เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

“สุทธิชัย หยุ่น” เปิดใจ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

คำต่อคำรายการพิเศษตอบโจทย์เลือกตั้ง 62

“สุทธิชัย หยุ่น” เปิดใจ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

(19 มี.ค. 62)

 

          ประโยคที่ประทับใจมากช่วงท้ายๆ แต่ว่าตกใจ หรือว่าตื่นเต้นก็ตาม คำว่า “หมดเวลาเกรงใจ” คำนี้คุณอภิสิทธิ์คิดเอง หรือว่ามาจากสคริปต์ไหน เกรงใจนี้แปลว่าแต่ก่อนนี้เกรงใจ แต่ว่าตอนนี้จบการเกรงใจ

 

จริงๆ แล้วมันเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่ผมลงสมัครแข่งขันหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้ผมมาทบทวนหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับการทำงานทางการเมืองของผม คุณสุทธิชัย ก็ชอบแซวผมนะครับว่า 27 ปีที่แล้ว ทั้งผมทั้งคุณยังเด็กกว่านี้เยอะ คือผมก็คิดว่า วันนั้นวันที่ผมเข้ามาการเมือง ผมมีความตั้งใจอย่างใหญ่หลวง 2 อย่าง

อย่างที่ 1 มันเพิ่งผ่าน รสช. มา และผมก็หวังว่ามันจะไม่มีรัฐประหารอีก ประเทศจะเป็นประชาธิปไตยเต็มใบได้เสียที และโดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ผ่านไปสู่การมีรัฐธรรมนูญปี 40 ผมก็มีความหวังสูงมากว่าการเมืองมันจะเข้ารูปเข้ารอย

กับข้อที่ 2 ตอนที่ผมเข้ามาตอนแรก ผมก็คิดว่าเศรษฐกิจไทย คือความเป็นอยู่ของคนไทย ทำอย่างไรให้มันทัดเทียมกับอารยประเทศ เรามีการเจริญเติบโตที่ดี แต่ที่สำคัญกว่าก็คือว่าคนทุกคนยังไงความเป็นอยู่พื้นฐานต้องดี ถ้าเขาสามารถทำได้ด้วยตัวเอง นั่นดีที่สุด แต่ถ้าเขาตกหล่นด้วยเหตุผลอะไร มีระบบสวัสดิการที่มันรองรับ สร้างความเป็นธรรมให้เขาลุกขึ้นมาได้ มีโอกาสได้ ซึ่งช่วงแรกๆ ที่ผมอยู่ในการเมือง เศรษฐกิจไทยก็กำลังจะไปด้วยดี แต่มาเจอวิกฤติต้มยำกุ้งไปรอบนึง และหลังจากนั้นก็มีการปรับตัวอะไรกันอีกมากมาย

 

ผมมีโอกาสเข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรี 10 ปีที่แล้ว ก็เป็นภาวะซึ่งผิดปกติมาก เจอวิกฤติทางการเงินที่มาจากต่างประเทศ แล้วก็การเมืองในขณะนั้น มีการแบ่งขั้ว ขัดแย้งกันรุนแรง แล้วก็ตัวที่เป็นชนวนสำคัญอีกตัวหนึ่งก็คือคดีความของคุณทักษิณ ซึ่งพอมีการยึดทรัพย์คุณทักษิณ ก็เกิดปฏิกิริยารุนแรงไปสู่เหตุการณ์ปี 53

 

งานที่ผมอยากทำทั้งหมด มันทำได้แค่บางส่วนเท่านั้นเอง ด้วยข้อจำกัดของสภาพแวดล้อม ด้วยข้อจำกัดทางการเมือง และอะไรต่างๆ ขณะเดียวกันนั้น ผ่านมาอีก 10 ปี ปรากฏว่าประเทศไทยกำลังมีปัญหาที่จะต้องจัดการในเชิงโครงสร้างเยอะมาก เทคโนโลยีที่เข้ามาก่อกวน ภาษาอังกฤษบอก Disrupt ทุกสิ่งทุกอย่าง เรากำลังจะเป็นสังคมสูงวัย คุณกับผมนี้ กำลังจะเป็นภาระของคนอีกจำนวนมาก เราเป็นส่วนหนึ่งของโลกต่างประเทศมากขึ้น คุณสุทธิชัยอาจจะทำข่าวต่างประเทศมานานอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่ว่าจริงๆ ขณะนี้คนทั่วๆ ไปเริ่มสัมผัสได้มากขึ้นว่าต้องพูดภาษาหลายภาษานะ เพราะเดี๋ยวนี้มาตรฐานสากลมันเข้ามารัดคอเราแล้ว

 

สังคมที่ไม่เคยเหลื่อมล้ำมามากขนาดนี้ อันนี้ก็ไม่ใช่เฉพาะสำหรับประเทศไทยนะ พูดด้วยความเป็นธรรม ปัญหาเหล่านี้ วันนี้ถ้าไม่มีการจัดการแบบเด็ดขาด แล้วก็คิดว่าจะค่อยๆ ประนีประนอม เพื่อที่จะปรับตรงนั้นปรับตรงนี้ ผมว่าเราไปไม่ทันแล้ว ประกอบกับว่าตัวผมเองเที่ยวนี้ (เวลาเหลือน้อย?) บางคนผมว่าเวลาคุณไม่เหลือน้อยหรอก ผมเพิ่ง 54-55 แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่า ผมเคยมีโอกาสไปนั่งตรงนั้นแล้ว วันนี้ผมเชื่อว่าถ้าเกิดคนให้โอกาสผมอีก แล้วสมมติเที่ยวหน้าผมกลับมานั่งตรงนี้แล้วบอก ผมยังติดตรงนั้นติดตรงนี้ ผมว่าคนเขาไม่เอาแล้ว (ไม่มีข้อแก้ตัว?) ไม่มีแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมก็จึงบอกว่า มันหมดเวลาเกรงใจ ในหลายสิ่งหลายอย่างที่มันประกอบมานี้ ทั้งชีวิตทางการเมืองผม ทั้งเงื่อนไขของสังคม ทั้งนึกย้อนกลับไปว่า เป้าหมายเดิมที่เราอยากจะทำ ที่มันยังไม่บรรลุนี้ มันจะต้องทำให้สำเร็จ นี่คือที่มาของประโยคนี้

 

แต่คำว่าไม่เกรงใจ หรือว่าหมดเวลาเกรงใจ มันระบุชื่อบุคคลได้มั้ย พล.อ.ประยุทธ์?

ไม่ๆ ไม่ได้ระบุชื่อบุคคลเลย (แต่ประโยคนั้นต่อกันนะ) ไม่ครับ ประโยคหมดเวลาเกรงใจแล้วครับ มันเป็นประโยคที่ใช้ทั่วไป แต่ผมจะมีคำหนึ่งเหมือนกันบอกว่า หมดเวลาเกรงใจเผด็จการและคนโกงแล้วครับ เหตุผลที่ผมพูดอย่างนี้ด้วย ก็เพราะว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ผมว่าเรื่องใหญ่มีอยู่ 2 เรื่อง นอกจากเรื่องระยะยาวที่เราพูดกันแล้ว ซึ่งผมก็เสียดายนะ ว่าในการเลือกตั้ง เราพูดเรื่องพวกนั้นน้อยเกินไป แต่มันก็อาจจะเป็นปกติมั๊งครับ ของสังคมที่มีความเสรี แล้วก็นิยมในเรื่องของการมาถกเถียงการเมือง ปัญหาเฉพาะหน้า

 

แต่ 2 เรื่องใหญ่ ยังไงก็อยู่ในใจคน 1. ซึ่งเดี๋ยวต้องพูดกัน คือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะว่าเดินมาตั้งแต่เริ่มต้นหาเสียง แล้วความจริงสำหรับผมนี้ 5 ปีที่ไม่เคยหยุด ปัญหาเรื่องปากท้อง ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจของประชาชนคือความทุกข์อันดับ 1 ไปที่ไหนก็ต้องพูดเรื่องนี้ แต่เรื่องที่ 2 ปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่า คุณจะพูดเรื่องนโยบายอะไรก็ตาม ถ้าการเมืองมันไม่ดีขึ้น ถ้าการเมืองมันยังอยู่ในวังวนเดิมๆ สุดท้ายในที่สุดเราก็ทำไม่ได้ซักอย่าง ปัญหาเฉพาะหน้าก็แก้ได้ไม่ดี เรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทั้งหลายยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย

 

เพราะฉะนั้น ผมก็มานั่งวิเคราะห์ว่า จากวันนี้ไป ความขัดแย้งที่จะนำมาสู่ความไม่มีเสถียรภาพนี้มันเกิดขึ้นจากจุดไหนบ้าง เพราะว่าเราไปวิเคราะห์ความขัดแย้ง หรือสถานการณ์ บนพื้นฐานของอดีตนั้นมันได้แค่ระดับหนึ่ง สถานการณ์ของบ้านเมืองมันจะเคลื่อนตลอดเวลา แล้วความจริงถ้าดูให้ดี แม้กระทั่ง 10 กว่าปีที่ผ่านมา คู่ขัดแย้งนี้หมุนกันไปหมุนกันมานะ คุณสุทธิชัย ตัวละครนี่คุณสุทธิชัยเคยเห็นมั้ย บางคนเคยไปชุมนุมพันธมิตร ต่อมาไปอยู่บนเวที นปช. ก็มี บางคนกลับมาอยู่บนเวที กปปส. ก็มี

 

เขาบอกนี่มันไทยๆ ไง

แต่ถามว่าสุดท้ายอะไรบ้างที่มันเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งในสังคม 1. คือการทุจริต เพราะว่า 20 ปีที่ผ่านมา ชนวนของการลงสู่ท้องถนน จุดแรกเป็นเรื่องนี้ เพราะแม้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เป็นนักการเมืองนี่แหละ แต่ถ้าหากว่าใช้อำนาจในทางไม่ชอบ ทุจริตเป็นระบบ ทุจริตเชิงนโยบาย พอทุจริตอย่างนี้แล้วก็ต้องไปไล่ปิดปากสื่อมวลชน สอบ ปปง. ใช่มั้ย ปปง. สอบคุณสุทธิชัย คุณโดนมาแล้ว (ใช่) สื่อมวลชนถูกปิดปาก ศาลถูกกดดัน มีการแทรกแซงองค์กรอิสระ สุดท้ายคนก็ยอมไม่ได้ ยอมไม่ได้ก็เข้าสู่ท้องถนน นั่นคือความขัดแย้ง

