เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

คำต่อคำ ปราศรัยใหญ่ภาคกลาง ฝั่งตะวันตก จังหวัดราชบุรี โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คำต่อคำ ปราศรัยใหญ่ภาคกลาง ฝั่งตะวันตก ณ ตลาดคุณหญิงน้อย เทศบาลเมืองราชบุรี อ.เมือง จ.ราชบุรี

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

8 มีนาคม 2562

 

พี่น้องที่เคารพรักทุกท่านครับ ก่อนที่จะได้มีโอกาสพูดจาปราศรัยกับทุกๆ ท่าน ทางผู้จัดเวทีขอให้ผมได้แนะนำผู้สมัครฝั่งตะวันตกของพรรคประชาธิปัตย์ 22 เขตเลือกตั้ง ซึ่งผมอยากจะใช้เวลานิดเดียวครับที่จะบอกว่า สำหรับภาคกลางฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะ ผมกล้าพูดได้ว่าเที่ยวนี้ประชาธิปัตย์ทำงานแตกต่างจากเดิม คำว่าแตกต่างจากเดิมก็คือว่าในอดีต เราประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งในพื้นที่ในภาคตะวันตกนี้ บางพื้นที่ก็ประสบความสำเร็จ บางจังหวัดก็ประสบความสำเร็จถึงขั้นได้มาทั้งจังหวัด แต่ต้องบอกว่า โดยปกติไม่ได้เป็นเช่นนั้น แล้วเราก็อาจจะมีคนที่เป็นอดีต ส.ส. เป็นหลักอยู่ แล้วในช่วงที่มีการเลือกตั้ง เราก็จำเป็นจะต้องไปหาผู้สมัครเพื่อเข้ามาเสริมให้ครบทุกเขตเลือกตั้ง แต่ผมกล้าพูดได้ว่าเที่ยวนี้ในฝั่งตะวันตก 22 เขต เราไม่ได้ทำอย่างนั้นครับ เราวางแผนที่จะให้คนของเรานั้นลงพื้นที่ต่อเนื่องให้มากที่สุด วันที่เขาปฏิวัติรัฐประหาร ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง เราไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่เรามีคนของเรา ที่พร้อมที่อาสาตัวที่จะคลุกคลีกับประชาชน รับฟังความคิดเห็น แล้วก็พร้อมที่จะมาเป็นตัวแทนของพี่น้องในวันนี้ บุคคลที่นั่งอยู่ข้างหลังผมเกือบทั้งหมดตั้งใจอย่างนั้นจริงๆ ครับ ผมยืนยันได้เพราะว่า 5 ปีที่ผ่านมา ผมก็ไม่ได้หยุด ลงพื้นที่ทั่วประเทศ และหลายต่อหลายคนที่นั่งอยู่ข้างหลังผมนี้ คือคนที่พาผมไปชี้ให้ผมทราบถึงปัญหา ความทุกข์ต่างๆ ของพี่น้องในภาคตะวันตกทั้งหมด แล้ววันนี้ที่สำคัญก็คือ ในแต่ละจังหวัดจะทำงานกันเป็นทีมจริงๆ หมายความว่าไม่ใช่แต่ละคนมองเฉพาะเขตของตัวเอง แต่มองถึงความเป็นไปได้ว่า เมื่อเป็นผู้แทนแล้วจะปกป้อง จะรักษา จะผลักดันนโยบายวาระของจังหวัดทั้งจังหวัดตัวเองได้อย่างไร นี่คือความแตกต่างในรอบนี้ และนี่คือทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีความมั่นใจว่าการเลือกตั้งเที่ยวนี้ เทียบกับทุกครั้งที่ผ่านมา เราจะประสบความสำเร็จสูงสุดในภาคกลาง ในฝั่งตะวันตกของพี่น้องครับ (เสียงปรบมือ)

 

ผมขอเริ่มการแนะนำที่จังหวัดกาญจนบุรีก่อนครับ กาญจนบุรีมีผู้สมัคร 5 เขต 5 ท่าน เขต 1 อาศุชิน เป้าอารีย์ เขต 2 ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร เขต 3 วันนี้ท่านติดอยู่ในพื้นที่นะครับ กำนันบอย ปารเมศ โพธารากุล เขต 4 พลโททำนุ โพธิ์งาม เขต 5 คุณหมอสุรพงษ์ ตันธนศรีกุล ผมเรียนสั้นๆ เลยนะครับ ใน 5 คน มีอดีต ส.ส. มีอดีตผู้บริหารท้องถิ่น มีอดีต ส.ว. มีอดีตข้าราชการที่เป็นหมอ มีอดีตนายทหารนายพลที่เป็นทหารนักพัฒนา จะมาร่วมมือกันผลักดันให้วาระ หรืออนาคตของกาญจนบุรี เป็นเมืองที่มีความสำคัญทั้งทางด้านท่องเที่ยววัฒนธรรม ท่องเที่ยวธรรมชาติ การค้าชายแดน เชื่อมโยงเป็นศูนย์ความเจริญหนึ่งของอาเซียนครับ ปรบมือให้ผู้สมัครทั้ง 5 คน ของกาญจนบุรี

 

นครปฐมครับ เขต 1 พันโทสินธพ แก้วพิจิตร เมื่อกี้ใครบอกมาจากนครปฐมใช่มั้ยครับ ส่งเสียงดังๆ หน่อยสิครับ เขต 2 สมคิด เปี่ยมคล้า เขต 3 ธนบดี ภัทรโชคโภคิน เขต 4 สมชาย มณีรัตน์ และเขต 5 ที่พบกับท่านไปเมื่อสักครู่ สุรชัย อนุตธโต นี่ก็ทำงานกันเป็นทีมจริงๆ ครับ เพราะวันก่อนพาผมไปหาเสียง จับผมตากแดด ทั้ง 5 คนล้อมผมอยู่อย่างนั้นไม่ให้ผมไปไหน แห่รถไป ถนนเพชรเกษม ตอนบ่ายสองโมง เพราะฉะนั้นใครที่ต่อว่าว่าผมหน้าดำ กรุณาโทษนครปฐมทั้ง 5 เขต ลงโทษเขาด้วยการไปกาบาทข้างๆ เบอร์เขานะครับ

 

เพชรบุรีครับ มีอดีต ส.ส. ครบ 3 เขต 3 คน อรรถพร พลบุตร เขต 1 กัมพล สุภาแพ่ง เขต 2 อภิชาติ สุภาแพ่ง เขต 3 วันนี้คุณกัมพล คุณอภิชาติ ติดงานนะครับ เขตนี้มีพี่เลี้ยงพิเศษอยู่ 1 คน เที่ยวนี้ไม่ได้ลงสมัคร เพราะว่าไปทำงานในส่วนของการปฏิรูปมา แต่เป็นรองหัวหน้าพรรค อลงกรณ์ พลบุตรครับ (เสียงปรบมือ)

 

