธิปไตยที่จะใช้การได้ ต้องประชาธิปไตยที่สุจริตเท่านั้นครับ (เสียงปรบมือ)

 

ความซื่อสัตย์สุจริตจะเป็นภูมิคุ้มกัน เกราะกำบังที่ดีที่สุดที่จะไม่ให้การเมืองนำมาสู่ความขัดแย้ง และวงจรที่เราเรียกว่าวงจรอุบาทว์อีกต่อไป ประชาธิปัตย์อยู่มา 70 กว่าปี ประกาศตั้งแต่ตอนแรกว่า เราจะมีอุดมการณ์ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อตรงต่อประชาชน ทำการเมืองด้วยวิถีอันบริสุทธิ์ นายกฯ ของประชาธิปัตย์ที่มีมาแล้ว 4 คน ก็ยึดมั่นแนวทางนี้ ประวัติศาสตร์ก็เขียนไว้ชัดเจน ผมก็ยืนยันครับ ให้โอกาสพวกเราไปเป็นรัฐบาล ให้ผมไปเป็นนายกรัฐมนตรี ซื่อสัตย์ สุจริต แน่นอน ไม่มีการทุจริต คอร์รัปชั่น หรือปล่อยให้มีการทุจริต คอร์รัปชัน เกิดเรื่องในรัฐบาลผมคราวที่แล้ว มีปัญหานิดหน่อย รัฐมนตรีแสดงสปิริตเพื่อให้ตรวจสอบได้ ตรวจสอบแล้วไม่ผิดด้วยนะ แต่หลีกให้เห็น สร้างมาตรฐานให้สูงเข้าไว้ให้ประชาชนยอมรับ นั่นคือสิ่งที่เรายังจะทำ และจะมีมาตรการอื่นๆ ที่จะมาแก้ไขปัญหาเรื่องการทุจริต คอร์รัปชั่น อีกไม่นานจะมีการแถลงเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ของพรรคประชาธิปัตย์

 

เพราะฉะนั้น 24 มีนานี้ มันจึงเป็นทางเลือกที่ชัดเจน จะติดหล่มอยู่ตรงนี้ กับคนที่เชื่อในระบบการปกครองที่ไม่เชื่อในประชาชน หรือจะหันไปแล้วบอกว่าประชาชนเป็นใหญ่ แต่เอาอำนาจนั้นไปใช้ทำอะไรก็ได้ หรือจะเอาประชาธิปัตย์ที่จะให้ประชาชนเป็นใหญ่ แต่จะยืนยันว่าประชาธิปไตยต้องสุจริต นี่คือทางเลือกที่สำคัญ ผมก็จำเป็นในช่วงท้ายที่ต้องบอกว่า ถ้าอยากได้ทางเลือกนี้ เที่ยวนี้การเลือกตั้งมันมีกติกาเปลี่ยนแปลงไปเยอะ เริ่มต้นก็ แต่ละเขตก็คนละเบอร์แล้ว อันนี้ผมก็งงมากว่า ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเพราะอะไร ไอ้ผู้สมัครร้อยกว่าคนไม่ค่อยเดือดร้อนหรอกครับ แต่ละคนจำเบอร์ตัวเองได้ ผมนี่เดือดร้อน ผมไปหาเสียงทุกเขต ผมอยู่กรุงเทพฯ เจอคนที่จตุจักร กำลังจะไปบอกว่า จตุจักรเบอร์ 10 พี่อยู่ตรงไหน ผมอยู่บางนา บางนาไม่ใช่เบอร์ 10 บางนาเบอร์ 6 ผมหาเสียงมาตอนนี้ผมท่องได้หมดแล้ว 30 เขตของประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ เขตไหนเบอร์อะไร ผมก็นึกว่าผมเก่งแล้ว ผมเดินเข้าไปสวนสาธารณะ พี่อยู่ที่ไหน เดี๋ยวผมบอกเบอร์ให้ ฉันอยู่สุพรรณ ผมก็ตอนนี้เลยต้องพกใส่โทรศัพท์ไว้เลยครับ นั่งรูดอยู่นี่ 350 เขต ไปเจอคนที่ไหน วันนั้นสุพรรณนี่สุดยอดนะ ถามสุพรรณอยู่อำเภอไหน อยู่ดอนเจดีย์ ดอนเจดีย์แบ่งเป็น 2 เขตอีก ถามอีกอยู่ตำบลไหนผมก็กลัวเขาจะด่าผมบอกว่า ฉันถามคุณว่าเบอร์อะไร คุณมานั่งถามอยู่ได้ฉันอยู่จังหวัดไหน อำเภอไหน ตำบลไหน

 

เพราะฉะนั้นอย่าสับสนนะครับ จริงๆ เมื่อวานนี้หลังจากร้อยเอ็ด สารคาม ผมก็ไปแวะอยู่ที่ห้างที่ขอนแก่นนี่แหละ ก็นี่แหละครับ เจอคนกินข้าวอยู่แต่ละโต๊ะ ก็อยู่คนละเขต อยู่คนละจังหวัด ยากมาก เพราะฉะนั้นท่านต้องจำให้ดีว่า ประชาธิปัตย์เบอร์ไหน มันไม่เหมือนกัน แต่ว่าสำคัญก็คือเที่ยวนี้ มีบัตรใบเดียว