 

กับ 2. ประวัติศาสตร์ก็บ่งบอกว่า คำว่าการสืบทอดอำนาจ ซึ่งมันไม่ใช่วาทกรรมนะ เหมือนกับคอร์รัปชัน การโกงนี้ก็ไม่ใช่วาทกรรมนะ เป็นเรื่องจริง การสืบทอดอำนาจก็หมายความว่า เมื่อคนมองว่าการเข้าสู่อำนาจ มันไม่ได้เข้ามาแบบเป็นธรรม มีการเอื้อด้วยการใช้อำนาจ ด้วยกฎ กติกา อะไรต่างๆ แล้ว มาถึงตรงนี้ มันก็เป็นชนวนความขัดแย้งมาหลายรอบแล้วในประเทศไทย

 

เพราะฉะนั้นนั่นคือเหตุผลที่ผมออกมาประกาศว่า 2 เรื่องนี้ต้องจบ ถ้า 2 เรื่องนี้จบ ผมคิดว่าบ้านเมืองมันเดินได้ เพราะทั้ง 2 เรื่อง แม้จะเป็นคนละเรื่องกันแต่สุดท้ายนำมาสู่ความรู้สึกว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นเราต้องขจัดตรงนี้ และที่ผมเสนอว่าทางออกตรงนี้ผมสรุปสั้นๆ ก็คือ ประชาธิปไตยสุจริต ก็คือประชาธิปไตยก็หมายความว่าอยู่บนหลักของความเสมอภาคกัน

 

ประชาธิปไตยอยู่ตรงข้ามกับเผด็จการ สุจริตอยู่ตรงข้ามกับทุจริต

ถูกต้องครับ ตรงนี้คือหนทางที่พรรคประชาธิปัตย์บอกว่า คือคำตอบในวันที่ 24 มีนา เพราะฉะนั้นเมื่อกี้ที่คุณสุทธิชัยถามว่า คิดอะไรถึงวันที่ 24 ความจริงเราคิดเลยวันที่ 24 ว่าหลังวันที่ 24 นี้ประชาธิปไตยสุจริต น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

 

การที่คุณอภิสิทธิ์ออกมาบอกว่าไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ทำให้เกมการเมือง หรือสมการการเมืองตั้งแต่วันนั้นมันเปลี่ยนไปเยอะ เขาจะบอกเลยว่าใครจะรวมกับใครได้ - ไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณอภิสิทธิ์กำลังบอกว่าจะไม่รวมกับพรรคเพื่อไทยแน่ ขณะเดียวกันก็ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ก็โดนย้อนถามทันทีว่า แล้วพรรคพลังประชารัฐ เข้ารวมกับเขาได้หรือไม่

ก็อยู่บนเงื่อนไข 2 เงื่อนไขที่ว่า ถ้าเขาจะมารวมด้วย เขายอมรับมั้ยล่ะ แนวทางที่ไม่มีการสืบทอดอำนาจ และไม่มีการทุจริต ถ้าเขายอมรับตรงนี้ก็คุยกันได้ แต่ว่าสิ่งที่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ประชาชนต้องให้คำตอบก่อน

 

ต้องเลือกอันไหน

ถูกต้องครับ เราก็จะรู้ว่าแต่ละคนจะมีมาเท่าไหร่ เมื่อเรารู้ตัวเลข มันถึงจะมาพูดกันได้ชัดเจนขึ้น เพราะว่าสิ่งที่ผมปฏิเสธนี้ ก็คือปฏิเสธในส่วนของพรรคเพื่อไทย อันนี้มันเป็นเรื่องของการต่อสู้กันมายาวนาน และผมเชื่อว่าทุกคนเข้าใจดี แล้วก็พูดด้วยความเป็นธรรมกับเขานะ เพื่อไทยเองเขาก็ประกาศอยู่แล้วว่า เขาก็ไม่เอาประชาธิปัตย์ แต่ว่ามันไม่ใช่เรื่อง วันนี้มันดีขึ้นมาหน่อยก็คือว่า บนเวทีเราบอก มันไม่ใช่เรื่องโกรธแค้นอะไรกันนะ แต่มันคนละแนวทาง ซึ่งการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้นมันไม่แปลกที่จะมีทางเลือกที่มันแตกต่างกันชัดเจน

 

คุณอภิสิทธิ์ต้องการให้ประชาชนเลือกครั้งนี้ คุณต้องเลือกเลยนะ

ให้ชัด ถูกต้องครับว่าต้องการประเทศเดินไปแบบไหน ส่วนกรณีคุณประยุทธ์ผมก็พูดหลายครั้งว่า โดยส่วนตัว ก็มีความสัมพันธ์ที่ดี มีความผูกพันด้วยซ้ำ ผมกับท่านทำงานมาด้วยกัน ร่วมทุกข์มาด้วยกัน อาจจะมากกว่าร่วมสุข แล้วก็ขอบคุณท่านที่ทำงานมา 5 ปีที่ผ่านมา หลายเรื่องผมไม่ได้เห็นด้วยกับท่าน แต่ผมก็ไม่เคยที่จะพยายามบ่อนทำลาย หรืออะไรท่านเลย

 

แต่เกรงใจ?

จะเกรงใจไม่เชิงหรอกครับ ผมไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย แต่ว่าผมก็วิจารณ์ตลอดเวลา แล้วก็แม้ว่าผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านทำ อย่างน้อยผมก็ยอมรับว่าท่านก็มีส่วนสำคัญในการทำให้บ้านเมืองสงบในขณะนี้ แต่ถามว่าการทำบ้านเมืองสงบในขณะนี้ กับการที่จะให้บ้านเมืองสงบหลังการเลือกตั้ง เงื่อนไขมันเคลื่อน

 

คุณสุทธิชัยทำรายการแบบนี้ หรือรายการที่จับหลายคนมานั่งด้วยกัน คุณสุทธิชัยสัมผันได้มั้ยล่ะครับว่า พล.อ.ประยุทธ์ กลับกลายเป็นเป้าที่จะเป็นความขัดแย้งต่อไปในอนาคต เพราะกระบวนการของการเข้าสู่การจะดำรงตำแหน่งต่อไปของ พล.อ.ประยุทธ์อย่างนี้ มันไม่ได้มาบนความเสมอภาค บนความเท่าเทียม ที่จะทำให้คนตอบได้เต็มปากเต็มคำว่า อันนี้เป็นเรื่องของประชาธิปไตยตามปกติ

 

พรรคพลังประชารัฐเองก็ไม่กล้าที่จะพูดเหมือนกับที่พรรคการเมืองอื่นพูดว่า ปล่อยให้สภาผู้แทนราษฎรจัดรัฐบาลได้มั้ย

 

ไม่กล้าพูดเพราะ?

เขาไม่ยอมปฏิเสธการไปวิ่งไปหาสมาชิกวุฒิสภาก่อน อย่างนี้เป็นต้น

 

ซึ่งการที่คุณอภิสิทธิ์กระโดดลงมาแล้วก็ประกาศก่อนว่าขอให้ สว. 250 คน อย่ามายุ่ง

ให้เคารพครับ อย่าไปใช้คำว่าอย่ามายุ่ง ขอให้เคารพเจตนาของประชาชน

 

ตอนนั้นก็มีคนบอก นี่ก็แปลว่าจะมีการแบ่งไม่เอาทหาร ไม่เอาคสช. แล้ว

ผมต้องอธิบายนิดนึง ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขานิดนึงนะครับ ทหารเขาไม่ได้มายุ่งเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้นะครับ ทหารคือกองทัพ ท่าน ผบ.เหล่าทัพ ถ้าพูดถึงความมั่นคงก็อาจจะเลยไปถึง ผบ.ตร. ด้วย เขาไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการเมือง เขามีหน้าที่ที่เขาทำอยู่ และหลังการเลือกตั้งเขาก็จะมีหน้าที่นี้ต่อไป ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล หรือเป็นนายกรัฐมนตรี เรากำลังพูดถึงเฉพาะ คสช. ซึ่งเป็นคนละส่วนกับทหาร เห็นมั้ยครับเวลาที่พรรคการเมืองอื่นเขาชวนทะเลาะกับทหาร เรื่องงบกองทัพ ผมไม่ได้ไปทะเลาะด้วย ผมไม่ได้เห็นเหตุผลนะครับว่า มันจะต้องเอามาเป็นประเด็นให้ไปทะเลาะกับทหารทำไม แล้วถามว่าจริงๆ ผมคิดอย่างไร ผมบอกไม่ต้องดูว่าผมคิดอย่างไร รัฐบาลในรอบ 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีรัฐบาลเดียวที่ลดงบ คือเข้าไปแล้วงบกองทัพมีมากกว่าตอนออกมา คือรัฐบาลผม

 

แล้วผมทำงานกับใคร กับ พล.อ.ประวิตร ก็ปรับลดงบประมาณได้ตามความเหมาะสมแต่ไม่เป็นประเด็นทางการเมือง แล้วก็ผมก็ชี้ให้เห็นนะครับ 10% ของงบประมาณที่เขาบอกจะตัด 17,000 ล้าน ในขณะที่คนเป็นนายกฯ ตอนนี้ มีการตั้งงบฉุกเฉินไว้เกือบแสนล้าน ใช้เงินที่มันฉุกเฉินจริง ผมว่าไม่เกิน 3 หมื่น 4 หมื่นล้าน กับมี 5-6 หมื่นล้านมาแจก ตรงนี้ลดได้ทันทีเหมือนกัน อันนี้ไม่ใช่เรื่องทหารเลยนะ อันนี้เป็นเรื่องของงบของการเมืองเลย

 