ถัดมานะครับ สมุทรสงคราม จังหวัดนี้ดีครับ ชนะทุกครั้ง ยกจังหวัดทุกครั้ง เพราะมี ส.ส. คนเดียว รังสิมา รอดรัศมี (เสียงปรบมือ)

 

สมุทรสาครครับ นี่ก็เป็นความลงตัวอีกเช่นเดียวกัน เริ่มต้นจากเขต 1 ผู้บริหารท้องถิ่นมาก่อน กุลวัชร หงษ์คู เขต 2 แหม คนนี้แทบไม่ต้องแนะนำ ฮือฮามาก ตั้งแต่วันที่ประกาศ เดินเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และหลังจากนั้นมาไม่ต้องแนะนำครับ เพราะท่านเฟซบุ๊กทุกชั่วโมง อาจารย์สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ครับ และเขต 3 อดีต ส.ส. นิติรัฐ สุนทรวร (เสียงปรบมือ) สมุทรสาคร 3 คน นี่ยกจังหวัด น่ารักมากนะครับ อุตส่าห์จับเบอร์เรียงกันด้วย 3 เขต 12 – 11 - 10 แล้วก็มีกำหนดวาระเลยว่า อยู่สมุทรสาครต่อไปเดินทางสะดวก เข้ากรุงเทพฯ มีเรื่องรถไฟฟ้า เชื่อมเรื่องคลอง มีการพูดถึงปัญหาประมง มีการพูดถึงเรื่องของตลาดกลางสินค้าเกษตร และอื่นๆ อีกมาก นี่คือผู้สมัครที่เป็นทีมที่ผมมั่นใจนะครับว่า เที่ยวนี้จะมาพัฒนาสมุทรสาครได้เป็นอย่างดี

 

เหลือจังหวัดเดียวครับ ราชบุรี ส่งเสียงหน่อยสิครับ ราชบุรี (เสียงเฮ ปรบมือ) ผมอยากจะเรียนพี่น้องว่า เมื่อสักครู่ก่อนผมขึ้นเวทีมา มีสื่อมวลชนมาสัมภาษณ์ เขาถามว่าหนักใจมั้ยมาราชบุรี เพราะคราวที่แล้วไม่มี ส.ส. เลย ผมบอกผมไม่หนักใจครับ เพราะคราวที่แล้วที่ราชบุรี การลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองลงคะแนนให้กับพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุด แล้ววันนี้ที่มั่นใจก็เพราะว่า ทั้ง 5 คน ที่อาสาตัวเข้ามานั้น ทุกคนตั้งใจ และเตรียมตัวมาจริงๆ 5 ปีที่ผ่านมา ผมก็มาที่นี่หลายครั้ง เพราะความพร้อมของทั้ง 5 ท่านที่พาผมไปพบปะกับพี่น้องประชาชน เริ่มต้นจาก กัลยา ศิริเนาวกุล เขต 1 มีสามีมาเชียร์อยู่ ยืนขึ้นหน่อยครับ ดร.บุญมาก (ศิริเนาวกุล) ของพี่น้องนะครับ เขต 2 พ.ต.ท.สันทัด เจียมสกุล เขต 3 ส.จ.เส็ง ชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ ทำไมเสียงดังกว่าตอนเชียร์ผมล่ะ เขต 4 มุ่ง อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ และเขต 5 ส.จ.ใหญ่ ชัยโรจน์ เอกอัครอัญธรณ์ (เสียงปรบมือ) ยกจังหวัดได้มั้ยครับ ได้มั้ยครับ ได้มั้ยครับ (ได้) ขอบคุณครับ จริงๆ ถ้ายกจังหวัดผมก็กลับได้แล้วสิ

 

พี่น้องครับวันนี้ดีใจที่ได้มาที่นี่อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็อย่างที่เรียนไป ผมทราบดีพี่น้องที่นี่มีน้ำใจให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มาต่อเนื่องยาวนาน แต่จะด้วยเงื่อนไขอะไรก็สุดแล้วแต่ เราก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในการได้ ส.ส. เขตเท่าที่ควร แต่วันนี้ ด้วยแนวทางที่ผมได้กราบเรียนท่านทั้งหลายไปแล้วว่าเราเตรียมตัวมาเป็นเวลายาวนาน ทุกคนขยันลงพื้นที่ วันนี้ทำงานกันเป็นทีม มันเป็นโอกาสที่ท่านเหล่านี้จะเดินเข้าสภาพร้อมๆ กันและเป็นกำลังสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ (เสียงปรบมือ)

 

สิ่งสำคัญที่ผมจะต้องพูดต่อไปก็คือว่า เมื่อท่านทั้งหลายไปกาให้กับท่านเหล่านี้ ด้วยระบบการเลือกตั้งใหม่ ที่มีบัตรเพียงใบเดียว และเป็นการเลือกที่เขาบอกว่า เลือกทั้งคน เลือกทั้งพรรค เลือกทั้งนายกรัฐมนตรี หมายความว่าคะแนนที่มอบให้กับผู้สมัคร ส.ส. แต่ละคน อันนั้นจะถูกนับแล้วไปเปรียบเทียบกับผู้สมัครคนอื่นในเขต ถ้าได้มากกว่าคนอื่นก็ได้เป็น ส.ส. ในเขตของท่าน แต่คะแนนนั้นยังถูกนับเป็นคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ เอาไปรวมกับคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ในทุกเขตเลือกตั้งในประเทศไทย แล้วระบบใหม่ เขาจะไปคำนวนว่าพรรคประชาธิปัตย์ควรจะมี ส.ส.ในสภากี่คน

 

ยิ่งได้มาก ก็ยิ่งมี ส.ส. จำนวนมาก ซึ่งโดยทั่วๆ ไปแล้ว เมื่อมี ส.ส. จำนวนมากก็จะเกินจำนวน ส.ส. ที่เราได้ไปจากเขตเลือกตั้งต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพี่น้องคนไทยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ คิดเป็นคะแนนออกมาแล้ว ได้ 40% เขาก็จะคำนวนว่า ส.ส. มี 500 คน 40% คือ 200 คน เขาก็จะให้ประชาธิปัตย์ว่า มี ส.ส. 200 คน สมมติว่าประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งใน 150 เขต เขาก็จะต้องเติม ส.ส. ให้กับพรรคประชาธิปัตย์อีก 50 คน มาจากไหนครับ มาจากบัญชีรายชื่อที่มีการสมัคร เรียงตามลำดับที่พรรคฯ สมัครและส่งให้กับ กกต. เพราะฉะนั้นคะแนนที่พี่น้องมอบให้กับบรรดาผู้สมัครในเขตเลือกตั้ง ถ้ามากเท่าไหร่ เกินจำนวนหนึ่งแล้ว มันจะกลายเป็นคะแนนที่ไปช่วยเพิ่ม ส.ส. บัญชีรายชื่อ เท่ากับเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อด้วย สำคัญมากครับ สำคัญเพราะอะไรครับ เพราะผมสมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ (เสียงปรบมือ)

