เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

ชุดนโยบาย “สร้างชาติ” : 10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

นโยบายเศรษฐกิจ ชุดนโยบาย “สร้างชาติ” : 10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ชั้น 3

9 มี.ค.2562

 

นับตั้งแต่มีการหาเสียง หรือมีการแข่งขันในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอนโยบายในส่วนของการแก้จน และการสร้างคน ซึ่งเป็นนโยบายที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่อยู่ในใจของประชาชน เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเราได้มีการนำเสนอนโยบายว่าจะฟื้นกำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ของประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาหมุนเวียนได้อย่างไร เราได้พูดถึงการที่จะต้องมีการขยายสวัสดิการต่างๆ เพื่อสร้างหลักประกันความอบอุ่นใจให้กับประชาชนได้อย่างไร

 

ผมทราบดีว่า เมื่อมีการนำเสนอนโยบายแบบนี้แล้ว และโดยเฉพาะเมื่อมีพรรคการเมืองอื่นๆ พยายามที่จะมานำเสนอเรื่องทำนองเดียวกัน หลายคนก็สงสัยว่า แล้วสรุปแล้วพรรคการเมืองต่างๆ มีความชัดเจนแค่ไหนว่า จะนำพาทิศทางของประเทศ และเศรษฐกิจไปในทางใด

 

วันนี้คือวันที่ประชาธิปัตย์จะให้คำตอบ ประชาธิปัตย์มองว่าขณะนี้ประเทศไทย และเศรษฐกิจไทยมีความท้าทายที่สำคัญที่ต้องเผชิญอยู่เป็นจำนวนมาก หลายปีที่ผ่านมาเราอาจจะเคยได้ยินว่า เราติดกับดักการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง แล้วก็มีเป้าหมายว่าอยากจะถีบตัวเองขึ้นไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูง แต่ความจริงสำหรับประชาชนสำหรับสังคมโดยภาพรวมแล้ว พูดแค่เพียงการเป็นประเทศมีรายได้สูงไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตของคนส่วนใหญ่หรอกครับ ความท้าทายที่เราจะต้องมองลงไปให้ละเอียดมีอีกเยอะ

 

เริ่มตั้งแต่การที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลง ก่อกวน ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Disrupt ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ เพราะฉะนั้นมันจะกระทบกับโครงสร้างของประเทศเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ปัญหาว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยที่คนชอบพูดว่าประเทศไทยกำลังจะแก่ก่อนรวย ในขณะที่ประเทศที่เป็นสังคมสูงวัยแล้ว เขารวยก่อนแก่ ตั้งแต่ปัญหาว่าเราไม่ได้อยู่โดยลำพัง เราเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก ประชาคมโลก ซึ่งกฎเกณฑ์ กติกา มาตรฐานหลายอย่าง รวมทั้งธรรมชาติของการประกอบธุรกิจข้ามชาติ สร้างความท้าทายต่อโครงสร้างและมาตรการและนโยบายของเราเยอะแยะไปหมด

 

และแน่นอนครับ ที่พูดกันอีกมากก็คือปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ไม่เพียงแต่ในแง่ของรายได้ ในแง่ของการเข้าถึงทรัพยากร ในแง่ของการได้รับการปฏิบัติให้เสมอภาคกันในสังคม อย่างนี้เป็นต้น

 

ซึ่งทั้งหมดนี้ เรามีความจำเป็นที่จะต้องสร้างจุดเปลี่ยนให้กับวิธีการในการบริหารเศรษฐกิจ วันนี้ประชาธิปัตย์จะนำเสนอ 10 จุดเปลี่ยนที่สำคัญ ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่เรื่องวิธีการวัดประเมินว่า เศรษฐกิจของเราและโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเศรษฐกิจของประชาชนทั่วไป ดีขึ้น แย่ลง มีความก้าวหน้าแค่ไหนอย่างไร มาพูดถึงว่าการลงทุนของรัฐควรจะต้องตอบโจทย์อะไร มาพูดถึงว่าบทบาทของรัฐที่มีต่อเทคโนโลยีควรจะเป็นอย่างไร มาพูดถึงทุกภาคการผลิตไม่ว่าจะเป็นเกษตร อุตสาหกรรม บริการ จะต้องมีการปรับตัวอย่างไร มาพูดกันให้ชัดว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กดทับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันจะสะสางกันอย่างไร

 

พูดถึงการที่จะสร้างหลักประกันเงินออม เพื่อให้เราไม่อยู่ในภาวะที่ยากลำบาก เมื่อกลายเป็นสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบอย่างไร และแน่นอนการบริหารการเงินการคลังที่จะตอบโจทย์เหล่านี้ทั้งหมดจะต้องทำอย่างไร

 

