เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

การเสวนา เรื่อง “Shaping  Thai Industry : ทิศทางอุตสาหกรรมไทย” – “ตอบโจทย์อุตสาหกรรมไทย” ณ ไบเทค บางนา โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

การเสวนา เรื่อง “Shaping  Thai Industry : ทิศทางอุตสาหกรรมไทย” “ตอบโจทย์อุตสาหกรรมไทย” ณ ไบเทค บางนา

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

18 มีนาคม 2562

 

ผมขอใช้เวลา 10 นาทีในการพูดถึงแนวคิดนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์  ซึ่งแน่นอนก็จะเกี่ยวข้องกับหลายเรื่องที่ท่านประธานได้เพิ่งพูดไป แต่ว่าผมจะเริ่มต้นอย่างนี้ เราวางนโยบายภาพรวมของพรรคประชาธิปัตย์  โดยคำนึงถึงสภาวะแวดล้อมของการทำธุรกิจ  ทั้งในประเทศไทย และในโลก นโยบายทุกตัวต้องสอดรับกัน เพื่อตอบโจทย์อย่างน้อยๆ 5 ข้อ ที่กำลังเป็นความท้าทายของเศรษฐกิจไทย

 

ข้อที่ 1 เราต้องยอมรับว่าการก่อกวนจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีคือ ปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของตัวเราเองในฐานะผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการประกอบธุรกิจ การจัดองค์กรทุกสิ่งทุกอย่าง นโยบายต้องสามารถรองรับเรื่องนี้ได้

 

2. ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก เราพูดโลกาภิวัฒน์กันมาหลายทศวรรษ  แต่วันนี้เราเริ่มเห็นสิ่งที่เป็นจริงของโลกาภิวัฒน์ สิ่งที่เกิดขึ้นกับอุสาหกรรมประมง สิ่งที่เกิดกับอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาล เป็นรูปธรรมที่เราสัมผัสช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

 

3. เราติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมานานพอสมควร ประเทศไทยขยับขึ้นสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง สมัยที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี และก็ติดอยู่อย่างนั้น  เพราะเราไม่สามารถที่จะลดต้นแข่งขันกับประเทศที่ตามหลังเรามาได้ และเราขาดเรื่องของนวัตกรรม เรื่องของการวิจัย เรื่องของความรู้ที่จะขยับขึ้นไปแข่งขันกับประเทศที่ไปก่อนหน้าเรา

 

เรายังมีแถมอีก 2 อย่าง เรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว  ซึ่งส่งผลกระทบ ทั้งในเรื่องของตลาดแรงงาน และส่งผลกระทบต่อความจำเป็นในการที่จะต้องมีเงินออม เพราะสังคมไทยมีความเสี่ยงสูงมากว่าจะแก่ก่อนรวย ไม่ได้รวยก่อนแก่ ความเหลื่อมล้ำในโครงสร้างทางเศรษฐกิจขณะนี้รุนแรงมาก

 

เหตุผลนี้เราจึงมีนโยบายที่เป็นจุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจไทย ครอบคลุม 10 เรื่อง เรื่องที่ 1 เราจำเป็นที่จะต้องปรับตัวเลขในการใช้ ในการประเมิน โครงการมาตรการ และชี้วัดว่าเศรษฐกิจก้าวหน้าไปทางไหน เราใช้จีดีพีอย่างเดียวไม่พอ เราต้องคำนึงถึงรายได้ครัวเรือน หนี้สินครัวเรือน มีการดูประสิทธิภาพ ผลิตภาพแรงงาน ปรับเรื่องความเหลื่อมล้ำ และต้องเอาตัวชี้วัดทางสังคมมาบอกว่าคุณภาพชีวิตของคนของเราเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าฝุ่น สิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งความสูญเสียที่เกิดขึ้นจาอาชญากรรม  อุบัติเหตุ และยาเสพติด 

 

