เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

คำต่อคำการปราศรัยใหญ่กรุงเทพฯ โซนตะวันออก โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คำต่อคำการปราศรัยใหญ่กรุงเทพฯ โซนตะวันออก

ที่ศูนย์การค้าคริสตัลดีไซน์เซ็นเตอร์ (CDC)

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

18 มีนาคม 2562

 

               

กราบสวัสดีพี่น้องกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะใน 8 เขตเลือกตั้งในทางตะวันออกของกรุงเทพฯ ครับ สวัสดีครับ เริ่มต้นขึ้นมาคงต้องพูดถึงเรื่องผมกับพื้นที่นี้บ้างนะครับ เพราะว่าบางคนมาเล่าเรื่องเก่าๆ มารอแฟนอะไรอยู่แถวนี้ ผมเด็กรามฯ ครับ ผมเรียนนิติศาสตร์ รามคำแหง ตั้งแต่ปี 2526 มาสอบหลายครั้ง โดยเฉพาะช่วงแรกที่เข้ามาก็คือช่วงที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ แล้วก็นอกจากมาเป็นเด็กรามฯ แล้ว ยังมาสอนหนังสือที่รามคำแหงด้วย เพราะฉะนั้นก็เป็นพื้นที่ที่ผมก็มีความคุ้นเคยมาตั้งแต่ก่อนเข้ามาสู่การเมือง แล้วก็แน่นอนที่สุดหลังจากเข้ามาสู่การเมืองแล้ว มีโอกาสมาเยี่ยมเยียนพี่น้องทั้งใน 8 เขตหลายต่อหลายครั้ง หลายยุค หลายสมัย เราร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน

 

ก่อนที่ผมจะได้พูดจาปราศรัยกับพี่น้องในเรื่องนโยบายก็ดี ในเรื่องของความสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ และสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นคำตอบให้กับท่านนั้นก็ขออนุญาตพูดถึงคนบนเวทีนี้สักนิดหนึ่ง เพื่อให้พี่น้องเห็นภาพว่า พรรคอย่างพรรคประชาธิปัตย์ เรามีบุคลากรอย่างไร เพราะหลายคนพี่น้องก็คุ้นเคย หลายคนที่เป็นคนใหม่ ก็เพิ่งมีโอกาสที่จะได้มาพบปะพูดจาปราศรัยกับพี่น้อง

 

(แนะนำตัวผู้สมัครของพรรค)

หมดเวลาโฆษณาแล้วนะครับ

 

ก็ต้องมาเข้าเรื่องว่า การผสมผสานของบุคลากรของพรรคประชาธิปัตย์แบบนี้เป็นสิ่งที่ทำให้พี่น้องมั่นใจครับว่า เราเป็นพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของคนทุกกลุ่ม เรารับฟังปัญหาซึ่งกันและกัน คนแต่ละรุ่นที่เข้ามา พูดไปทำไมผมก็นึกว่าเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ตอนผมเข้ามา ที่ผมเลือกประชาธิปัตย์ เพราะผมเห็นว่าประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เราเป็นเจ้าของด้วย ผมไม่ต้องการไปอยู่พรรคการเมืองที่หัวหน้าพรรคสั่งได้ เจ้าของพรรคสั่งได้ นายทุนพรรคสั่งได้ ห้ามทำอย่างนี้ ต้องทำอย่างนั้น เรื่องนี้ต้องสนับสนุน เรื่องนั้นต้องคัดค้าน ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็ไม่เข้ามา และเมื่อผมเข้ามาเป็น ส.ส. ตอนอายุ 27 สิ่งที่ผมคิด คาดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นเรื่องจริง ผมก็ลุกขึ้นสามารถที่จะเถียงกับหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค ผู้ใหญ่ของพรรคในที่ประชุม เท่าเทียมกัน วันนี้ผมก็ต้องมาชดใช้กรรม เพราะเด็กรุ่นใหม่ก็สามารถมาเถียงผมได้เหมือนกัน แต่นี่คือประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคการเมืองเดียวที่เป็นประชาธิปไตยในพรรคฯ

 

พรรคการเมืองต่างๆ ที่อ้างตัวเองสถาปนาตัวเองว่า เป็นพรรคที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย ท่านลองไปดูทุกพรรคสิครับ มีพรรคไหนบ้างเริ่มต้นความเป็นประชาธิปไตยในบ้านตัวเอง ไม่มีหรอกครับ มีเจ้าของชัดเจน มีระบบ อย่าเรียกระบบเลยครับ มีเจ้าของที่สามารถกำหนดทิศทางของการทำงานทางการเมืองของพรรคนั้นได้ทั้งสิ้น แต่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ เราไม่แอบอ้างตัวเองว่าเป็นพรรคประชาธิปไตยเพื่อที่จะเอาไว้ใช้ในการต่อสู้เป็นประเด็นทางการเมือง แต่เราปฏิบัติจริง ในพรรคของเรา และนโยบายของเราจึงเป็นนโยบายที่คิดขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อเอามาเป็นประเด็นทางการเมือง แต่เป็นนโยบายที่ต้องการแก้ไขปัญหา ปฏิบัติได้จริง

 

เมื่อสักครู่คุณพริษฐ์ พูดถึงนโยบายเรื่องเกณฑ์ทหาร ความแตกต่างระหว่างหลายพรรคที่พูดเรื่องนี้กับพรรคประชาธิปัตย์คือ พรรคประชาธิปัตย์ไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องทะเลาะกับกองทัพ ตรงกันข้ามเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่เราคุยกับกองทัพด้วยเหตุด้วยผลว่า ทำไมเราคิดว่าระบบพลทหารสมัครใจนี้มันดีสำหรับกองทัพ มันดีสำหรับประเทศ มันดีสำหรับคนหนุ่มสาวของเรา ผมพูดหนุ่มสาวเพราะว่าเวลาเราจะทำระบบพลทหารสมัครใจ เราจะไม่ได้ทิ้งการที่คนหนุ่มคนสาวต้องมีหน้าที่รับใช้ชาติ เราคิดไปถึงว่าเมื่อไม่ต้องเกณฑ์ทหารแล้ว ทุกคนต้องมีส่วนในการทำงานจิตอาสา หรือทำงานเพื่อสังคม เพื่อปลูกฝังทั้งวินัย และความสำนึกว่า ทุกคนต้องทำงานเพื่อส่วนรวม แต่เราไม่เอาเรื่องเหล่านี้มาใช้เพื่อทะเลาะหรือขัดแย้ง และเราคิดนโยบายหลายเรื่อง เราจะคิดให้ครบทุกแง่ทุกมุม