และสุดท้ายระบบเศรษฐกิจ เหมือนระบบการเมือง ประชาธิปัตย์ยืนยันว่าจะต้องมีความสุจริต มิฉะนั้นแล้วเราก็จะมีปัญหาความไม่เสมอภาคในการแข่งขัน มีปัญหาการบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของเราด้วย

 

ผมขอเริ่มต้นจากจุดเปลี่ยนข้อที่ 1 ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมได้เคยนำเสนอมาแล้วเป็นเวลาประมาณ 1 ปี ทุกวันนี้การบริหารเศรษฐกิจก็มักจะใช้ตัวเลข GDP เป็นหลักอยู่ตลอดเวลา บางทีเราดูตัวเลขตัวเดียวด้วยซ้ำ และเราก็ได้พบความเป็นจริงมาแล้วว่าตัวเลข GDP ไม่อาจสะท้อนความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ได้ ฉะนั้นวันนี้พรรคประชาธิปัตย์เสนอว่าเราจะต้องสร้างดัชนีการชี้วัดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่สะท้อนคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจของประชาชน เศรษฐกิจของชาวบ้านอย่างแท้จริง

 

แนวคิดของเราคือจะสร้างดัชนีที่ชื่อว่า PITI ปิติ ก็เป็นคำภาษาไทย แล้วเราเอาคำว่า ปิติ มาจากคำว่า PITI – Prosperity Index Thailand Initiative อันนี้คือสิ่งที่จะมีการพัฒนาว่าต่อจากนี้เราจะไม่ได้ดูตัวเลข GDP อย่างเดียว เราจะดูความก้าวหน้าของประเทศผ่านมิติทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งทางด้านสังคม ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม

 

มิติทางเศรษฐกิจนั้น แทนที่เราจะดูเฉพาะรายได้เฉลี่ยหรือรายได้รวม เราจะต้องเอาเรื่องของรายได้ของครัวเรือน หนี้ของครัวเรือน รายได้ภาคการเกษตร มาประกอบ ทำไมเราเน้นอย่างนั้น เพราะที่ผ่านมา พอเวลาเราเอารายได้ทุกคนมารวมแล้วหารเฉลี่ย ถ้าคนหยิบมือเดียวรวยขึ้นอย่างมหาศาล ตัวเลขเฉลี่ยก็เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่เราสนใจคือคนที่อยู่ตรงกลาง และโดยเฉพาะคนที่อยู่ทางด้านล่างของการจัดลำดับของการมีรายได้ เพราะฉะนั้นตัวเลขเหล่านี้ก็จะมีการหยิบมาเพื่อใช้ในการประกอบว่าเศรษฐกิจของเราเป็นอย่างไร

 

แล้วก็จะต้องมีการมาปรับด้วยการเอาเกณฑ์ชี้วัดความเหลื่อมล้ำ ยิ่งเหลื่อมล้ำเท่าไหร่ต้องถือว่าเศรษฐกิจของเรายังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร แล้วก็จะมีตัวชี้วัดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของเศรษฐกิจของเรา ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภาพแรงงาน

 

แต่ในมิติทางด้านสังคมจะต้องเข้ามาเสริม ก็คือว่า แท้ที่จริงแล้ว เวลาเราวัดเศรษฐกิจ การหมุนเวียนของเศรษฐกิจ มันมีค่าใช้จ่าย รายได้ รายจ่ายหลายเรื่องซึ่งความจริงบางเรื่องเป็นประโยชน์ไม่ถูกนับ หลายเรื่องถูกนับอยู่ใน GDP แต่ไม่เป็นประโยชน์ ต้องมาปรับ

 

ผมยกตัวอย่างครับ งานที่เกี่ยวข้องกับงานจิตอาสาก็ดี งานบ้านก็ดี ต่อไปในอนาคตงานเหล่านี้ผมว่ามีคุณค่ามหาศาล แต่เราไม่เคยนับ เวลาคนของเราทุ่มเททำงานแบบนี้ เราไม่เคยนับเลยว่ามูลค่าจริงๆ ที่ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ต้องเอามารวมครับ

 

แล้วก็จะต้องดูต่อไปว่า เมื่อมีการใช้จ่ายอย่างเช่นด้านการสาธารณสุข ด้านการศึกษา ถ้าเราวัดแค่ว่าใช้จ่ายเท่าไหร่ มันไม่ได้บอกหรอกครับว่าคุณภาพเป็นอย่างไร เราต้องมาปรับดู ยกตัวอย่างเช่นว่า คนเข้าถึงบริการสาธารณสุขดีขึ้นแค่ไหน ผมคิดง่ายๆ เช่น เราไปวัดดูมั้ยล่ะครับว่า ต้องเข้าคิวนานเท่าไหร่ กว่าจะได้เจอหมอ 1 คน เป็นตัวสะท้อนคุณภาพของระบบสาธารณสุขมากกว่า