เพราะฉะนั้นผมถึงพยายามพูดทุกอย่างอยู่บนเหตุบนผล และผมก็มั่นใจว่า ถ้าเราขจัดเงื่อนไขความขัดแย้ง 2 เรื่อง ที่ผมพูดไปตอนต้น และเรามีกองทัพ มีตำรวจที่เป็นมืออาชีพ ซึ่งขณะนี้ก็มีสัญญาณว่าที่ผ่านมา การจัดกระบวนทั้งในส่วนของทหาร ทั้งในส่วนของตำรวจ ก็ทำให้มั่นใจได้ตามสมควรว่าเป็นตามนี้ ผมว่านี่คือเงื่อนไขที่ดีที่สุดของความสงบสุขของบ้านเมือง แล้วผมจึงได้หลายเรื่องนี้ คุณสุทธิชัยสังเกตว่า ผมไม่ได้ไปกระโดดเล่นกับเขาว่า เรื่องรัฐธรรมนูญต้องฉีก ผมไม่พูดอะไรแบบนี้ แผนยุทธศาสตร์ชาติต้องฉีก ผมไม่พูดอะไรแบบนี้ ผมรู้ว่ามันมีจุดอ่อนที่ควรจะแก้ไข แต่ผมไม่ประสงค์จะเอาเรื่องนั้นมาเล่นการเมือง

 

โดยสรุปก็คือผมไม่ต้องการให้คนไทยติดกับดักวาทกรรม 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็คืออ้างว่าถ้าเป็นประชิปไตย พูดง่ายๆ ก็คือต้องอยู่ฝ่ายคุณทักษิณ มันไม่ใช่นะครับ ความเป็นประชาธิปไตยนี้มันไม่ได้แปลว่าต้องอยู่ฝ่ายคุณทักษิณ ประชาธิปไตยในความเห็นผม ที่เป็นประชาธิปไตยที่แท้ ต้องเป็นเสรีประชาธิปไตย ประชาธิปไตยที่สุจริต ซึ่งความจริงกลุ่มพรรคที่สนับสนุนคุณทักษิณ เห็นไม่ตรงกับผมตรงนี้ด้วยซ้ำ แต่ของผมนี้ประชาธิปไตยแบบสากล เพราะผมนี้ พรรคผมนี้เป็นสมาชิกของ Liberal International อันนี้อันที่ 1

 

มันเหมือนกับว่าพรรคเพื่อไทยแย่งชิงเอาคำว่า ประชาธิปไตยไปจากพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างไรใช่มั้ย

อันที่ 2 ในทางกลับกัน กลุ่มคนที่กลัว หรือไม่ชอบคุณทักษิณก็จะไปคิด ถูกให้มองว่าจะต้องไปปราบปรามคุณทักษิณ หรือสู้กับเขา โดยวิธีใดก็ได้ แม้กระทั่งวิธีที่คุณทักษิณเคยทำ ผมบอกว่าอันนี้ก็ไม่ได้ครับ เพราะสุดท้ายสิ่งที่เราต่อสู้กันมา มันไม่ใช่เรื่องตัวบุคคลครับ มันไม่ใช่ว่า ถ้าสิ่งนี้เป็นความเลว ถ้าฝ่ายคุณทำเลว ถ้าฝ่ายผมทำไม่เป็นไร เพราะผมทำเพราะว่าผมจะไปปราบคนเลว มันไม่ได้ครับ ในที่สุดสังคมมันก็จะเสื่อมไปสู่การยอมรับว่าสิ่งที่เป็นความเลวนี้เป็นปกติ

 

ผมประกาศเพื่อให้ประเทศหลุดออกจากวังวนนี้เสียที แล้วก็จะได้เดินหน้าไปได้ แล้วที่ผมบอกว่าผมไม่เกรงใจใครนั้น ผมยืนยันว่า ไม่ต้องห่วงเลยนะ เที่ยวนี้ยังไงผมเอาจริง เพราะผมยืนยันว่า อันนี้ผมเอาชีวิตการเมืองผมนี้ มาวางอยู่ตรงนี้แล้ว เพราะผมต้องการที่จะเข้ามาการเมืองนี้ ผมไม่ได้ประโยชน์อะไร ผมต้องการที่จะมาสร้างทั้งบ้านเมือง ทั้งเศรษฐกิจให้มันดี แล้วผมรู้ ผมมีเวลาทำน้อยแล้ว ผมต้องทำให้สำเร็จ

 

เลิกเป็น Mr.Nice Guy ใช่มั้ย

ก็ยัง Nice อยู่ แต่เด็ดขาด

 

แต่มองว่าล่าสุดที่คุณอภิสิทธิ์ออกมาประกาศ เป็นการบอกกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหลายว่า ผมจะเป็นคนตั้งรัฐบาล ผมนี่แหละจะเป็นนายกรัฐมนตรี ผมนี่แหละจะเป็นคนเชิญคนอื่นมาร่วม ไม่ใช่ผมไปร่วมกับคนอื่น มั่นใจได้อย่างไร

มันอยู่ที่ประชาชนไงครับ ผมก็ถึงบอกว่า ถ้าประชาชนอยากหลุดพ้นอย่างที่ว่า แล้วไม่ติดกับดักอยู่ว่าจะต้องเบนซ้าย หรือเบนขวาไป แล้วก็ฝ่ายหนึ่งก็มีปัญหาเรื่องนึง อีกฝ่ายก็มีปัญหาอีกเรื่องนึง มาตรงนี้เถิด แล้วถ้าประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผมจะจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร และจะบริหารประเทศอย่างไรนั้น ผมยึดที่หลักการอยู่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องบุคคล มันเป็นหลักการและเหตุผล ก็คือเรื่องของความสุจริต กับความเป็นประชาธิปไตย และที่สำคัญก็คือจะได้กลับมาเรื่องเศรษฐกิจ ว่าประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่เตรียมนโยบายต่อเนื่องมา

 

เมื่อคุณอภิสิทธิ์ตัดสินใจอย่างนี้ มีคนเริ่มคิดคณิตศาสตร์การเมืองว่า มันจะเกิด Dead Lock เพราะว่าคุณอภิสิทธิ์ก็อาจจะไม่สามารถไปรวบรวมให้ได้เกิน 250 ขณะเดียวกันอีกซีกนึงก็อาจจะมีปัญหาเหมือนกัน ไม่สามารถจะได้ในสภาล่างเกิน 250 ก็จะเกิด Dead Lock

อย่าเพิ่งไปคิดอย่างนั้นสิครับ ประชาชนเขายังไม่ได้เป็นคนบอกเลยว่าตัวเลขมันเท่าไหร่ เอาเลือกผมมาให้ถึงใกล้ๆ 200 ไม่ Dead Lock หรอก ง่ายๆ ที่สุด

 

แล้วก็ยังประกาศด้วยว่า ถ้าต่ำกว่าร้อยจะออกจากหัวหน้าพรรค นี่ยังเป็นอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า

ผมประกาศแล้วก็ต้องยืนยันตามนั้นนะครับ

 

มีคนคิดต่อเลยว่า ให้คุณอภิสิทธิ์ไปเป็นประธานสภา

ไม่ต้องคิดให้ผมหรอกครับ ไม่ต้องคิดให้ผม คืออย่างนี้ครับ วันนี้ประชาธิปัตย์เดินเข้าสู่สนามเลือกตั้ง เราต้องการที่จะพาบ้านเมืองไปข้างหน้า ด้วยชุดนโยบาย ด้วยอุดมการณ์ของเรา ไม่ต้องมานั่งคิดตำแหน่งให้ผมว่าจะไปอยู่ที่ไหนอย่างไร

 

ไม่มีทางยอมรับใช่มั้ย

ผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว ผมไม่ค่อยเห็นเหตุผลว่าทำไมผมจะไปเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

 

เพราะว่าให้คนอื่นเป็นนายกฯ แล้วคุณอภิสิทธิ์ก็ยังจะมีบทบาทในสภา

ไม่ครับ ไม่มีครับ ไม่มีหรอกครับ อันนี้พูดตรงๆ อันนี้มีการปล่อยข่าวนะ

 

ใช่ เคยได้ยิน เพื่อให้คุณอภิสิทธิ์ออกจากทางที่เกะกะคนอื่นไง

คือมันมีพรรคการเมืองอีกพรรคนึงเขามาถามผม เขาบอก ได้ข่าวว่าไปยอมกันแล้วเหรอ เพื่อที่ว่าเขาจะต้องถูกให้เข้าไปร่วมด้วย นี่ข่าวปล่อยทั้งนั้น ไม่จริงเลยครับ

 

คุณอภิสิทธิ์จะไม่มีวันยอมรับตำแหน่งประธานสภา ถ้าไม่เป็นนายกฯ ก็ไม่ต้องมีอะไร

คือขณะนี้ผมไม่มีความปรารถนาที่จะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วพรรคประชาธิปัตย์มีคนที่จะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ดีกว่าผมนะครับ จะได้ชัดเจนนะครับ แล้วไม่มีการไปตกลงอะไรกับใครทั้งสิ้นในขณะนี้ ผมยืนยันว่านี่คือแนวทาง

 

เหตุผลที่ผมยืนยันอย่างนั้นก็โยงมาที่เรื่องเศรษฐกิจกับกระบวนการนโยบาย เพราะว่าประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่ทำงานมาต่อเนื่อง 5 ปีที่ผ่านมา ผมไปพบกลุ่มสมาคมการค้า แรงงาน เกษตรกร กว่าร้อยกลุ่ม เพื่อฟังทุกปัญหาว่าเขาต้องการอะไร กลุ่มวิชาชีพด้วย วันก่อนผมเพิ่งไปที่แพทยสภา แล้วก็สมาคมด้วย ก็มีการสอบถามเรื่องนโยบายทางด้านนี้ ผมสามารถตอบได้ เพราะผมไปฟังพยาบาลมาแล้ว ฟังเภสัชกรมาแล้ว ฟังหมอมาแล้ว อย่างนี้เป็นต้น นโยบายของเราจึงไม่ใช่เพิ่งมาคิดกันเล่นๆ ตอนนี้ แล้วนโยบายเศรษฐกิจเรามีทั้ง 2 ส่วน

 