 

อย่างนโยบายหนึ่ง ที่เมื่อกี้ไม่ได้พูดในกรุงเทพมหานคร ก็คือเรื่องปัญหาหาบเร่ แผงลอย คนที่ไม่พยายามมองทุกมุม ก็จะเอาเรื่องนี้มาทะเลาะกันครับ ฝ่ายหนึ่งก็จะคิดแต่เพียงว่า ก็มันผิดกฎหมาย ก็มันเกะกะ ก็มันสร้างปัญหา ต้องเฉียบขาด จัดระเบียบ อีกฝ่ายหนึ่งก็พูดแต่เพียงว่า คนอยากค้าขาย ทำไมไม่ให้เขาค้าขาย จะได้ทำมาหากิน ก็เป็นอาชีพสุจริต ประชาธิปัตย์ไม่เห็นว่าต้องทะเลาะกันครับ ทุกฝ่ายทั้ง 2 ฝ่ายมีส่วนถูก แต่ต้องจัดความเหมาะสม ถามว่าทางเท้ามีไว้เพื่ออะไร มีไว้เพื่อสัญจร ผมไม่ปฏิเสธ แต่การจัดระเบียบแบบที่ทำมา 5 ปีนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงนะครับ ไม่ได้มองเฉพาะในมุมของคนขายหรอกครับ เพราะอันนั้นทุกคนมองเห็นอยู่แล้วว่า มีคนที่เคยประกอบอาชีพสุจริตที่วันนี้ทำมาหากินยากลำบากมาก และเศรษฐกิจก็ไม่หมุนเวียนอยู่แล้ว แต่มันกระทบไปถึงคนซื้อ เพราะสำหรับประชาชนจำนวนมาก นั่นคือแหล่งอาหารราคาถูกที่ยังพอทำให้เขาประหยัดค่าใช้จ่ายได้ แต่สุดท้ายวันนี้หลายย่าน หลายพื้นที่ไม่มีทางเลือกนี้อีกต่อไป

 

ประชาธิปัตย์จึงไม่ได้กำหนดนโยบายแบบสุดโต่ง เพื่อไปเอาใจกองเชียร์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เราบอกว่าควรจะค้าขายได้แต่มีเงื่อนไข เงื่อนไขที่จะค้าขายนั้น 1. ต้องไม่ไปเกะกะการสัญจรไปมา ถ้าขายแล้ว ผู้ที่ใช้ทางเท้ายังต้องใช้ทางเท้านั้นได้ 2. ต้องสะอาด ถูกสุขอนามัย เพื่อที่จะเป็นการคุ้มครอง ไม่ให้พี่น้องประชาชนนั้นมากินอาหารที่ไม่สะอาด ไม่ปลอดภัย อย่างนี้เป็นต้น และกลไก 3 วิธีที่เราจะทำนี้ ก็คือเราจะต้องมีการจัดระบบ จัดระเบียบ และค้นหาพื้นที่ที่เหมาะสม ใช้เครื่องมือที่มีอยู่ของรัฐ เช่น ที่ว่างเปล่าที่ภาคราชการเป็นผู้ครอบครอง และไม่ใช้ หรือใช้กลไกของภาษีที่ดินที่จะมาส่งเสริมจูงใจว่า ใครที่อยากเสียภาษีที่ดิน เดิมรกร้างว่างเปล่า ปัจจุบันจะต้องเสียในอัตราที่สูง ถ้าจัดสรรพื้นที่นี้มาให้ค้าขาย เราก็สนับสนุนให้เกิดขึ้น นี่คือตัวอย่างของนโยบายของประชาธิปัตย์ ที่คิดขึ้นมาเพื่อหาทางออกให้กับทุกคน บางทีอธิบายยากครับ ยุคนี้เป็นยุคที่ผู้คน อยากจะบอกว่าถูกบังคับให้เลือกข้างอยู่ตลอดเวลา จะอยู่ข้างแม่ค้า หรือจะอยู่ข้างคนเดินถนน แต่ที่จริงมันมีทางออกที่แก้ปัญหาให้ทั้งแม่ค้า และคนเดินถนนได้ ประชาธิปัตย์จะทำนโยบายแบบนี้

 

พี่น้องครับ วันนี้ผมยกเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง เพื่อที่จะสะท้อนต่อไปว่า ความจริงนโยบายที่เป็นนโยบายใหญ่ระดับชาติ ประชาธิปัตย์ก็คิดถึงวิธีการทำงานแบบนี้ เพราะเวลาที่พี่น้องไปกากบาทเลือก ส.ส. ครั้งนี้ อย่างที่ท่านทราบแล้วว่า เมื่อเหลือบัตรใบเดียว มันไม่ได้กากบาทให้ผู้สมัคร 8 คนอย่างเดียว มันกากบาทให้พรรคประชาธิปัตย์มี ส.ส. มากขึ้นในระบบบัญชีรายชื่อ และถ้ามีมากพอ และเป้าหมายของเรา คือเราจะไปเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเอานโยบายต่างๆ ไปใช้ (เสียงปรบมือ)

 

เมื่อวันนี้มีการแข่งขันในเชิงนโยบาย ผมจะชี้ให้เห็นว่า นโยบายของประชาธิปัตย์มีที่มาที่ไป มีหลักคิด และส่งผลแตกต่างจากทางเลือกอื่นๆ พี่น้องสังเกตมั้ยครับว่าเลือกตั้งครั้งนี้ เขาบอกว่าเป็นครั้งแรกเลยที่เห็นชัดๆ ว่าพรรคประชาธิปัตย์ออกมาแถลงนโยบายด้านต่างๆ ก่อนเพื่อนๆ ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา เรื่องปากท้อง เรื่องยาเสพติด และล่าสุดยังคงเป็นพรรคเดียวที่มีนโยบายชัดเจนเรื่องการปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชัน (เสียงปรบมือ)

 