 

ถ้าเลือกกันน้อยๆ ผมสอบตกนะครับ ต้องไปเลือกเยอะๆ อย่างน้อยคนแรกเข้าไปก่อน ผมครับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (เสียงปรบมือ) เลือกแค่ผมไม่พอนะครับ คนที่ 2 ใครทราบมั้ยครับ ท่านนายกฯ ชวน หลีกภัย (เสียงปรบมือ) เพราะฉะนั้น แหม วันนี้ผมเดินไปที่ไหน มีคนถามหาท่านนายกฯ ชวน เมื่อไหร่ท่านจะมาอีก มีคนทวงแล้วว่ายังไปไม่ถึงเขา ใจเย็นๆ อยากได้นายกฯ ชวนเป็นผู้แทนก็ต้องเลือกเยอะๆ แล้วบัญชีรายชื่อยังมีอยู่ที่นี่อีกหลายคนนะครับ ที่ทวงผมคนแรกคือนายกรณ์ จาติกวณิช (เสียงปรบมือ) มีคุณศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ อดีต ส.ส. กาญจนบุรี มีคุณเอกชัย ขจรบุญถาวร และมีคุณเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด นี่แหละครับ อยากให้ท่านเหล่านี้เป็น ส.ส. เข้าไปในสภา ต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์ให้ถล่มทลาย

 

สิ่งที่ 3 ก็พอประชาธิปัตย์มี ส.ส. เยอะ เราก็ต้องไปเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา เขาให้ ส.ส. กับ ส.ว. ประชุมร่วมกัน แต่ยิ่งประชาธิปัตย์มีคะแนนเยอะเท่าไหร่ โอกาสที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็จะมีมากเท่านั้น และพรรคประชาธิปัตย์ก็มีมติเสนอชื่อผมเป็นนายกรัฐมนตรี (เสียงปรบมือ) เพราะฉะนั้นเวลาผมมาหาเสียงขึ้นปราศรัยอย่างนี้ แล้วเจอคำถามว่า ตกลงไอ้บัตรใบเดียวนี้เลือกใคร มันตอบยากจริงๆ ครับ เพราะว่าถ้าพี่น้องอยู่เขต 1 จะบอกว่าเลือกกัลยา ก็ใช่ จะบอกว่าเลือกผม ก็ใช่ จะบอกว่าเลือกคุณกรณ์ ก็ใช่ จะบอกว่าเลือกท่านนายกฯ ชวน ก็ใช่ หรือจะบอกว่าไปเลือกผมเป็นนายกฯ ใช่ทั้งนั้น แยกกันไม่ออกแล้ว

 

เพราะฉะนั้นเที่ยวนี้ต้องเด็ดขาดครับ ที่ผ่านมาที่ผมพูดว่า ราชบุรีเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไปปันใจให้ผู้สมัครพรรคอื่น ส.ส. เราเลยไม่ได้มาหลายครั้ง เที่ยวนี้ไม่ได้แล้วนะครับ กฎหมายเขาห้ามหลายใจแล้ว (เสียงปรบมือ) เอาให้ชัดๆ ผมถึงบอกว่าเที่ยวนี้ถ้าถามผมว่าเลือกอะไร เรามาเลือกอนาคตให้กับตัวเอง เลือกอนาคตให้กับประเทศดีกว่า เพราะตอนนี้การเลือกตั้งชัดเจนครับ มีอนาคตที่รอคอยหลังการเลือกตั้ง สำหรับผมมีอยู่ 3 แบบ

 

แบบที่ 1 ก็คืออนาคตที่บรรดาพรรคการเมืองทั้งหลาย ที่สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบัน และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชามานำเสนอต่อพี่น้อง มีพรรคการเมืองที่เป็นผู้สนับสนุนแบบเป็นทางการ เอ่ยชื่อก็ได้ พรรคพลังประชารัฐ แล้วก็จะมีพรรคการเมืองอีกหลายพรรค ซึ่งพร้อมที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แต่ไม่สามารถเสนอชื่อเป็นทางการได้ เพราะกฎหมายเขาอนุญาตให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยินยอมเพียงพรรคเดียว และ พล.อ.ประยุทธ์ ยินยอมพรรคพลังประชารัฐไปแล้ว อนาคตของพรรคการเมืองกลุ่มนี้มานำเสนอให้กับพี่น้อง พี่น้องอาจจะไปดูจากนโยบายที่เขามาพูด นั่นก็เป็นวิธีหนึ่ง แต่ผมว่ามันมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น เพราะคนที่มาอยู่ในกลุ่มนี้ก็คือคนที่ทำงานมาแล้ว 5 ปี ถ้าพี่น้องพึงพอใจกับ 5 ปีที่ผ่านมา พอใจกับสภาพปัจจุบัน อนาคตที่เขาเสนอกับพี่น้อง พี่น้องก็คงพึงพอใจ และสามารถไปเลือกได้ นั่นกลุ่มที่ 1

 

กลุ่มที่ 2 อันนี้ก็เป็นพรรคการเมืองในเครือข่ายของรัฐบาลที่แล้ว เดี๋ยวนี้แตกลูกแตกหลานไปเป็นหลายพรรคมาก จนผมสับสนไปหมด วันก่อนเดินทางไปถึงชายแดนภาคใต้เห็นโลโก้พรรค รูปร่างหน้าตา ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Font (ฟ้อนต์) เป็นตัว พ.พาน นี่ โอ้ ผมก็นึกว่าพรรคเพื่อไทยมาถึงนี้ ไม่ใช่หรอกครับ แต่ใช้ฟ้อนต์เหมือนกันเลย แล้วก็มีอีกหลายพรรคที่เป็นแบบนี้ แตกลูก แตกหลานมา นี่คือพรรคในเครือข่ายของรัฐบาลเก่า รัฐบาลที่เพิ่งพ้นไปก่อนการปฏิวัติ ก็คือรัฐบาลของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถามว่าเขาเสนออนาคตอะไรให้กับพี่น้อง ก็ต้องบอกว่า ลองไปดูว่าคราวที่แล้ว ที่เขาเป็นรัฐบาลอยู่ เขาทำอะไร

 