 

ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาอาชญากรรม ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการจราจรแออัด อย่างนี้ควรจะมีการหักออกจากสิ่งที่มันหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับปัญหายาเสพติด ซึ่งก็จะต้องเอาตัวเลขที่สะท้อนความแพร่หลายของยาเสพติดมาจริงๆ ผมไม่คิดจะไปเอาเรื่องว่าตำรวจจับได้เท่าไหร่นะครับ ผมยังว่าตัวชี้วัดที่อาจจะบอกได้ว่ายาเสพติดระบาดกลาดเกลื่อนแค่ไหน อาจจะเป็นที่ว่าราคายาบ้า มันสูงหรือมันต่ำ อย่างนี้เป็นต้น

 

และแน่นอนครับ ในมิติของสิ่งแวดล้อม การพัฒนาของเรานำมาสู่ต้นทุนในเรื่องของสิ่งแวดล้อมเพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ค่าฝุ่น PM2.5 จะต้องถูกนำมาปรับเพราะถ้าเราเติบโต แต่เราสร้างมลพิษอย่างมาก เราไม่ได้สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

เช่นเดียวกัน แต่ละปีๆ เราก็ต้องมาไล่ดูว่าทรัพยากรธรรมชาติของเราเสื่อมโทรมไปแค่ไหน พื้นที่ป่าลดลงมั้ย แหล่งน้ำต่างๆ ที่สามารถใช้ได้ ดินที่มีคุณภาพที่จะมีสำหรับการเพาะปลูกเป็นอย่างไร

 

ทั้งหมดนี้จะมีการพัฒนาออกมาเป็นตัวชี้วัด และเราจะใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดนโยบาย มันจะทำให้รัฐบาล ตระหนักถึงคุณภาพชีวิตที่แท้จริง และเศรษฐกิจที่เป็นของชาวบ้านจริงๆ อย่างเช่นที่ผ่านมา เราก็จะมาตื่นเต้นเรื่องค่าฝุ่น PM 2.5 เมื่อเกิดปัญหาแล้ว แต่ต่อจากนี้การบริหารเศรษฐกิจที่ใช้ตัวชี้วัดอย่างนี้ เราจะดูตั้งแต่แรก ยกตัวอย่างเช่น เราจะต้องเร่งหาคำตอบให้กับเกษตรกรที่ยังใช้วิธีการเผา เราจะเอาเทคโนโลยีมาอย่างไร เราจะส่งเสริมให้เขาไม่ทำอย่างนี้ แล้วมีทางเลือกอย่างไร หรือจะให้บริษัทใหญ่ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเกษตรกรที่เผานี้ต้องมีส่วนรับผิดชอบอย่างไร

 

นี่คือจุดเปลี่ยนจุดแรกของยุคใหม่ของเศรษฐกิจไทยที่จะเป็นการสร้างชาติต่อไปในอนาคตครับ เราต้องปรับวิธีคิด กระบวนทัศน์ในการบริหารเศรษฐกิจครับ

 

สรุป

สำหรับจุดเปลี่ยนสุดท้าย คือเรื่องของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก ผมขออนุญาตว่าวันนี้จะยังไม่พูดถึงรายละเอียด แต่ว่าคงจะรบกวนสื่อมวลชนมาก่อนวันที่ 24 มีนาคมอีกครั้ง ให้เห็นว่าวาระในการต่อสู้กับการคอร์รัปชันของเรานั้นเป็นอย่างไร

 

ผมขอกลับไปย้ำสั้นๆ เท่านั้นครับว่า ทั้ง 10 เรื่องที่ได้พูดมา มันเป็นการสร้างความแตกต่างและจุดเปลี่ยนที่จำเป็นเพื่อให้ประเทศไทย และเศรษฐกิจไทยเดินไปข้างหน้าได้ ทุกเรื่องมีทั้งความต่างและความต่อ ต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ และต่อเนื่องจากสิ่งที่เราเคยทำ ไม่ว่าจะเป็นการที่เราเป็นผู้เสนออยู่ฝ่ายเดียวว่าวันนี้จะต้องมีการสร้างตัวชี้วัดมาเป็นเครื่องมือในการบริหารเศรษฐกิจที่แตกต่างไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบโลจิสติกส์ที่ประชาธิปัตย์ไม่ได้คิดโครงการเป็นโครงการๆ แต่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ต้องมีแผน เพราะโครงการเหล่านี้ต้องนำไปสู่การเปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน และต้องให้ประชาชนเข้าถึง

 