เพราะอะไรครับ เพราะ 5 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ปิดพรรค แต่เราไม่ได้เคยไปสร้างปัญหาให้กับ คสช. ว่าจะไปทำอะไรให้เกิดความวุ่นวาย ปั่นป่วน แต่ผมสั่งทุกคนในพรรคฯ ว่า คุณหยุดทำงานไม่ได้ หน้าที่นักการเมืองไม่ได้หมดไปกับตำแหน่ง หน้าที่นักการเมืองไม่ได้หมดไปกับการไม่มีเงินเดือน หน้าที่นักการเมืองคือการดูแลทุกข์สุข ติดตามปัญหาของประชาชนซึ่งไม่เคยเว้นวรรค ไม่เคยพักผ่อน ไม่สามารถที่จะหยุดได้ แม้แต่ คสช. ก็สั่งให้หยุดไม่ได้ (เสียงปรบมือ)

 

5 ปีที่ผมขึ้นเวทีเสวนากับพรรคการเมืองต่างๆ นี้ เวลาพูดถึงนโยบาย ผมจะเป็นคนเดียวที่ตอบ ผมใช้เวลา 5 ปี เจอกับกลุ่มสมาคมต่างๆ เกษตรกร แรงงาน กว่าร้อยกลุ่ม เพื่อรับฟังปัญหา เอาปัญหากลับมาถกกับทีมงานของพรรคฯ เราจะแก้อย่างไร พรรคการเมืองอื่นอ้างอย่างเดียวครับ คสช. ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง เลยไม่มี ยังไม่ตอบ วันนี้บางคนก็ยังไม่ตอบอีก เพราะบอกว่าขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรค เผลอๆ ไปถามกรรมการบริหารพรรคยังไม่ตอบอีก เพราะขึ้นอยู่กับนายใหญ่ (เสียงปรบมือ)

 

ส่วนบางพรรคการเมือง ผมต้องตอบว่า ผมก็อัศจรรย์ใจเหมือนกัน คือพูดง่ายๆ ทำงานเป็นรัฐบาลมา 5 ปี วันนี้ผมไปสภาอุตสาหกรรม ฟังผู้แทนของพรรคพลังประชารัฐ คือความจริงเขาเชิญผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ไปนะครับ แต่ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ ไม่ไปซักเวทีนึง ส่งตัวแทนไป ผมฟังแล้วผมก็พยายามต้องเตือนตัวเองว่า 5 ปีที่ผ่านมาเขาทำอะไร เพราะนโยบายที่เสนอทั้งหมดไม่เกี่ยวกับงานที่ทำมาเลย แต่วันนี้มาเสนอนโยบายที่พูดง่ายๆ ก็คือว่า ใครเสนออะไร ก็เสนอมากกว่า ถ้าประชาธิปัตย์บอกประกันรายได้ข้าว 10,000 มันต้องเกิน 10,000 ถ้ายางพารา 60 มันต้อง 65 แล้วพอเพื่อไทยเขาเสนอค่าแรง 400 ต้องเสนอ 425 คนมาถามผมว่าเราจะเอายังไง ผมบอกผมไม่เสนอ 425.25 บาทหรอก เพราะพรรคประชาธิปัตย์ต้องอยู่กับความเป็นจริง และเดี๋ยวจะต้องพูดเรื่องนี้

 

นโยบายที่เราทำนี้ ผ่านการศึกษา ผ่านการกลั่นกรอง พี่น้องที่นี่หลายคนในกรุงเทพฯ บางคนต่อว่า เอ๊ะ ลดแลกแจกแถมหรือเปล่า ผมเรียนอย่างนี้ครับ นโยบายประชาธิปัตย์ใช้เงินรัฐจริง แต่วันนี้ทำไมต้องใช้เงินแบบนี้ มันมี 2 เหตุผล

 

เหตุผลที่ 1 เศรษฐกิจของประเทศไทยวันนี้ อยู่ในฐานะซึ่งแปลกครับ เราไม่เคยอยู่อย่างนี้มาก่อน คือดูผิวเผินเขาบอกว่า มันไม่ได้มีปัญหาอะไรนี่ จีดีพีมันก็โต 3% 4% แต่มันไม่เหมือนเมื่อก่อนครับ เมื่อก่อนถ้า จีดีพี โต 4% เราพอเชื่อได้ว่ารายได้ของคนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น แต่วันนี้ จีดีพี ที่โต 4% พอเราไปดูไส้ใน คนที่จนที่สุดจนลงนะครับ จนลงเยอะด้วย บางจังหวัดรายได้เขาติดลบไป 20% 30% คนที่จนน้อยหน่อยก็ติดลบ คนที่อยู่ตรงกลางก็คงที่ คนที่รวยขึ้นมาหน่อยเพิ่มขึ้นนิดเดียวครับ แต่คนที่รวยที่สุดไม่กี่คนรายได้เพิ่มขึ้นมหาศาล เฉลี่ยมันถึงออกมา 4% มันไม่เคยเป็นอย่างนี้ และไม่เคยมียุคใดที่การสำรวจความยากจนแล้วพบว่าคนจนเพิ่มขึ้นในประเทศไทย โดยที่ไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจจากข้างนอก มันเคยเกิดตอนต้มยำกุ้ง มันเคยเกิดตอนแฮมเบอร์เกอร์ แต่มันไม่เคยมียุคไหนที่ไม่มีวิกฤติแบบนั้น แต่สำรวจความยากจนแล้ว คนจนเพิ่มขึ้น และควาเหลื่อมล้ำกลายเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

 

เราปล่อยอย่างนี้ไปไม่ได้ครับ และเศรษฐกิจไม่มีทางฟื้น ถ้าพี่น้องส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไม่มีเงินเพิ่มขึ้นมาในกระเป๋า แต่ประชาธิปัตย์ทำมีเหตุมีผลครับ เกษตรกรเราช่วย เราช่วยด้วยระบบประกันรายได้ ผมรับรองได้ครับ เงินไม่ใช่มากกว่ารัฐบาลนี้หรอก และเราเคยทำมาแล้ว เราใช้ระบบที่เราไม่ไปยุ่งไปเกี่ยวกับการที่จะซื้อข้าว จำนำข้าว เอาข้าวมาเก็บในสต็อก มีปัญหาในการบริหารสต็อก การค้าขายปั่นป่วน ส่งออกไม่ได้ และสำคัญที่สุดคือมีการทุจริต คอร์รัปชัน เราไม่ทำอย่างนั้น (เสียงปรบมือ)

 