และทางเลือกที่ 3 คือกลุ่มที่ 3 ก็คือพรรคประชาธิปัตย์ ที่เราบอกว่า เราคงไม่เหมือนกับกลุ่มแรก ที่พึงพอใจกับการบริหารงานในสภาพปัจจุบัน และเราคงไม่เหมือนกลุ่มที่ 2 ที่บริหารงานตามแนวทางของรัฐบาลที่แล้ว นี่คือสิ่งที่พี่น้องไปเลือกในการกากบาทครั้งเดียว จะเอาอนาคตแบบไหน ถามว่าอนาคตที่ประชาธิปัตย์นำเสนอคืออะไร เราพูดชัดนี่ครับ คำแรกที่เรานำเสนอในครั้งนี้ คือคำว่า “แก้จน” ทำไมเราเสนอเรื่องนี้ เพราะเราไปมาทั่วประเทศ ทำงานต่อเนื่องมา 5 ปี เราสัมผัสถึงความทุกข์ในเรื่องนี้มากที่สุด จริงมั้ยครับ ที่นี่เศรษฐกิจเป็นยังไงครับ แย่ เงียบ ฟังไม่ออกเลยนะ งั้นถามอย่างนี้ดีกว่า ใครว่าเศรษฐกิจดีบ้างยกมือ ใครว่าเศรษฐกิจไม่ดียกมือ โอ้ มืดไปหน่อย น่าจะเปิดไฟ ส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ดู (เสียงปรบมือ)

 

เศรษฐกิจไม่ดี ดูไม่ยากหรอกครับว่าเพราะอะไร ง่ายๆ เศรษฐกิจไม่ดี เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังซื้อ ไม่มีสตางค์ คนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังซื้อ ไม่มีสตางค์ คนส่วนใหญ่คือเกษตรกร 5 ปีที่ผ่านมา ปัญหาพืชผลการเกษตรหนักหน่วงที่สุด ผมคิดง่ายๆ คนเคยปลูกข้าว ขายข้าวได้ มีรายได้เกินหมื่น ต้องมามีรายได้อยู่ 5 พัน – 6 พัน ครึ่งนึงของที่เคยได้ 5-6 ปีที่แล้ว คนมีสวนยางเคยขายยางได้ สมัยที่ผมเป็นนายกฯ เกินร้อยต่อกิโล วันนี้ขาย 4 กิโล ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะได้ร้อยบาทหรือไม่ อ้อยตกต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี ปาล์มตกต่ำแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ข้าวโพด มันสำปะหลัง ตอนหลังอาจจะกระเตื้องขึ้น แต่ 4-5 ปีที่ผ่านมาเจอปัญหาหมดครับ แต่ข้าวของสิ่งของที่เรากินเราใช้ ราคามันลดลงมั้ยล่ะครับ มีแต่แพงขึ้น แพงขึ้น

 

เพราะฉะนั้นการแก้จนที่สำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่กลับมามีรายได้ดี 3 ทางเลือกที่ผมพูดเมื่อสักครู่ มันมีความแตกต่างกันชัดเจน ผมไปเวทีดีเบต ออกโทรทัศน์พี่น้องคงเห็นหลายครั้ง นี่แหละครับ ต้องประกบไปกับทางพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย ผมก็เป็นตัวแทนประชาธิปัตย์ วันนี้ทุกพรรคหาเสียงเหมือนกันหมด จะต้องเพิ่มราคาผลผลิตทางการเกษตร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แต่ที่ไม่เหมือนคือ มีประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไร พลังประชารัฐ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่า เขาจะทำอะไร เพราะผมไป 3 เวที เวทีนึงเขาส่งคุณอุตตม หัวหน้าพรรค เวทีนึงเขาส่งคุณสนธิรัตน์ เลขาธิการพรรค อีกเวทีนึงเขาส่งคุณกอบศักดิ์ เป็นโฆษกพรรค เป็นอดีตรัฐมนตรีรัฐบาลนี้ทั้งหมด พอถามว่าจะมีนโยบายเรื่องข้าวอย่างไร ผมไป 3 เวที ผมได้ 3 คำตอบ คือเขาตอบไม่เหมือนกันเลย เพราะเขารู้นี่ครับว่า 5 ปีที่ผ่านมา ผลงานเขาเป็นอย่างไร ก็พยายามจะพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้คนละคำ สองคำ แต่ฟังดูแล้ว สรุปไม่ได้เลยครับ แม้แต่นโยบายที่โฆษณาไป ผมไปเวทีเดียวกับคุณสนธิรัตน์บอก คุณเขียนอย่างนี้ คุณสนธิรัตน์บอกแต่ไม่ได้หมายความอย่างนี้ นี่คือทางเลือกนึง

 

ส่วนอีกทางเลือกนึง พี่น้องจำได้อยู่แล้วนะครับว่า ในรัฐบาลที่แล้ว หลักของการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรคือการจำนำ แล้วสุดท้ายเป็นไงครับ โครงการต้องล้มไป หนี้สินที่ทิ้งไว้ให้กับรัฐบาลมหาศาล ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นช่วงนั้นเกี่ยวกับเรื่องของสต็อกข้าว มีข้าวเน่า มีข้าวสวมสิทธิ์ มีข้าวอะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด ส่งออกข้าวเสียแชมป์ก็ยุคนั้น และสำคัญที่สุดวันนี้ คนที่ทำนโยบายนั้น ถูกตัดสินว่าทุจริต มีทั้งติดคุก มีทั้งยึดทรัพย์ ในเวทีวันนี้ที่ไปกับผม พรรคเพื่อไทยต้องตอบว่า สรุปจะทำอย่างไรให้ราคาข้าวดีขึ้น จะจำนำอีกมั้ย คำตอบเขาคือ คงไม่ทำแล้ว ถามว่าจะทำอย่างไร บอกมีวิธี แล้วก็หยุดแค่นั้นครับ (เสียงปรบมือ)

 

แต่ประชาธิปัตย์เราชัดเจน เราบอกเราเคยทำมาแล้ว ตอนผมเป็นนายกฯ เราทำระบบที่เรียกว่า ประกันรายได้ คำนวนเลยพี่น้องปลูกข้าวต้นทุนเท่าไหร่ บวกกำไรไปให้ ราคาต้องเป็นเท่านี้ ถ้าขายไม่ได้ตามที่เราคิดว่าควรจะขายได้ มีส่วนต่างเท่าไหร่ รัฐบาลควักเงิน โอนเงินให้ เติมให้ได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นเที่ยวนี้เราประกาศชัด ข้าวข้าวหมื่นบาท คือเป้าหมาย ถ้าขายได้ 8,000 เอาเงินไปจากรัฐบาลประชาธิปัตย์อีก 2,000 เกษตรกรได้หมื่นบาทแน่นอน ทำมาแล้ว สำเร็จมาแล้ว แล้วไม่ได้สร้างปัญหาต่างๆ ที่ผมพูดถึงเหมือนกับกรณีของการจำนำ เราก็จะทำทั้งข้าว ทั้งข้าวโพด ทั้งมันสำปะหลัง ขยายไปถึงยาง ขยายไปถึงปาล์ม แล้วก็แหม บางจังหวัดก็มาทวงผมอยู่ จะเอามะพร้าวบ้าง ผมพูดเรื่องอื่นดีกว่า ผมขี้เกียจทะเลาะกับรังสิมา

 

