เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

นโยบาย “สร้างชาติ” : 10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

นโยบายเศรษฐกิจ ชุดนโยบาย “สร้างชาติ” : 10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

ที่พรรคประชาธิปัตย์ อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ชั้น 3

9 มี.ค.2562

 

นับตั้งแต่มีการหาเสียง หรือมีการแข่งขันในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอนโยบายในส่วนของการแก้จน และการสร้างคน ซึ่งเป็นนโยบายที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่อยู่ในใจของประชาชน เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเราได้มีการนำเสนอนโยบายว่าจะฟื้นกำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ของประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาหมุนเวียนได้อย่างไร เราได้พูดถึงการที่จะต้องมีการขยายสวัสดิการต่างๆ เพื่อสร้างหลักประกันความอบอุ่นใจให้กับประชาชนได้อย่างไร

 

ผมทราบดีว่า เมื่อมีการนำเสนอนโยบายแบบนี้แล้ว และโดยเฉพาะเมื่อมีพรรคการเมืองอื่นๆ พยายามที่จะมานำเสนอเรื่องทำนองเดียวกัน หลายคนก็สงสัยว่า แล้วสรุปแล้วพรรคการเมืองต่างๆ มีความชัดเจนแค่ไหนว่า จะนำพาทิศทางของประเทศ และเศรษฐกิจไปในทางใด

 

วันนี้คือวันที่ประชาธิปัตย์จะให้คำตอบ ประชาธิปัตย์มองว่าขณะนี้ประเทศไทย และเศรษฐกิจไทยมีความท้าทายที่สำคัญที่ต้องเผชิญอยู่เป็นจำนวนมาก หลายปีที่ผ่านมาเราอาจจะเคยได้ยินว่า เราติดกับดักการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง แล้วก็มีเป้าหมายว่าอยากจะถีบตัวเองขึ้นไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูง แต่ความจริงสำหรับประชาชนสำหรับสังคมโดยภาพรวมแล้ว พูดแค่เพียงการเป็นประเทศมีรายได้สูงไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตของคนส่วนใหญ่หรอกครับ ความท้าทายที่เราจะต้องมองลงไปให้ละเอียดมีอีกเยอะ

 

เริ่มตั้งแต่การที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลง ก่อกวน ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Disrupt ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ เพราะฉะนั้นมันจะกระทบกับโครงสร้างของประเทศเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ปัญหาว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยที่คนชอบพูดว่าประเทศไทยกำลังจะแก่ก่อนรวย ในขณะที่ประเทศที่เป็นสังคมสูงวัยแล้ว เขารวยก่อนแก่ ตั้งแต่ปัญหาว่าเราไม่ได้อยู่โดยลำพัง เราเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก ประชาคมโลก ซึ่งกฎเกณฑ์ กติกา มาตรฐานหลายอย่าง รวมทั้งธรรมชาติของการประกอบธุรกิจข้ามชาติ สร้างความท้าทายต่อโครงสร้างและมาตรการและนโยบายของเราเยอะแยะไปหมด

 

และแน่นอนครับ ที่พูดกันอีกมากก็คือปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ไม่เพียงแต่ในแง่ของรายได้ ในแง่ของการเข้าถึงทรัพยากร ในแง่ของการได้รับการปฏิบัติให้เสมอภาคกันในสังคม อย่างนี้เป็นต้น

 

ซึ่งทั้งหมดนี้ เรามีความจำเป็นที่จะต้องสร้างจุดเปลี่ยนให้กับวิธีการในการบริหารเศรษฐกิจ วันนี้ประชาธิปัตย์จะนำเสนอ 10 จุดเปลี่ยนที่สำคัญ ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่เรื่องวิธีการวัดประเมินว่า เศรษฐกิจของเราและโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเศรษฐกิจของประชาชนทั่วไป ดีขึ้น แย่ลง มีความก้าวหน้าแค่ไหนอย่างไร มาพูดถึงว่าการลงทุนของรัฐควรจะต้องตอบโจทย์อะไร มาพูดถึงว่าบทบาทของรัฐที่มีต่อเทคโนโลยีควรจะเป็นอย่างไร มาพูดถึงทุกภาคการผลิตไม่ว่าจะเป็นเกษตร อุตสาหกรรม บริการ จะต้องมีการปรับตัวอย่างไร มาพูดกันให้ชัดว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กดทับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันจะสะสางกันอย่างไร

 

พูดถึงการที่จะสร้างหลักประกันเงินออม เพื่อให้เราไม่อยู่ในภาวะที่ยากลำบาก เมื่อกลายเป็นสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบอย่างไร และแน่นอนการบริหารการเงินการคลังที่จะตอบโจทย์เหล่านี้ทั้งหมดจะต้องทำอย่างไร

 

และสุดท้ายระบบเศรษฐกิจ เหมือนระบบการเมือง ประชาธิปัตย์ยืนยันว่าจะต้องมีความสุจริต มิฉะนั้นแล้วเราก็จะมีปัญหาความไม่เสมอภาคในการแข่งขัน มีปัญหาการบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของเราด้วย

ดัชนี ปิติ (PITI):  นายอภิสิทธิ์    เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ผมขอเริ่มต้นจากจุดเปลี่ยนข้อที่ 1 ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมได้เคยนำเสนอมาแล้วเป็นเวลาประมาณ 1 ปี ทุกวันนี้การบริหารเศรษฐกิจก็มักจะใช้ตัวเลข GDP เป็นหลักอยู่ตลอดเวลา บางทีเราดูตัวเลขตัวเดียวด้วยซ้ำ และเราก็ได้พบความเป็นจริงมาแล้วว่าตัวเลข GDP ไม่อาจสะท้อนความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ได้ ฉะนั้นวันนี้พรรคประชาธิปัตย์เสนอว่าเราจะต้องสร้างดัชนีการชี้วัดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่สะท้อนคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจของประชาชน เศรษฐกิจของชาวบ้านอย่างแท้จริง

 

แนวคิดของเราคือจะสร้างดัชนีที่ชื่อว่า PITI ปิติ ก็เป็นคำภาษาไทย แล้วเราเอาคำว่า ปิติ มาจากคำว่า PITI – Prosperity Index Thailand Initiative อันนี้คือสิ่งที่จะมีการพัฒนาว่าต่อจากนี้เราจะไม่ได้ดูตัวเลข GDP อย่างเดียว เราจะดูความก้าวหน้าของประเทศผ่านมิติทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งทางด้านสังคม ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม

 

มิติทางเศรษฐกิจนั้น แทนที่เราจะดูเฉพาะรายได้เฉลี่ยหรือรายได้รวม เราจะต้องเอาเรื่องของรายได้ของครัวเรือน หนี้ของครัวเรือน รายได้ภาคการเกษตร มาประกอบ ทำไมเราเน้นอย่างนั้น เพราะที่ผ่านมา พอเวลาเราเอารายได้ทุกคนมารวมแล้วหารเฉลี่ย ถ้าคนหยิบมือเดียวรวยขึ้นอย่างมหาศาล ตัวเลขเฉลี่ยก็เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่เราสนใจคือคนที่อยู่ตรงกลาง และโดยเฉพาะคนที่อยู่ทางด้านล่างของการจัดลำดับของการมีรายได้ เพราะฉะนั้นตัวเลขเหล่านี้ก็จะมีการหยิบมาเพื่อใช้ในการประกอบว่าเศรษฐกิจของเราเป็นอย่างไร

 

แล้วก็จะต้องมีการมาปรับด้วยการเอาเกณฑ์ชี้วัดความเหลื่อมล้ำ ยิ่งเหลื่อมล้ำเท่าไหร่ต้องถือว่าเศรษฐกิจของเรายังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร แล้วก็จะมีตัวชี้วัดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของเศรษฐกิจของเรา ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภาพแรงงาน

 

แต่ในมิติทางด้านสังคมจะต้องเข้ามาเสริม ก็คือว่า แท้ที่จริงแล้ว เวลาเราวัดเศรษฐกิจ การหมุนเวียนของเศรษฐกิจ มันมีค่าใช้จ่าย รายได้ รายจ่ายหลายเรื่องซึ่งความจริงบางเรื่องเป็นประโยชน์ไม่ถูกนับ หลายเรื่องถูกนับอยู่ใน GDP แต่ไม่เป็นประโยชน์ ต้องมาปรับ

 

ผมยกตัวอย่างครับ งานที่เกี่ยวข้องกับงานจิตอาสาก็ดี งานบ้านก็ดี ต่อไปในอนาคตงานเหล่านี้ผมว่ามีคุณค่ามหาศาล แต่เราไม่เคยนับ เวลาคนของเราทุ่มเททำงานแบบนี้ เราไม่เคยนับเลยว่ามูลค่าจริงๆ ที่ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ต้องเอามารวมครับ

