เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

เสวนานโยบายพรรคการเมืองกับความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของบุคลากรในวิชาชีพสุขภาพเพื่อผู้ป่วย Patient and Personnel Safety Policy (2P Safety)

การเสวนาเรื่อง นโยบายพรรคการเมืองกับความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของบุคลากรในวิชาชีพสุขภาพเพื่อผู้ป่วย Patient and Personnel Safety Policy (2P Safety)

ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 9 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2562

 

คำถามที่ 1

ท่านมีนโยบายอย่างไรที่จะทำให้ภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ภาครัฐอยู่ในจุดที่เหมาะสม ทำให้เกิดความปลอดภัย ทั้งกับบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่เข้ารับการรักษา

 

“สำหรับคำถามนี้ผมขอยังไม่พูดถึงเรื่องของความเพียงพอของบุคลากรทางการแพทย์หรือบุคลากรทางด้านสาธารณสุข เพราะว่าสิ่งแรกที่เราจะต้องพูดก็คือว่าการจะลดภาระงานขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของประชาชน และผู้ป่วยเป็นสำคัญ

 

นโยบายแรกเป็นภาพรวมที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องของการลดการเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งหมายถึงว่าการเอาใจใส่ในการทำงานในเรื่องของการป้องกัน ในเรื่องของการส่งเสริมสุขภาพ

 

ผมเป็นนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการ อย่างเช่น สมัชชาสุขภาพมาโดยตลอด เพื่อที่จะลดการเจ็บป่วย เอาประเด็นที่เป็นนโยบายสาธารณะไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการลดอุบัติเหตุ อาหารปลอดภัย การลดสารพิษในการเกษตร  สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องแรกที่จำเป็นจะต้องทำ

 

ถัดจากนั้นมาสิ่งที่เราสามารถทำได้ในการที่จะลดภาระหรือการทำงานของบุคลากรก็คือ การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ รวมทั้งเปลี่ยนวิธีในการที่จะปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องของการดูแลรักษาพยาบาลด้วย เทคโนโลยีในปัจจุบันช่วยได้หลายอย่าง เริ่มตั้งแต่การที่จะมีระบบของการที่จะใช้แอปพลิเคชั่นในการในการจัดคิว ในการที่จะมีการจ่ายยา ในการที่จะใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data เพื่อมาช่วยลดภาระในการที่จะต้องมาเป็นภาระของแพทย์โดยไม่จำเป็นอย่างนี้เป็นต้น รวมไปถึงการทำงานในเชิงรุก เพราะว่ามันมีความจำเป็นอยู่แล้วที่จะต้องมีการยกระดับ รพสต.ใช้งานกลุ่มของ อสม. กลุ่มบุคลากรทางด้านสาธารณสุขทั้งหมด ที่เข้าไปเยี่ยมเยือนพี่น้องประชาชน คนไข้ติดบ้าน ติดเตียง และอื่น ๆ

 

รวมทั้งจะต้องมีการรณรงค์ด้วยว่าพฤติกรรมที่ถูกต้องเกี่ยวกับการต้องพึ่งพาแพทย์ควรจะเปลี่ยนไป ผมอยู่ต่างประเทศผมเรียนเลยครับว่าผมแทบไม่เคยเห็นคนต่างประเทศเป็นหวัดแล้วต้องมาฉีดยา มีแต่ว่าเขาบอกให้อยู่บ้าน ดื่มน้ำ พักผ่อน อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งจะต้องมีการรณรงค์เปลี่ยนพฤติกรรมในตรงนี้

 

ท้ายที่สุดใน 5 ปีที่ผมตกงานผมไปคุยทุกวิชาชีพทางด้านสาธารณสุขไม่ว่าจะเป็น แพทย์ พยาบาล เภสัช นักกายภาพบำบัด ระบบการดูแล ถ้าเราสามารถบูรณาการทุกกลุ่มวิชาชีพได้ มันมีคนที่จะช่วยได้เยอะ เภสัชกร ก็มีกลุ่มที่ทำห้องยาชุมชน นักกายภาพบำบัดเขาก็บอกว่าหลายเรื่องไม่ต้องไปถึงแพทย์ เขาสามารถที่จะช่วยเหลือได้