เมื่อเรามีตัวชี้วัดอย่างนี้ ถามว่ารัฐต้องทำอะไรบ้าง  ผมจะไปเร็วๆ ในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโดยตรง  แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์นั้นต่อไปนี้โครงการขนาดใหญ่ทั้งหลายจะต้องคำนึงถึงผลที่เกิดขึ้น ปลายทางว่าเศรษฐกิจชุมชน  เศรษฐกิจของประเทศได้อะไร ไม่ใช่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่โดยไม่รู้ทำโครงการ เพื่อได้ทำโครงการ  เพราะฉะนั้นรถไฟความเร็วสูงนั้นเป้าหมายคือ การเชื่อมโลก รถไฟทางคู่จะต้องทำให้เป็นโครงข่ายให้ครบถ้วนมีเส้นทางที่วิ่งในแนวตะวันออก ตะวันตก มอเตอร์เวย์เหนือจดใต้ และจะต้องมีศูนย์กลางมหานครทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ 12 แห่งที่จะเป็นฐานรองรับความเจริญจะเกิดขึ้นในทุกๆ ภูมิภาค 

 

ถัดจากโลจิสติกส์วันนี้เรื่องสำคัญคือ เรื่องของเทคโนโลยีรัฐบาลประชาธิปัตย์จะตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า Gov Tech ขึ้นมา  เพื่อเอาเทคโนโลยีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม  และทั้งที่เกี่ยวข้องกับบริการประชาชน เมื่อสักครู่ท่านประธานพูดถึงเรื่องของ Big Data ถามว่าใครครอบครองข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รัฐบาลครับ  แต่รัฐบาลยังไม่สามารถเอาข้อมูลขนาดใหญ่ของตัวเองมาประสานรวมกันอยู่ที่เดียว และบริหารจัดการงานของภาครัฐ

 

ประชาธิปัตย์จะทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น  และเมื่อมีการออกกฎหมายที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้  ข้อมูลนี้จะต้องเปิดให้เอกชนด้วย  ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนสามารถมาทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องเทคโนโลยีภาครัฐ  ไม่ว่าจะเป็น EdTech Health Tech FinTech และอื่นๆ อีกมากมาย เราจะมีการผลักดันให้มีการใช้ตัวนี้ และมีกลไกมีกองทุนที่จะสนับสนุนให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ตามแนวทางนี้ และอันนี้ก็จะสอดคล้องกับแนวคิดของเราที่จะมีการรวบรวม Big Data และสร้าง Platformในส่วนของภาคเอกชนด้วยที่จะทำตลอดเส้นทางของ Supply Chain ในแต่ละCluster เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ หรือ SME ยกระดับขึ้นมาในด้านเทคโนโลยี 

 

ผมไปเร็วๆ ในภาคการบริการซึ่งจะต้องเป็นตัวที่ซึมซับแรงงานส่วนเกินที่ออกไปจากภาคเกษตรก็ดี  ที่เกิดขึ้นจากออกไปจากภาคอุตสาหกรรม  เพราะ Disruption ก็ดี เราจะต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เราเรียกว่า Hi-Touch ไม่ว่าท่องเที่ยว อุตสาหกรรมสื่อบันเทิง  ศิลปะ งานสร้างสรรค์ออกแบบเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่ แต่ในส่วนของอุตสาหกรรมเองชัดเจน

 

วันนี้ทิศทางของเราต้องไปสู่การปฏิวัติเขียวอุตสาหกรรม คำว่าปฏิวัติเขียวในที่นี้ คำว่าเขียวมี 2 ความหมาย ความหมายแรกก็คือ เป็นอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นเราจะดูในเรื่องของการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อเปลี่ยนฐานการผลิตยานยนต์แบบเดิมมาสู่ตรงนี้ มีเป้าหมายชัดเจน และเราประกาศนโยบายไปแล้วเรื่องการเปลี่ยนรถสาธารณะต่างๆ เป็นยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีกรอบเวลาที่แน่นอน Smart Agro ตรงกับที่ท่านประธานพูด อุตสาหกรรมชีวภาพ บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อุสาหกรรมรถไฟ การผลิตกระแสไฟฟ้า