 

แล้วก็จะต้องดูต่อไปว่า เมื่อมีการใช้จ่ายอย่างเช่นด้านการสาธารณสุข ด้านการศึกษา ถ้าเราวัดแค่ว่าใช้จ่ายเท่าไหร่ มันไม่ได้บอกหรอกครับว่าคุณภาพเป็นอย่างไร เราต้องมาปรับดู ยกตัวอย่างเช่นว่า คนเข้าถึงบริการสาธารณสุขดีขึ้นแค่ไหน ผมคิดง่ายๆ เช่น เราไปวัดดูมั้ยล่ะครับว่า ต้องเข้าคิวนานเท่าไหร่ กว่าจะได้เจอหมอ 1 คน เป็นตัวสะท้อนคุณภาพของระบบสาธารณสุขมากกว่า

 

ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาอาชญากรรม ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการจราจรแออัด อย่างนี้ควรจะมีการหักออกจากสิ่งที่มันหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับปัญหายาเสพติด ซึ่งก็จะต้องเอาตัวเลขที่สะท้อนความแพร่หลายของยาเสพติดมาจริงๆ ผมไม่คิดจะไปเอาเรื่องว่าตำรวจจับได้เท่าไหร่นะครับ ผมยังว่าตัวชี้วัดที่อาจจะบอกได้ว่ายาเสพติดระบาดกลาดเกลื่อนแค่ไหน อาจจะเป็นที่ว่าราคายาบ้า มันสูงหรือมันต่ำ อย่างนี้เป็นต้น

 

และแน่นอนครับ ในมิติของสิ่งแวดล้อม การพัฒนาของเรานำมาสู่ต้นทุนในเรื่องของสิ่งแวดล้อมเพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ค่าฝุ่น PM2.5 จะต้องถูกนำมาปรับเพราะถ้าเราเติบโต แต่เราสร้างมลพิษอย่างมาก เราไม่ได้สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

เช่นเดียวกัน แต่ละปีๆ เราก็ต้องมาไล่ดูว่าทรัพยากรธรรมชาติของเราเสื่อมโทรมไปแค่ไหน พื้นที่ป่าลดลงมั้ย แหล่งน้ำต่างๆ ที่สามารถใช้ได้ ดินที่มีคุณภาพที่จะมีสำหรับการเพาะปลูกเป็นอย่างไร

 

ทั้งหมดนี้จะมีการพัฒนาออกมาเป็นตัวชี้วัด และเราจะใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดนโยบาย มันจะทำให้รัฐบาล ตระหนักถึงคุณภาพชีวิตที่แท้จริง และเศรษฐกิจที่เป็นของชาวบ้านจริงๆ อย่างเช่นที่ผ่านมา เราก็จะมาตื่นเต้นเรื่องค่าฝุ่น PM 2.5 เมื่อเกิดปัญหาแล้ว แต่ต่อจากนี้การบริหารเศรษฐกิจที่ใช้ตัวชี้วัดอย่างนี้ เราจะดูตั้งแต่แรก ยกตัวอย่างเช่น เราจะต้องเร่งหาคำตอบให้กับเกษตรกรที่ยังใช้วิธีการเผา เราจะเอาเทคโนโลยีมาอย่างไร เราจะส่งเสริมให้เขาไม่ทำอย่างนี้ แล้วมีทางเลือกอย่างไร หรือจะให้บริษัทใหญ่ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเกษตรกรที่เผานี้ต้องมีส่วนรับผิดชอบอย่างไร

 

นี่คือจุดเปลี่ยนจุดแรกของยุคใหม่ของเศรษฐกิจไทยที่จะเป็นการสร้างชาติต่อไปในอนาคตครับ เราต้องปรับวิธีคิด กระบวนทัศน์ในการบริหารเศรษฐกิจครับ

 

Logistics สร้างชาติ: ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฝ่ายโยธาและจราจร กรรมการนโยบาย

สวัสดีครับ ประเทศไทยมีทำเลยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาค ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องขับเคลื่อนประเทศด้วยระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ พรรคประชาธิปัตย์จึงมีนโยบายด้านคมนาคม ดังนี้

 

เริ่มจากกรุงเทพฯ ประชาธิปัตย์จะเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟฟ้าที่เหลือทุกสี ทุกสาย ทั้งสายสีน้ำตาล สายสีเทา รวมระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร เรารู้ดีว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าเป็นภาระหนักของพี่น้องประชาชน เพราะบางคนต้องเสียค่าโดยสารต่อวันมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ ดังนั้นประชาธิปัตย์จะลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าในเส้นทางที่รัฐบาลลงทุนเองทั้งหมด ให้เหลือ 15 บาทตลอดสาย เช่น สายสีม่วงจากบางใหญ่มาถึงเตาปูน ประชาธิปัตย์จะลดเหลือ 15 บาท จากเดิม 42 บาท หรือจากบางใหญ่มาถึงหัวลำโพง ซึ่งต้องใช้ทั้งสายสีม่วง และสายสีน้ำเงิน จะลดเหลือ 43 บาทจากเดิม 70 บาท

 

รถไฟทางคู่ เปรียบเหมือนกระดูกสันหลังของโครงข่ายรถไฟ ประชาธิปัตย์เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างรถไฟทางคู่ขึ้นมา เราจะเดินหน้าก่อสร้างรถไฟทางคู่ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เป็นระยะทางประมาณ 6,000 กิโลเมตร โดยจะเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟทางคู่ในแนวระเบียงตะวันตก – ตะวันออก ประกอบด้วย 2 เส้นทางคือ 1. เส้นทางจากแม่สอดไปสู่นครพนม ระยะทาง 910 กิโลเมตร เป็นการเชื่อมภาคเหนือตอนล่าง กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และต่อเนื่องไปถึงประเทศเมียนมา และประเทศลาว เป็นการเดินทางหรือการขนส่งข้ามภาค ไม่ต้องผ่านกรุงเทพฯ 2. เส้นทางจากทวาย – แหลมฉบัง – อรัญประเทศ ระยะทาง 625 กิโลเมตร เป็นการเชื่อมท่าเรือน้ำลึกทวาย กับท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง โดยผ่านหัวเมืองสำคัญของประเทศไทย

 

รถไฟความเร็วสูง ประชาธิปัตย์เป็นผู้ทำแผนแม่บทขึ้นมา เมื่อปีพ.ศ. 2553 และได้เจรจาให้ประเทศจีนร่วมลงทุนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ – หนองคาย เราจะสานต่อการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ – หนองคาย โดยจะสร้างจากหนองคาย มาสู่นครราชสีมา เป็นอันดับแรก ระยะทางประมาณ 360 กิโลเมตร เป็นการต่อขยายเส้นทางรถไฟความเร็วสูง จีน – ลาว มาสู่ไทย และเป็นการเตรียมการรองรับผู้โดยสารจากประเทศจีน ประเทศลาว มาสู่ประเทศไทย ที่จะเดินทางมาด้วยรถไฟความเร็วสูง จีน – ลาว ซึ่งกำลังก่อสร้าง และจะแล้วเสร็จใน 2 – 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้เราจะก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เชื่อมกรุงเทพฯ กับปาดังเบซาร์ ซึ่งจะทำให้ได้รถไฟความเร็วสูง เชื่อมจีน – ลาว – ไทย ไปจนถึงสิงคโปร์

 

มอเตอร์เวย์ พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้จัดทำแผนแม่บทมอเตอร์เวย์ขึ้นมา และได้ก่อสร้างมอเตอร์เวย์เส้นทางแรกของประเทศไทย คือเส้นทางจากกรุงเทพฯ – ชลบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2537 เราจะเดินหน้าก่อสร้างมอเตอร์เวย์ต่อไป โดยจะเร่งรัดก่อสร้างมอเตอร์เวย์เชื่อมเหนือสุดกับใต้สุดของประเทศไทย ประกอบด้วย  2 เส้นทางคือ เส้นทางที่ 1 จากด่านแม่สาย ด่านเชียงของ ผ่านเชียงใหม่ จนถึงบางปะอิน ระยะทาง 853 กิโลเมตร เส้นทางที่ 2 จากสุไหงโกลก ผ่านหาดใหญ่ พัทลุง ทุ่งสง จนถึงนครปฐม ระยะทาง 1,110 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้ ทุ่งสง เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าของภาคใต้

 

เมืองมหานคร เพื่อกระจายความเจริญจากกรุงเทพฯ ไปสู่เมืองหลักในภูมิภาค ประชาธิปัตย์ได้กำหนดให้เมืองหลักในภูมิภาค 12 เมืองเป็นเมืองมหานคร โดยจะพัฒนาด้านต่างๆ รวมทั้งด้านระบบขนส่ง เช่น จะก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเบา ที่เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา และภูเก็ต จะจัดให้มีรถยางล้อยางที่พิษณุโลก จะก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเดี่ยว หรือโมโนเรล ที่หาดใหญ่ และจะก่อสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ที่เชียงใหม่ เป็นต้น