นโยบายเราวันนี้เคยทำเมื่อปี 52 – 53 ทำมาแล้ว ใช้เงินไม่มากเท่ากับรัฐบาลชุดนี้ แต่เกษตรกรอยู่ได้ ยุคนั้นหนี้สินเขาเริ่มลดลง รายได้เขาเพิ่มขึ้น เราต้องยอมที่จะเอานโยบายแบบนี้กลับมา แล้วใครที่คิดว่านี่เป็นเรื่องประชานิยมเหลวไหล ท่านไปดูเถอะครับ ประเทศที่เจริญแล้ว ทำการปรับโครงสร้าง การผลิตสินค้าเป็นระดับเลิศของโลกแล้ว ท่านไปดูไม่ว่าจะสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะญี่ปุ่น ไม่ว่าจะสหภาพยุโรป เขาอุดหนุนเกษตรกรเขาทั้งนั้นครับ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะอุดหนุน แต่ต้องอุดหนุนให้ถูกวิธี นโยบายเราจึงต้องทำขึ้นมาแบบนี้ ในขณะที่คู่แข่งเรา พรรคเพื่อไทยยอมรับแล้วว่า การจำนำมันไปไม่ได้ แต่ยังไม่สามารถตอบได้ชัดว่าจะทำอย่างไร แต่เราจะฟื้นได้โดยเร็วเพราะเราพร้อมด้วยกลไก ส่วนพลังประชารัฐนั้นผมอ่านนโยบายแล้ว สับสนมาก และมีโอกาสที่จะสุ่มเสี่ยง นโยบายที่เขาเขียนนี้ ว่าในที่สุดจะซ้ำรอยกับการจำนำข้าว ซึ่งผมก็แปลกใจมาก เพราะการจำนำข้าวนั้น รัฐบาลนี้ประณามมาโดยตลอด แต่พอถึงฤดูหาเสียงเลือกตั้ง พร้อมที่จะเขียนนโยบายที่แทบจะไม่ต่างอะไรกับการจำนำข้าว เพียงแต่เรียกชื่ออื่น

 

ค่าแรงครับ นี่อีกกลุ่มหนึ่งที่เราต้องช่วย ค่าแรงที่เราต้องช่วย เพราะคนที่มีค่าจ้าง ค่าแรง เงินเดือนน้อยวันนี้ เขามีไม่พอต่อการครองชีพจริงๆ ครับ ลำบากจริงๆ แต่เรามีประสบการณ์เรียนรู้แล้วจากการขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดดในอดีต 300 บาท ว่าเกิดอะไรขึ้น 1. พอขึ้น 300 บาท ทำให้รัฐบาลต้องบอกว่า หลายปีต่อมาไม่มีการขยับค่าแรงเลย 2. ช่วงที่ขยับขึ้น มีผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งแบกรับไม่ไหว ปิดกิจการบ้าง ย้ายฐานการผลิตบ้าง ไปแอบลดสวัสดิการ หรือประโยชน์ที่เขาเคยให้กับลูกจ้างเขาบ้าง เพื่อที่จะหาทางอยู่รอด และใครจะพูดตัวเลขเงินเฟ้ออะไรอย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ นโยบายอย่างการขึ้นค่าแรง อย่างการขึ้นค่าแก๊ส ทำให้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นจริงๆ

 

คนมาเถียงผมบอก 5-6 ปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อแต่ละปีๆ ขึ้นทีละเปอร์เซนต์ 2 เปอร์เซนต์ มันไม่เยอะนี่ แต่พี่น้องลองเทียบสิครับ เอาง่ายๆ อาหารกลางวันกินข้าวแกง ข้าวจานเดียว ก่อนจะมีนโยบายนี้ ผมว่า 20 บาท 25 บาท หากินสบายๆ วันนี้เพิ่มขึ้นเกือบเป็นเท่าตัวเป็นอย่างน้อย แล้วยังกล้าเสนอนโยบาย 400 425 บาทกันอีก ประชาธิปัตย์บอก ของเราลูกจ้างอยู่รอด นายจ้างอยู่ได้ เศรษฐกิจไทยเดินหน้า ค่าครองชีพไม่ขึ้น วิธีคือวันนี้เติมเงินให้เขาก่อน แต่รัฐบาลใช้ระบบประกันรายได้ เราคำนวนตัวเลขที่ไหน คำนวนตัวเลขที่รัฐบาลบอกว่า คนไทยนี้ถ้ารายได้ไม่ถึง 120,000 บาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี แปลว่ารัฐบาลไทยยอมรับว่า 120,000 บาท คือตัวเลขที่บอกได้ว่าคนนี้เขาพอมีอันจะกินหรือยัง

 

เพราะฉะนั้นเราก็บอกใครที่รายได้ไม่ถึง 120,000 บาทต่อปี ทำงานแล้วได้ค่าจ้างค่าแรงไม่ถึง รัฐบาลก็จะเติมให้ ส่วนค่าแรงขั้นต่ำก็จะปรับไปตามระบบของมันคือไตรภาคีซึ่งจะต้องมีการพิจารณาทุกปี ผมจึงอยากกราบเรียนว่า นโยบายนี้จำเป็น เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้เศรษฐกิจมันฟื้นขึ้นมาหมุนเวียน เพราะไม่งั้นมันเดินหน้าอะไรไม่ได้เลย แล้วอีกเรื่องที่เราทำ ก็คือเรื่องของบัตรสวัสดิการคนจน ซึ่งสิ่งที่เราทำก็คือ ปรับสิทธิประโยชน์ ซึ่งมีอยู่กระจัดกระจาย เยอะแยะว่า ตรงนั้นเป็นเงินให้ ตรงนี้เป็นค่าน้ำ ตรงนั้นเป็นค่าไฟ ก็เอามารวมกันเสีย แล้วสรุปว่า เป็นยอดที่ 800 บาท แล้วเราจะไม่บังคับเขาไปรูดบัตรที่ร้านค้าที่รัฐบาลกำหนดอีกต่อไป เพราะทุกเดือนๆ ที่ผ่านมา ที่ใช้นโยบายนี้ รัฐบาลเอาเงินให้คน 14 ล้านคน คนละ 300 บาท 500 บาท แต่เอาไปไว้ในร้านค้าที่รัฐบาลกำหนด เราจะเอาเงินเหล่านี้มาหมุนในตลาดบ้าง มาหมุนในร้านค้าเล็กๆ บ้าง มาหมุนคนขายของริมทางทั่วประเทศบ้าง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