ประเทศไทยไม่ได้มีแต่ EEC ครับ ประเทศไทยต้องมี 12 มหานครทุกภาค ประเทศไทยต้องมีโครงการขนาดใหญ่ที่ประชาชนใช้บริการได้อย่างแท้จริง ทุกคนอาจจะพูดถึงเทคโนโลยี ทุกคนชอบพูดถึงความสำเร็จของการเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการทำ Startup แต่ประชาธิปัตย์พูดถึงบทบาทของรัฐว่าจะต้องมาทำให้เทคโนโลยีนั้นมาสร้างมูลค่าทั้งในภาครัฐ เอกชน และบริการสาธารณะอย่างไร และเราพิสูจน์มาแล้วจากการบริหารจัดการภายในของเราเองในการใช้เทคโนโลยี

 

อุตสาหกรรมสีเขียว ปฏิวัติเขียว เขียวปฏิวัติเขียวครั้งนี้ เราเล่นคำนะครับ คือหมายถึงการต่อเนื่องจากการที่เรามีทรัพยากรในภาคการเกษตรและในเรื่องของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เราพูดว่าเรากำลังปรับทิศทางอุตสาหกรรมของเราไปทางใด และเราเคยพิสูจน์มาแล้วเวลาที่เราต้องบริหาร เผชิญกับวิกฤติที่เคยเกิดขึ้นที่มาบตาพุด นี่คือความแตกต่าง

 

เศรษฐกิจ Hi-Touch ก็เป็นเรื่องต่อเนื่องมาจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เราเคยประกาศ และความแตกต่างก็คือว่า เรามองอย่างเป็นระบบ เราไม่ได้มาพุดแค่การท่องเที่ยว เราไม่ได้มาพูดแค่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่เรามองว่าองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่มาจากทักษะของคนไทยในความสร้างสรรค์และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในเชิงวัฒนธรรม หรือทุนวัฒนธรรมที่เรามีอยู่จะนำมาใช้อย่างไร

 

ภาคการเกษตร สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะถูกต่อยอดผ่านแนวคิด นวเกษตร และวนเกษตร ควบคู่กันไป การรวมกลุ่มไปสู่การมีระบบสหกรณ์ ก็คือการต่อยอดสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เคยพยายามทำมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพยายามที่จะให้เกษตรกรรวมตัวกันมีกองทุนฟื้นฟู อย่างนี้เป็นต้น

 

การแก้หนี้ ความต่างก็คือเราไม่พูดประเด็นง่ายๆ หรอกครับว่า พักหนี้ไว้ก่อน แต่เรากำลังจำแนกหนี้ในทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต นอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ประเภทไหนก็ตามแล้วหาคำตอบที่มีความเฉพาะเจาะจง เราเคยทำมาแล้วกับหนี้นอกระบบ ในสมัยรัฐบาลของประชาธิปัตย์ การแก้หนี้นอกระบบครั้งนั้นทำได้มากที่สุด ครอบคลุมหลายแสนครัวเรือน

 

การพูดถึงการออม แทบไม่มีรัฐบาลไหนส่งเสริมการออม มีแต่รัฐบาลยุให้คนเป็นหนี้ผ่านโครงการต่างๆ แต่ประชาธิปัตย์เริ่มต้นกองทุนการออมเอาไว้ และยังเคยสนับสนุน และจะสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนต่างๆ ต่อไป แต่วันนี้เราต้องเร่งยกระดับให้คนไทยทุกคนมีเงินออมเพียงพอ ซึ่งจะเป็นการขยายเรื่องของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และการยกระดับกองทุนการออมแห่งชาติ

 

ภาษี พรรคการเมืองไม่ค่อยชอบพูดเรื่องภาษีหรอกครับ แล้ววันนี้เราจะเห็นว่าหลายพรรคการเมืองพูดแต่การลด ที่สำคัญเป็นการลดโดยไม่แยกแยะ อ้างว่าลดให้คนจน แต่คนรวยได้ด้วย ประชาธิปัตย์พูดชัดเจนครับว่า เป้าหมายของภาษีของเราต่อไป ความเข้มแข็งแล้ว ต้องมีความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ที่คุณกรณ์ (จาติกวณิช) พูดไปรายใหญ่ที่เป็นบรรษัทข้ามชาติทางเทคโนโลยีต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันถ้าจะลดภาษีต้องเจาะจงครับ เช่น SME เช่น ผู้ที่มีรายได้น้อย หรือปานกลาง เท่านั้น อย่างนี้เป็นต้น

 

คอร์รัปชันไม่ต้องพูดถึงครับ หลายพรรคยังคงคิดว่าคอร์รัปชันเป็นเพียงวาทกรรม แต่ประชาธิปัตย์ยืนยันว่ามันเป็นภัยร้ายต่อทั้งเศรษฐกิจ และการเมืองไทยอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นวันนี้ประชาธิปัตย์พร้อมแล้วในการที่จะเดินไปข้างหน้า แก้จน สร้างคน สร้างชาติ ด้วย 10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย ทำให้ทุกคนก้าวไกลอย่างเท่าเทียม ขอบคุณครับ