แต่นอกจากนั้นนะครับ พืชตัวอื่นเราเตรียมความพร้อมไว้หมด อ้อย เพิ่งมาพูดกันทีหลังนี้ แต่ประชาธิปัตย์พูดมาก่อน บอกอ้อยที่มีปัญหาทุกวันนี้เกิดจากอะไร เราไปดูมาก่อนหน้านี้แล้ว เกิดจากรัฐบาลไปตัดสินใจลอยตัวราคาน้ำตาล ในช่วงที่ราคาน้ำตาลมันตกลง แล้วมีการมาเปลี่ยนสูตรการคำนวนราคาอ้อยขั้นต้น ราคาอ้อยที่พี่น้องได้ก็ตกต่ำ แล้วยังมีปัญหาเรื่องการขนส่ง มีปัญหาเรื่องระยะเวลาของการหีบของโรงงานน้ำตาล มีปัญหาที่เอาอ้อยไปทำผลิตภัณฑ์เยอะแยะ แต่หลายตัวไม่ได้แบ่งผลประโยชน์กลับมาที่ชาวไร่อ้อย ดีนะครับก่อนหน้านี้ยังคิดจะเสนอกฎหมายที่จะสร้างปัญหาให้กับชาวไร่อ้อยด้วย ผมตามเรื่องนี้ตลอด ตามเรื่องนี้ละเอียด ผมไปประชุมกับสมาคมชาวไร่อ้อยภาค 7 ด้วย ซึ่งครอบคลุมถึงราชบุรี เพราะฉะนั้นเราเตรียมไว้หมดแล้ว ทำยังไงกลับไปสู่ระบบเดิม ที่ราคาอ้อยมีความมั่นคง ทำอย่างไรมาแก้ปัญหาเรื่องการขนส่ง เรื่องระยะเวลาการหีบ ทำอย่างไรมีการแก้กฎหมายให้ชาวไร่อ้อยได้ประโยชน์มากขึ้น จากการนำอ้อยไปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ นี่เป็นแนวทางแก้ไข

 

สับปะรด มีมั้ยครับ สับปะรดแถวนี้ มี สับปะรดเกิดปัญหาจากการส่งออก คราวที่แล้วช่วงที่ผ่านมา ที่หนักหนาสาหัสมาก ตอนนั้นไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่ได้เป็นอะไรเลย ตกงาน ทำได้ก็คือขนสับปะรดไปขายให้ที่กรุงเทพฯ นั่งกินสับปะรดกันอยู่ 2 อาทิตย์ครับ (เสียงปรบมือ)

 

แต่จริงๆ ระบบประกันรายได้มาใช้ได้คืออะไรครับ ให้โรงงานรับซื้อแล้วแปรรูปเสียก่อน เพราะอย่างน้อยก็มีเวลาที่จะไปแก้ปัญหาเรื่องการตลาดได้เป็นปี แต่เอาออกมาจากชาวไร่ ชาวสวนเสียก่อน แล้วก็มาช่วยเขาด้วยการให้เงินเพิ่มเติมในกรณีที่โรงงานเขาเห็นว่ามันเสี่ยง นี่คือการแก้จนที่เป็นรูปธรรม และผมจะขยายเรื่องนี้ไปที่ค่าแรง เพราะค่าแรงนี้ ถ้าไปสั่งให้นายจ้างขึ้น เขารับไม่ไหว สุดท้ายก็เกิดปัญหาการย้ายฐานการผลิต การตกงาน แถมไปพยายามดันค่าแรงขึ้น ราคาสินค้าก็ขึ้นอีก เราก็บอกว่า ทำประกันค่าแรงไปเลย ถ้าอย่างนั้น ค่าแรงควรจะอยู่เท่านี้ ได้จริงเท่านี้ ส่วนต่างมารับไปจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ นี่คือวิธีการที่จะเร่งการแก้จน แน่นอนครับ นี่มาตรการเฉพาะหน้า มาตรการระยะยาว เดี๋ยวพรุ่งนี้ประชาธิปัตย์จะมีการแถลงว่า จะสร้างรายได้ให้กับประเทศ กับจังหวัดต่างๆ อย่างไร แต่เมื่อกี้ผมก็พูดไปบ้างแล้ว ว่าในภาคตะวันตก แผนของเราเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องการพัฒนาส่งเสริมสนับสนุนพี่น้องมีเยอะมาก

 

แต่อีกเรื่องที่ต้องพูดครับ เกี่ยวกับการแก้จน หนีไม่พ้นก็คือว่า ปัจจุบันเราต้องยอมรับว่า ถึงจะมีนโยบายที่ผมพูดไปแล้วก็คงมีคนตกหล่น เป็นคนยากจน เป็นคนยากไร้ ปัจจุบันรัฐบาลเขาให้อะไรครับ เขาให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลายคนเรียกว่าบัตรคนจน ใครมีบัตรนี้บ้างครับ ยกมือหน่อยสิครับ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่งเสียงก็ได้ครับ มองไม่ค่อยเห็นแล้ว ตอนนี้จะมีพรรคการเมืองมาขู่ท่านใช่มั้ย ว่าถ้าไม่เลือกบางพรรค ถ้ามาเลือกพรรคอย่างประชาธิปัตย์ จะยกเลิกบัตรสวัสดิการ ขอพูดชัดๆ ตรงนี้แล้วพี่น้องช่วยบอกต่อๆ กันไปด้วย

 

ประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลไม่ยกเลิกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (เสียงปรบมือ) แต่จะเปลี่ยนแปลงคือ 1. หลายคนยากจนเหมือนกัน แต่ยังไม่ได้บัตรนี้ เพราะตอนสำรวจมีหลักเกณฑ์หลายอย่างไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลใครจนต้องได้บัตรทุกคน (เสียงปรบมือ) ข้อ 2 แลกกันครับ ใครถือบัตรนี้แล้วไม่จนจริง ผมจะเอาบัตรคืน (เสียงเฮ) ต้องพูดอย่างนี้เพราะว่าเงินที่เอามาให้ในบัตรนี้มันเงินของประชาชน ผมเห็นวันที่ไปกดเอทีเอ็ม มีสร้อยคอทองคำ มีแหวนเพชรไปกดอย่างนี้ไม่ได้ครับ ต้องเอาบัตรคืนมา ข้อที่ 3 บัตรนี้ต้องมีความแน่นอน ถือแล้วต้องได้อะไร ไม่ใช่ตามใจคนให้คือรัฐบาล ตามอารมณ์ของนายกฯ หรือตามอารมณ์ของรัฐมนตรี พวกเราก็เห็นนี่ครับ ปีที่ผ่านมาบอกให้ค่าน้ำ ให้ค่าไฟ บอกให้ 10 เดือน แล้วเดือนที่ 11 ไม่ใช้น้ำ ไม่ใช่ไฟเหรอ มีค่าอะไรนะ เดินทางไปโรงพยาบาลแต่ไม่ได้ให้ทุกคน แล้วก็ไม่ได้ดูด้วยว่าไปโรงพยาบาลจริงหรือเปล่า มีสิทธิขึ้นรถไฟฟ้า ซึ่งผมก็ไม่ทราบที่นี่ขึ้นสถานีไหน