 

เพราะฉะนั้นโดยสรุปการรณรงค์ เพื่อให้ประชาชนมีพฤติกรรมที่ถูกต้อง การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ การทำงานในเชิงรุก และการบูรณาการบุคลากรทางด้านสาธารณสุขทุกภาคส่วนจะช่วยลดภาระของแพทย์และบุคลากรทางด้านนี้ได้เป็นอย่างดี

 

คำถามที่ 2

ท่านมีนโยบายที่จะทำให้พยาบาล และวิชาชีพทางสาธารณสุข ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการหรือไม่ และจะทำอย่างไร

ตอบสั้น ๆ นะครับ ท่านอาจจะเห็นป้ายตามถนนบ้างแล้วว่าอย่างน้อย 12,000 อัตรา เป็นนโยบายที่เราพูดชัดเจนว่าจะต้องมีการบรรจุในเบื้องต้น แล้วก็ตอบด้วยการกระทำในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี ก็คือ ตอนนั้นก็ได้มีการออกมติคณะรัฐมนตรีให้มีการบรรจุพยาบาลเพิ่มขึ้น แล้วก็ได้ทำโดยเริ่มต้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อน เพราะฉะนั้นในเชิงความคิด ในเชิงนโยบายชัดเจนอยู่แล้วที่จะตอบสั้นๆ ว่ามีนโยบายในการที่จะบรรจุให้พยาบาล และวิชาชีพทางสาธารณสุขได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ

 

ที่นี้ก็อยากจะขยายความ เรื่องนี้ต้องบอกว่าคนที่จะตอบได้ต้องคือระดับผู้นำรัฐบาล เพราะปัญหาแบบนี้คือปัญหาที่เวลากระทรวงหรือผู้เกี่ยวข้องเสนอไปก็จะมีหน่วยงานอื่นที่แสดงความคิดเห็นที่คัดค้าน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง ไม่ว่าจะเป็นกพ. ไม่ว่าจะเป็นสำนักงบประมาณ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นผู้นำรัฐบาลจะต้องมองเห็นภาพรวมตรงนี้ในการเกริ่นนำที่พูดถึงเมื่อสักครู่ว่า ปัญหาการไม่บรรจุมักจะมาจากประเด็นภาพใหญ่ของรัฐที่จะต้องลดจำนวนข้าราชการ ผมก็อยากจะบอกว่าในการทำงานหน้าที่นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นประธาน กพ. จะต้องทำความเข้าใจอย่างชัดเจนว่านโยบายในภาพรวมเป็นเรื่องหนึ่ง แต่นโยบายในการที่จะพิจารณาความจำเป็น ความเหมาะสมของแต่ละงาน มันคงจะมาใช้มาตรการที่เหวี่ยงแหครอบคลุมไปไม่ได้ ข้าราชการที่จะต้องลดในหลายกระทรวง ทบวง กรมนั้น ควรจะทำได้เยอะมาก เพราะอาจจะไม่ใช่ภารกิจที่จำเป็นต้องอาศัยสถานะความเป็นข้าราชการแล้ว

 

ดังนั้นจะมีมีมาตรการอื่น ๆ ในการลดอัตรากำลังในภาครัฐลงไปได้ แต่สำหรับกรณีอย่างพยาบาลชัดเจนมากว่าความจำเป็น ที่ผมพูดว่าผมไปพบมาทุกวิชาชีพ เรียนตรงๆ กลุ่มนี้คือพยาบาลยากที่สุด และน่าเห็นใจที่สุด เราเห็นการสูญเสียที่เกิดขึ้นจากพยาบาลที่เข้าไป ผมว่ามาประกอบวิชาชีพ ไม่เกิน 5 ปี หายไปเยอะมาก เกือบครึ่งหนึ่ง เพราะขณะนี้เขาก็มีทางเลือกไปทำอาชีพอื่นด้วยทักษะที่เขามี ค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่า งานก็สบายกว่า เพราะฉะนั้นนอกจากเรื่องของการบรรจุแล้ว เราจะต้องมาดูเรื่องของแรงจูงใจ ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ต้องขออภัยคุณหมอทั้งหลายด้วย เราไปดูสิครับ เวลามีสิทธิประโยชน์เรื่องเบี้ย ทุรกันดาร หรืออะไรก็ตาม พยาบาลได้ต่ำกว่าหมอเยอะ เพราะฉะนั้นวันนี้นอกจากการบรรจุข้าราชการเป็นข้าราชการเพิ่มแล้วก็คือต้องมาเพิ่มแรงจูงใจ แล้วก็ดูในเรื่องของการกระจายตัวของบุคลากรลงไปในพื้นที่ที่มีความต้องการในเรื่องนี้ด้วยครับ