ส่วนแรกก็คือการฟื้นเศรษฐกิจโดยเร็ว คำว่าฟื้นโดยเร็วนี้ หลายคนอาจจะบอกว่า เอ๊ะ ก็ GDP โตอยู่ 4% อะไรที่ว่า ผมก็ยืนยันว่า ไปดูผลสำรวจของสำนักงานสถิติเรื่องรายได้ครัวเรือน ไปดูเป็นรายจังหวัด ไปดูเวลาเขาแบ่งกลุ่มว่า 20% ที่จนสุดเป็นอย่างไร จะรู้เลยว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศรายได้ลดลง หรือไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นกำลังซื้อต้องฟื้นเร็วที่สุด ก็คือเกษตรกร กับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน เราก็จึงพัฒนานโยบาย กรณีเกษตรกร อะไรที่เราเคยใช้สำเร็จมาแล้วเรื่องประกันรายได้ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง เราก็จะทำ พืชตัวอื่นเอาประกันรายได้มาเสริมมาตรการอื่น เช่น ยาง เช่นปาล์ม บางตัวมีกฎหมายเฉพาะ เราก็เตรียมมาตรการเฉพาะไว้แล้ว เช่น อ้อย อย่างนี้เป็นต้น

 

ประกันรายได้มีตัวเลขมั้ย

ข้าว 10,000 ตัวอื่นในขณะนี้ยังไม่ต้องกำหนด มียาง 60 ปาล์ม 4 บาท ทีนี้ที่ต้องการชี้ให้เห็นและเปรียบเทียบก็คือว่า ของเรากลไกชัด และพิสูจน์มาแล้วว่าไม่ได้สร้างปัญหา คำว่าไม่ได้สร้างปัญหาคืออะไร งบประมาณพอควบคุมได้ 2. ไม่ไปยุ่งกับกลไกการค้าขายของเขา 3. ไม่ต้องมาบริหารสต็อค ระบายสต็อค แล้วก็ 4. ไม่มีทุจริต

 

ทีนี้ต้องขออนุญาตเปรียบเทียบเลย มัน 3 ทางเลือกอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทยเคยทำจำนำข้าวเป็นหลัก วันนี้ผมเข้าใจว่าที่ตอบออกมาต่อสาธารณะก็คือว่า คงไม่ทำจำนำแล้ว แต่ก็พูดแบบคร่าวๆ ใช่มั้ยว่า จะทำให้ราคาดีขึ้นภายใน 6 เดือน แล้วก็บอกต้องใช้เวลา 30 วันอะไรนะ สแกน เอ็กซ์เรย์อะไรนั้น แต่ประชาธิปัตย์บอกวิธีเราเรียบร้อยแล้วอย่างนี้ ส่วนพลังประชารัฐ แค่เติมตัวเลขให้มันสูงกว่าคนอื่น โดยที่สับสนมากเรื่องกลไก เพราะว่าเหมือนกับเอาประกันมาส่วนนึง จำนำมาส่วนนนึง ผสมผสานกันไป และที่สำคัญก็คือว่า ไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่เคยทำมา 4 – 5 ปีที่ผ่านมา อันนี้ตัวอย่างที่ 1 พอเอาตัวอย่างที่ 2 จะเห็นชัดเลย

 

เขาก็ต้องบอกว่ามันไม่ใช่ของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะนี่เป็นพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งไม่เกี่ยวกับ พล.อ.ประยุทธ์ ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องทำเหมือนรัฐบาลปัจจุบัน

แล้วสรุป พล.อ.ประยุทธ์ จะทำเหมือน พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประยุทธ์จะทำเหมือนพลังประชารัฐ นี่ไงครับคือปัญหาใช่มั้ยครับว่า ทำไมประชาธิปัตย์ถึงอาสาตัวเป็นแกนนำ เพราะนโยบาย บุคลากร กระบวนการคิด กระบวนการทำ มันไปพร้อมกันทั้งหมด มันไม่ได้อิหลักอิเหลื่ออยู่แบบนี้

 

ทีนี้พอผมพูดเรื่องแรงงานต่อ จะเห็นภาพยิ่งชัด ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ เพื่อไทย คงคิดเหมือนกันว่าวันนี้ค่าแรงค่าจ้าง มันไม่พอแก่การครองชีพ ตัวเลขที่ออกมา เขาแข่งกันนี่ 400 425 อะไรนี่ใช่มั้ย

 

ประชาธิปัตย์ จะเป็น 426 มั้ย 427 มั้ย

หรือ 425.25 บาท ไม่ครับ ประชาธิปัตย์มีหลักมีเกณฑ์ บอกว่า 120,000 บาทนี้ต่อปี เดือนนึงหมื่นบาท ถ้าคิดเป็นรายวันก็แล้วแต่ว่าคุณทำงาน 22 หรือ 23 24 25 วัน ก็ประมาณเกือบ 400 บาท หรืออาจจะเกินเล็กน้อย ถ้าทำงานน้อยนะครับ ทำไมเราใช้ตัวนี้ นี่คือตัวเลขที่ปัจจุบันเขาบอกว่าถ้าคุณมีรายได้ไม่ถึง คุณไม่ต้องเสียภาษี มันมีหลักมีเกณฑ์ก่อน

 

2. พอเราคิดตัวนี้ได้ เรายอมรับความเป็นจริงว่า คุณไปบังคับภาคเอกชนให้จ่ายในอัตรานี้ไม่ได้ เพราะถ้าคุณไปบังคับเอกชนให้จ่ายในอัตรานี้ ความสามารถในการแข่งขันต่างประเทศถดถอยทันที SME เจ๊งหมด และที่สำคัญพอคุณทำแบบนี้ ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าขยับขึ้นทันที เรามีประสบการณ์มาแล้วใช่มั้ย ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง จานละ 20 กว่าบาท พอเจอขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดด มันขึ้นค่าแก๊ส มันขึ้นก่อน มันดักเลย แต่ประชาธิปัตย์บอก ที่เราประกันรายได้นี้ นายจ้างเขาจ่ายตามกฎหมาย แต่เหลือเท่าไหร่รัฐบาลเติมให้ โครงการมันจะคล้ายๆ กับสิ่งที่เขาเรียกว่า Workfare ที่สิงคโปร์

 

ส่วนเพื่อไทย วันนี้ผมเข้าใจว่าพูดตัวเลข 400 แต่ไม่พูดชัดว่าเหมือนกับที่เขาเคยทำตอน 300 มั้ย ส่วนพลังประชารัฐก็มาเติมตัวเลขให้มาสูงขึ้นไป เสร็จแล้วก็ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกฯ ก็ออกสาร เตือนทุกพรรคการเมืองบอกว่า นโยบายนี่ให้ดูให้ดีนะว่าทำได้มั้ย ผมก็ต้องถามท่านแล้วคุยกับพลังประชารัฐหรือยัง

 

ไม่ ท่านพูดในฐานะนายกฯ ปัจจุบัน ท่านยังไม่ได้พูดถึงในฐานะจะมาเป็นนายกฯ

ถูกไงครับ แต่วันนี้ ถ้าท่านนายกฯ ปัจจุบันกำลังเตือนพรรคการเมืองว่า หาเสียงอย่าให้มันใช้เงินมากนัก พรรคที่ใช้เงินมากที่สุดตอนนี้ตามนโยบายที่ประกาศออกมาคือใคร พรรคพลังประชารัฐ แม้แต่การลดภาษี ของพรรคพลังประชารัฐ อาจจะสูญเสียรายได้เกือบ แสน 8 หมื่นล้านบาท แล้วก็อันนี้ก็เป็นอีกตัวที่เป็นการเปรียบเทียบ ประชาธิปัตย์เรานอกจากจะพูดเรื่องการฟื้นเศรษฐกิจโดยเร็วแล้ว นโยบายเราจะคำนึงถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความเหลื่อมล้ำนี้เป็นปัญหาใหญ่ซึ่งผมเคยประกาศ 7 มาตรการที่จะต้องทำเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับวิธีการประเมินเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรพื้นฐาน จะเป็นที่ดิน จะเป็นน้ำ จะเป็นแม้กระทั่งราคาก๊าซหุงต้ม ไม่ว่าจะเป็นการต้องให้ประชาชนเข้าถึงระบบสุขภาพ กับระบบการศึกษาแบบเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นการขยายระบบสวัสดิการ การปฏิรูปภาษีซึ่งเดี๋ยวจะกลับมานิดนึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขจัดการผูกขาดทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และในเรื่องของการเมือง ที่จะต้องไม่ไปตกอยู่ภายใต้การครอบงำของผู้ที่ได้เปรียบทางสังคมทั้งหลาย

 

ทีนี้เรื่องภาษี ผมยกตัวอย่างเลย ประชาธิปัตย์คิดเรื่องลดภาษีมั้ย – คิด ภาษีเงินได้นิติบุคคลลดมั้ย ลดให้เฉพาะ SME ทำไมพรรคอื่นต้องลดให้บริษัทใหญ่ด้วยล่ะครับในขณะนี้ นี่คือประเด็นว่าเราไม่ได้คิดแต่ว่านโยบายหาเสียง แต่ทุกนโยบายมันต้องมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำ เหมือนนโยบายที่บอกจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ถามว่าทำไมต้องลดให้คนที่รวยที่สุด ก็ลดให้เฉพาะกลุ่มที่เขามีปัญหาอยู่ เพราะว่าโครงสร้างภาษี สำหรับประชาธิปัตย์นะครับ ไม่ใช่เพื่อที่จะเพิ่มรายได้ แต่เพื่อความเป็นธรรม เพราะทุกวันนี้คนที่เดือดร้อนที่สุดคือมนุษย์เงินเดือน หนีไปไหนไม่ได้ ถูกหัก ณ ที่จ่าย ทุกเดือนๆๆ แต่กลายเป็นว่าคนที่มีรายได้เยอะจริงๆ เขาไม่ได้ถูกระบบแบบนี้ บางทีเขามีระบบที่เอื้อให้เขาจ่ายในอัตราที่ค่อนข้างถูกด้วยซ้ำ หรือไม่ต้องเสียเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นที่เราพูดว่า การปรับภาษีนี้เราไม่ได้คิดถึงเรื่องรายได้ว่าจะเอามากขึ้น แต่เราคิดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ เราถึงพูดเรื่องการเก็บภาษีตลาดหลักทรัพย์ เราถึงพูดเรื่องของภาษีของการเก็บจากเศรษฐีที่ดิน อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็อาจจะมีเรื่องอื่นๆ ตามมา เช่น กลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากรัฐ ในแง่ของการมีใบอนุญาตเกิดการผูกขาดอย่างนี้เป็นต้น คือพูดง่ายๆ ใครมีกำลังจ่ายต้องจ่ายมากขึ้น