 

โดยสรุปนโยบายคมนาคมของพรรคประชาธิปัตย์ จะช่วยเพิ่มโอกาสการแข่งขันของประเทศ เพิ่มโอกาสการทำมาหากินของพี่น้องประชาชน ยกระดับคุณภาพชีวิต ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การขนส่งสินค้า ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ลดมลพิษ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมรับกระแสโลกในการลดก๊าซเรือนกระจก และลดฝุ่น PM 2.5 สวัสดีครับ

 

GovTech: ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ทีมนโยบายเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ ตัวแทนจากภาคประชาชน  

สวัสดีค่ะ โลกกำลังมาถึงยุคจุดเปลี่ยน Disruption เกิดขึ้นทุกที่ เราจะคิดเกมใหม่ๆ บนกฎเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว และนี่ก็นำมาสู่จุดเปลี่ยนที่ 3 Gov Tech Gove Tech Government Tech หรือเทคโนโลยี ที่จะมาช่วยให้ทางรัฐบาล ภาครัฐนั้นทำงานได้ดีขึ้น เร็วขึ้นสะดวกขึ้น เราได้เห็นกันมาแล้ว พรรคประชาธิปัตย์เปิดรับเทคโนโลยีใหม่โดยไม่ลังเล เริ่มต้นจากการใช้ Blockchain เลือกหัวหน้าพรรค เรามีบทเรียนนั้น เรามองเห็นตัวเองไปใน Sandbox ที่สามารถที่จะขยายวงกว้างเป็นผลดีกับประเทศได้

               

เราเริ่มต้น Initiative ในเรื่องของ Gov Tech ที่ทำงานร่วมกับ Startup ทางด้านการศึกษา แล้วก็ทางสาธารณสุข วันนี้พรรคประชาธิปัตย์พร้อมแล้วที่จะใช้แนวคิดของ Gov Tech ในเรื่องใหม่แบบนี้มาเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ มาเปลี่ยนประเทศไทย

 

                เราเริ่มจากภาครัฐ การปฏิรูประบบราชการนั้นจะเป็นแบบเดิมไม่ได้ เราต้องคิดแนวคิดใหม่ เรากำลังพูดถึงการให้บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยี แต่ทุกท่าน เวลาเราพูดถึงเทคโนโลยีกับภาครัฐเรามักจะคิดว่ามันไปด้วยกันได้ยากมาก เป็นแนวคิดใหม่เริ่มขึ้นได้ เรากำลังพูดถึงกลไกของกองทุนภาครัฐ ทางด้าน Smart Education และ Smart Health Care ทุกท่านลองดูนึกดู ตั้งแต่เราเกิด เข้าเรียนหนังสือ เติบโตขึ้นมา การรับรู้ในเรื่องของข้อมูลข่าวสารของประชาชนเราควรจะต้องมีมากเพียงพอที่เราจะสามารถ cater ในเรื่องของนโยบายต่างๆ ได้ในอนาคต เรากำลังจะพูดถึง Big Data ในการจัดการฐานข้อมูลต่างๆ และที่เราจะสามารถที่จะออกแบบการบริการต่างๆ ของประชาชนได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

 

หมดยุคแล้วที่เราจะบอกว่า Mass Production ของนโยบาย ทุกอย่างครอบคลุมได้หมด เรากำลังพูดถึง Mass Customization ที่กำลังสร้างความเจาะจงและช่วยเหลือประชาชนได้จริง แต่แนวคิดแบบนั้น นอกจากในเรื่องของความสะดวกสบายแล้ว นอกเหนือในเรื่องของความโปร่งใส ที่เรา ประชาชนต้องการ สิ่งที่เราอยากเห็นเราทำแบบนั้นอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายที่ถ่วงความเจริญของภาครัฐมาโดยตลอด พร้อมกับสนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ กับ Startup

 

วันนี้เราต้องการจะผลักดัน Startup เชื่อมโยงกับการทำงานของภาครัฐ ซึ่งเราได้ทำมาแล้ว เราเริ่มต้นกับในเรื่องของ Project Gov Tech Initiative ในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา หลายท่านได้เห็นผลประสบความสำเร็จแล้วนั้น แต่อยากจะบอกทุกท่านว่า แนวคิดนี้ไม่ใช่แนวคิดภาพฝันเป็นสิ่งที่ทำได้จริง แต่ควรจะคิดในเรื่องของเรื่องใหม่ Innovation ใหม่ Startup SME เอกชนนั้น ทำได้ดีที่สุด เราจะไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดจ้างแบบเดิมที่ผ่านมา แต่เป็นการทำงานร่วมกัน ในขณะเดียวกัน เมื่อ Startup สิ่งที่เขาต้องการ เขาต้องการลูกค้าที่ไว้ใจได้ สามารถ Scale up ได้จริง และจะเป็นไปไม่ได้ คนอื่นไม่ได้เลยนอกจากภาครัฐ เรากำลังช่วยภาครัฐให้ดีขึ้น เรากำลังช่วย Startup Scale up ได้ และสิ่งที่ภาพฝันที่เราจะเกิดขึ้นได้จริงในไม่ช้านั่นก็คือ ศักยภาพของ Startup ของเรา SME ทางด้านเทคโนโลยีของเรา สามารถส่งออก Local Solution ได้สู่ในระดับโลก

 

และนั่นก็หมายถึงจุดเปลี่ยนทางด้านเศรษฐกิจที่ 1. ภาครัฐสะดวกสบายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น โปร่งใส 2. ประชาชนสะดวกสบายขึ้น สามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดความเหลื่อมล้ำ สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียม และ 3. Startup SME หรือผู้ที่เข้าใจเทคโนโลยีในบ้านเรา สามารถ Scale up ธุรกิจของเขาได้ในระดับโลก สวัสดีค่ะ

 

ปฏิวัติเขียวอุตสาหกรรม : นายเกียรติ สิทธีอมร ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย

                สวัสดีครับ อุตสาหกรรมไทย ต้องยอมรับในช่วงที่ผ่านมา 20 – 30 ปี มีพัฒนาการที่ก้าวไปไกลพอสมควร แต่การพัฒนาของเรา เริ่มจากการใช้แรงงานราคาถูก เทคโนโลยีที่ต้องพึ่งพาต่างประเทศ ในขณะเดียวกันโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก เปลี่ยนไปเร็วอย่างที่เราก้าวข้ามไม่ทัน ก้าวตามถึงไม่ทัน เพราะฉะนั้นเรากำลังจะนำเสนอนโยบายปฏิวัติเขียว อุตสาหกรรมไทย อุตสาหกรรมไทยมีศักยภาพและมีโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ค่อนข้างที่จะเอื้ออำนวยต่อการที่จะมีพัฒนาการอย่างเขย่งก้าวกระโดดไปสู่อนาคต เราจึงนำเสนอ 7 อุตสาหกรรมยุคใหม่ อุตสาหกรรมนำโลกสำหรับอุตสาหกรรมไทย อุตสาหกรรมยุคใหม่ของเราทั้ง 7 ประการนี้ เป็นอุตสาหกรรมที่เราเชื่อว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทในเวทีโลกในกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมในยุคใหม่

 

อันแรกก็คือการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า โดยที่มีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง และเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain หรือเป็นกระบวนการผลิตที่เป็นห่วงโซ่ของอุปทานโลก

 

Smart Agro เกษตร เกษตรอินทรีย์ การแปรรูปทั้งหมด ในลักษณะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อันนี้ก็เป็นเป้าหมายที่ 2

 

Bio – Industry ประเทศไทยมีทรัพยากรสมบูรณ์มาก สมบูรณ์มาก พร้อมที่จะมีการพัฒนาต่อยอดไปสู่อนาคต ดังนั้น Bio – Industry ที่เราพูดถึงทั้งอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งอุตสาหกรรมเชื้อเพลิง ชีวภาพ อุตสาหกรรมยา อาหารเสริม สมุนไพร และอุตสาหกรรมเวชสำอาง เรามีวัตถุดิบ เรามีเทคโนโลยี ถ้ามีการสนับสนุน สามารถมีการต่อยอดไปสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน

 

บรรจุภัณฑ์ทั้งหลาย ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อโลกร้อน เรามีวัตถุดิบ เรามีหลายบริษัทที่ได้ดำเนินการแล้ว ผลิตแล้ว ส่งไปต่างประเทศ อันนี้เราสามารถต่อยอดการพัฒนาทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้