 

คำถามที่ 3

จากปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ และขาดการกระจายตัวของแพทย์เฉพาะทางที่เหมาะสม ทำให้คนไข้ที่มีจำนวนมหาศาลได้รับการบริการที่ไม่ดีพอ ส่งผลให้หมอที่เป็นหมอที่เสียสละตามต่างจังหวัดต้องรักษาคนไข้ ทั้งๆ ที่มีภาวะของความขาดแคลน ความไม่พร้อม และสิ่งนั้นส่งผลให้เกิดการผิดพลาดในการรักษา และนำมาซึ่งการฟ้องร้อง เราเคยมีหมอที่เสียสละรักษาคนไข้ แล้วติดคุกไปแล้ว ดังนั้นการใช้ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งหมายถึงเรื่องการทำร้ายให้คนตายโดยทั่วไป มาใช้เป็นผลอันเกิดจากการกระทำของแพทย์ คำถามคือมันเกินไปหรือไม่ เพราะพื้นฐานแห่งการกระทำ และวัตถุประสงค์แห่งการกระทำนั้นเป็นคนละอย่าง พื้นฐานการใช้กฎหมายอาญา คือเรื่องของเจตนา หรือประมาท เลินเล่อ จะทำอันตรายต่อผู้อื่น แต่กรณีของแพทย์คือเรื่องราวของความตั้งใจในการรักษาคนไข้ หรือการรักษาชีวิตคนไข้ แต่ด้วยความพลาดพลั้ง หรือประมาท เลินเล่อ อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ หากมีการกำหนดกติกาการเอาผิดต่างหากออกจากกฎหมายอาญาเดิมจะดีขึ้นหรือไม่ เพื่อให้คนไข้นั้นได้รับความคุ้มครอง และหมอก็ไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากร รวมทั้งการนำคดีทางการแพทย์ไปรวมกับคดีคุ้มครองผู้บริโภคนั้น เป็นการไม่ยุติธรรมกับแพทย์หรือไม่ เพราะแพทย์จะถูกฟ้องได้ง่ายขึ้นมาก รวมทั้งการรักษาพยาบาลโดยเฉพาะภาครัฐนั้น ไม่ควรจัดอยู่ในการซื้อขายบริการเช่นเดียวกับการขายสินค้าและบริการอื่นๆ เพราะองค์ประกอบของคดีคุ้มครองผู้บริโภคคือ มีสัญญา มีโฆษณา มีฉลาก มีการเอาเปรียบ มีการมุ่งกำไร และมีการหลอกลวง แต่การรักษาทางการแพทย์ ไม่มีสัญญา เป็หน้าที่ ถูกห้ามโฆษณา ไม่มีฉลากสินค้า ทำด้วยความเสียสละ เพื่อมุ่งช่วยชีวิต และไม่ได้เกิดจากการหลอกลวง แต่ถ้ามีความบกพร่อง คือเกิดจากความประมาท และการรักษานั้นไม่มีอะไรที่ 100% และถ้าหากจะเทียบกับนักดับเพลิง ถ้าดับเพลิงไม่หมด บ้านไฟไหมคนตาย ฟ้องนักดับเพลิงหรือไม่ และถ้าเทียบกับตำรวจ จับคนร้ายไม่ได้ ฟ้องตำรวจหรือไม่ แต่ถ้าคนไข้ที่มารักษากับหมอ แล้วหมอรักษาไม่สำเร็จ ปัจจุบันฟ้องได้

ท่านมีความเห็นอย่างไร กับการใช้กฎหมายอาญา ต่อการพิจารณาคดีทางการแพทย์ และการรวมคดีทางการแพทย์ เข้ากับคดีคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งที่บริบทนั้นต่างกัน และท่านมีนโยบายในการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