 

ประชาธิปัตย์บอกไม่ได้ครับ เอาชัดๆ ไปเลย อย่าทำให้มันยุ่งยาก ใครถือบัตรนี้ รับไปเดือนละ 800 บาท (เสียงปรบมือ) สุดท้ายสำคัญที่สุดครับ 800 บาทที่ให้จะไม่ให้แบบที่ให้อยู่ในปัจจุบัน ที่มีการไปบังคับว่าต้องไปรูดบัตรที่ร้านค้าที่กำหนด เรื่องนี้สำคัญเพราะนอกจากมันไม่สะดวกกับคนถือบัตร เริ่มต้นก็ต้องเสียค่าน้ำมันแล้ว ซื้อของก็ยังมีการกำหนดอีกว่า บางอย่างรูดได้ บางอย่างรูดไม่ได้ เดือนไหนพอมีสตางค์ ของก็มีอยู่แล้ว คิดจะเก็บเงินไว้ เขาก็ไม่ให้เก็บ เพราะถ้าใช้ไม่หมดเขาก็เอาคืนไป บางคนเสียดายมากนะ ของก็ไม่ได้ต้องการแล้ว มันต้องรูดให้หมด เก็บของอยู่เต็มบ้านเลยตอนนี้ แต่ร้ายที่สุดการทำอย่างนี้ รัฐบาลกำลังเอาเงินที่ให้คน 14 ล้านคน ไปกองอยู่ในร้านเพียงไม่กี่ร้านในแต่ละตำบล ทำไมไม่กระจายเงินตัวนี้มาตลาดสดบ้าง ทำไมไม่กระจายเงินตัวนี้มายังคนขายอาหาร ขายเครื่องดื่มริมถนนบ้าง ทำไมไม่กระจายเงินตัวนี้มาร้านค้าข้างบ้าน เพื่อนบ้านเราบ้าง (เสียงปรบมือ) เพราะทุกวันนี้ร้านค้าเล็กๆ ขายของไม่ได้เลย เพราะเราไม่ไปซื้อจากที่นั่นแล้ว เราต้องเดินทางไปรูดบัตร ไม่งั้นเราเสียสิทธิ์ เศรษฐกิจมันถึงแย่ไงครับ ทุ่มเงินมาทั้งที เอาเงินไปกองอยู่ร้านค้าไม่กี่ร้าน ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล 800 บาท โอนเข้าบัญชีโดยตรง ใช้จ่ายได้โดยอิสระ ตามใจชอบ ให้เงินมันหมุนเวียนในเศรษฐกิจทุกชุมชน (เสียงปรบมือ)

 

นี่คือนโยบายที่จะเร่งเข้ามาให้พี่น้องพ้นจากความทุกข์ จากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่นโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการ การสร้างคน สิ่งที่เราเคยเริ่มมานี้ วันนี้เราจะเพิ่ม ผมไม่พูดรายละเอียดแล้วละครับ หลายท่านพูดไปแล้ว และมันก็ดึกพอสมควร แต่รบกวนทวนสั้นๆ เท่านั้นเอง เรียนฟรีที่เคยให้ถึง ม.3 ก็จะถึง ปวส. (เสียงปรบมือ) อาหารกลางวันที่เคยให้เด็กในโรงเรียนถึง ป.6 ก็จะให้ถึง ม.3 แถมอาหารเช้าอีก 1 มื้อ (เสียงปรบมือ) ผู้สูงอายุที่เคยต้องไต่ขั้นบันได แล้วกลัวว่าไปไม่ถึงจะได้พันบาท ต่อไปนี้จะได้พันบาททุกคน (เสียงปรบมือ) อสม. ที่รัฐบาลบอกให้มาแล้วพันนึง แต่ยังไม่ได้ ไม่ต้องไปทะเลาะกับเขา เขาค่อนข้างดุ เลือกประชาธิปัตย์ได้เลยทันที 1,000 บาท แถมอีก 200 เป็นกองทุนบำเน็จ คือให้เก็บไว้ใช้ตอนเกษียณอายุ หรือไม่ทำงานเป็น อสม. แล้ว แล้วก็ของใหม่ที่พูดไปแล้วเหมือนกันใช่มั้ย เกิดปั๊บ รับสิทธิ์เงินแสน ไม่มีใครปรบมือเลย เพราะหลายคนบอกเลยวัยแล้ว (เสียงปรบมือ) ที่จริงไม่ใช่นะครับ คิดถึงหลานก็ได้ ที่นี่ไม่มีใครท้องเลยเหรอ มีมั้ย มี ไม่ต้องอาย ฟังผมให้ดี ฟังผมให้ดี ใจเย็นๆ เพราะเลือกตั้ง 24 มีนา กว่าประชาธิปัตย์จะไปเป็นรัฐบาลอาจจะเดินมิถุนา อย่ารีบคลอด เดี๋ยวจะเสียสิทธิ์เงินแสน กี่เดือนแล้วนะครับ วันก่อนไปบอก 8 เดือน ผมบอกหมดลุ้นเลย ส่วนพวกที่มีเด็กเล็กๆ วิ่งเล่นอยู่แล้วไม่ได้เงินนี้ ก็ชอบมาบ่นบอกว่า แล้วเขาจะได้มั้ย ผมก็บอกว่า แบ่งน้อง 5 หมื่นก็แล้วกัน

 

พี่น้องครับนโยบายเหล่านี้ คือนโยบายที่เราเตรียม และคิดมาเป็นเวลาพอสมควร ตัวเลขอย่างที่คุณกรณ์บอก อย่างที่หลายคนบอก หรือคุณสุรบท (หลีกภัย) บอก ไม่ได้มานึกสนุกคิดกันเล่นๆ ว่า เอางี้ก็แล้วกัน มาเอาใจคน แต่ผ่านการศึกษา คุณกรณ์นี่แหละ รับบทหนักสุด คำนวนทุกบาททุกสตางค์ว่า จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ และจะหาเงินมาอย่างไร เพราะฉะนั้นเวลาที่พรรคการเมืองต่างๆ มาแข่งขัน แล้วก็มาใช้ตัวเลขเพื่อที่จะเร้าใจพวกเรา อย่างบอกผู้สูงอายุพอเราบอก พันบาท มาบอก 3 พัน 4 พัน 5 พัน อสม. ผมเห็นบางพรรคไปถึงหมื่นแล้ว พี่น้องก็ต้องคิดให้ดีว่า มันเป็นจริงมั้ย ถ้าทำแล้วจะเกิดอะไร เรามีบทเรียนจากเรื่องจำนำข้าว เรามีบทเรียนจากเรื่องรถคันแรก เรามีบทเรียนจากเรื่องแท็บเล็ตแจกเด็ก และอีกหลายนโยบายมาแล้ว และเราดูได้ว่าพรรคการเมืองไหน จริงใจ ตั้งใจ เข้าใจการทำนโยบายนั้นๆ เหมือนที่คุณกรณ์พูดว่า หลายเรื่องเราเป็นคนเริ่ม เราจึงกล้าเพิ่ม เพราะเรารู้ว่าที่มาที่ไปของมันเป็นอย่างไร