 

อีกความหมายหนึ่งก็คือเชื่อมโยงไปยังภาคการเกษตรของเรา เพราะฉะนั้นมีเรื่องของไม้เศรษฐกิจที่ยั่งยืนอย่างนี้ เป็นต้น เครื่องมือที่จะใช้ก็มีตั้งแต่เรื่องกองทุน เรื่องกฎเกณฑ์ เรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการร่วมมือกับภาคเอกชน  ภาคเกษตรจะมีการใช้นวเกษตร วนเกษตร มีการรวมตัวสหกรณ์แบบสมัยใหม่ จัดการเรื่องหนี้ ที่เป็นตัวกดทับเรื่องเศรษฐกิจไทย ทำเรื่องระบบการออม เพื่อที่จะให้สังคมไทยรองรับสังคมสูงวัยได้ และระบบภาษีต้องมีทั้งความเป็นธรรม และมีความเข้มแข็ง

 

สุดท้าย 10 ข้อคือ ต้องไม่มีคอร์รัปชัน ประชาธิปัตย์เป็นพรรคเดียวขณะนี้ประกาศวาระชัดเจนในการต่อสู้กับคอร์รัปชั่น 

 

คราวนี้ผมก็จะมาถึงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยมี 3 เรื่อง เทคโนโลยีผมได้พูดไปแล้วว่าเราจะใช้ Big Data ทำอะไร จะลงทุนในเรื่อง R&D ให้ถึง 2% ของ GDP มีการเชื่อมโยงจัดระบบการวิจัยใหม่ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างจริงจัง และมาตรการในการส่งเสริมการลงทุนนั้นต้องมารองรับในการถ่ายทอดเทคโนโลยี และสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม

 

คน เรื่องนี้สำคัญ ประชาธิปัตย์จะสนับสนุนการเรียนฟรีถึง ปวส. เน้นเรื่องอาชีวะ เน้นระบบทวิภาคี และจะมีแรงจูงใจทางภาษี เพื่อให้เอกชนเข้ามาร่วม รวมทั้งจ้างงานคนที่จบจาก ปวส. ที่สำคัญก็คือเรื่องทักษะ Pay for skills ที่พูดถึงอยู่นี้ ประชาธิปัตย์เป็นคนเริ่มต้นไว้ ทั้งในเรื่องของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และค่าแรงที่สอดคล้องกับทักษะ

 

วันนี้ประชาธิปัตย์มีคำตอบแล้วเรื่องปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ เราเรียนรู้จากมาตรการที่ผ่านมาที่ไม่เพียงแต่สร้างปัญหาในเรื่องของการทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น  และมีปัญหาการย้ายฐานการผลิต และแม้แต่สภาอุตสาหกรรมเอง คราวที่แล้วเกิดภาวะอึดอัดจนเกือบวิกฤติ ก็เพราะเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ดังนั้นเราจึงมีคำตอบว่าวันนี้แนวทางคือลูกจ้างอยู่รอด นายจ้างอยู่ได้ เศรษฐกิจไทยเดินหน้า ค่าครองชีพไม่ขึ้น  ก็คือเราเอาระบบประกันรายได้มาใช้กับแรงงาน ค่าจ้างขั้นต่ำ ค่าจ้างตามสัญญาว่าไป  แต่ถ้าไม่เป็นไปตามเป้าหมายของเราว่าลูกจ้างควรจะมีรายได้เท่าไหร่ รัฐบาลเติมเงินให้เป็นระบบประกันรายได้  ซึ่งเราเริ่มต้นที่ 10,000 บาทต่อเดือน หรือ 120,000 ต่อปี อย่างนี้แก้ปัญหาทุกอย่างที่ท่านเป็นห่วงอยู่

 