 

ขอเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะว่าถ้าเราดูแนวโน้มของสังคมมีความตื่นตัวเรื่องสิทธิมากขึ้น และความผูกพันแบบบุคคลในเชิงของวัฒนธรรมเดิมๆ เริ่มลดหายไป ซึ่งผมคิดว่าคนที่เป็นหมอ เป็นครู หรือประกอบวิชาชีพอย่างนี้จะทราบดีมันเป็นค่านิยม ซึ่งมันค่อย ๆ ปรับไปจะเหมือนกับหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งมีรายได้สูง และคนมีความตื่นตัวเรื่องสิทธิ์

 

ดังนั้นการแก้ปัญหานี้ต้องดูให้ครบทั้งหมด ผมเห็นด้วยว่า 1. ถ้ามีกรณีเกิดขึ้นการจัดทีมกฎหมายช่วยเหลืออย่างหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยพูดอันนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นหน้าที่อยู่แล้ว แต่สำคัญกว่านั้นก็คือว่าต้องไปดูที่ตัวกฎหมายด้วย เราพูดแค่เรื่องเจตนาไม่ได้ ประมวลกฎหมายอาญา ประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้คนเสียชีวิตก็เป็นความผิดทางอาญา และการที่จะมีกฎหมายเพียงแค่ว่าวิธีพิจารณาเป็นอย่างไรนั้นมันไม่พอ เพราะมันไม่สามารถไปยกเว้นความผิดทางกฎหมายที่เป็นความผิดทางอาญาได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญคือต้องทำทั้ง 2 เรื่องควบคู่กันไป

 

คือกฎหมายที่เรียกว่าสาระบัญญัติ (Substantive Law) กับ สบัญญัติ (Procedural Law) ก็คือต้องไประบุกันให้ชัดว่าถ้าเป็นเรื่องของการรักษาโรค หรือรักษาบุคคลที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตอยู่แล้ว ต้องสันนิษฐานเบื้องต้นก่อนว่าไม่เป็นความผิดทางอาญายกเว้นพิสูจน์ได้ว่าเขามีเจตนา หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จากนั้นจึงต้องไปมีกฎหมายสบัญญัติที่บอกว่าในการจะพิจารณาว่าเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ จะต้องประกอบไปด้วยการนำผู้เชี่ยวชาญในทางวิชาชีพมาเป็นคนวิเคราะห์

 

ผมมองว่าหนทางนี้เท่านั้นที่จะเป็นหนทางที่จะหลุดออกมาจากสภาพปัญหาในเรื่องกฎหมายอาญา ไปเขียนกฎหมายต่างหากไม่ยกเว้นกฎหมายอาญา มันต้องระบุให้ชัดว่าเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่ ซึ่งผมเห็นว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าถ้ามีการรักษาโรคที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตแล้ว ให้สันนิษฐานว่าไม่เป็นความผิดทางอาญา

 

ส่วนคดีผู้บริโภคปัญหามันเกิดขึ้นเพราะว่ากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคออกมามีคำตัดสินของศาลไปวินิจฉัย ที่จริงแล้วก็ต้องเอาให้ชัดว่าบริการทางการแพทย์ที่จะเป็นคดี คุ้มครองผู้บริโภคต้องเป็นกรณีอย่างเช่น โฆษณาเกินจริง สลากปลอม แต่เมื่อเข้าสู่การรักษาตามวิชาชีพแล้ว ก็ต้องบอกว่าไม่อยู่ในข่ายที่จะเข้าไปสู่กระบวนการในการเป็นคดีของผู้บริโภค

 

ผมแถมอีกนิด มันมีเรื่องแพ่งด้วย ดีที่สุดก็คือต้องใช้หลักคล้าย ๆ กับความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ทำอย่างไรผลักภาระก่อนว่าการฟ้องแพ่งให้ไปที่ตัวองค์กรก่อน แล้วองค์กร แพ้ - ชนะ หลังจากนั้นแล้ว จึงมาทำความตกลงกับแพทย์ผู้เกี่ยวข้อง อย่างนี้เราจะได้ครบหมดทั้งคดีอาญา ทั้งคดีผู้บริโภค และคดีแพ่งด้วย