 

อุตสาหกรรมรถไฟก็เป็นเป้าหมายอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง เพราะว่าประเทศไทยเอง ที่ ดร.สามารถ (ราชพลสิทธิ์) พูดไปก็คือจะต้องพัฒนารถไฟอีกหลายพันกิโลเมตร ในขณะเดียวกันกลุ่มประเทศอาเซียนเอง ในการเชื่อมโยง Connectivity ของอาเซียนก็ต้องใช้รถไฟในปริมาณที่มากพอสมควร ดังนั้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมรถไฟในกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรมนั้นเป็นเป้าหมายที่สำคัญ

 

การผลิตกระแสไฟฟ้าชีวภาพ ชีวมวล พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ อันนี้ก็เป็นแหล่งพลังงานของอนาคตอยู่แล้ว

 

ประการสุดท้ายการปลูกไม้เศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรม อันนี้ก็เป็น 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ก็ต้องถามว่าเราจะใช้เครื่องมืออะไรบ้าง เครื่องมือที่เราจะใช้ จะมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยในการพัฒนาอุตสาหกรรมเขียวขึ้นมาใหม่ เราจะมีการปรับกองทุนที่มีอยู่เดิม กองทุน SME 20,000 ล้าน ให้สอดคล้องกับแนวนโยบายปฏิวัติอุตสาหกรรมเขียว เราจะมีมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แม้กระทั่งมีมาตรการจูงใจทางภาษีในการที่จะสนับสนุน ผลักดัน ให้การพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นไปในทิศทางที่เป็นอุตสาหกรรมเขียว ในที่สุดบางโครงการที่เราคิดว่าเหมาะสมจะมีการให้ภาครัฐร่วมลงทุนกับเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยีซึ่งเราจะเป็นเจ้าของ และเป็นเจ้าของสิทธิบัตร และจะเป็นเจ้าของในการที่จะผลิตอย่างต่อเนื่องต่อไปอย่างยั่งยืน

 

เราก็มั่นใจว่าโครงการนี้ เราเห็นผลได้ เห็นผลเป็นรูปธรรม เพราะการปฏิบัติตามแนวคิดนี้ ตามนโยบายนี้จะทำให้องค์กรเอกชนเอง ภาคอุตสาหกรรมเอง ลดต้นทุนได้ เพิ่มกำไรได้ เป็นที่ยอมรับ มีมาตรการเป็นสากลสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ในขณะเดียวกันทุกบริษัทก็จะต้องมีการพัฒนาไปสู่มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าจะเป็น ISO 14000 ในเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน หรือ ISO 26000 ซึ่งเป็นการให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการพัฒนาต่อไป

 

และท้ายที่สุด เราจะมีฉลากเขียว เป็นที่รองรับ เป็นตัวสัญลักษณ์ในการรับรองคุณภาพความเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวของประเทศไทย ดังนั้นอุตสาหกรรมเขียว ปฏิวัติอุตสาหกรรมเขียว จะทำให้อุตสาหกรรมเดิมพัฒนาไปสู่การที่มีความยั่งยืน และอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เป็นอุตสาหกรรมนำโลกที่จะทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจไทยมีความยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นมิตรต่อชุมชน ขอบคุณครับ

 

เศรษฐกิจ Hi-Touch: นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

จากเศรษฐกิจสีเขียว Green Economy and Clean Economy จะเข้าสู่จุดสำคัญของจุดเปลี่ยนประเทศไทย โดยเฉพาะ 24 มีนาคม ไม่ใช่แค่จุดเปลี่ยนทางการเมืองสู่ประชาธิปไตย ซึ่งเราต้องเดินหน้าไปสู่จุดนั้นให้ได้ แต่มันคือจุดเปลี่ยนเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า ก็คือจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ประเทศไทยอยู่ในระบบเศรษฐกิจดั่งเดิมแบบเก่า พึ่งพาทุน พึ่งพาเทคโนโลยี พึ่งพาตลาดต่างประเทศทำให้เราเป็นประเทศที่เป็นประเทศรับจ้างทำของ เป็นประเทศรายได้ติดกับรายได้ปานกลาง ไม่สามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นประเทศรายได้สูงอย่างมีคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

เราเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมากลำดับต้นๆ ของโลก เรามีการผูกขาดมาก คุณภาพทางเศรษฐกิจของเราย่ำแย่ ก่อให้เกิดปัญหารวยกระจุก จนกระจาย โครงสร้างระบบเศรษฐกิจเหล่านี้ต้องหยุด และเริ่มด้วยจุดเปลี่ยนของประเทศครั้งใหม่ โดยพรรคประชาธิปัตย์

 

Hi-Touch Economy หรือ เศรษฐกิจ Hi-Touch นั้นเป็นการยกระดับ Upgrade เศรษฐกิจสร้างสรรค์ บวกด้วยเทคโนโลยียุคใหม่ เป็นเศรษฐกิจที่อยู่บนฐานของศักยภาพไทย บนฐานของนวัตกรรมใหม่ บนฐานของวัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ ความหลากหลายทางชีวภาพ ทักษะ ฝีมือ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างนวัตกรรมสินค้า และบริการใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม และมีคุณภาพเพิ่ม

 

เพราะฉะนั้นเป้าหมายใหม่ของเรา สำหรับเศรษฐกิจ Hi-Touch หรือ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป้าหมายใหม่สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน บน Thainess นั้น เราจะได้เห็นการเติบโตเกิน 5% 20 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของเราโงหัวไม่ขึ้น อัตราการเติบโต GDP เดิมอยู่ที่ 3-4% เท่านั้น เราติดหล่ม ติดกับมาเป็นเวลา 20 ปี วันนี้ด้วยประสบการณ์ ด้วยบุคลากร ด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เราจะเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจจากโมเดลเศรษฐกิจเก่า สู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่

 

การตั้งเป้าหมายใหม่นั้นคือความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะนำประเทศให้พ้นจากการติดหล่ม ติดกับประเทศรายได้ปานกลางมานาน เพราะเราจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตเกิน 5% อย่างยั่งยืน

 

2. จะสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าและบริการ วันนี้สินค้าและบริการมีมูลค่าถึง 70% ของรายได้มวลรวมประชาชาติ การสร้างมูลค่าเพิ่ม 25% ด้วยการสร้างนวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ ใน 5 กลุ่มสินค้าด้วยกัน บนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ บวกด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ นั่นจะทำให้เรามีมูลค่าเพิ่ม 25% เป็นอย่างน้อย และนำไปสู่การมีรายได้ใหม่ 3 ล้านล้าน ถ้าวันนี้ GDP อยู่ที่ 15 ล้านล้าน เราจะได้เห็นการเติบโตเป็น 18 ล้านล้าน ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าพูดถึงโมเดลเศรษฐกิจเก่าเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย

 

3. เราจะสร้าง Startup และกิจการสร้างสรรค์ใหม่ๆ 20,000 แห่ง อย่างน้อยปีละ 5,000 จะมีการอบรมบ่มเพาะโดยสถาบัน Hi-Touch เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้ง 77 จังหวัดทุกจังหวัดจะลืมตาอ้าปากได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ไม่ว่าจะเป็นวิสาหกิจชุมชน ไม่ว่าจะเป็น SME ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าหาบเร่ แผงลอย อย่าลืมว่า Food Street ของไทย เป็นอันดับ 1 ของโลก เพราะฉะนั้นการพัฒนาอบรมบ่มเพาะจะเกิดขึ้นอย่างน้อย 5,000 กิจการที่เกิดใหม่ และอบรมบ่มเพาะกิจการเดิมโดยเฉพาะฐานรากเศรษฐกิจ เราตั้งเป้าหมายว่าใน 4 ปีอย่างน้อย ธุรกิจ Hi-Touch บนฐานของเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นจะเกิดขึ้นอย่างน้อย 20,000 แห่งด้วยกัน และก่อให้เกิดการสร้างงานใหม่ไม่น้อยกว่า 1 แสน วันนี้ประเทศของเรามีอัตราเติบโตที่ต่ำ เด็กที่จบออกมา 4 แสน – 5 แสนคนตกงาน เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่เพียงพอ ถ้าไม่เกินจาก 4% แล้วไม่มีวันที่จะสร้างงานใหม่ๆ ได้ แต่โลกของวันนี้คือโลกของเทคโนโลยี เราลัดคิวการพัฒนา เรายกระดับ upgrade เศรษฐกิจของเราฐานรากให้สามารถสร้างรายได้ได้ ใน 5 กลุ่มด้วยกัน

 