เรื่องกฎหมาย ease of doing business ประเทศไทยเคยอันดับสูงสุดสมัยผม และผมจะใช้ประสบการณ์ที่ผมอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติมา 27 ปี ไม่เพียงแต่บอกจะไปแก้กฎหมายเก่า ๆ ไล่ไม่ทัน มันต้องคิดวิธีการออกกฎหมายแม่บทใหม่ เพื่อยกเลิกอุปสรรค์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจทั้งหมด  ไม่ว่าจะเป็นการต้องไปขอใบอนุญาต ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่สลับซับซ้อน และการเขียนกฎหมายใหม่ต้องมีนวัตกรรม เช่น ใช้บังคับได้เพียงไม่กี่ปี ถ้าไม่ยืนยันต้องถือว่ายกเลิก เช่น ต้องมีความคิดว่าทุกคนมีสิทธิ์ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ กฎหมายป้องกันเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ทุกคนต้องไปขออนุญาตจากรัฐ 

 

ทั้งหมดนี้คือนโยบายที่จะทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวเข้าไปสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง สอดคล้องกับความท้าทายทั้ง 5 เรื่อง ที่ผมได้พูดไว้ตั้งแต่ต้น และถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะก้าวไปด้วยกัน อุตสาหกรรมใหญ่ อุตสาหกรรมเล็ก ผู้บริโภคผู้ใช้แรงงาน ผู้ใช้แรงงาน ผลประโยชน์ร่วมกัน ประชาธิปัตย์แก้จน สร้างคน สร้างชาติ

 

เราจะทำอย่างไรให้ภาคการศึกษาที่ผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ และปริมาณในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชน และผู้ประกอบการของประเทศให้แข่งขันได้ในระดับสากล

เรื่องของการศึกษา ขอย้ำอย่างนี้ เรามีแผนที่ชัดเจนในการปรับการศึกษาไปสู่สายอาชีพมากขึ้น เพราะนั่นคือความต้องการหลักของประเทศ นโยบายผมได้พูดไปแล้วว่า เราถึงสนับสนุนเรื่องของการเรียนฟรีถึง ปวส. และระบบทวิภาคีซึ่งประสบความสำเร็จอยู่ แต่จะต้องมีการขยาย จะต้องมีการปรับรูปแบบเพื่อสร้างมาตรการที่มีแรงจูงใจให้เอกชนเข้ามา รวมไปถึงการจ้างงานคน หลังจากจบการศึกษาด้วย นั่นเรื่องแรกที่จำเป็นจะต้องทำ

 

และเรื่องที่ 2 ก็คือว่า ถ้าเรามองระบบการศึกษาทั้งระบบ การปรับหลักสูตร ตั้งแต่เด็กเล็ก จนกระทั่งจบการศึกษา มีความจำเป็นมาก เพราะว่าที่ผ่านมาระบบการศึกษาไทย ยังเน้นเรื่องของการให้ความรู้ซึ่งมันอยู่ในโลกยุคเก่า แล้วก็ฝึกคนออกมาพูดตามตรง มาเป็นข้าราชการ มาเป็นพนักงาน แต่วันนี้จะต้องมีการปรับทักษะไปสู่เรื่องของการคิด วิเคราะห์ ทักษะเรื่องเทคโนโลยี ทักษะเรื่องภาษาต่างประเทศ แล้วก็เมื่อโตขึ้นมาก็คือทักษะในฐานะการเป็นผู้ประกอบการ

 

ทีนี้ถามว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อให้หลักสูตรมันไปในทางนี้ ข้อที่ 1 ก็คือว่าภาคเอกชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดหลักสูตร โดยเฉพาะการศึกษาสายอาชีพ ไม่อย่างนั้นแล้วการศึกษาสายอาชีพของเรา ก็จะล้าสมัย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร หรือทักษะที่ให้ เอกชนจะเข้ามามีส่วนร่วมโดยรัฐจะสนับสนุน มีจูงใจให้เข้ามาทำตรงนี้

 