 

(กล่าวเพิ่มเติม)

ผมขอสงวนว่าที่ต่างจากทุกท่านที่พูดบนเวทีนี้ ก็คือมันไม่พอนะครับ ผมอยากจะเตือนตรงนี้ ที่มันไม่พอก็คือว่า การแยกกระบวนพิจารณา ไม่ทำให้ท่านไม่ถูกฟ้อง ไม่ทำให้เรื่องของความผิดนี้มีนิยามเปลี่ยนแปลงไป ที่ผมเสนอก็คือ นอกจากจากจะมีตัวนี้แล้ว มันจำเป็นจะต้องมีการไปแก้ไขตัวสาระว่าความผิดทางอาญา ถ้าเป็นกรณีของการช่วยเหลือคนที่มีความสุ่มเสี่ยงทางชีวิตแล้ว จะต้องเป็นข้อยกเว้นครับ ไม่อย่างนั้นมันจะไม่หลุดพ้นจากตรงนั้นครับ

 

คำถามที่ 4

            ความต้องการแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ในปัจจุบัน เพิ่มขึ้นด้วยสาเหตุหลายๆ อย่าง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ Aging Society นอกจากนั้นเราขาดแคลนแรงงานในประเทศ ต้องใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงควรมีมนุษยธรรม ตอนนี้มีกติกาแล้วว่า เราต้องดูแลสุขภาพแรงงานของประเทศเพื่อนบ้าน ฉะนั้นจำนวนจากเพื่อนบ้านอาเซียน ก็ต้องรักษาฟรีในระบบหลักประกันสุขภาพ รัฐเตรียมงบไว้กับตรงนี้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้เตรียม พี่ตูน จะต้องวิ่งทั่วประเทศหรือไม่ นอกจากนั้นนโยบายประชานิยมที่จะเพิ่มในเรื่องสาธารณสุข รวมทั้งการโปรโมทเรื่อง Medical Tourism หรือ Medical Hub ก็เป็นการเพิ่มคนต่างประเทศที่จะมาใช้การรักษาพยาบาลในประเทศที่สาหัสอยู่แล้ว ให้มากขึ้นอีก ดูเหมือนนโยบายรัฐ กับความเป็นจริงในการปฏิบัติไม่สอดคล้องกัน

            ท่านมีนโยบายการเตรียมความบุคลากรสาธารณสุขให้เพียงพอ และเหมาะสมกับความต้องการที่แท้จริง และสอดคล้องกับนโยบายรัฐอย่างไร

 

เมื่อรอบแรก ผมได้พูดถึงการพยายามที่จะใช้มาตรการต่างๆ ลดจำนวนความต้องการในเรื่องของบริการ ตอนนี้กลับมาดูเรื่องบุคลากร เอากันชัดๆ นะครับ บุคลากรที่จะขาดแคลนคือในภาครัฐ เพราะฉะนั้นระบบการบริหารจัดการภาครัฐต้องมาสังคายนากันครั้งใหญ่ พูดง่ายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกำลังคนและกระทรวงสาธารณสุขต้องเอาระบบข้อมูลขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Big Data มากางดูได้แล้ว ทั้งในเรื่องประชากร และประชากรแฝง และในเรื่องของการกระจายตัวของบุคลากร

 

ความจริงแล้วการขาดแคลน ถ้าเราดูตัวเลขภาพรวมอาจจะขาดแคลนไม่มาก แต่ถ้าคำนึงถึงการกระจายตัวแล้วหลายพื้นที่ขาดแคลนอย่างรุนแรง เพราะฉะนั้นเมื่อได้ตัว Big Data มาแล้ว ก็ต้องกำหนดเกณฑ์ เหมือนที่เราคุยกันเมื่อสักครู่ว่าเกณฑ์ไม่ใช่เฉพาะต่อคน แต่ต่อการทำงาน เวลาที่การทำงานเป็นอย่างไร แล้วจะต้องวางแผนว่าจะผลิตและกระจายบุคลากรให้เป็นไปตามเป้าหมายนี้ได้อย่างไร

 