การท่องเที่ยว ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่อันดับ 4 ของโลก กรุงเทพมหานคร อันดับ 1 ของโลก เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวมามากที่สุดในโลก เหนือกว่าทุกเมือง แต่เราจะสร้างรายได้ได้อย่างไร ถ้าเราไม่ยกระดับ upgrade ออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้าของเรา ออกแบบ Food Street ของเราสร้างย่านการท่องเที่ยว ที่อยู่บนฐานของวัฒนธรรม อาหารการกิน ที่เป็นจุดเด่นของเรา การท่องเที่ยวควรจะเกิดขึ้นได้ใน 77 จังหวัด ไม่ว่าจะอยู่เบตง ไม่ว่าจะอยู่เชียงแสน ไม่ว่าจะอยู่บุรีรัมย์ หรืออยู่แม่สอด หรืออยู่ชานกรุงเทพฯ หรือในกรุงเทพมหานคร เพราะรูปแบบใหม่ของเศรษฐกิจ Hi-Touch นั้นจะมีศูนย์อบรมบ่มเพาะครอบคลุมทุกจังหวัด จะเข้าไปช่วยในการยกระดับ พัฒนา ออกแบบ ดีไซน์ ให้เกิดขึ้น

 

เราสามารถทำ Farm & Resort ได้ในทุกที่ มีประโยชน์อะไรที่ชาวนาของเราเป็นแชมป์โลก ส่งออกข้าวมากที่สุด ชาวไร่อ้อย เราส่งออกน้ำตาลอันดับ 2 ของโลก มันสำปะหลังอันดับ 2 ของโลก ยางพาราอันดับ 5 ของโลก สับปะรดอันดับ 1 ของโลก ตัวอย่างเหล่านี้ได้เห็น แต่ทำไมเกษตรกรของเราถึงยากจน และเป็นหนี้ ถ้าไม่สร้างจุดเปลี่ยน ปรับปรุง ยกระดับ upgrade โครงสร้างระบบเป็นไปไม่ได้ และสร้างแนวทางใหม่

 

เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวพรีเมียม จึงเป็น 1 ในเป้าหมายที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 2. ก็คืออุตสาหกรรมสื่อบันเทิง ภาพยนตร์ไทยสร้างรายได้เพียงแค่ทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำ ปลายน้ำ 30,000 ล้าน ตลาดโลก 1.5 ล้านล้าน วันนี้จากการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอดีตที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่มต้นเมื่อปี 2552 ได้ส่งผลแผ่ออกไปสู่ตลาดโลก มีดารา นักร้องไทย ตอนนี้กลายเป็นดาราที่ฮิตและนำพาละคร ซีรีย์ ภาพยนตร์ ดนตรี เข้าไปในจีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว พม่า CLMV อินเดีย ไปหมดแล้ว เราไม่เพียงจะสร้างอุตสาหกรรมภาพยนตร์ให้สามารถร่วมลงทุน แล้วก็เจาะตลาดโลกเท่านั้น แต่เราจะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการชมภาพยนตร์ของโลก เพราะว่าจำนวนนักท่องเที่ยว 35 ล้านคน จะต้องกระเถิบขึ้นไป 50 ล้านคน เราไม่ใช่เพียงแค่จะขายสินค้า หรือว่าการพักผ่อนโรงแรม แต่ว่าเขาจะต้องมาใช้จ่ายในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของการชมภาพยนตร์นี่คือรูปแบบ ลักษณะของ Hi-Touch

 

แน่นอนที่สุดศิลปะการแสดงของเราโดดเด่นอยู่แล้ว สามารถที่จะยกระดับ upgrade ตรงนี้ได้ งานสร้างสรรค์ และออกแบบ เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ ตรงนี้ขอย้ำนิดเดียว E-Sport บริษัท Tencent เกมหนึ่งเรียกว่า RoV ปีที่แล้วทำรายได้เกมเดียว 59,000 ล้านบาท ท่านนึกออกมั้ยว่า 59,000 ล้านบาท เท่ากับ 2 เท่าของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศไทย แต่วันนี้ Software Animation Application E-Sport หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ จะเป็น 1 ในกลุ่มของสินค้าอุตสาหกรรมที่เราจะใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ใน Version ที่ 2 คือ เศรษฐกิจ Hi-Touch มั่นใจว่าจุดเปลี่ยนนี้ 1 ใน 10 ของจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยโดยพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยประสบการณ์ที่เราทำมาแล้วเมื่อท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศพันธสัญญา และ Kick-off นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย เมื่อ 31 สิงหาคม 2552 เรามีประสบการณ์และทำสำเร็จมาแล้ว และส่งผลถึงวันนี้ วันนี้เราจะต่อยอด และเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ขอบคุณครับ

 

เกษตรยุคใหม่: ดร.ศุภชัย ศรีหล้า กรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์ จะเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย ด้วยเกษตรยุคใหม่ เราจะปลุกยักษ์จากหลับให้ตื่น และที่สำคัญที่สุดเราจะเปลี่ยนจากภาระให้เป็นพลัง เราเดินหน้าในหลายๆ เรื่องมาแล้ว เราประกาศเรื่องปัจจัยการผลิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดิน เรื่องน้ำ เรื่องราคาสินค้าเกษตร แต่เท่านั้นไม่พอ เราจะต้องเดินหน้าภาคเกษตรให้มีความเข้มแข็ง และเป็นจุดเปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจครั้งใหญ่ด้วยฝีมือของเรา

 

ถ้าเราดูพี่น้องภาคเกษตรในปัจจุบัน พี่น้องของเราจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุ ยังคงมีการผลิตแบบเดิม พรรคประชาธิปัตย์จึงบอกกับพวกเราว่า พี่น้องรอบนี้ครั้งนี้ พี่น้องที่เป็นเกษตรกรเราจะสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เป็นเกษตรกรที่เข้าถึงเทคโนโลยี ให้เป็นเกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถเรื่องการใช้ปัจจัยในการผลิต และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นเราจะส่งเสริมให้เกษตรกรของเราทำเกษตรกรแบบทันสมัยเป็น Smart Farm

 

ถ้าเราได้เกษตรกรรุ่นใหม่ พี่น้องของเราทำ Smart Farm แล้วเอา 2 อย่างมารวมกัน เรียกกันว่า CO-OP Economy หรือ Modern CO-OP หรือสหกรณ์ยุคใหม่ หรือสหกรณ์ที่ทันสมัย สหกรณ์ยุคใหม่ หรือสหกรณ์ที่ทันสมัยจะเป็นที่รวมของพี่น้องเกษตรกรรุ่นใหม่ที่รวมปัจจัยการผลิต ไม่ว่าจะเป็นรถไถ รถเกี่ยว ผลผลิตต่างๆ เอามารวมไว้ที่นี่ มีโรงบ่ม โรงอบ อย่างพร้อมสรรพ นั่นแปลว่าพี่น้องสามารถนำปัจจัยการผลิตมารวมกัน แล้วเอาปัจจัยการผลิตเหล่านี้ไปใช้ ถ้าใช้ปัจจัยในการผลิตเหล่านี้แล้ว นั่นแปลว่าพี่น้องของเราไม่ต้องมีภาระในเรื่องนี้อีกต่อไป เป็นหน้าที่ของ CO-OP ที่จะต้องดำเนินการ

 

นอกจากมีปัจจัยในการผลิตพร้อมแล้ว มีนวเกษตร มีที่เก็บผลผลิต รถไถ รถเกี่ยว มีเรื่องโดรนแล้ว เราเดินหน้าต่อเรื่องการบริหารจัดการ การบริหารจัดการด้วยมืออาชีพ นอกจากพี่น้องจะเป็นสมาชิกแล้ว การบริหารจัดการให้เป็นธุรกิจที่ทันสมัย เข้าถึงการตลาดตัดพ่อค้าคนกลาง เพราะ CO-OP จะเป็นคนดำเนินการเรื่องนี้ด้วยตัว CO-OP เอง นอกจากนั้น CO-OP ยังทำหน้าที่สำคัญที่สุดนั่นคือการทำ R&D การแปรรูปผลผลิต

 

ขอยกตัวอย่างเรื่องข้าว เราฝันว่าเราจะไม่ขายเฉพาะข้าว แต่ข้าวจะถูกแปรรูปเป็นเครื่องสำอาง เป็นการก้าวข้ามเรื่องของผลิตภัณฑ์นอกจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลิตภัณฑ์เรามองเห็นอยู่ในปัจจุบัน CO-OP ทำหน้าที่ R&D CO-OP ทำหน้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตที่จะมีขึ้นในอนาคต

 