 

ทั้งหมดคือนโยบาย คือสิ่งที่พี่น้องจะได้จากการไปกากบาทเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่เท่านั้นครับ วันนี้นอกจากเรื่อง แก้จน สร้างคน สร้างชาติ แล้ว  เรากำลังจะต้องพาประเทศให้เดินไปข้างหน้าให้ได้จริงๆ เราต้องไปไม่วกวนกลับมาอยู่ตรงนี้อีกแล้ว และผมว่าพี่น้องก็ไม่อยากเห็นการเมืองแบบที่เกิดขึ้นมา 10 กว่าปีที่ผ่านมาอีกแล้ว ผมรู้ว่าที่นี่หลายคน 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีไปประท้วงที่กรุงเทพฯ หลายคน มีใช่มั้ยครับ มี บางคนก็กล้ายกมือ บางคนก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะยกดีมั้ย แต่ผมรู้ว่ามีเยอะ เพราะตอนอยู่กรุงเทพฯ ก็มีหลายคนมาแนะนำ มาจากบ้านโป่ง มาจากโพธาราม เราไม่อยากไปอีกแล้วละครับ แต่ถามว่าจริงๆ ที่เราไปนี้ เราไปเพราะอะไร เราไปเพราะในที่สุด เรายอมรับไม่ได้กับความไม่เป็นธรรม เรายอมรับไม่ได้กับการเอาอำนาจประชาชนไปแล้ว ไปแสวงหาผลประโยชน์ ไปทุจริต ไปคอร์รัปชัน

 

เพราะฉะนั้นวันนี้นอกจากการแก้จน สร้างคน สร้างชาติ ประชาธิปัตย์ถึงบอกว่า เราต้องพาประเทศพ้นจากการเมืองแบบปัจจุบันด้วย ด้วยการทำให้ประชาชนเป็นใหญ่ และประชาธิปไตยสุจริต (เสียงปรบมือ) ทำไมประชาชนต้องเป็นใหญ่ครับ เพราะถ้าประชาชนไม่เป็นใหญ่ ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีส่วนร่วม ไม่มีใครมาสนใจ ไม่มีใครมาฟังเสียง ปัญหาต่างๆ จะไม่มีทางแก้แล้วตรงจุด การทำประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปัตย์จะทำหลายอย่าง มีการกระจายอำนาจด้วย ใครทำงานท้องถิ่น ไปดูประวัติศาสตร์เถอะครับ ทุกครั้งที่มีความก้าวหน้าของการพัฒนาเรื่องท้องถิ่น ฝีมือประชาธิปัตย์ทั้งนั้น และเที่ยวนี้เราจะต่อยอด (เสียงปรบมือ) จะนำไปสู่การเลือกผู้ว่าฯ จะนำไปสู่การที่ท้องถิ่นมีอิสระ มีความคล่องตัวในการทำหลายสิ่งหลายอย่างมากขึ้ เพียงแต่จะต้องทำโดยมีธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

 

เวลาประชาชนไม่เป็นใหญ่นี้ มันจะมีความอึดอัด ผมต้องเล่าเรื่องนี้ เพราะว่าผมหาเสียงมา ถ้า ส.ส. ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่ 9 แล้ว ผมก็เจอมาหมดแล้วละครับ ส่วนใหญ่ไปหาเสียงก็รู้อยู่แล้ว เดี๋ยวจะมีคนมาขอ ขอข้าวราคาดี ขอลูกหลานได้เรียนฟรี ขอเพิ่มค่าตอบแทน ขอแก้เรื่องน้ำ แต่วันก่อนไปสุโขทัยเดินเข้าตลาด เจอคำขอที่ไม่เคยเจอมาก่อน แม่ค้าเรียกไปเลย อภิสิทธิ์มานี่ ผมก็เดินเข้าไป แกก็ตะโกนเลย ฉันขออย่างเดียว ผมก็นั่งคิดในใจว่า อย่างเดียวมันจะเป็นอะไร ในที่สุดเดาไม่ถูกครับ ผมว่าพี่น้องนั่งอยู่ที่นี่ก็เดาไม่ถูก แต่ถ้าผมบอกว่า เขาขออะไร ผมว่าพี่น้องอยากได้เหมือนกัน ผมเดินเข้าไปถามบอก จะเอาอะไรครับ ไอ้อย่างเดียวนี้ เขาบอกฉันขอโทรทัศน์คืนวันศุกร์คืนมา (เสียงเฮ เสียงปรบมือ) ที่นั่งอยู่นี่เพราะไม่อยากเปิดทีวี แล้วเขาอธิบายต่อดีมาก ฉันจะดูละครก็เรื่องของฉัน ลูกฉันจะดูการ์ตูนก็เรื่องของฉัน ทำไมต้องมาบังคับฉันดู เสร็จแล้วเขาพูดต่ออีก แต่ผมไม่กล้าเล่า เพราะมันหยาบคาย

 

เวลาประชาชนไม่เป็นใหญ่นี่ ความอึดอัดเกิด แล้ววันนึงถ้าไม่ระวังนะครับ เรื่องนี้เราอาจจะขำๆ กัน เรื่องดูว่าเป็นเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้ามันสะสมไปแล้วมันเกิดความขัดแย้งได้ เราต้องยืนยันหลักประชาธิปไตยให้ประชาชนเป็นใหญ่ แต่ประชาชนเป็นใหญ่ มีการเลือกตั้งได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งก็ไม่พอแล้วครับ ถ้าประชาธิปไตยไม่สุจริต เพราะที่ผ่านมา ที่ผมบอกแล้ว พวกเราไปประท้วงกัน สุดท้ายเกิดความขัดแย้ง เกิดความรุนแรงขึ้น แล้วก็บานปลายไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารนี้ มันเริ่มต้นจากการใช้อำนาจโดยไม่สุจริตทั้งนั้น ประชาธิปัตย์ถึงยืนยันว่า ประชาชนเป็นใหญ่ไม่พอ ประชาธิปไตยต้องสุจริต ท่านต้องเลือกพรรคการเมืองที่ไม่โกงกิน ที่ไม่ใช้อำนาจในทางไม่ชอบ ที่จะทำให้บ้านเมืองวุ่นวายอีก

 