ปัญหาเราที่จะต้องดูลึกลงไปก็คือว่าการกระจายตัวก็จะขึ้นอยู่กับสายทางอาชีพของบุคลากรเหล่านี้ แพทย์จำนวนมากที่ออกไปข้างนอกที่อยากกลับเข้ามา เพราะต้องการการศึกษาต่อ เพราะต้องการที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นไปเป็นผู้เชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นต้องปรับระบบให้เขาสามารถที่จะมีความมั่นใจว่าเขาไม่เสียโอกาสตรงนี้และอยู่ได้ เช่นเดียวกันที่ผมพูดเรื่องของพยาบาลก่อนหน้านี้ว่าสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ต้องสามารถจูงใจให้เขาอยู่ในพื้นที่ที่เราขาดแคลนได้จริง

 

ถ้าเราทำระบบแบบนี้มันก็จะต้องเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นตัวประเมิน ประเมินไม่ใช่มาลงโทษพวกท่านนะ ประเมินเพื่อมาลงโทษรัฐว่าทำไมคุณยังไม่สามารถจัดระบบให้มันมีการกระจายตัวอย่างนี้ ก็ต้องอะไรหรอกครับ แค่เงินค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายคุณยังค้างจ่ายเขาเลย อย่าว่าแต่ไม่ให้สิทธิ์ อันนี้จะต้องเป็นตัวที่มาประเมินเพื่อที่จะมาแก้ไข และรัฐจะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้

 

ผมอยากเสนอด้วยซ้ำว่า ถ้าค้างจ่ายควรจะคิดดอกเบี้ย คิดค่าปรับเอามาให้กับบุคลากรด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือจุดหลักของการบริหารภาครัฐ ก็จะมาถึงเรื่อง Medical Hub เราต้องพูดความจริงตามหลักเศรษฐศาสตร์ ถ้าคุณส่งเสริม Medical Hub มันจะมีการดึงทรัพยากรออกไปจากภาครัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่ประชาธิปัตย์บอกว่า Medical Hub จะเติบโตโดยธรรมชาติไม่ว่ากัน แต่รัฐไม่มีหน้าที่จะต้องเอาทรัพยากรไปช่วยเขาอีก ซึ่งในสมัยผมก็ได้ปฏิบัติตามธรรมนูญสุขภาพ ระงับไม่ให้ BOI ไปส่งเสริม Medical Hub อีก ไม่ใช่เพราะไม่อยากเห็นเกิดขึ้น แต่มันไม่ใช่เรื่องที่รัฐต้องเอาทรัพยากรไปเติมให้ แต่ไม่ได้ไปขัดขวางเขา จะอำนวยความสะดวกให้เขาไม่ว่ากัน

 

และที่สำคัญเราต้องพิจารณาว่าถ้ามีคนประกอบกิจการทางด้าน Medical Hub เขาจะมีวิธีการลดแรงกดดันที่เกิดขึ้นต่อบุคลากรภาครัฐอย่างไร เช่น สามารถจะเอาบุคลากรต่างชาติมารักษาคนต่างชาติได้ไหม  หรือต้องมีการเสียส่วนแบ่งกำไรอย่างไร เพื่อมาช่วยผลิตบุคลากร และกระจายบุคลากรภาครัฐ

 

กล่าวสรุปถึงนโยบายด้านสาธารณสุขอื่นๆ ในนามของพรรค

เรื่องแรกความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ยังเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากส่วนหนึ่งที่เราต้องมาพูดกันทั้งหมดวันนี้ก็คือปัญหาความไม่เพียงพอของงบประมาณ ที่ผ่านมาหลายยุค หลายสมัย สปสช. ไม่ได้รับงบประมาณตามที่มีการคำนวณและต้องการ ต้องมีการปรับปรุงให้มีหลักประกันมากขึ้นว่างบประมาณที่จัดสรรมาไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลแต่ละปี ๆ จะมาเลือกว่าจะให้หรือไม่ให้  โดยไม่คำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงที่คำนวณมาจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระและผู้เชี่ยวชาญได้

 