ส่วนที่ 2 หลักสูตรต่างๆ ที่ไม่คล่องตัวนี้ ส่วนหนึ่งเพราะเรารวมศูนย์การบริหารจัดการการศึกษา ประชาธิปัตย์จะทำ 2 กลไก

 

1. จะต้องกระจายอำนาจไปให้สถาบันการศึกษา และสถานศึกษาเบ็ดเสร็จ เขาสามารถที่จะคิดหลักสูตรใหม่ๆ สหวิทยาการบ้าง การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใหม่บ้าง โดยไม่ต้องรอให้ สกอ. อนุมัติซึ่งใช้เวลา 2 ปี ซึ่งขณะนี้คือเฉลี่ยเป็นอย่างนั้น

 

ประการที่ 2 ประชาธิปัตย์จะตั้งกองทุนขึ้นมาที่เรียกว่า Smart Education กองทุนนี้จะมีรายได้ที่แน่นอน เป็นอิสระจากรัฐ แต่จะเอาเงินนี้ไปให้ภาคเอกชนที่สนใจจะทำงานด้านการศึกษา เพราะฉะนั้นผมมั่นใจว่าปัจจุบันมีบริษัทตั้งแต่บริษัทเล็กๆ ทำ Startup ทำ Health Tech มีวิสาหกิจเพื่อสังคมที่มาทำงานด้านการศึกษา เขารอการสนับสนุนตรงนี้ กลไกใหม่นี้จะเป็นอีกตัวหนึ่งที่จะทำให้ความต้องการในเรื่องของคนมีความสอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชน

 

ทีนี้ถัดมานอกจากเรื่องของคนในระบบการศึกษาแล้ว การปรับเปลี่ยนทักษะในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงที่โดนผลกระทบจากเทคโนโลยี มีความจำเป็นมาก การ Re-Skill ประชาธิปัตย์มีโครงการที่จะให้คูปองปีละ 1 ล้านใบ ใบนึงมีมูลค่า 3,500 บาท ที่สามารถไปเข้าหลักสูตร เช่น เรื่องเทคโนโลยี เช่นเรื่องภาษา เช่นเรื่องการประกอบการ โดยผู้จัดโครงการจะไม่เป็นภาครัฐ จะเป็นภาคเอกชนด้วยกันเอง ที่สามารถเข้ามายื่นจัดหลักสูตรเหล่านี้ และทางภาครัฐเข้ามารับรอง

 

สุดท้ายที่จำเป็นต้องย้อนกลับไปพูดนี้ ก็คือว่า เราพูดกันมากเรื่องการที่จะต้องจ่ายเงินให้สอดคล้องกับฝีมือแรงงาน หรือทักษะ ประชาธิปัตย์เป็นคนเริ่มตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ วันนี้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเริ่มเดินหน้าในการทำหลักสูตรจัดคุณวุฒิลำดับต่างๆ สำหรับหลายอุตสาหกรรมแล้ว มีตั้งแต่โลจิสติกส์ มาถึงอสังหาริมทรัพย์ หรืออะไร แต่มันไม่กลับไปเชื่อมโยงเรื่องของการจ่ายค่าแรงตามมาตรฐาน เพราะฉะนั้นถ้าเรามีระบบประกันรายได้ ซึ่งตัดปัญหาข้อกังวลใจท่านเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำไปแล้ว เราก็จะมาเน้นย้ำว่า การจะก้าวเลยไปกว่าจุดที่มีการประกันรายได้คือ 120,000 บาทต่อปี จะเป็นเรื่องที่มีการยึดโยงกับเรื่องของทักษะอย่างชัดเจน การทำงานระหว่างกระทรวงแรงงานกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ จะต้องกลับมาเชื่อมโยงกันเพื่อที่จะให้ทำตรงนี้ก้าวไปสู่ความสำเร็จได้

 