คำนี้แปลกนะ ประชาธิปไตยสุจริต เพราะเมื่อตอนต้นผมบอก มันมี 3 กลุ่มใช่มั้ย ตอนนี้มีกลุ่มนึงได้ยินคำว่าประชาธิปไตยแล้วแสลงหู อ้างว่าไปใช้ประชาธิปไตยเป็นวาทกรรม มันจะต้องมีการควบคุมประชาชน มีอะไรต่างๆ นั่นก็กลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มนึงคำว่าสุจริตก็แสลงหูครับ วันก่อนผมไปออกโทรทัศน์นี่แหละ กับพรรคเพื่อไทย ผมพูดประชาธิปไตยสุจริต ถูกโต้ทันทีไม่มีหรอกประชาธิปไตยสุจริต แสลงหูมาก แต่ประชาธิปัตย์ยืนยันว่ามี และต้องทำให้มี และถ้าเราทำอย่างนี้ได้ บ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้า

 

เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมกราบขอบพระคุณทุกท่าน สละเวลากันมา แล้วก็อยู่กันถึงดึกถึงดื่นพอสมควร วันนี้ผมมากราบขอความกรุณาจากพี่น้องทุกท่าน เลือกตั้ง 24 มีนา เป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ที่จะเลือกอนาคตให้ตัวท่านเอง เลือกอนาคตให้ประเทศ ถ้าท่านอยากแก้จน สร้างคน สร้างชาติ กับเรา ถ้าท่านอยากให้ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต ท่านต้องช่วยเรา วันนี้มากันเยอะ แต่เลือกประชาธิปัตย์ทั้งหมดก็อาจจะยังไม่พอ ต้องช่วยบอกต่อๆ กันด้วย หลายคน บางคนอยู่ในบางเขตบอก โอ้ย ชนะอยู่แล้ว เมื่อเย็น เมื่อบ่ายนี้ผมก็ใจหายนะ เดินอยู่กับ สจ.เส็ง ไปที่ไหนก็บอก เฮ้ย ได้อยู่แล้วๆ ลองไม่เลือกสิ ตกแน่นอนเลย มันจะได้อยู่แล้วได้ยังไง (เสียงปรบมือ) นี่แหละเขตแบบนี้ ผมไปเดินผมบอกไม่ได้ คิดว่าได้อยู่แล้วไม่ได้ และที่ผมเล่าให้ฟังแล้ว เที่ยวนี้ชนะอย่างเดียวไม่พอ ต้องชนะให้มันเด็ดขาด อ้อ มีจุฤทธิ์ (ลักษณวิศิษฏ์) อีกคนไม่ได้เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ ต้องเลือกให้เด็ดขาด ให้มันเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันบอก ทีนี้เที่ยวนี้เขาก็ทำให้มันยากขึ้นไปอีก เวลาเพื่อนอยู่ที่อื่นโทรมาถาม จะเลือกประชาธิปัตย์เบอร์อะไร อย่าเผลอไปตอบเบอร์เขตตัวเองนะ ที่นี่ยังดีนะ มี 2 คน จับได้เบอร์เดียวกันใช่มั้ย ใน 5 เขต จริงๆ ผมสั่งให้จับให้ได้เบอร์เดียวกันหมด แต่ประชาธิปัตย์อย่างนี้แหละเป็นอิสระ จับกันมาได้คนละเบอร์สองเบอร์

 

ผมอยู่กรุงเทพฯ มี 30 เขต เดินหาเสียงกับคุณกรณ์นี่เหนื่อยที่สุด เดินไปจตุจักรกำลังจะบอกว่าเบอร์จตุจักรเบอร์อะไร ทักเขาปั๊บ เขาบอกเขาอยู่บางนา ผมเลยเดี๋ยวนี้ต้องท่องให้ได้ 30 เขต เขตนี้เท่าไหร่ๆ บางเขตแบ่งแขวงอีก พอตอบอยู่ประเวศ ต้องถามเขาอีกอยู่แขวงไหน ผมกลัวเขาด่าเอาว่าฉันถามว่าเบอร์อะไร คุณมานั่งถามว่าฉันอยู่ที่ไหน วันก่อนมั่นใจแล้วหละ 30 เขต ท่องขึ้นใจ เดินเข้าไปในสวนสาธารณะ เดินไปถึงเลย พี่อยู่เขตไหน ฉันอยู่สุพรรณฯ (เสียงหัวเราะ) เดี๋ยวนี้เลยต้องใส่ไว้ในโทรศัพท์ครับ พี่รอเดี๋ยว เปิดนั่งไล่ทีละเขตๆ 350 เขต ว่าเบอร์ไหน เพราะฉะนั้นต้องบอกต่อๆ กันนะครับ มีเพื่อนฝูงมีญาติ แต่อยู่ต่างเขตบอกเขาว่า เลือกประชาธิปัตย์ ง่ายที่สุด

 

บัตรเลือกตั้งจะมีเลข มีตราสัญลักษณ์พรรค มีชื่อพรรค ซึ่งของเราจะเขียนว่า ประชาธิปัตย์ แล้วก็จะเป็นช่องให้กากบาท เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่รู้เบอร์ของเขตอื่นที่เราไปแนะนำเพื่อน ก็บอกให้เขากาข้างๆ คำว่า ประชาธิปัตย์ นะครับ แล้วก็เที่ยวนี้ อย่างที่ใครพูดไปแล้ว ลงสมัครกันเยอะจริงๆ เพราะฉะนั้นผมว่าเผลอๆ ก็มีญาติพวกเราตรงนี้ลงสมัคร เพราะเขตนึงมัน 30 พรรค 40 คน อ้อ แหม มีคนกลัวเลือกบัญชีรายชื่อไปไม่ถึงอีกนะ ท่านอดีตผู้ว่าฯ ธนน เวชกรกานนท์ คนราชบุรีนะครับ แต่ว่าไปสร้างชื่อเสียงหลายจังหวัดเลย ไปเป็นผู้ว่าฯ แล้วก็คุณศุภสิทธิ์ ลิ้มตระกูลนะครับ คือเผลอๆ มีญาติลงสมัคร ขนาดไม่มีลงสมัครยังมานับญาติด้วยเลยเดี๋ยวนี้ ไม่เป็นไรนะครับ ใครมานับญาติด้วยก็นับญาติไป แต่บอกเขาว่าต้องเลือกประชาธิปัตย์ (เสียงปรบมือ) จะรู้จักชอบพอคุ้นเคยอะไรกับใคร ผมบอกแล้วเที่ยวนี้เราเลือกอนาคตให้ตัวเรา เราเลือกอนาคตให้ประเทศ ต้องเลือกประชาธิปัตย์

 

เพราะฉะนั้นวันนี้พวกผมพร้อมเต็มที่ครับ พร้อมทั้งเรื่องนโยบาย ฝั่งตะวันตกผมยืนยันเลยว่า พร้อมทุกเขตที่จะเป็นผู้แทนที่ดีของพี่น้องประชาชน 24 มีนา เราไปแก้จน สร้างคน สร้างชาติด้วยกันครับ ทุกเขต ทั่วประเทศ เลือกประชาธิปัตย์ครับ

ขอบคุณครับ