ประการที่ 2 การปรับปรุงหรือการบริหารจัดการที่ผมได้พูดไปบ้างแล้ว ในเรื่องของการดูกำลังคนก็ต้องมาเชื่อมโยงกับการกระจายตัวของงบประมาณ และที่สำคัญก็คือจะต้องมีการสนับสนุน การเชื่อมโยงระบบข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคนไข้ข้ามไปสู่ระบบหลักประกันอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม กับข้าราชการและลูกจ้างด้วย มีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพทั่วหน้าให้เป็นความต้องการเฉพาะกลุ่มไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่จะต้องมีการดูแลเรื่องมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้ามน ที่มีทั้งเรื่องของการตรวจ ทั้งเรื่องของวัคซีน ในส่วนของมะเร็งปากมดลูก เรื่องของผู้สูงอายุ สิทธิในการที่จะตรวจสุขภาพ อย่างนี้เป็นต้น ต้องมีการปรับปรุง

 

มีการเอาเทคโนโลยีมาใช้นอกจากการเชื่อมโยงข้อมูลแล้ว เราจะมีหน่วยงานที่เรียกว่า Gov Tech ซึ่งจะเชิญบรรดา Startup และคนที่ทำ Health Tech สามารถเข้ามาช่วยการจัดการสาธารณสุขได้อย่างแท้จริง เพราะปัจจุบันมีคนทำงานเหล่านี้เยอะ แต่เอาเข้าจริง ๆ ด้วยกฎระเบียบราชการ ด้วยความเป็นกรม เป็นกระทรวงที่แยกกันอยู่ไม่สามารถจะเข้ามาช่วยงานของภาครัฐได้ การมีหน่วยงาน Gov Tech จะเป็นหน่วยงานที่คลายปัญหาตรงนี้ออกไปทั้งหมด

 

สุดท้ายวันนี้เราพูดถึงคุณหมอ พูดถึงพยาบาลโดยเฉพาะ  แต่ว่าผู้ที่ทำงานทางด้านสาธารณสุขอีกจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งที่เป็นวิชาชีพแล้ว ที่มี อสม. และการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องมีการจัดระบบของการทำงานร่วมกัน เพราะการทำงานร่วมกันตรงนี้ อย่าง รพสต. ที่ถูกยกระดับขึ้นมาตรงนี้ก็มีการถกเถียงกันว่าจะกระจายอำนาจหรือจะไปอยู่กับใครอย่างไร  แต่ทั้งหมดต้องทำงานในเชิงรุก เพื่อเอาบุคลากรด้านสาธารณสุข เข้าไปใกล้ตัวใกล้บ้านของประชาชนให้มากที่สุด ที่จะเป็นตัวรองรับความต้องการที่จะเกิดขึ้น

 

ท้ายที่สุดผมก็ต้องกลับมาย้ำประเด็นแรก เราไม่ต้องการให้คนของเราเจ็บไข้ได้ป่วย โรงร้ายแรงทั้งหลาย ปัจจุบัน หรือเรื้อรังทั้งหลายมาจากพฤติกรรมทั้งสิ้น  เพราะฉะนั้นงานในเชิงรุกที่จะต้องทำตรงนี้ โดยการดึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเข้ามาทั้งภาคอุตสาหกรรม  ภาคประชาชน และอื่น ๆ ต้องมาทำงานเรื่องนี้มากขึ้น เพื่อจะทำให้ภาระต่าง ๆ ลดลง และปลอดภัยทั้งคุณหมอ และคนไข้

 

ตอบคำถามเพิ่มเติม 1

            เราเป็นคนยกสถานีอนามัยขึ้นมาเป็น รพสต. และมีนโยบายที่ปรากฏอยู่แล้วในนโยบายของพรรคว่าจะต้องยกระดับ รพสต. ขึ้นมาอีก เพื่อที่จะมาทำงานทั้งเรื่องปฐมภูมิ และเป็นผู้ที่เหมือนกับเป็นตัวหลักในการทำงานในเชิงป้องกันด้วย ความจริงในกลุ่มหมออนามัยปัญหาที่ยังต้องสะสางกันอีกอย่างน้อย 2 เรื่อง

 