ที่กราบเรียนเรื่องข้าว เราเป็นเพียงยกตัวอย่าง เพราะว่า CO-OP ที่เรากำลังจะทำอยู่ในขณะนี้ จะเป็น CO-OP ที่แปรผันตามผลิตภัณฑ์ต่างๆ ถ้ามีพี่น้องของเราทำโคเนื้อ มี CO-OP โคเนื้อ ถ้ามีพี่น้องของเราทำเรื่องไก่ มี CO-OP เรื่องไก่ ถ้ามีพี่น้องของเราทำเรื่องเห็ด มี CO-OP เรื่องเห็ด CO-OP จะถูกแปรตามปัจจัยการผลิตต่างๆ เหล่านี้

 

ท่านที่เคารพ ถ้าเราหลับตา แล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้งนึง พบว่าประเทศไทยของเราเปลี่ยนไปหมด มี CO-OP เหล่านี้กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ในขณะที่มี CO-OP กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ทุกอย่างมารวมไว้ตรงนั้น เศรษฐกิจจากเดิมที่เป็นภาระ ที่หลายคนไม่สบายใจ เพราะต้องเอางบประมาณแผ่นดินดูแลพี่น้องภาคเกษตร วันนี้คำตอบข้อสงสัยเหล่านั้นจะถูกคลี่คลายด้วยเกษตรยุคใหม่ แบบพรรคประชาธิปัตย์

 

ภาระที่เคยมี วันนี้จะเป็นพลัง แล้วจะเป็นพลังที่ทำให้ประเทศชาติของเราก้าวเดินไปข้างหน้า ความสำเร็จในครั้งนี้เรามั่นใจว่า พี่น้องภาคเกษตรที่มีอยู่หลายล้านคน จะมีความเข้มแข็ง และความเข้มแข็งเหล่านั้น คำตอบคือพรรคประชาธิปัตย นี่คือเกษตรยุคใหม่ ที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยนับจากนี้ไป

 

ปีแห่งการแก้หนี้: นายอรรชวิชช์ สุวรรณภักดี กรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์

5 ปีที่ผ่านมา เรายังคงประสบปัญหากับสินค้าเกษตรที่ราคาตกต่ำ เรายังคงประสบปัญหากับการฝืดเคืองทางรายได้ของผู้มีรายได้ต่ำ และจุดนี้เองเป็นตัวสะท้อนตัวเลขหนี้สินภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นสูงสุดถึงครัวเรือนละ 310,6000 บาท ถ้าได้ดูตามกราฟที่แสดงนี้จะเห็นเลยว่า ปี 2561 หนี้สินภาคครัวเรือนสูงขึ้นที่สุดเป็นประวัติการณ์

 

สิ่งที่จะทำ ประชาธิปัตย์ ขอประกาศให้ปี 2562 เป็นปีแห่งการแก้หนี้ ย้ำ ปี 2562 จะเป็นปีแห่งการแก้หนี้ 3 ประเภท ประเภทแรกหนี้สินภาคเกษตรกร เรามีนโยบายชัดเจน ไม่ให้ ธกส. ยึดที่ดินทำกินของพี่น้องที่เข้าร่วมโครงการฟื้นฟูรายได้ ไม่ยึดที่ทำกิน เพราะที่ทำกินเป็นบ่อเกิดของรายได้ทุกอย่างของเขา

 

2. จะเปิดให้มีการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยจะมีโครงข่าย 4 ธนาคารรัฐ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 4 โครงข่ายธนาคารรัฐจะร่วมกันทำหน้าที่แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ เอาหนี้นอกระบบกลับเข้าสู่ในระบบในอัตราดอกเบี้ยต่ำ คาดว่าจะมีคนเข้าร่วมโครงการกว่า 800,000 ราย

 

ไม่พอครับ เราจะให้มีโครงการหมอหนี้ เข้าไปเป็นที่ปรึกษาในทุกหมู่บ้าน 75,032 หมู่บ้านทั่วทั้งประเทศไทย ช่วยกันคิด แก้หนี้อย่างไร ช่วยกันคิด สร้างรายได้อย่างไร ในโครงการหมอหนี้

 

ที่สำคัญหนี้ตัวที่ 3 ซึ่งเป็นหนี้กับคนชั้นกลางทั่วไป มนุษย์เงินเดือน คือหนี้บัตรเครดิต ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมร่าง พรบ. บัตรเครดิตเสร็จสิ้นแล้ว เปิดสภาเมื่อไหร่จะส่งร่างฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาท่านที ท่านทราบหรือไม่ว่าการคิดอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรมในบัตรเครดิต ส่งผลต่อหนี้ที่เพิ่มพูนมากขึ้น ยกตัวอย่าง การรูดบัตรเครดิต 1 ครั้ง ถ้าท่านรูด 10,000 บาท จ่ายไปแล้ว 9,999 บาท เหลืออยู่บาทเดียวเท่านั้น ปรากฎว่าการคิดดอกเบี้ยคงค้าง คิดที่ต้นเงิน 10,000 กลับไม่ได้คิดที่ยอดคงค้างบาทเดียว นี่คือสิ่งที่ไม่เป็นธรรมกับคนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือน ในหนี้บัตรเครดิต

 

ต่างๆ เหล่านี้จะถูกการแก้ไขทั้ง 3 ตัว หนี้ภาคการเกษตร หนี้นอกระบบ หนี้บัตรเครดิต ตอบโจทย์ทุกคน ทุกชนชั้น พี่น้องครับ การแก้ไขปัญหาหนี้ต้องควบคู่กับการสร้างรายได้ในเรื่องอื่นๆ ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย และขอย้ำว่าการแก้ไขปัญหาหนี้ เป็นจุดสำคัญที่จะให้เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องคนไทย และนี่คือ 1 ในจุดเปลี่ยนประเทศไทย

 

เกษียณเงินล้าน: ดร.ธราดล เปี่ยมพงษ์สานต์ ผู้อำนวยการด้านนโยบาย สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย

สวัสดีครับ ผมคิดว่าคนที่อยู่ในห้องนี้ทุกคน ชีวิตนี้มีความฝันว่า เมื่อตอนที่เกษียณจะอยู่สบาย เมื่อตอนที่เกษียณนี้จะมีเงินได้ มีเงินเป็นก้อนๆ หนึ่ง อย่างน้อยมีสักล้านนึง แต่ว่าพอมาดูกันจริงๆ ถามจริงๆ ว่า คนส่วนใหญ่ทำได้มั้ย ก็มาดูว่า เราก็รู้ว่าคนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ เหตุผลที่ทำไม่ได้ก็เพราะว่าระบบที่มีอยู่มันไม่เอื้อให้เราทำ

 

พรรคประชาธิปัตย์ เลยได้คิดนโยบายที่จะทำให้ทุกคนสามารถมีเงินล้านหลังเกษียณได้ อย่างที่เรียกว่าเกษียณเงินล้าน ซึ่งแน่นอน แนวทางการทำงานมี 2 วิธี ก็คือ 1. เราจะขยายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่แล้วในบริษัทขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้เราจะให้ผู้ประกอบการทุกคน ต้องจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ว่าเริ่มต้นที่คนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปก่อน บริษัทที่มีคน 5 คนขึ้นไปก่อน แล้วเปิดโอกาสให้พนักงาน สามารถหักเงินเดือนลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้เขาก็จะเอาเงินไปลงในพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้นบริษัทจำกัด กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และหลักทรัพย์ต่างๆ ซึ่งก็จะทำให้พวกเราสามารถที่จะมีเงินออม

 

ผมลองคำนวนดูแล้ว สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย (FIT) ได้คำนวนดูแล้วว่า ถ้าเราหักเงินออม ที่ 5% ของเงินเดือนเราจะลง หรือลงประมาณ 400 บาทต่อเดือน ออมไปเรื่อยๆ ทุกปีๆ จนอายุ 60 ปี เราสามารถที่จะมีเงินได้อย่างน้อย 1 ล้านบาท ทุกคนสามารถมีได้ แต่ว่าเริ่มต้นเราสามารถออมได้ตั้งแต่ร้อยบาทก่อน  ผลตอบแทนที่จะได้เฉลี่ยนั้น เราสามารถเลือกการลงทุนได้ด้วยว่าความเสี่ยงต่ำ หรือความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนก็จะอยู่ที่ประมาณ 2-9% ถามว่าเราคำนวนมากจากอะไร เราไปดู กบข. (กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ) มาแล้ว กบข. นี้มีผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4-5% ด้วยอัตราส่วนผลตอบแทนนี้ คิดว่าทุกคนสามารถทำได้

 