 

นี่ผมกำลังจะบอกให้เห็นว่า นโยบายที่เป็นความต่างขณะนี้คือ ประชาธิปัตย์ได้คิด ได้วิเคราะห์ มีตัวเลขออกมา ไม่ใช่นโยบายที่มาพูดกันว่า จะหาเสียงแล้ว มาเอาใจกัน ประชานิยมเป็นแบบนั้น บวกนิดนึง แล้วเราก็ยังได้มองระยะยาวให้แล้วด้วยว่าที่จะตอบโจทย์ที่ผมคุยกับคุณสุทธิชัยตอนต้น ที่เราบอกเป็น 10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย คือนอกจากการประเมินตัวเลข เรามีเทคโนโลยีมาใช้ระบบ Gov Tech โลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต้องทำไม่ใช่เพื่อว่าได้ทำโครงการ แต่ทำแล้วต้องมีคำตอบว่าไปเปิดพื้นที่โอกาสทางเศรษฐกิจอย่างไร เกษตรจะปรับเป็นเกษตรยุคใหม่ นวเกษตร วนเกษตร ปฏิวัติเขียวอุตสาหกรรม เอาอุตสาหกรรมไปเชื่อมโยงกับภาคเกษตร เอาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภาคบริการไปสู่ระบบ Hi Touch เพราะนั่นคือความได้เปรียบของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว ลงไปถึงระดับท่องเที่ยวชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมบันเทิง หรืออุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งหลาย อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็มาตอบโจทย์เรื่องหนี้ หนี้นี้ก็บอกว่า ปี 2562 นี้เป็นปีของการชำระสะสางแก้ปัญหานี้ การแค่บอกว่าพักไว้เฉยๆ นั้นมันไม่ใช่คำตอบอะไร เพราะฉะนั้นการปรับโครงสร้างหนี้ หนี้นอกระบบ ซึ่งเราเคยทำมา 5 แสนกว่ารายตอนเป็นรัฐบาล หนี้บัตรเครดิตก็ต้องแก้อีกแบบนึง หนี้ในระบบก็ต้องแก้อีกแบบนึง

 

ที่เคยให้ไปจดทะเบียนคนจน สมัยที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แล้วจะทำอะไรอย่างไรต่อ

ประชาธิปัตย์ทำคือการเอาหนี้นอกระบบ เราโอนเข้ามาเป็นหนี้ในระบบ แก้หนี้ไปได้ 5 แสนกว่าราย ความจริงก็หลายรายก็ได้โฉนดคืน เพียงแต่ผมไม่ไปเดินแจกเท่านั้นเอง อันนี้ก็คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหนี้สิน แล้วก็กลับมาเรื่องของภาษี การคลังจะต้องเข้มแข็ง ภาษีมีลักษณะเท่าเทียม แล้วมองไกลไปถึงเรื่องของปัญหาการออม ประชาธิปัตย์เป็นพรรคเดียวที่เป็นรัฐบาลแล้ว มาพยายามแก้ปัญหาเรื่องการออม เราทำกองทุนการออมแห่งชาติไว้ เราเป็นผู้สนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน สัจจะวันละบาท เราพยายามขยายประกันสังคมไปสู่คนที่ไม่มีนายจ้าง งานเหล่านี้ไม่ได้รับการสานต่ออย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยใน 2 รัฐบาลที่ผ่านมา เราจะฟื้นตรงนี้ ทำการออมแห่งชาติให้เป็นโครงการที่เราเรียกว่าเกษียณเงินล้าน

 

แล้วก็จะเริ่มศึกษาว่ารูปแบบที่จะนำไปสู่การบังคับออมในอนาคตนั้นควรจะเป็นอย่างไร ทางนึงก็คือคือขยายระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อที่จะให้อย่างน้อยเริ่มต้นจากฝ่ายนายจ้างที่จะต้องสมทบ เพราะปัจจุบันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นระบบสมัครใจอยู่ อีกทางนึงที่เราศึกษาไว้ก็คือว่า เราจะใช้วิธีเก็บภาษีการบริโภค VAT นี่แหละ แต่คืนกลับไปให้ประชาชนได้มั้ย ไม่เก็บเข้าคลัง

 

จะขึ้น VAT มั้ย

ยังไม่ขึ้นตอนนี้แน่นอน เพราะว่าไม่ใช่สถานการณ์ แต่วันข้างหน้าอีกไกลออกไป ถ้าจะขึ้นนั้นขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์นี้ แล้วก็สุดท้ายที่เราต้องพูดก็คือเรื่องปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งจะต้องมีการจัดการกันอย่างจริงๆ จังๆ มากขึ้นในทุกรูปแบบ คอร์รัปชันของนักการเมือง คอร์รัปชันของข้าราชการ คอร์รัปชันที่เกี่ยวกับภาคธุรกิจทั้งหมด เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมกำลังจะบอกว่าไม่เพียงแต่ในทางการเมืองที่เรากำลังจะตอบโจทย์ว่า เราจะฝ่าด่านตัดวงจร เรามีแผนในทางเศรษฐกิจที่รองรับทั้งปัญหาเฉพาะหน้า และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งระบบด้วย

 

ใช้เงินทั้งนั้น รายได้จะเพิ่มตรงไหน

โครงการทั้งหลายที่เราได้หาเสียงไป ตีคร่าวๆ ประมาณ 4 แสนล้าน ใน 4 แสนล้านนี้ ผมยกตัวอย่างไปแล้วตัวนึง งบประมาณเฉพาะงบกลางเอามาได้ประมาณ 5 หมื่น  - 6 หมื่นล้าน บวกกับงบที่มันซ้ำซ้อนอยู่ อย่าลืมว่าหลายโครงการที่ผมพูดนี้ มันก็มีงานเดิมที่เขาทำอยู่ ถูกมั้ยครับ แล้วก็ไม่ต้องไปนับซ้ำตรงนั้น การขยายฐานภาษีซึ่งจะมีมาตรการจูงใจเกี่ยวกับ SME 2. การที่เราจะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ผ่านเทคโนโลยี เพื่อที่จะมาทำเรื่องนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 3. เศรษฐกิจที่โตขึ้นก็ทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้คำนวนออกมาแล้ว และ 4. ก็คือคนที่มีกำลังจ่ายอย่างที่ว่าก็จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้คำนวนออกมาแล้วทำให้ไม่มีปัญหาเลยในการที่จะอยู่ในเพดานของการกู้เงิน หรือหนี้สาธารณะ หรือการขาดดุลงบประมาณทั้งสิ้น

 

ขาดดุลจะไม่มากไปกว่าปัจจุบันงบประมาณ

ขาดดุลจะไม่เกินเพดานที่เขาจะมีเกณฑ์กำหนดอยู่ ไม่มีปัญหาตรงนั้นเลย เพราะฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่เราได้กำหนดไปแล้ว ทีนี้เมื่อกี้ลืมพูดไปอีกเรื่องนึง ก็คือว่า การฟื้นเศรษฐกิจเร็วๆ อีกเรื่องนึงที่เราทำแน่ ก็คือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะว่าปัจจุบันนี้ข้อจำกัดอันนึงที่ทำให้เศรษฐกิจไม่ฟื้นก็เพราะว่าไปเอาเงินก้อนมหึมาก้อนนี้ ที่จ่ายเงินคน 14 ล้านคนทุกเดือนๆ ละ 500 บาท 300 บาท ไปกองอยู่ที่ร้านที่มีเครื่องรูดบัตร นอกจากมีปัญหากับคนที่ถือบัตรว่าไม่สะดวกหรืออะไรแล้ว ตัวสำคัญก็คือว่า คุณสุทธิชัยนึกภาพสิครับว่า คนที่เคยขายของ ที่คนไปรูดบัตรขณะนี้ ให้กับคนยากคนจน 14 ล้านคน วันนี้เขาทำธุรกิจอย่างไรล่ะ เพราะไม่มีใครไปซื้อจากร้านเขาแล้ว

 

เพราะฉะนั้นเราก็จะเปลี่ยนบอกว่าตรงนี้ สิทธิประโยชน์ที่มีหลากหลายมาก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโน่นค่านี่ ก็ปรับไปเลยว่า ตีไปเลย หัวละ 800 ต่อเดือน แล้ว 800 นี้โอนตรงเข้าบัญชี เข้าตลาดสดได้ เข้าร้านข้าวแกงได้ เข้าร้านก๋วยเตี๋ยวได้ เข้าร้านค้าในชุมชนได้ ตรงนี้บวกกับการประกันรายได้ 2 มาตรการ เศรษฐกิจจะหมุนเวียนแล้วก็ฟื้นทันที

 

มันจะแก้ได้มั้ย เพราะตอนนี้เดินตลาดช่วงนี้บ่อย ไปคุยกับแม่ค้าในตลาด ทุกคนบ่นหมด ขายของไม่ได้ แย่ที่สุดใน 2-3 ปีนี้เลย ทั้งหมดนี้มันมีปัญหาว่าอำนาจซื้อหายไป

2-3 ปีเหรอ หลายสิบปี บางคนเขาพูดกับผมนะ กำลังซื้อขายไปอยู่แล้ว เอาง่ายๆ นะครับ เกษตรกร คุณสุทธิชัยลงไปภาคใต้ เคยขายยางได้เกินร้อยสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ วันนี้รายได้ลดลง 3 เท่า 4 เท่า แต่ของแพงขึ้น ปาล์มเคยขายได้ 4 บาท วันนี้ไม่ถึง 2 บาทนะครับ แสดงว่ารายได้ลดลงไปครึ่งนึง อ้อยก็ลงเพราะไปลอยตัวน้ำตาล โดยที่ในภาวะที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกลง นี่ไม่ต้องแปลกใจไงครับว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราแก้ต้องแก้ด้วยปัญหาเรื่องกำลังซื้อ แต่แน่นอนการปรับโครงสร้างที่ผมพูดก็จำเป็น