สุดท้ายต้องเรียนอย่างนี้ว่า ทักษะที่มีความจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมในอนาคต มันต้องมากับเรื่องของเสรีภาพในหลายๆ เรื่อง ถ้าไม่มีเสรีภาพ มันไม่มีนวัติกรรม มันไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นกฎระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาหรือเรื่องอื่นๆ จะต้องเอื้อให้คนนั้นกล้าคิด กล้าทำ กล้าวิเคราะห์ แล้วก็กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งทั้งหมดนี้ ผมคิดว่าจะเป็นการตอบโจทย์ในเรื่องของกำลังคนในอุตสาหกรรมในยุคต่อไป

 

100 วันแรกจะทำอะไรก่อนหลัง ที่ท่านจะทำให้นโยบายอุตสาหกรรมเห็นผลทันที

สิ่งแรกวันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ภาวะเศรษฐกิจ  ซึ่งคนส่วนใหญ่บอกว่าย่ำแย่ มันเป็นเพราะกำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ไม่มี  เพราะฉะนั้นงานแรกที่จะทำยังไงหนีไม่พ้นการเติมกำลังซื้อให้กับคนส่วนใหญ่  วันนี้ประชาธิปัตย์มีคำตอบ สำหรับ 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 กลุ่มเกษตรกร ซึ่งเราจะเอานโยบายประกันรายได้กลับมา ซึ่งเป็นนโยบายที่มีขั้นตอน กลไกที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นดำเนินการได้เลย ไม่ใช่พูดขณะนี้เพียงแค่ว่าจะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร หรือเพิ่มราคาสินค้าเกษตรกร โดยปราศจากการมีกลไกที่เป็นรูปธรรมที่เตรียมไว้แล้ว

 

กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มผู้ใช้แรงงาน เช่นเดียวกันคำตอบเราไม่เหมือนกับพรรคการเมืองที่เสนอเรื่องค่าแรง  แต่คำตอบเราขณะนี้ก็คือ เรากำหนดว่าประชากรไทยอย่างน้อยจะต้องมีรายได้ขั้นต่ำ 120,000 บาทต่อปี ถ้าค่าแรงไม่ถึงตรงนั้นรัฐบาลก็เข้าไปช่วยเติม โดยการประกันรายได้ให้

 

กลุ่มที่ 3  คนยากคนจน ซึ่งปัจจุบันมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประชาธิปัตย์ก็บอกว่าการเพิ่มกำลังซื้อ และทำให้เงินหมุนเวียนตรงนี้ง่ายมาก อย่าให้บัตรมีแต่ความยุ่งยาก ซับซ้อนมีสิทธิเรื่องนั้นบาง เรื่องนี้บ้าง ยุบรวมให้หมดเป็น 800 บาทต่อเดือน แต่ที่สำคัญที่สุดคือ จะไม่บังคับให้ไปรูดบัตรในร้านค้าที่กำหนดอีกต่อไป เงินตัวนี้จะหมุนเข้าไปสู่ชุมชน เงินตัวนี้จะหมุนเข้าไปสู่ตลาด ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวแกง เพราะฉะนั้น 3 ส่วนนี้จะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อเพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นขึ้นมาก่อน ทำให้ตลาดภายในประเทศดี

 

ส่วนที่ 2 ที่เริ่มได้เลยเช่นเดียวกัน ความจริงอยากจะบอกอย่างนี้ สำหรับประชาธิปัตย์ 99 วัน ที่เริ่มได้เลยไม่ต้องไปสแกน ไปเอ็กซเรย์อะไรแล้ว ก็ช่วงผมตกงาน 5 ปี ผมเอกซเรย์มาตลอด สแกนมาตลอด และเพื่อยืนยัน ผมใช้เวลา 5 ปี ไปพบกับสมาคมอุตสาหกรรมการค้าทั้งหลายกว่า 100 สมาคม ซึ่งหลายคนคงนั่งอยู่ในนี้ เพราะฉะนั้นเราพร้อมจะเอาปัญหาต่างๆ ที่เรารับฟังมาตลอด 5 ปี มาแก้ไขทันที