ส่วนเงินกลุ่มที่ 2 ที่เราทำ จะเป็นเรื่องเกิดปั๊บ รับสิทธิ์เงินแสน จะเป็นเรื่องเบี้ยยังชีพคนชรา นี่คือการเริ่มต้นระบบสวัสดิการที่จำเป็นสำหรับประเทศไทย และต่อไปในอนาคตทุกประเทศมีแต่ต้องขยายระบบสวัสดิการ เพราะเทคโนโลยีกำลังทำให้ทุกคนไม่มีความมั่นคงในเรื่องอาชีพ และรายได้ มันจึงไม่ใช่นโยบายประชานิยมที่มาแข่งขันกันหาเสียง และผมถึงไม่แข่งขันตัวเลขครับ ผู้สูงอายุบางพรรคเขาให้ไป 5,000 แล้ว ค่าตอบแทน อสม. บางพรรคไปเป็นหมื่น แต่เราไม่ทำ เราอยู่กับเหตุกับผล แต่เราไม่สุดโต่งไงครับ ไม่ไปทำแบบเหลวไหล ทำลายวินัยการเงินการคลัง แต่เราไม่ปฏิเสธความจำเป็นในการใช้เงินแบบนี้ แต่เราไม่ได้มีนโยบายเพียงเท่านี้นี่ครับ

 

10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย ที่เมื่อสักครู่ คุณอภิรักษ์ ได้พูดไป เป็นตัวบ่งบอกว่า เราก็ดูไปในอนาคตว่าประเทศไทยจะหารายได้อย่างไร ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการท่องเที่ยว จะปรับระบบเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารกิจการของรัฐอย่างไร จะลงทุนเรื่องโลจิสติกส์ เขตเศรษฐกิจพิเศษ เมืองมหานครอย่างไร เพื่อสร้างรายได้ มันครบเป็นระบบต้องดูทั้งหมด และมั่นใจเถอะครับ ประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลมาหลายครั้ง ไม่มีครั้งไหนที่ประชาธิปัตย์ไปเป็นรัฐบาล แล้วเกิดวิกฤติทางด้านวินัยทางการเงินการคลัง มีแต่เราเก็บเงินจนเงินคงคลังเพิ่มขึ้นเกือบทุกยุคทุกสมัย (เสียงปรบมือ)

 

มีแต่คนต่อว่าว่าชอบเก็บเงินไว้ให้คนอื่นใช้ เพราะช่วงเก็บเงินมันยากครับ วิกฤติ 2 ครั้งที่เราต้องเก็บเงิน มันทำให้เราไม่สามารถที่จะทำโครงการหลายอย่างตามใจชอบได้ เพราะต้องเอาประเทศให้รอดก่อน พอคนหงุดหงิดว่ายังไม่ได้อะไรเต็มที่ ก็เลยเอาคนอื่นเข้ามาใช้เงินแทน แต่เราก็เคารพไม่มีปัญหา เพราะนั่นคือกระบวนการของประชาธิปไตย ฉะนั้นพี่น้องมั่นใจเถอะครับว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์วันนี้ เป็นรูปธรรม เป็นระบบ พร้อมที่จะไปใช้ได้ทันที เราไม่ได้มีแค่นโยบาย วันนี้เราสามารถบอกได้ว่า วิธีการที่เราจะทำในทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้แรงงาน ไม่ว่าจะเป็นคนถือบัตรสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็น SME ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ เรามีคำตอบที่ชัดเจนว่า เราจะทำอะไร นโยบายอย่างนี้ต่างหากที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าได้

 

แต่ทั้งหมดนี้ วันนี้ที่จำเป็นต้องพูดกันเช่นเดียวกันก็คือว่า นโยบายเศรษฐกิจ หรือนโยบายอื่นๆ ก็ตาม ถ้าการเมืองไม่สามารถหลุดพ้นได้จากวังวนหลายอย่าง ทั้งความขัดแย้ง ทั้งวิกฤติหลายอย่างที่ผ่านมาในอดีต ป่วยการที่จะพูดถึงเรื่องนโยบายหรือการวางแผนเพื่อสร้างรากฐานของประเทศในระยะยาว

 

พี่น้องครับ เราถูกบังคับให้คิดอยู่ในกรอบของการเลือกข้าง โดยคน 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสูญเสียอำนาจไป เพราะ ถ้าทบทวนความจำกัน เพราะคิดที่จะไปออกกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย แล้วทำให้ประชาชนจำนวนมากลงสู่ท้องถนน เพราะไม่ต้องการเห็นความไม่ถูกต้องเกิดขึ้น และพอเหตุการณ์ยืดเยื้อ ลุกลามไปสู่วิกฤติศรัทธาที่มีต่อระบบการเมืองทั้งหมด สุดท้ายเกิดการรัฐประหารขึ้น วันนี้คนกลุ่มนี้ต้องการปลุกเร้าอารมณ์อย่างเดียวว่า เมื่อ 5 ปีผ่านไป คนส่วนใหญ่ แน่นอนไม่พอใจในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ ไม่พอใจกับปัญหาการบริหารงานที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เขาก็ปลุกเร้าอย่างเดียว่า เพราะฉะนั้นต้องเลือกพรรคกลุ่มเขาเท่านั้น ที่สถาปนาตัวเองว่าเป็นพรรคประชาธิปไตย

 

แต่อย่างที่ผมกราบเรียนพี่น้องแล้วว่า พอเอาเข้าจริงๆ มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ เพราะดูไส้ในของแต่ละพรรค การบริหารพรรคภายในเขาก็ไม่เป็นประชาธิปไตย และประชาธิปไตยที่เขาพูดถึง มันไม่ใช่ เสรีนิยมประชาธิปไตย มันเป็นประชาธิปไตยที่เขาบอกว่า เสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้งทำอะไรก็ได้ ทำลายระบบต่างๆ ได้ แปลกมั้ยครับ เมื่อผมประกาศว่า ผมไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แทนที่พรรคการเมืองเหล่านี้จะบอกว่า นี่เป็นจุดยืนที่เป็นประชาธิปไตย เขาไม่ครับ เขาแสดงความเดือดร้อนมากว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เพราะอะไร เพราะเขากลัว กลัวว่าสิ่งที่เขาพยายามจะผูกขาดว่าเขาคือความเป็นพรรคประชาธิปไตยนี้มันกำลังจะหมดสิ้นไป เป็นเดือดเป็นร้อนมาก บางพรรคก็เลยพยายามที่จะมาจี้อยู่นั่นแหละครับ ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ไม่พอ ต้องประกาศปฏิเสธพรรคพลังประชารัฐด้วย ผมก็ตอบว่า ผมพูดชัด การตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับใครนั้น หลักการใหญ่ของผมก็คือรัฐบาลที่ออกมาต้องไม่เป็นเผด็จการสืบทอดอำนาจ และไม่ทุจริต คอร์รัปชัน ก็บอกว่า ผมกั๊ก ผมพูดไม่ชัด แต่แปลกครับ ขอโทษเอ่ยนามอีกพรรคนึง โฆษกพรรคอนาคตใหม่ เคยตอบคำถามนี้เหมือนกับผมทุกคำ แต่พอเป็นอนาคตใหม่ ไม่กั๊ก (เสียงปรบมือ)