 

มีบัตรใบเดียวแปลว่า กาไปนี้จะเบอร์ไหนก็แล้วแต่ เลือกทั้งคน เลือกทั้งพรรค และเหมือนกับเลือกนายกรัฐมนตรีไปด้วย แยกกันไม่ได้แล้ว เมื่อก่อนนี้ยังบอกชอบพรรคนี้ ชอบผู้แทนคนนี้ เลือกผู้แทนคนนี้ แต่ไปเลือกอีกพรรคนึง คราวนี้ไม่ให้แล้ว ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดครับ เรื่องใหญ่ที่สุดวันนี้คือทิศทางอนาคตบ้านเมือง คนที่ประชาธิปัตย์สรรหามา 350 คน 350 เขต ร้อยกว่าคนในอีสานนี้ เรามีเกณฑ์ที่เลือกที่สำคัญคือต้องเชื่อมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ แล้ววันนี้อย่างที่ผมบอกมีทั้งคนหนุ่มคนสาว คนมีประสบการณ์คละกันไป ทุกคนพร้อมที่จะมาเดินหน้าตรงนี้ ผมขอว่าพี่น้องต้องการสิ่งที่ผมพูดวันนี้ ต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์อย่างเดียว

 

ข้อที่ 2 เที่ยวนี้ เขาเปลี่ยนระบบการคำนวนว่าแต่ละพรรคจะได้ ส.ส. เท่าไหร่ เมื่อก่อนก็เอา ส.ส. เขตมารวมกัน อีกใบนึงก็ไปคำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อเอามาบวกกัน เดี๋ยวนี้ไม่ใช่อีก เอาคะแนนที่ลง บัตรใบเดียวนี่แหละ ซึ่งไม่รู้เลือกคนหรือเลือกพรรคก็แล้วแต่ เอาไปนับรวมกันทั้งประเทศ แล้วก็บอกว่าจัดสรรจำนวน ส.ส. ตามสัดส่วนของคะแนนที่ได้รับ เพราะฉะนั้นระบบนี้ทุกคะแนนมีความหมาย ไม่มีการโยนทิ้ง อย่างคนที่ชนะ สมมติประชาธิปัตย์จะชนะ ขอนแก่น เขตนี้ ชนะแล้วได้ 30,000 คะแนน กับชนะแล้วได้ 90,000 คะแนน เมื่อก่อนก็ไม่ต่างกันถูกมั้ยครับ ขอให้คะแนนมากกว่าเพื่อนก็ได้เป็นผู้แทน แต่เที่ยวนี้ผมคำนวนแล้วระบบนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมี ส.ส. ได้ 1 คน ต้องได้คะแนนประมาณตีง่ายๆ 70,000 คะแนน สมมติประชาธิปัตย์ชนะ แต่ได้ 30,000 แปลว่าขาดทุนไป 40,000 นะ ประชาธิปัตย์จะไปหาบัญชีรายชื่อได้ ต้องไปเก็บคะแนนจากคนที่ไม่ได้รับเลือกตั้ง นอกจากไอ้ 40,000 ที่หายไป ไปเก็บอีก 70,000 แสนกว่าคะแนนถึงจะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อคนแรก แต่ถ้าได้แสนนึง อันนี้กำไรมา 30,000 ไปหาอีก 40,000 คะแนนที่ที่ไม่มีผู้แทนก็ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อคนนึง

 

เพราะฉะนั้นถึงแม้ในเขตที่พี่น้องคิดว่าน่าจะชนะ ก็ต้องระดมกันไปเลือกให้ได้คะแนนมากๆ ส่วนเขตที่ไม่ชนะก็เหมือนกันนะครับ เมื่อก่อนนี้เลือกไปแล้วแพ้ เหมือนสูญเปล่า ผู้แทนที่เราอยากเลือกไม่ได้ แต่เที่ยวนี้ถึงแม้ผู้สมัครประชาธิปัตย์ไม่ได้ มันเป็นแต้มสะสมให้เราไปได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ สุดท้ายประชาธิปัตย์จะเป็นรัฐบาลได้ ต้องมี ส.ส.เยอะๆ เพราะฉะนั้นทุกคะแนนมีความหมาย ต้องระดมกันไปจริงๆ แล้วเที่ยวนี้ไม่รู้อะไรนะครับ ทุกเขตมันแข่งกันเยอะจริงๆ บางเขตมีผู้สมัครตั้ง 3-40 คน 40 พรรค เผลอๆ ก็โดนญาติพวกเราบ้างแหละ ไม่เป็นญาติก็มานับญาติกันอยู่แล้ว เที่ยวนี้ห้ามใจอ่อนนะครับ ใครมานับญาติด้วย บอกเอานับญาติกับญาติแต่ต้องไปเลือกประชาธิปัตย์ (เสียงปรบมือ)

 

ให้เราได้ ... เราจะหลุดพ้นจากความยากจนด้วยนโยบายที่ยั่งยืน คำตอบทางการเมืองที่เราจะไม่มาวุ่นวาย และย้อนกลับมาตรงนี้อีก 24 มีนา กาประชาธิปัตย์ครับ ไปแก้จน สร้างคน สร้างชาติด้วยกันครับ

กราบขอบพระคุณครับ