 

ในด้านการต่างประเทศ บังเอิญเราจะเป็นประธานอาเซียน คนพูดเรื่องนี้น้อย ประธานอาเซียนเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนานี้ ที่เราจะประชุมสุดยอด ที่เราเตรียมไว้ก็คือว่า การเป็นประธานอาเซียนครั้งนี้  นอกจากเรื่องการดำเนินงานต่างประเทศที่จะรื้อฟื้นการเจรจาการค้าในแบบทวิภาคี  ซึ่งความจริงเรื่องของสหภาพยุโรปถูกแขวนไว้ ผมก็คุยกับเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว รวมไปถึงเรื่องประมง เรื่องอะไรที่ค้างคาอยู่ ก็คือการใช้สถานะของประธานอาเซียนครั้งนี้  ให้ทุกประเทศตระหนักถึงความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน ในการเดินเกมทางด้านธุรกิจระดับโลก 

 

ผมยกตัวอย่างง่ายๆ 10 ปีที่แล้ว ตอนผมเป็นประธานเราเริ่มวาระเรื่อง connectivity เอาไว้ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้  ได้ประโยชน์สูงสุดจากการเติบโตของ CLMV แปลกไหม หลังจากนั้นประมาณ 2-3 ปี จีนประกาศ 1 แถบ 1 เส้นทาง แต่ปรากฏว่าอาเซียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยคุยกับจีนในฐานะอาเซียนเลย ปล่อยแต่ละประเทศไปแย่งกันว่า 1 แถบ 1 เส้นทาง ใครจะมาทำโครงการอะไรตรงไหน ซึ่งต้องผนึกกำลังกันบอกจีนว่า 1 แถบ 1 เส้นทางของเขา กับ connectivity ของเรามันเรื่องเดียวกัน ทำไมไม่ทำให้มันเป็นระบบ

 

เรื่องของภาษีซึ่งจะไปแข่งขันกันลดภาษีดึงการลงทุนเข้ามา ทำทำไม สุดท้ายทุกประเทศ ซึ่งก็ไม่ได้เปรียบซึ่งกันและกัน แต่รัฐบาลจัดเก็บรายได้ไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น รวมไปถึงการไปต่อรอง การเอาอำนาจของอาเซียนไปต่อรองกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ทุกวันนี้บริษัท Tech ขนาดใหญ่เอาเงินจากคนไทยไปเยอะมาก แต่ไม่เสียภาษีให้เราเลย เราไปสู้คนเดียวอยาก  แม้ผมก็ดูไว้แล้วว่าอินโดนีเซียทำยังไงนิวซีแลนด์ทำยังไง อังกฤษทำยังไง ก็ตาม  แต่ถ้าเราไปเจรจาในฐานะกลุ่ม  ผมเชื่อว่าจะให้บริษัทเล่านี้ยอมที่จะเสียเงินหรือคืนเงินกลับมาให้ประเทศของเราในภูมิภาคนี้มากขึ้น

 

ส่วนที่ 3 10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยที่ผมฉายภาพไปตั้งแต่ตอนต้น เรื่องเล่านี้เริ่มต้นได้ทันที

 

กำลังคุยกับนายจ้างส่วนใหญ่ อธิบายอย่างไร ถ้าขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

ผมอธิบายไปแล้ว หลายรอบแล้ว ปรบมือสิครับ ระบบของเราไม่เป็นภาระของนายจ้างอยู่แล้ว และเงินที่ใช้ก็ไม่ได้มาก เราคำนวนมาหมดอยู่แล้ว อยากตอบคำถามของท่านประธานมากกว่าว่าจะเอาสภาอุตสาหกรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างไร เพราะว่ามันมีประเด็นที่ผมอยากจะพูด คือ 1. นอกจากที่ผมได้ไปพบกับท่านทั้งหลายมาเยอะแล้ว มันมีอย่างน้อยๆ 3 กลไกที่อย่างน้อยๆ ที่ผมคิดว่าสำคัญ