 

ผมกำลังจะชี้ให้เห็นว่า แผนของฝ่ายหนึ่งคือการเอาประชาธิปไตยมาอ้าง แล้วอ้างว่ามีพรรคการเมืองเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ผูกขาดความเป็นประชาธิปไตย จะบีบว่า ถ้าใครรักประชาธิปไตยต้องเลือกพรรคกลุ่มนี้เท่านั้น ความน่ากลัวของพรรคกลุ่มนี้ก็คือเวลาที่ผมพูดเรื่องประชาธิปไตยสุจริต มีอาการมากครับ คำว่า สุจริต แสลงหูคนเหล่านี้มาก เพราะพยายามจะบอกว่า เรื่องของการทุจริต คอร์รัปชัน เสมือนไม่มีจริง อ้างว่าการปราบปราบการทุจริต คอร์รัปชันที่เกิดขึ้นเป็นวาทกรรม เพื่อที่จะให้เผด็จการเข้ามา หรือไม่ก็พยายามจะบอกเผด็จการเข้ามาก็ทุจริต คอร์รัปชั่นเหมือนกัน ประชาธิปัตย์เพียงแต่บอกว่าเรายอมรับกันได้ไหมว่าการทุจริต คอร์รัปชันเกิดขึ้นทั้งในยุคเผด็จการ และเกิดขึ้นทั้งในยุคของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้านักการเมืองไม่สำนึกตรงนี้ ประเทศไทยไม่มีทางออกจากวิกฤติการเมือง หรือวงจรอุบาทว์ได้ครับ พี่น้องครับ (เสียงปรบมือ)

 

สิ่งที่ผมต้องยอมรับว่า ผมค่อนข้างตกใจ ก็คือเมื่อวานผมไปขึ้นเวทีดีเบตที่ลานโพธิ์ ธรรมศาสตร์ ก็นี่แหละครับ พรรคการเมืองกลุ่มนี้ก็พยายามรุมว่า ตอบมาซิ จะร่วม หรือไม่ร่วมกับพลังประชารัฐ ผมก็ยืนหลักการเดิม จนในที่สุดผมบอก งั้นผมขอถามบ้าง เพราะพรรคกลุ่มนี้ยังไม่พูดให้ชัดว่ายังคิดจะนิรโทษกรรมการทุจริต คอร์รัปชัน และเอาคนบางคนกลับมาหรือไม่ (เสียงปรบมือ)

 

บางพรรคพูดแล้วด้วยซ้ำว่า จะรื้อฟื้นคดีเก่าๆ กลับขึ้นมาใหม่ ที่ผมบอกผมตกใจก็คือว่า ผมนึกว่าเขาจะพูดชัดว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาสนใจอีกต่อไป ไม่ครับ จี้ถามหลายครั้งไม่กล้าที่จะปฏิเสธ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกำลังจะเตือนพี่น้องก็คือว่า แนวคิด วาระของพรรคกลุ่มนี้ ยังคงมีเรื่องแบบนี้อยู่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมได้ยืนยันตั้งแต่ต้นว่า เราไม่สามารถที่จะร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยได้ (เสียงปรบมือ)

 

ขณะเดียวกันครับ ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบัน ก็ต้องการเอาความกลัวมาใส่พี่น้องประชาชนบอกว่า ถ้าไม่ชอบฝ่ายโน้น ถ้าบ้านเมืองสงบต้องข้าพเจ้าเท่านั้น พี่น้องครับ ดูกันให้ดีว่าสิ่งที่เราไม่ต้องการ ที่เราต่อสู้ต่อต้านมา ไม่ว่าจะเป็นการทุจริต คอร์รัปชัน หรือเรื่องอื่นๆ นั้น เราควรจะพึ่งพาใคร ไว้ใจใคร รัฐบาล 5 ปีที่ผ่านมา ง่ายที่สุด เพราะมีอำนาจพิเศษทุกอย่าง ไม่ต้องมีเรื่องการเป็นรัฐบาลผสมด้วย หยิบเลือกคนได้ตามใจชอบมาทำงานให้ บริหารการเมืองนี่ต้องถือว่าง่าย ง่ายกว่ารัฐบาลอย่างเช่นยุคของประชาธิปัตย์

 

แต่ผมเทียบง่ายๆ ครับ เวลาเกิดเรื่องข้อสงสัย ข้อกล่าวหา การอื้อฉาวเรื่องการทุจริต คอร์รัปชัน รัฐบาลผมคนของเราลาออก เพื่อรักษาบรรทัดฐานที่ดีกับระบอบประชาธิปไตย และรักษาศรัทธาในระบบประชาธิปไตย (เสียงปรบมือ) ผมพูดเสมอว่ารัฐบาลทุกชุดปราบโกงครับ แต่ปราบฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น มีแต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ที่บอกว่า ถ้าเรื่องเกิดขึ้นกับฝ่ายเรา เราต้องดำเนินการจริงจัง เราไม่เคยขัดขวาง เราไม่เคยแทรกแซง ป.ป.ช. ให้เกิดการวินิจฉัยที่เกิดข้อกังขาต่างๆ ทั่วประเทศ แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่รัฐบาลปัจจุบันเคยประณามรัฐบาลก่อน ผมต้องเรียนตามตรงว่าวันนี้ทำเกือบทุกอย่างแล้วครับ ในวันที่ต้องการจะกลับมามีอำนาจ (เสียงปรบมือ)

 