ต่อไปก็ถามว่า แล้วพี่น้องประชาชนที่อยู่นอกระบบ เกษตรกรจะได้อะไร พรรคประชาธิปัตย์เราเคยทำมาแล้ว กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งเราจะ upgrade ยกระดับ กอช. ให้ทุกคนสามารถออมเข้ามาในนี้ได้ เริ่มต้นที่ 100 บาทเหมือนกัน รัฐบาลก็จะสนับสนุนเงินสมทบให้อีก 100 บาท ซึ่งหลักการก็คล้ายๆ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้ ก็ยกระดับคือเราจะให้กองทุนที่เป็นเอกชนเข้ามาช่วยบริหาร แล้วเอาเงินไปลงทุนเหมือนกัน ไอเดียเดียวกัน ก็คือลงในหลักทรัพย์ต่างๆ ผลตอบแทนที่จะได้ก็อยู่ raise ตั้งแต่ 2% - 9% ซึ่งถ้าเกิดเลือกกองที่มีผลตอบแทนประมาณ 4-5% ถ้าออมวันนี้ที่ 400 บาทต่อเดือนตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานใหม่ๆ อายุ 20 ผลเมื่อตอนเกษียณ 60 ปี ก็จะมีเงิน 1 ล้านบาท

 

แน่นอนเราสามารถรับเงินได้ตั้งแต่อายุ 55 โดยที่ไม่เสียภาษีเงินได้จากผลตอบแทนเหล่านี้ แล้วก็สามารถที่จะไม่รับก็ได้ ไปรับเป็นบำเน็จ บำนาญแทน หรืออาจจะบอกให้เขาลงทุนต่อเพื่อเอาผลตอบแทนเพิ่มขึ้นก็ได้ ซึ่งเชื่อว่าอันนี้คือสิ่งสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์มองเห็นว่า นี่แหละคือสิ่งเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด สำหรับที่คนเราจะมีหลักประกันในชีวิตในสังคม

 

และแน่นอนสุดท้ายเรายังสนับสนุนกองทุนอื่นๆ ต่อไป ไม่ว่าจะเป็น LTF RMF ในขณะที่ RMF ก็จะให้เหมือนเดิม ในขณะที่ LTF จะลดลงมาในเรื่องของการหักลดหย่อนทางภาษีให้ไม่เกินแสนบาท เพราะว่าเรามองว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคนชั้นกลางเท่านั้น

 

ถ้าทำทั้งหมดนี้เราเชื่อว่าทุกคนจะสามารถมีหลักประกันในชีวิต ทุกคนสามารถรวยก่อนแก่ได้ ขอบคุณมากครับ

 

คลังเข้มแข็ง: นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประธานกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์

คลังเข้มแข็ง ภาษีเป็นธรรม คือคำมั่นสัญญาของพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นการยืนยันว่าชุดนโยบายทั้งหมดที่เราได้มีการประกาศไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแก้จน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคน ล้วนมีที่มารายได้ที่เพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่าย ในแง่ของงบประมาณทั้งหมด

 

เพราะฉะนั้นตอบคำถามแรกว่า จากนโยบายทั้งหมดที่เราประกาศไปแล้ว เรามีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ตัวเลขสรุปเราได้มีการประกาศไว้ในเวปไซต์ของพรรคฯ อยู่ที่ 392,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขเพิ่มเติมจากงบประมาณที่ต้องใช้ในการบริหารราชการโดยปกติ

 

ในส่วนของที่มา และความพอเพียงที่ได้กล่าวถึง เราได้มีการประมาณการว่ารายได้ของรัฐบาลในปี 2562 จะอยู่ที่ประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท ในขณะที่รายจ่ายโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท เมื่อบวกกับค่าใช้จ่ายในส่วนของนโยบายที่เราได้ประกาศไป แก้จน สร้างคนแล้ว อีก 392,000 ล้านบาท จะทำให้เรามีความต้องการที่จะต้องใช้เงินเพิ่มเติมมากที่สุดก็คือ 590,000 ล้านบาท ในขณะที่ตาม พรบ. หนี้สาธารณะตามกฎหมายวินัยทางการคลัง เราสามารถเข้าถึงเม็ดเงินได้ถึง 690,000 ล้านบาท พูดง่ายๆ ก็คือเรามีช่วงสำรอง หรือที่ศัพท์ทางเทคนิคเรียกว่า Fiscal Space เหลืออยู่ 1 แสนล้านบาท มีความพอเพียงต่อการขับเคลื่อนทุกนโยบายที่เราได้ประกาศไปแล้ว

 

ในส่วนของที่มาของรายได้ รายได้จะมาจากไหน ก็ตามที่ได้ลำดับ เดี๋ยวจะพูดถึงเรื่องของการปรับโครงสร้างภาษี แน่นอนที่สุด เราจะมีรายได้เพิ่มเติมจากการบริหารเศรษฐกิจ ตามยุทธศาสตร์ที่เพื่อนๆ ได้นำเสนอไปแล้วเมื่อสักครู่ และเราจะต้องนำไปสู่การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เป็นภาระต่อการใช้งบประมาณของรัฐบาลน้อยลง เรามีความจำเป็นที่จะต้องทบทวนบางค่าใช้จ่ายของรัฐบาลที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นงบฉุกเฉิน ที่ในรัฐบาลชุดปัจจุบันตั้งงบไว้สูงถึง 90,000 ล้านบาท เราได้ประเมินแล้วสามารถที่จะปรับลดได้ถึง 50,000 ล้านบาท เหลือเพียง 40,000 ล้านบาท ในระดับเดียวกันกับที่เราเคยใช้ในสมัยที่เราเป็นรัฐบาลในช่วงปี 52 – ปี 54

 

และสิ่งที่เราต้องทำก็คือ ปรับไม่ให้มีการคำนวนซ้ำซ้อนในส่วนของนโยบายระหว่างที่เรานำเสนอ กับนโยบายที่รัฐบาลนี้ได้ใช้อยู่แล้ว โดยเฉพาะในภาคการเกษตรกรในเมื่อเราได้เสนอนโยบายการประกันรายได้แล้ว งบประมาณหลายๆ ตัวของรัฐบาลในชุดงบประมาณชุดปัจจุบันก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการดำเนินการใช้ต่อไป

 

ในส่วนของการปฏิรูปภาษี อยากจะเน้นว่า ชนชั้นกลาง ผู้มีรายได้ปานกลาง เป็นกลุ่มที่รับภาระภาษีสูงเกินควรในระบบภาษีของประเทศไทย สัดส่วนรายได้ภาษีที่มาจากทรัพย์สิน มาจากมหาเศรษฐีไม่ว่าจะเศรษฐีที่ดิน เศรษฐีหุ้น เศรษฐีเงินออมทรัพย์ มีสัดส่วนที่น้อยเกินไป และนี่คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะนำเสนอแก้ไข เพื่อให้ระบบภาษีมีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ขอยืนยันว่า อาจจะเป็นจุดยืนที่แตกต่างกับบางพรรค

 

ในส่วนของกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด ผู้มีทรัพย์สินมากที่สุด จะไม่มีการลดภาษีใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนั้นเราจะมีการดำเนินการขับเคลื่อนให้มีการเก็บภาษี ที่เป็นภาษีก้าวหน้าในส่วนของภาษีทรัพย์สินที่ดิน ตามร่าง พรบ.ภาษีทรัพย์สินและที่ดิน ที่เราเคยร่างไว้ในสมัยที่เราเป็นรัฐบาล

 

นอกจากนั้นเราจะมีการเก็บภาษีการขายที่ดินที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น จากที่ ณ ปัจจุบัน มีการประเมินกำไรจากราคาประเมินของราชการที่ต่ำเกินจริง จะเป็นการประเมินกำไรจากราคาตลาดที่แท้จริง

 

 เราจะเก็บภาษีจากธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ฯ นี่เป็นสิ่งที่มีการรอคอยมานาน แต่รูปแบบของการจัดเก็บของเรา เราจะจัดเก็บในรูปของภาษีที่เกิดจากการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ และเป็นการเก็บจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นกิจการมีสิทธิ์ค้าขายหุ้นอย่างผูกขาด

 

พูดถึงการผูกขาด เราจะมีการเก็บภาษีจากธุรกิจผูกขาด ที่มีการผูกขาดและมีสิทธิในการทำกำไรสูงกว่าผู้ประกอบการทั่วไป เนื่องจากใบอนุญาตประเภทพิเศษที่ได้จากภาครัฐเอง ทั้งหมดนี้เพื่อให้มีโครงสร้างการเก็บภาษีที่มีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับชนชั้นกลางและผู้มีรายได้ปานกลาง ซึ่งในส่วนของประชาชนส่วนนี้จะมีการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคล แต่เราจะไม่ลดในส่วนของผู้มีรายได้ในระดับสูงสุด เราจะมีการปรับลดภาษีเงินได้ส่วนบุคคลของผู้มีรายได้ต่ำกว่า 2 ล้านบาทต่อปี 20% จากอัตราที่เขามีภาระอยู่ ณ ปัจจุบัน

 