 

กลไกที่ 1 ที่เราพูดกันเรื่อง “ปังตอ” ที่จริงแล้ว เรามีกฎหมายที่รัฐบาลนี้ออก แล้วไม่รู้จักใช้ คือกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขออนุญาตต่างๆ จากราชการ ที่บอกว่าออกแล้วไม่ได้ใช้ก็คือว่า กฎหมายนั้นเขาต้องการทำเรื่องนี้ แต่เสร็จแล้วรัฐบาลกลับไปบอกว่าคุณไปทำคู่มือมาให้เป็นไปตามกฎหมายนี้ สุดท้ายทุกหน่วยงานก็ทำคู่มือมารองรับแนวปฏิบัติที่ตัวเองทำอยู่แล้ว สิ่งที่เราจะทำก็คือว่า การทำคู่มือนี้เราจะให้ทำใหม่ แต่จะเอาเอกชนเข้าไปร่วมทำด้วย เพราะเอกชนจะรู้เลยว่าแต่ละหน่วยงาน อย. ก็ดี กระทรวงเกษตรฯ ก็ดี ติดขัดอยู่ตรงไหนอย่างไร และในแง่ของกฎหมายใหม่ ไม่ใช่แค่พระราชบัญญัติ ซึ่งจะมีการให้เอกชนเข้าไปร่วมในกรรมาธิการวิสามัญ แต่ต่อไปนี้การออกกฎกระทรวงและระเบียบต่างๆ ต้องมีกระบวนการที่เอาภาคเอกชนเข้าไปให้ความคิดเห็นอย่างเป็นธรรม นั่นเรื่องที่ 1

 

เรื่องที่ 2 ที่มีความจำเป็นก็คือว่า ต่อไปกลไกที่รัฐช่วยภาคเอกชน ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราพูดกองทุนนั้น กองทุนนี้ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แล้วก็ถ้าต่อไปอุตสาหกรรมใหม่ๆ ยิ่งเป็นการจะต้องใช้เงินซึ่งหลายรายเอาไปแล้ว มีความเสี่ยงสูง แต่น้อยรายประสบความสำเร็จ และสำเร็จมาก รัฐต้องไม่ไปคิดแทน กลไกของการกลั่นกรองว่าใครควรจะเข้าถึงเงินเหล่านี้ควรจะเป็นภาคเอกชนด้วยกัน นั่นเรื่องที่ 2

 

เรื่องสุดท้าย รัฐบาลผมเป็นรัฐบาลที่รื้อฟื้นระบบ กรอ. ขึ้นมา มีการประชุม กรอ. ในระดับชาติ แล้วก็ให้มีการตั้ง กรอ. จังหวัดขึ้นมา แต่หลังจากนั้นไม่ได้ใช้งาน ยกเว้น กรอ. จังหวัดถูกใช้งานรองรับ ครม. สัญจร ในเรื่องของการมาเสนองบเพื่อหาเสียง ผมนี้จะไม่ทำอย่างนั้น กรอ.จังหวัดก็ต้องสามารถมีการนำเสนอประเด็นต่างๆ ได้ และผมจะรื้อฟื้น กรอ. ระดับชาติ แต่ผมขอท่านประธานเรื่องนึง วันนี้ที่ผมฟังมาก็คือว่า ระบบ กรอ. เดิม ซึ่งมีประธาน 3 – 4 สมาคมหลัก มันขาดเสียงของคนที่จะเป็นตัวแทนของ SME โดยเฉพาะผมจะขอว่า อย่างน้อยที่สุดนอกจากท่านที่เคยเข้าไปแล้วจะเป็นประธานหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรม สมาคมท่องเที่ยว หรือธนาคารแล้ว ขอให้มีตัวแทนของ SME ซัก 1 คน เข้าไปนั่งตรงนั้นด้วย เพื่อผลักดันประเด็นต่างๆ ให้นโยบายรัฐบาลตอบสนองได้