ผมไม่ใช่คนโลกสวยหรอกครับ แต่ผมไม่เคยเชื่อทฤษฎีโจรจับโจร หรือโจรปราบโจร ที่ผมไม่เชื่อ เพราะถ้าเราใช้ทฤษฎีโจรปราบโจร นั่นหมายความว่าทุกยุค เราจะอยู่กับโจร หรือเราจะได้มหาโจรในที่สุด (เสียงปรบมือ) สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามจะบอกก็คือว่า วันนี้เราต้องคิดให้ดี รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ใครจะมาเป็นก็ตาม ไม่มีมาตรา 44 หรอกครับ เดินเข้าสภา ไม่สามารถเดินออกได้ หลังจากที่พูดจบแล้วก็ทุกคนก็กดปุ่มเห็นด้วย ชั่วโมงเดียว เดินเข้าสภาจะเจอสารพัด

 

ไม่ต้องอะไรครับ วันนี้ผมก็ไปอีกเวทีหนึ่งซึ่งพูดถึงเรื่อง การจะรักษาประชาธิปไตย เห็นได้ชัดว่า ถ้ามีการตีความ เห็นได้ชัดว่ามีการสืบทอดอำนาจ ความขัดแย้งบ้างเมืองไม่จบหรอกครับ ไม่จบ เพราะมันจะมีคำถามเกิดขึ้นมามากมาย เนื่องจากเขียนกติกาเอง และปฏิบัติไม่เหมือนกับคนอื่นในการที่จะเข้าสู่กระบวนการของการเลือกตั้ง และกลับเข้ามาสู่อำนาจ ความขัดแย้งจะเกิดขึ้น

 

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำว่า อย่าไปตกหลุมของทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายนึงเอาความเกลียด เอาความชัง เอาความหงุดหงิดความเบื่อกับสภาพปัจจุบัน แล้วต้องการจะผูกขาดว่าเขาเท่านั้นที่นำไปสู่เส้นทางประชาธิปไตย อีกฝ่ายหนึ่งเอาความกลัวว่าถ้าไม่มีเขาแล้ว บ้านเมืองจะไม่สงบ นายกฯ หลังการเลือกตั้ง เชื่อผมเถอะครับ ตะคอกนักข่าวไม่ได้หรอก (เสียงปรบมือ) บ้านเมืองมันไม่มีมาตรา 44 แล้ว สื่อมวลชนเขาจะเข้มข้นกว่านี้เยอะ เดินเข้าสภา เจอแน่ครับ ทั้งกระทู้ถาม ทั้งญัตติ ต้องบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ ในด้านความมั่นคง เครื่องของของทุกคนก็จะกลับมาเท่ากันครับ ไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือ ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงดูแล ไม่ว่าจะเป็นเหล่าทัพ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ผมดูแล้วขณะนี้ทั้งฝ่ายความมั่นคงที่เป็นเหล่าทัพ ทั้งตำรวจ มีความเข้มแข็ง และผมเชื่อว่าเขาพร้อมที่จะสนับสนุนงานของรัฐบาล ไม่ว่าใครจะมาเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น

 

เพราะฉะนั้นมั่นใจเถอะครับว่า วันนี้มันถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องผ่าทางตัน วันนี้มันถึงเวลาแล้วที่เราบอกว่า ประเทศไทยกลับไปเป็นประชาธิปไตยได้ และไม่วุ่นวาย วันนี้มันถึงเวลาแล้วที่เราจะบอกว่า มันประนีประนอมกับความไม่ถูกต้อง แล้วอ้างว่าฉันดี ฉันทำไม่เป็นไร เพราะฉันไปต่อสู้กับคนเลว มันหมดแล้วครับ มันทำต่อไปไม่ได้แล้วครับ ไม่งั้นมาตรฐาน ค่านิยม ของสังคมเราจะเสื่อมลงๆ และความขัดแย้งรออยู่ข้างหน้า อยู่ในวงจรอุบาทว์เหมือนเดิม (เสียงปรบมือ)

 

ประชาธิปัตย์จึงไม่ใช่มีนโยบายที่พร้อมที่สุด แต่ประชาธิปัตย์คือทางออกต่อปัญหานี้ ที่เรายืนยันว่า ประชาชนต้องเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยต้องสุจริต (เสียงปรบมือ) ผมรู้ครับ ผมเดินไปหาเสียง หลายคนบอกเห็นด้วยกับผม แต่บอกผมตรงๆ ว่า ยังกลัวอยู่ จะไหวมั้ย ด้านนึงก็เป็นอย่างนี้ อีกด้านนึงก็เป็นอย่างนี้ ผมบอกนะครับว่า ถ้าเราไม่กล้าที่จะเดินไปในเส้นทางที่ควรจะเดิน เราอาจจะไม่มีโอกาสกลับมาเดินเส้นทางนี้อีกนานเลย (เสียงปรบมือ)

 

และผมทราบ ผมเคยทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี ปี 52 ปี 53 ที่จริงผมก็ทำงานกับคนใน คสช. นั่นแหละ แล้วก็ไม่เคยเห็นต่างกันด้วยว่าจะต้องทำอย่างไรกับเหตุการณ์ต่างๆ แต่ผมรู้ว่าวันนั้นด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง พี่น้องหงุดหงิด หงุดหงิดว่ามันเกิดความวุ่นวายขึ้น เพียงแต่ผมอยากจะบอกว่า ผมเข้าใจ แต่เป้าหมายสูงสุดของเราวันนั้นคือ ทำอย่างไรเหตุการณ์ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมต้องชี้ให้เห็นนะครับ ที่มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดปี 53 นั้น มันเกิดขึ้นทันทีที่มีการยึดทรัพย์เกิดขึ้น ยึดทรัพย์มหาศาล คนที่ไม่พอใจเขาต้องต่อสู้ทุกวิธี และเป็นครั้งแรกที่การชุมนุมนั้นมีการส่งกองกำลังติดอาวุธเข้ามาด้วย เป้าหมายเรา 1. อย่าให้เกิดลุกลามไปเป็นสงครามกลางเมืองเหมือนกับหลายประเทศ 2. อย่าให้จบลงที่การปฏิวัติรัฐประหาร 3. อย่าทำให้ต้องดึงสถาบันที่ควรจะอยู่เหนือการเมืองต้องลงมาเกี่ยวข้อง (เสียงปรบมือ) เราบรรลุเป้าหมายทั้ง 3 แต่ผมยอมรับว่ามันไม่ถูกใจคนหลายคน ความจริงไม่ถูกใจทั้ง 2 ด้าน ด้านนึงก็ยังกล่าวหาว่าผมเป็นฆาตกร อีกด้านนึงก็กล่าวหาว่าผมอ่อนแอ แต่ทุกอย่างมันพิสูจน์โดยกระบวนการทางกฎหมาย เพราะผมไม่เคยนิรโทษกรรมตัวเอง ไม่เคยยกมือให้ใครที่จะมานิรโทษกรรมให้ผม และผมขึ้นศาล ผมถูกต้องเรียนไป ป.ป.ช. จนเขาตัดสินใจว่า ผมไม่ผิด (เสียงปรบมือ)