 

ส่วนหนึ่งธุรกิจออนไลน์ก็เข้ามามีบทบาท แต่ประชาธิปัตย์ก็บอกแล้ว ธุรกิจออนไลน์อันหนึ่งที่ต้องทำโดยเร่งด่วนคือไปเก็บภาษีจากบริษัท Tech ใหญ่ๆ เสียก่อน ขณะนี้อินโดนีเซียทำได้แล้ว นิวซีแลนด์ทำได้แล้ว อังกฤษทำได้แล้ว เราดูรูปแบบไว้หมดแล้วว่าที่เขาทำได้นี้เขาใช้วิธีไหน

 

รัฐบาลจะจ้าง World Bank มาช่วยเก็บภาษีจากพวกบริษัท Tech ทั้งหลาย ไม่รู้ทำไมต้องจ้าง World Bank มา

ก็เลือกประชาธิปัตย์ก็ได้ เพราะเราดูอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้ World Bank ครับ พอดูจากว่าอินโดนีเซียทำอย่างไร นิวซีแลนด์ทำอย่างไร อังกฤษทำอย่างไร เราเห็นภาพอยู่ครับ

 

แต่อาเซียนต้องรวมตัวกันด้วย

ถูกต้อง อันนี้ก็เป็นข้อเสนอผม ข้อเสนอผมเรื่องอาเซียนเพราะเราจะเป็นประธานอาเซียนด้วย ผมก็บอกข้อเสนอผมก็คือว่า 1. เรื่องการจัดการกับบริษัท Tech ใหญ่ๆ นี้จะต้องคุยกันในระดับอาเซียน 2. อาเซียนต้องคุยกันมากขึ้นนะ เรื่องโครงสร้างภาษี ประเภทแข่งกันลดภาษีเพื่อหวังจะดึงการลงทุนนี้ แล้วสุดท้ายก็ไม่มีใครได้เปรียบใครนะ เพราะลงไปด้วยกันหมด แต่ปรากฎว่าทุกคนจัดเก็บรายได้ยากขึ้น ต้องหยุดกันแล้ว ต้องมาตกลงกันเรื่องแบบนี้บ้าง แล้วก็อีกเรื่องสำคัญนั้นก็คือ 1 แถบ 1 เส้นทาง ของจีน เรานี้ในฐานะอาเซียน อุตส่าห์ประกาศวาระ Connectivity ไว้ก่อน คุณสุทธิชัยจำได้นะ (จำได้ครับ) แล้ว 1 แถบ 1 เส้นทางนี้มาตอนที่ท่านประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ขึ้นดำรงตำแหน่ง แต่แปลกมั้ยครับ 1 แถบ 1 เส้นทาง กับ Connectivity มันควรจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่เราปล่อยให้ 5-6 ปีที่ผ่านมา ทุกคนวิ่งไปหาจีนหมด ตกลง 1 แถบ 1 เส้นทางจะมีโครงการไหนเข้ามาในแต่ละประเทศของตัวเอง แทนที่จะมาสนับสนุนให้ Connectivity มันเกิดขึ้น

 

รูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด รถไฟความเร็วสูง ผมเจรจากับจีนไว้ ลากลงมาจากจีนตอนใต้ กะให้ไปถึงสิงคโปร์ แล้วก็ในรูปแบบที่จีนเขาต้องมาร่วมรับผิดชอบกับเรา รัฐบาลต่อมาก็บอกไม่เอา อยากทำกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ก่อน รัฐบาลนี้มาถึงก็บอก กลับมาเป็นกรุงเทพฯ – โคราชบ้าง แต่ขณะนี้ไปสร้างคือสระบุรี – โคราช 3 กิโลเมตรครึ่ง แล้วก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเชื่อมโยงกับเขาในขณะที่จีน ในโครงการที่ลาวเขาก้าวหน้าไปเยอะแล้ว ผมยังบอกเลยว่าถ้าอยากสร้างช่วงสั้นๆ เป็นผม ผมสร้างหนองคาย – เวียงจันทน์ก่อน เชื่อมก่อนอย่างน้อยเอาจีนมาถึงประเทศไทยก่อน แล้วเปิดพื้นที่หนองคายให้ด้วย

 

100 วันแรก จะต้องเห็นผล เพราะว่าชาวบ้านคาดหวังมาก ถ้าประชาธิปัตย์กลับมาสร้างศรัทธาได้ จะต้องมี Action แล้ว เพราะว่าเขาจะวิเคราะห์วิจารณ์นินทา

ของผมจะใช้ 99 วันนะ ก็เคยทำมาแล้ว 99 คราวที่แล้ว 99 วัน ตอนแรกเราหาเสียงปี 50 มีหลายเรื่องนะ แต่เราไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ไปเป็นตอนปี 51 พอตอนเป็นปี 51 ผมก็บอก 99 วัน บางเรื่องผมจะทำให้เสร็จนะ เรียนฟรี ผู้สูงอายุ อสม. ก็ทำเสร็จหมด เที่ยวนี้ 99 วัน เราก็คาดว่าคงจะเริ่มมิถุนารึเปล่า ประมาณนั้น เรื่องไหนที่มีหมุนงบประมาณมาได้ก็ต้องทันที แต่ว่าพอสมมติว่าเป็น กรกฎา สิงหา กันยา ตุลามีงบประมาณใหม่แล้ว โครงการเหล่านี้ที่ผมพูด มาตรการฟื้นโดยเร็วต้องเกิดหมดครับ

 

ถ้าคุณอภิสิทธิ์กลับมาเป็นนายกฯ จะล้างภาพเก่าๆ ของประชาธิปัตย์ที่ว่า พูดเก่งแต่ทำไม่เป็น ทำไม่ได้ ได้อย่างไร

ผมก็ต้องเรียนอย่างนี้ว่า คราวที่แล้วอย่างที่บอก สิ่งที่บอกจะทำใน 99 วัน ก็ทำเสร็จ ประกันรายได้นี่ไม่ได้อยู่ใน 99 วันด้วย แต่พอเห็นปัญหาจากจำนำปั๊บ ยกเลิก แล้วก็ทำได้ในฤดูกาลเพาะปลูกต่อไปเลย เพียงแต่ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ต้องฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤติ ที่เขาเรียกว่าแฮมเบอร์เกอร์กันนี้ ซึ่งในที่สุดประเทศไทยก็ฟื้นได้เร็วที่สุดประเทศนึงในภูมิภาคนี้ แต่ว่าท่ามกลางความยุ่งเหยิง ความวุ่นวายในทางการเมืองอะไรหลายอย่าง มันก็เป็นปัญหาว่าคนก็อาจจะไม่ได้รู้สึกว่า ตรงนั้นตรงนี้มันเดินหน้า แต่ย้อนกลับไปดูสิครับว่างานเหล่านี้ กลายเป็นฐานของนโยบายหาเสียงของอีกหลายๆ พรรคอยู่ในปัจจุบัน

 

ไม่ไปจดลิขสิทธิ์ไว้

ไม่หรอกครับ เราไม่จดลิขสิทธิ์อยู่แล้ว เพราะว่าเราถือว่างานทุกงาน ถ้าเป็นประโยชน์ทุกคนควรสานต่อ และเราก็ยอมรับว่าเวลาที่พรรคคู่แข่งเขาเริ่มอะไรไว้แล้วมันดี เราก็สานต่อ ผมไม่ได้ต้องไปยกเลิกกองทุนหมู่บ้าน ผมไม่ได้ต้องไปยกเลิกประกันสุขภาพถ้วนหน้านี่ครับ การเมืองมันควรจะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมว่าตรงนี้ยืนยันนะครับว่า เที่ยวนี้เดินหน้าเต็มที่

 

ส่วนที่บางคนกังวลว่า เอ๊ะ สถานการณ์ความวุ่นวายจะกลับคืนมาหรือไม่อย่างไรนั้น ก็ย้ำว่า อันที่ 1 ผมไม่อยากจะย้อนกลับไปพูดเรื่องเก่า แต่ว่าผมว่าถ้ากลับไปดูดีๆ มันมีเงื่อนไขเฉพาะมากว่าทำไมวันนั้นมันเกิดเหตุอย่างนั้นๆ สั้นๆ ก็ 1. มีคดียึดทรัพย์เกิดขึ้น ซึ่งเป็นตัวแรงที่สุดแล้ว 2. มันสะสมมาจากการต่อสู้ระหว่าง 2 ขั้ว แล้วก็วันนั้นมีความละเอียดอ่อนหลายเรื่อง ผมเคยพูดเสมอว่า การจัดการวันนั้นอย่าให้เกิด 3 อย่าง 1. ถึงขั้นสงครามกลางเมือง 2. อย่าให้ปฏิวัติ 3. อย่าดึงเอาสถาบันที่อยู่เหนือการเมืองลงมา ซึ่งก็แปลว่าต้องประคับประคอง ก็ต้องค่อยๆ ทำกันไป ก็ทำกับใครล่ะครับ ก็ทำกับ คสช. ชุดนี้แหละ แล้วก็จบลง แต่ว่าผมทราบดีคนอึดอัด

 

แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยน อย่างที่ผมบอก เงื่อนไขความขัดแย้งวันข้างหน้า ถ้าผมชนะการเลือกตั้งมา หรือตั้งรัฐบาลโดยมีเสียงสนับสนุนตั้งแต่ต้นหลังการเลือกตั้ง ผมว่ามันคนละเงื่อนไขแล้วอันที่ 1 อันที่ 2 ใครที่ติดภาพบอกว่า ที่ 4-5 ปีมันสงบ อย่าลืมว่าหลังตั้งรัฐบาลหน้า ใครจะเป็นนายกฯ ไม่มี ม.44 แล้วก็จะต้องเผชิญกับทั้งฝ่ายค้าน จะต้องเผชิญกับทั้งสื่อมวลชนที่คงกล้ากว่าที่ผ่านมา ถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นมันก็คนละสถานการณ์กันอีก ก็ต้องดูว่าใครจะบริหารจัดการในทางการเมืองได้

 