เรื่องที่ 1 ก็คือปัญหาว่างบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กว่าจะตกถึงพื้นที่ตกหล่นไปเยอะ อันนี้ต้องพูดกันตามตรง เพราะฉะนั้นต้องเข้าไปสะสางตรงนี้ อันที่ 2 ขณะนี้มีมติ ครม. ด้วย ที่จะโอนทั้งหมดนี้ไปอยู่กับท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้ก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วย ผู้ที่ไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นตัวระบบของการบริหารจัดการตรงนี้ควบคู่ไปกับการยกระดับจะต้องมีการมาสะสางกันโดยฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ว่าหนทางที่ดีที่สุดที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ รพสต. นั้นควรจะเป็นอย่างไร

 

ตอบคำถามเพิ่มเติม 2 ที่เสนอให้แบ่งงบจากกระทรวงกลาโหมให้กระทรวงสาธารณสุข

ผมขออนุญาตพูดเรื่องนี้สักนิดนะครับ การเพิ่มงบประมาณที่จำเป็นและการปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นนั้น เป็นหลักการการบริหารที่ถูกต้องอยู่แล้ว  ผมก็มีความเชื่อว่างบกระทรวงกลาโหมต้องมีการตรวจสอบแล้วก็พิจารณาจัดสรรให้เหมาะสมมากขึ้น  แต่ว่าผมไม่อยากให้มาเป็นประเด็นทางการเมือง 

 

จริงๆ ถ้าท่านกลับไปดูในช่วงที่ผ่านมา หลาย 10 ปี มีรัฐบาลที่จัดงบกระทรวงกลาโหมน้อยลงเทียบจากวันที่เข้าไป มีรัฐบาลประชาธิปัตย์ครับ แต่เราไม่เคยเอาพวกเรื่องนี้มาพูดเป็นลักษณะเพื่อที่จะให้เกิดความขัดแย้งหรือความรู้สึกซึ่งกันและกัน และก็เรียนตามตรง งบลดของกระทรวงกลาโหม 10% ได้ประมาณ 17,000 ล้านบาท มันมีงบที่นักการเมืองใช้หาเสียงอยู่ตอนนี้คืองบกลางฉุกเฉิน ซึ่งไม่ฉุกเฉินจริงลดได้ 50,000 ล้านบาท ประชาธิปัตย์จะเอาตรงนี้มาด้วย

 

และที่อยากจะพูดความจริงอีกประการหนึ่งก็คือว่า เรากำลังเข้าสู่สังคมที่จะต้องมีการขยายระบบสวัสดิการ ไม่มีประเทศไหนเก็บภาษีอยู่ในระดับนี้แล้วจัดระบบสวัสดิการได้  พรรคการเมืองหลีกเลี่ยงจะพูดเรื่องนี้กัน  แต่ประชาธิปัตย์บอกว่าในที่สุดวันนี้คนมีกำลังจ่ายจะต้องจ่ายมากขึ้น เพราะฉะนั้นนโยบายเราชัด อย่างลดภาษีที่มีการหาเสียงกัน พรรคอื่นจะลดเป็นการทั่วไป แต่ประชาธิปัตย์บอกอย่างเงินได้นิติบุคคลถ้าลด ลดเฉพาะเอสเอ็มอี ไม่จำเป็นต้องไปลดให้บริษัทขนาดใหญ่อีกต่อไป

 

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถ้าจะลด ลดให้เฉพาะคนรายได้น้อย รายได้ปานกลาง ไม่งั้นคนที่เดือดร้อนที่สุดคือบรรดามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ถูกหักเงินเดือน หัก ณ ที่จ่าย ไม่มีทางหนีภาษี ในขณะที่กลุ่มคนอื่น ๆ มีช่องทางหมด เพราะฉะนั้นเราต้องมองภาพรวม อย่าเอาแค่ความสะใจ ช่วงนี้ผมก็ไม่ได้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ พูดชัดๆ ไปแล้ว แต่ว่าไม่จำเป็นอะไรที่จะต้องบอกว่าเงินมากระทรวงสาธารณสุขต้องมาจากกระทรวงกลาโหม กระทรวงกลาโหมก็เหมือนกับกระทรวงอื่นๆ ที่ต้องได้รับการพิจารณาครับ และเราก็ต้องให้คนที่มีกำลังจ่ายจากนี้ไปในประเทศไทย ให้กับส่วนรวมมากขึ้นครับ ขอบคุณครับ