นอกเหนือจากนั้นเราเห็นความสำคัญของมนุษย์เงินเดือนที่จะต้องมีเครื่องมือการออม เพื่อความมั่นคงในชีวิตในวันเกษียณ เพราะฉะนั้นเราจะยืนยันสิทธิในการหักลดหย่อนภาษีในส่วนของการลงทุนผ่านโครงการที่เรียกว่า RMF และจะมีการปรับการลดหย่อน หรือสิทธิลดหย่อนภาษีในกรณี LTF ให้มีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

 

ในส่วนของผู้ประกอบการที่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือที่เราเรียกกันโดยทั่วไปว่า SME SME จำนวนหลายแสนราย ประสบภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เราจึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องขยายฐานภาษีเพื่อให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมในการเสียภาษีมากขึ้น แต่มีภาระภาษีที่ลดน้อยลง ดังนั้นภาษีนิติบุคคลในส่วนของ SME เราจะปรับลดจาก 20% เหลือ 10%

 

ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อที่รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตจะสามารถดูแลพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อย คนยากคนจน ให้มีสวัสดิการขั้นพื้นฐานในระดับที่ถ้วนหน้าได้อย่างยั่งยืน และสุดท้ายเนื่องจากเทคโนโลยี เนื่องจากมีธุรกิจประเภทใหม่ที่หากินกับเทคโนโลยีเข้ามาค้าขายในประเทศมากยิ่งขึ้น มีการกินสัดส่วนรายได้ โดยเฉพาะจากสื่อของประเทศไทยไปมากยิ่งขึ้น และ ณ วันนี้ยังไม่มีภาระภาษีแต่อย่างใด พรรคประชาธิปัตย์จะเก็บภาษีไม่ว่าจะเป็นภาษีการค้า ภาษีกำไร หรือภาษี VAT จากผู้ประกอบการที่เรียกว่าเทคโนโลยีขนาดใหญ่ข้ามชาติ เพื่อให้โครงสร้างการจัดเก็บภาษีนั้นมีความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการประเทศไทยในประเทศที่เสียภาษีอย่างตรงไปตรงมา

 

ทั้งหมดเพื่อคลังที่เข้มแข็ง และระบบภาษีที่เป็นธรรม ขอบคุณครับ

 

No! Corruption: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

สำหรับจุดเปลี่ยนสุดท้าย คือเรื่องของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก ผมขออนุญาตว่าวันนี้จะยังไม่พูดถึงรายละเอียด แต่ว่าคงจะรบกวนสื่อมวลชนมาก่อนวันที่ 24 มีนาคมอีกครั้ง ให้เห็นว่าวาระในการต่อสู้กับการคอร์รัปชันของเรานั้นเป็นอย่างไร

 

ผมขอกลับไปย้ำสั้นๆ เท่านั้นครับว่า ทั้ง 10 เรื่องที่ได้พูดมา มันเป็นการสร้างความแตกต่างและจุดเปลี่ยนที่จำเป็นเพื่อให้ประเทศไทย และเศรษฐกิจไทยเดินไปข้างหน้าได้ ทุกเรื่องมีทั้งความต่างและความต่อ ต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ และต่อเนื่องจากสิ่งที่เราเคยทำ ไม่ว่าจะเป็นการที่เราเป็นผู้เสนออยู่ฝ่ายเดียวว่าวันนี้จะต้องมีการสร้างตัวชี้วัดมาเป็นเครื่องมือในการบริหารเศรษฐกิจที่แตกต่างไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบโลจิสติกส์ที่ประชาธิปัตย์ไม่ได้คิดโครงการเป็นโครงการๆ แต่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ต้องมีแผน เพราะโครงการเหล่านี้ต้องนำไปสู่การเปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน และต้องให้ประชาชนเข้าถึง

 

ประเทศไทยไม่ได้มีแต่ EEC ครับ ประเทศไทยต้องมี 12 มหานครทุกภาค ประเทศไทยต้องมีโครงการขนาดใหญ่ที่ประชาชนใช้บริการได้อย่างแท้จริง ทุกคนอาจจะพูดถึงเทคโนโลยี ทุกคนชอบพูดถึงความสำเร็จของการเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการทำ Startup แต่ประชาธิปัตย์พูดถึงบทบาทของรัฐว่าจะต้องมาทำให้เทคโนโลยีนั้นมาสร้างมูลค่าทั้งในภาครัฐ เอกชน และบริการสาธารณะอย่างไร และเราพิสูจน์มาแล้วจากการบริหารจัดการภายในของเราเองในการใช้เทคโนโลยี

 

อุตสาหกรรมสีเขียว ปฏิวัติเขียว เขียวปฏิวัติเขียวครั้งนี้ เราเล่นคำนะครับ คือหมายถึงการต่อเนื่องจากการที่เรามีทรัพยากรในภาคการเกษตรและในเรื่องของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เราพูดว่าเรากำลังปรับทิศทางอุตสาหกรรมของเราไปทางใด และเราเคยพิสูจน์มาแล้วเวลาที่เราต้องบริหาร เผชิญกับวิกฤติที่เคยเกิดขึ้นที่มาบตาพุด นี่คือความแตกต่าง

 

เศรษฐกิจ Hi-Touch ก็เป็นเรื่องต่อเนื่องมาจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เราเคยประกาศ และความแตกต่างก็คือว่า เรามองอย่างเป็นระบบ เราไม่ได้มาพุดแค่การท่องเที่ยว เราไม่ได้มาพูดแค่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่เรามองว่าองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่มาจากทักษะของคนไทยในความสร้างสรรค์และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในเชิงวัฒนธรรม หรือทุนวัฒนธรรมที่เรามีอยู่จะนำมาใช้อย่างไร

 

ภาคการเกษตร สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะถูกต่อยอดผ่านแนวคิด นวเกษตร และวนเกษตร ควบคู่กันไป การรวมกลุ่มไปสู่การมีระบบสหกรณ์ ก็คือการต่อยอดสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เคยพยายามทำมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพยายามที่จะให้เกษตรกรรวมตัวกันมีกองทุนฟื้นฟู อย่างนี้เป็นต้น

 

การแก้หนี้ ความต่างก็คือเราไม่พูดประเด็นง่ายๆ หรอกครับว่า พักหนี้ไว้ก่อน แต่เรากำลังจำแนกหนี้ในทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต นอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ประเภทไหนก็ตามแล้วหาคำตอบที่มีความเฉพาะเจาะจง เราเคยทำมาแล้วกับหนี้นอกระบบ ในสมัยรัฐบาลของประชาธิปัตย์ การแก้หนี้นอกระบบครั้งนั้นทำได้มากที่สุด ครอบคลุมหลายแสนครัวเรือน

 

การพูดถึงการออม แทบไม่มีรัฐบาลไหนส่งเสริมการออม มีแต่รัฐบาลยุให้คนเป็นหนี้ผ่านโครงการต่างๆ แต่ประชาธิปัตย์เริ่มต้นกองทุนการออมเอาไว้ และยังเคยสนับสนุน และจะสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนต่างๆ ต่อไป แต่วันนี้เราต้องเร่งยกระดับให้คนไทยทุกคนมีเงินออมเพียงพอ ซึ่งจะเป็นการขยายเรื่องของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และการยกระดับกองทุนการออมแห่งชาติ

 

ภาษี พรรคการเมืองไม่ค่อยชอบพูดเรื่องภาษีหรอกครับ แล้ววันนี้เราจะเห็นว่าหลายพรรคการเมืองพูดแต่การลด ที่สำคัญเป็นการลดโดยไม่แยกแยะ อ้างว่าลดให้คนจน แต่คนรวยได้ด้วย ประชาธิปัตย์พูดชัดเจนครับว่า เป้าหมายของภาษีของเราต่อไป ความเข้มแข็งแล้ว ต้องมีความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ที่คุณกรณ์ (จาติกวณิช) พูดไปรายใหญ่ที่เป็นบรรษัทข้ามชาติทางเทคโนโลยีต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันถ้าจะลดภาษีต้องเจาะจงครับ เช่น SME เช่น ผู้ที่มีรายได้น้อย หรือปานกลาง เท่านั้น อย่างนี้เป็นต้น

 

คอร์รัปชันไม่ต้องพูดถึงครับ หลายพรรคยังคงคิดว่าคอร์รัปชันเป็นเพียงวาทกรรม แต่ประชาธิปัตย์ยืนยันว่ามันเป็นภัยร้ายต่อทั้งเศรษฐกิจ และการเมืองไทยอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นวันนี้ประชาธิปัตย์พร้อมแล้วในการที่จะเดินไปข้างหน้า แก้จน สร้างคน สร้างชาติ ด้วย 10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย ทำให้ทุกคนก้าวไกลอย่างเท่าเทียม ขอบคุณครับ