นี่หมายถึงว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็ดี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็ดี หรือสุดารัตน์ก็ดี หรือธนาธรก็ดี หลังเลือกตั้งถ้าเป็นนายกฯ เท่ากัน กติกาเดียวกัน คุณไม่มี ม.44 อยู่ในมือ คุณไม่มีกองทัพหนุนหลัง

ไม่ใช่ๆ กองทัพต้องหนุนสิ แต่กองทัพต้องหนุน แต่อย่าลืมว่าบางฝ่ายเหมือนกับตั้งธงไว้ว่ามีปัญหาความขัดแย้งกับกองทัพ ซึ่งประชาธิปัตย์ไม่ได้มีปัญหานี้ และก็ประชาธิปัตย์จะไม่ดึงทหารเข้ามาการเมืองนะครับ ต้องยอมรับเลยนะครับ เพราะว่าคุณสุทธิชัยยังติดเกือบทุกคำเลย รัฐบาลทหาร ทหารอย่างนั้น ทหารอย่างนี้ ความจริงกองทัพเขาไม่ได้เกี่ยวข้องนะขณะนี้ มันเป็นเรื่องของอดีตนายทหารซึ่งมาอยู่ในตำแหน่งทางการเมืองในวันนี้

 

แต่คนที่จะก่อรัฐประหารได้ต้องเป็นทหาร แล้วทุกวันนี้คนที่ยังมีอำนาจก็คือคนที่ก่อรัฐประหารก็คือทหาร และแน่นอนว่าปัจจุบันกองทัพก็สนับสนุน คสช. เกือบเต็มที่ ภาพมันก็ออกมาอย่างนั้น

กองทัพเขาต้องสนับสนุนรัฐบาลที่อยู่ในตำแหน่ง วันที่คุณยิ่งลักษณ์เจอน้ำท่วม ใครช่วยคุณยิ่งลักษณ์ล่ะครับ ก็กองทัพนั่นแหละไปช่วยประชาชน ชัดเจนมากที่สุด วันที่ผมดูแลสถานการณ์ กองทัพเขาก็เป็นคนทำงานหลักในการที่จะแก้ปัญหา เมื่อมันมีคนติดอาวุธเข้ามาปะปนอยู่กับกลุ่มผู้ชุมนุม มันก็เป็นอย่างนี้นะครับ

 

ข้อกล่าวหาที่พูดอยู่บ่อยๆ ว่า คุณอภิสิทธิ์ไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหารมันยังติด มันยังฝังอยู่มั้ยภาพนี้

มันก็เป็นคำพูดนะครับ ทีนี้ข้อเท็จจริง 1. ผมมาจากการลงคะแนนในสภา ผมแข่งกับคนซึ่งเสนอชื่อ ซึ่งความจริงพรรคเขาคะแนนน้อยกว่าผมอีก แล้วก็ชัดเจนนะครับถ้าเกิดบอกว่า โอ้โห ทหารไปบังคับอะไรได้ คงไม่ต้องแข่งกันขนาดนั้นหรอกครับ เพราะหลายกลุ่มตกลงกับผมว่าจะมาช่วยกัน ปรากฎว่าถึงเวลาก็ถูกดึงไป มีการแข่งขันกันตามปกติเลย ส่วนการที่มีคนไปพบกับทหาร เขาก็เคยอธิบาย เพราะผมไม่ได้ไปนะ เขาอธิบายว่า เขาอยากจะฟังความเห็นว่ากองทัพคิดอย่างไร ถ้ามันมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง เท่านั้นเอง นี่คือคำอธิบายที่ผมได้ยินมา เพราะผมไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการตรงนั้น

 

คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้มีส่วนในการไปเจรจากับทหาร ว่าถ้าผมเป็นนายกฯ พวกท่านจะสนับสนุนผมมั้ย

ไม่มีครับ

 

ไม่มีการต่อรอง เจรจา

ไม่มีครับ

 

ตอนนี้ที่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณออกมา ตอนนี้แตกกันจริง หรือแตกกันเล่นๆ

ผมไม่ได้คิดว่าผมไปแตกกับใคร แต่ว่าแนวความคิดพื้นฐานนี้มันไม่เหมือนกัน ผมคิดว่าคุณสุเทพมีความเชื่อในการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความชัดเจนตอนแรกว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ความหมายก็คือว่าไม่ยอมประกาศจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์นี้ ผมว่าก็เป็นสาเหตุสำคัญที่คุณสุเทพนี้ตัดสินใจไปทำพรรคใหม่ ทีนี้พอมาถึงวันที่ผมมีความชัดเจนว่าผมไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ท่านก็คงจะแสดงความคิดเห็นในส่วนของท่าน

 

แสดงว่าคุณสุเทพแปลกใจที่คุณอภิสิทธิ์ออกมาประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์

ผมไม่แน่ใจว่าแปลกใจ หรือไม่แปลกใจ ผมไม่ทราบนะ แต่ว่าก่อนหน้านี้เหตุผลหนึ่ง หรืออาจจะเป็นเหตุผลหลักที่คุณสุเทพออกไปตั้งพรรค ก็เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ผมว่าอันนั้นมันก็ชัดเจนของมันอยู่แล้ว และผมไม่มีความประสงค์จะไปตอบโต้ท่านเลย เพราะวันนี้ผมคิดเรื่องเดียวว่า ทำอย่างไรหลังการเลือกตั้งวันนี้ ซึ่งคนรอคอยมายาวนาน มันไม่ใช่การเลือกตั้งที่ผ่านไปแล้วเรากลับมาอยู่สภาพที่อึดอัดกันแบบเดิมๆ วันนี้ต้องหาทางออกจากตรงนี้ให้ได้ และเศรษฐกิจต้องฟื้น ต้องฟื้นโดยเร็ว และต้องมาจัดการกับโครงสร้างในเศรษฐกิจเพื่อรองรับความท้าทายไปอีกข้างหน้าไม่รู้กี่ปี เราอุตส่าห์มีแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี แต่ว่าเราไม่เห็นรูปธรรมของการตัดสินใจว่า จะเดินอย่างไร อย่างที่ผมได้พูดไปว่า สังคมสูงวัยเอาอย่างไร เทคโนโลยีเอาอย่างไร

 

เทคโนโลยีนี้ก็ขอพูดหน่อยนะครับ หลายพรรค แล้วก็รวมทั้งรัฐบาลก็มองเห็นศักยภาพของ Tech แต่ไม่ค่อยพูดว่าบทบาทของรัฐคืออะไร ของเราชัดนะครับ เรื่อง Gov Tech ว่านี่คือจะเป็นวิธีการที่จะดึงภาคเอกชนที่ทำงานเรื่อง Tech มาสนับสนุนงานบริการสาธารณะของรัฐ เราจะจัดระบบข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์กับกิจการของรัฐมากขึ้น และถ้าเรามีบทการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ดี ตัวนี้จะเป็นเสมือนทุนมหาศาลที่จะให้เอกชนเข้าไปใช้ได้ด้วยในการพัฒนา

 

แล้วก็กฎหมายนะครับ กฎหมายทั้งหลายก็ต้องมีการปรับรื้อค่อนข้างเยอะ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถใช้ศักยภาพจากเทคโนโลยีได้

 

กิโยติน (Regulatory Guillotine สังคายนากฎหมาย) ใช่มั้ย ที่จะต้องฟัน

มันเกิน กิโยติน นะครับ คือ กิโยตินนี้ คือเขาพยายามที่จะมารื้อว่าของเก่าจะยกเลิกไปเท่าไหร่ ซึ่งผมก็ต้องเรียนตรงๆ ว่าเสียดายมากนะครับ จริงๆ โครงการนี้เริ่มมา 3 ปี ระหว่างที่ยังไม่ได้อะไร ปรากฎมีกฎหมายใหม่ออกมาอีก 200 กว่าฉบับ (คือฟันไม่หมด) งอกขึ้นมาอีกๆ แต่ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ มันไม่ใช่แค่ไปยกเลิกของเก่า คุณสุทธิชัยไล่แก้กฎหมายแทบตายก็ตามไม่ทันครับ

 

ต่อไปนี้กฎหมายต้องเปลี่ยนวิธีเขียน นั่นหมายความว่าถ้าเรายังคิดอยู่ว่า อะไรก็ตามที่ประชาชนจะทำได้ จะต้องมีกฎหมายรับรอง มีใบอนุญาต มีการขอจากหน่วยงานนั้น หน่วยงานนี้ ไม่มีทางทำทัน มันต้องเปลี่ยนวิธีเขียนกฎหมายใหม่ว่า คุณมีเสรีภาพที่จะทำ แต่รัฐจะเขียนกฎหมายคุ้มครองผลเสียที่จะเกิดขึ้น เช่น คุณห่วงเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ก็ไปว่าเรื่องนั้น คุณห่วงเรื่องความมั่นคงในทางไซเบอร์ ก็มีกฎหมายเฉพาะเรื่องนั้น แต่ต้องนิยามให้แคบนะ ไม่ใช่ความเป็นภัยต่อความมั่นคงนี่ครอบคลุมไปถึงว่าใครวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไม่ได้ ทำนองนี้ ต้องเขียนกฎหมายแบบนี้ และกฎหมายนี้ ต่อไปนี้การออก ก็จะต้องมีวิธีในการที่จะให้มันมีอายุจำกัดไหม อย่างน้อยต้องมีการมายืนยันกันไหม เพราะว่าไม่งั้นแล้วของเรานี้ พอออกไปแล้วก็คือถ้าไม่ได้แก้ไข ก็ค้างอยู่อย่างนั้น

 

กลับมาเป็นนายกฯ ครั้งนี้จะหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการอ้างแบบที่คุณสุเทพอ้างได้อย่างไรว่า คุณอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ เพราะผม จริงมั้ย เวลาเขาพูดอย่างนี้รู้สึกมั้ย

ผมไม่ไปตอบโต้อะไรครับ ทุกคนก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำ ผมจะไปเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้น ผมก็ต้องผ่านกระบวนการการเลือกตั้ง ประชาชนก็ต้องให้เสียงผมมาก่อน จากนั้นเสียงของพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถไปรวมกับเสียงของพรรคไหน ได้มากน้อยแค่ไหน ก็จะต้องมีคนทำงานเป็นปกติธรรมดา