 

ผมถึงบอกว่า บางทีเราต้องมาตั้งหลักกันว่า เราอยากให้บ้านเมืองเดินไปอย่างไร และถ้าถามว่าวันนี้มั่นใจได้มั้ยว่า ประชาธิปัตย์ไปเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ผมไปเป็นนายกฯ ไปเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผมจะทำในสิ่งที่จำเป็น ผมบอกเลยครับว่า ผมมาถึงจุดในทางการเมืองที่ผมรู้ว่า ถ้าพี่น้องให้โอกาสผม แม้อีกเพียงครั้งเดียว ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะแก้ตัวอีกต่อไปแล้วในครั้งต่อๆ ไป (เสียงปรบมือ)

 

ผมอยู่การเมืองมา 27 ปี วันที่ผมเข้ามา ความจริงเห็นเขาแล้วก็พอนึกถึงอยู่เหมือนกัน ว่ามันมีอะไรคล้ายๆ กันเพียงแต่ผมหล่อกว่าตอนนั้นเท่านั้น ผมมีความชัดเจนว่าผมต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองอย่างไร ผมมีโอกาสเข้าไปนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีช่วงสั้นๆ ในภาวะที่มันวุ่นวายนี้ ผมทำได้บางส่วนเท่านั้น หลายส่วนเรื่องสวัสดิการ เรื่องอะไรต่างๆ ผมได้เริ่มต้นไป แต่หลายเรื่องผมยังไม่ได้มีโอกาสทำ และภาวะวิกฤติเศรษฐกิจขณะนั้นไม่ได้ให้โอกาสกับเราในการที่จะสร้าง ลงทุนอะไรหลายอย่างที่ต้องการจะทำ แต่ถ้าผมได้รับโอกาสครั้งนี้ ผมจะไม่มีโอกาสที่จะมาแก้ตัวในครั้งหน้า ผมถึงบอกชัดเจนว่า ผมหมดเวลาเกรงใจใคร (เสียงปรบมือ)

 

นโยบายครั้งนี้ถึงต้องมีการประกาศกันให้ชัด กระจายอำนาจนี่ผมบอกแล้ว เลือกตั้งผู้ว่าฯ ต้องเกิดขึ้น ไม่ต้องกลัวว่ากระทรวง ข้าราชการจะคัดค้าน หลายเรื่องที่ผมพูดเมื่อสักครู่ เรื่องสวัสดิการต่างๆ ต้องกล้าตัดสินใจไปเลยว่า ถึงเวลาต้องทำ ถ้าไม่ทำเราจะไม่ได้วางรากฐานต่างๆ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นวันนี้ผมยืนยันกับพี่น้องครับ ว่าเมื่อผมตัดสินใจ 27 ปีที่แล้ว หรือผมสนใจการเมืองมานานกว่านั้นเป็นสิบปี ผมมีความเชื่อ มีความฝัน วันนั้ผมเข้ามาเป็นเด็กอายุ 27 ปี เดินหาเสียง เคาะประตูคนที่อยู่ในเขตเลือกตั้งผมนี่ หลายคนถามว่า คุณมาแจกใบปลิวให้ใคร เขาไม่คิดว่าคนอย่างผม อายุเท่านั้นจะมาเป็นผู้แทนได้ ผมเข้าไปอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ คนก็ถามว่าคนอย่างคุณกล้าพูดได้ยังไงว่า ไม่มีทางย้ายพรรคตั้งแต่วันแรก อายุเพิ่ง 27 ผมก็บอก ผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่านักการเมืองที่มีอุดมการณ์ที่มั่นคงไม่ย้ายพรรค มันมีจริง มันมีได้ (เสียงปรบมือ)

 

ผมเข้ามาการเมืองวันนั้นมีคนบอกว่า คุณเข้าการเมือง ระบบจะกลืนคุณ สุดท้ายคุณก็ปฏิเสธไม่ได้หรอก เรื่องผลประโยชน์ เรื่องทุจริต คอร์รัปชัน ผ่านมา 27 ปี ผมยังยืนยันว่าผมเป็นนักการเมืองที่รักษาความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นสำคัญ (เสียงปรบมือ)

 

วันนี้ผมถึงเชื่อว่า ประชาธิปัตย์ทำได้ พี่น้องไม่ต้องกลัว พี่น้องไม่ต้องไปหลงที่เขาบอกว่าต้องเลือกข้างอย่างนั้นอย่างนี้ พี่น้องต้องเลือกสิ่งที่มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เราต้องเดินไปสู่จุดนั้นให้ได้ ถ้าเราตั้งต้นบอกเราจะไม่เอาสิ่งที่ดีที่สุด แล้วเราเขวไปทางซ้าย เขวไปทางขวา เราจะไม่มีวันถึงจุดหมาย ถึงเวลาแล้วครับที่มาเดินด้วยกัน ไปสู่จุดหมาย ไปสู่สิ่งที่ประเทศไทยควรจะเป็นได้ เป็นประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตย เป็นประเทศที่มีระบบสวัสดิการ เป็นประเทศที่เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง เป็นประเทศที่ลบข้อครหาหลายอย่างเดียวกับค่านิยมเรื่องการทุจริต คอร์รัปชัน เล่นพรรคเล่นพวก ตัดสินใจให้เด็ดขาดเถอะครับวันนี้ อยู่ที่นี่กรุงเทพฯ ในโซนตะวันออก ทั้ง 8 เขต เลือกพรรคประชาธิปัตย์ เราจะเดินไปสู่จุดหมายนั้นด้วยกันครับ ขอขอบพระคุณครับ