 

กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง สมมติว่าเป็นไปตามที่ประกาศเอาไว้ นายกฯ อภิสิทธิ์สมัยที่ 1 กับนายกฯ อภิสิทธิ์สมัยใหม่นี้จะต่างกันตรงไหน นอกจากอายุ

สมัยแรกเป็นสมัยที่ต้องประคับประคอง สมัยแรกนี้เป็นสมัยที่ต้องเก็บสตางค์ เพราะว่าเงินกำลังจะหมด ส่งออก ท่องเที่ยวติดลบหมด สมัยนี้เป็นสมัยที่มุ่งไปสู่เป้าหมายทันที อย่างที่พูดทันที อย่างที่พูดกันเมื่อสักครู่ สมัยนี้จะมีงานที่เป็นงานสร้างได้มากขึ้น เพราะไม่ได้ต้องเริ่มต้นจากการที่จะต้องไปหยุดยั้งเรื่องวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น เศรษฐกิจแย่มากๆ จริงนะครับ แต่มันไม่ใช่วิกฤติแบบที่เคยเจอในขณะนั้น ซึ่งทำให้เราต้องสามารถที่จะเดินหน้าไปได้ทันที ควบคู่กันไปคือทั้งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยมาตรการที่พูดไปแล้ว บวกกับเรื่องของการที่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดว่าโครงสร้างของประเทศจะต้องเดินหน้าไปแบบไหนอย่างไร

 

เหมือนที่ฝรั่งบอกว่า Hit The Ground Running

ใช่ครับ พร้อมทำทันที เพราะผมบอกแล้วว่า ในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายนี้ยืนยันว่าประชาธิปัตย์พรรคเดียวที่ไม่ได้เพิ่งมาทำงานก่อนเลือกตั้ง เราไม่เคยหยุด ไม่ได้ไปทำผิดคำสั่ง คสช. นะ แต่ไม่เคยหยุดในการที่จะศึกษาติดตาม ผมพูดเสมอว่านักการเมืองอาชีพนี้ไม่ใช่คนที่บอกพอไม่มีเลือกตั้งไม่ต้องทำอะไร นักการเมืองอาชีพคือคนที่ตามปัญหา ศึกษาปัญหา ทั้งในสังคมตัวเอง ถามไถ่ประชาชน แล้วก็ไปศึกษาว่าในโลกนี้เขามีวิธีการในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อะไรบ้าง ผมไม่เคยหยุด 5 ปีที่ผ่านมา เพราะผมตั้งใจว่าจะต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด เพื่อถ้าได้โอกาสอีกสามารถทำงานได้ทันที

 

ถ้าไม่ได้เป็นนายกฯ ครั้งนี้ เลิกการเมืองมั้ย

ผมก็คงหวังว่าจะได้เป็น ส.ส. อยู่ก่อนนะ อันที่ 1 นะ

 

สมมติว่าได้เป็น ส.ส. แต่ไม่ได้เป็นนายกฯ

ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ก็สามารถทำหน้าที่ ส.ส. ได้ แต่ถ้าผมคิดว่า คนอื่นจะมาเป็น ส.ส. แล้วเป็นประโยชน์กว่า ผมก็อาจจะหลีกทางให้

 

เคยแอบได้ยินว่าจะคิดไปสอนหนังสือแล้ว ถ้าครั้งนี้ไม่สมหวัง

ไม่ใช่เรื่องสมหวังหรอกครับ ผมพูดชัดว่า ถ้าผมเป็นประโยชน์ตรงนี้ ผมอยู่นะครับ แต่ถ้าผมคิดว่าการอยู่นี้ไม่ได้เป็นประโยชน์เท่าไหร่ อย่างนี้เราก็ควรจะไปทำอย่างอื่น

 

ประโยชน์นี้หมายถึงประโยชน์อะไร

อย่างที่ผมยกตัวอย่าง การทำหน้าที่ ส.ส. ยังเป็นประโยชน์อยู่มั้ย ยังเป็นประโยชน์อยู่ก็ทำ แต่ผมไม่ออกจากประชาธิปัตย์นะ ยังไงก็อยู่ครับ

 

จะอยู่ตลอดชีวิตเลยหรอ

ครับ

 

เพราะความผูกพัน เพราะ?

เพราะนี่คืออุดมการณ์ของผม และผมตัดสินใจมาเข้าพรรคนี้ เพราะว่าผมเห็นด้วยกับอุดมการณ์นี้ และผมเห็นว่าการเมืองต้องอิงอุดมการณ์ บางทีคนบอกว่าพวกอุดมการณ์คือพวกโลกสวย อุดมการณ์ใช้ไม่ได้ ผมว่าเพราะเราไม่กล้าไง ที่จะบอกว่า มันถึงเวลาแล้วที่จะต้องยันว่ามันเป็นเรื่องอุดมการณ์ มันเป็นเรื่องความถูกต้อง เพราะเราไม่กล้าที่จะยันสักที เราถึงเดินวนอยู่อย่างนี้มาตลอด

 

ครั้งนี้ที่บอก หมดเวลาเกรงใจนี่เพราะต้องการแสดงความกล้าอันนั้น

ใช่ครับ

 

แล้วทำไมเพิ่งแสดง

ไม่ใช่เพิ่งแสดงหรอกครับ จะให้ไปแสดงตอนไหนล่ะ ก็เพิ่งจะมาหาเสียงเลือกตั้งกัน จะไปประกาศอะไรตอนที่เขายังไม่ให้เลือกตั้งล่ะครับ

 

สมมติกลับมาเป็นนายกฯ แล้วเป็นแกนตั้งรัฐบาล จะดูแลเศรษฐกิจ กระทรวงต่างๆ นานาอะไรที่จะดูแลเอง เพื่อให้เป็นไปตามเป้าที่วางเอาไว้

ผมใช้หลักค่อนข้างเหมือนเดิมนะ ผมยังยืนยันหลักที่ผมใช้ค่อนข้างเหมือนเดิมคือ 1. ผมว่ายังไงนายกฯ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เราแค่วางกลไกที่จะดูทิศทางการบริหารเศรษฐกิจในภาพรวม นายกฯ ดูตรงนั้นพอ เหตุผลที่ผมคิดอย่างนั้นเพราะว่า งานทางสังคมของเราถูกละเลยมาเยอะมาก เพราะฉะนั้นผมนั้นจะค่อนข้างเลือกที่จะไปทำงานเป็นประธาน ผมเป็นนายกฯ คนเดียวนะครับที่ไปดูแลเรื่องประธานเกี่ยวกับงานเรื่องผู้สูงอายุ เรื่องคนพิการ เรื่องการศึกษา เรื่องสมัชชาสุขภาพ เพราะว่างานเหล่านี้มันเป็นงานที่จะต้องขับเคลื่อนโดยคนที่มีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่เป็นผู้นำทางการเมืองค่อนข้างมาก

 

ส่วนเศรษฐกิจ ผมไม่เอา ครม. เศรษฐกิจมาพิจารณาโครงการหรอกครับ โครงการก็พิจารณาไปตามขั้นตอนไป ครม. เศรษฐกิจควรจะมีไว้ดูว่าทิศทางการบริหารเศรษฐกิจในเชิงมหภาคไปได้มั้ย ขณะนี้ทิศทางอุตสาหกรรมใหญ่ควรจะไปอย่างไร ทิศทางการท่องเที่ยว หรือธุรกิจบริการควรจะเป็นอย่างไร ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ครม. เศรษฐกิจจะไม่ใช่ ครม. ที่มากลั่นกรองโครงการให้ ครม.ใหญ่ จะเป็นคนที่ทำงานด้านเศรษฐกิจมาสุมหัวกันว่าวันนี้ตกลงความท้าทาย ทิศทางนโยบายที่จะต้องผลักดันนี้เรื่องหลักๆ มันคืออะไร

 

จะป้องกันไม่ให้รัฐมนตรีคอร์รัปชันอย่างไร มาตรการชัดๆ

มาตรการชัดๆ ที่สุดก็คือมาตรฐานที่ผมเคยวางไว้ เกิดเรื่องอื้อฉาวปั๊บออกนะครับ ออกเลย

 

เกิดเรื่องอื้อฉาวหมายความว่า เพียงแค่มีข่าวเหรอ

คือก็ต้องมีน้ำหนักระดับหนึ่งนะ ไม่ใช่ว่าใครมาชี้หน้าบอกคนนี้โกงปั๊บลาออก – ไม่ใช่ แต่ว่าสมัยผมนี้มีเกิด 2 ครั้ง ที่เกี่ยวกับพรรคผมนะ กระทรวงพัฒนาสังคมครั้งนึง กระทรวงสาธารณสุขครั้งนึง ออกทั้งคู่ทันที แล้วก็เปิดให้มีการสอบ สอบแล้วก็ไม่ผิด ที่มีการกล่าวหา

 

แล้วได้กลับมามั้ย

ไม่ได้กลับ แต่ว่านั่นคือบรรทัดฐานเหมือนกับคุณสุทธิชัยตามการเมืองต่างประเทศ ประเทศอื่นเขาก็ใช้บรรทัดฐานอย่างนี้ทั้งนั้น ผมถึงเสียดายไงครับว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จหลายอย่าง บรรทัดฐานหลายอย่างที่พึงจะสร้างไว้นี้ ไม่ได้ทำ

 

นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ สมัยที่ 2 จะทำให้โลกรู้จักประเทศไทยในแง่บวกมากขึ้น บทบาทไทยในอาเซียนดีขึ้นได้อย่างไร

คราวที่แล้ว จริงๆ หลังจากที่ผมออกจากนายกรัฐมนตรี ผมได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องอาเซียนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนบ่อยมาก เพราะเขาจำได้ว่าผมวางวาระ Agenda ต่างๆ ไว้ค่อนข้างเยอะ แล้ววันนี้ก็เหมือนกัน ในอาเซียนนี้ต้องทำ 2. ผมเป็นคนที่ทำให้อาเซียนได้ไปอยู่ใน G20 ผมไปประชุม World Economic Forum เจอกับประธาน G20 ตอนนั้น แล้วผมบอกว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกเป็นอย่างนี้ คุณควรจะเรียนรู้จากประสบการณ์ของกลุ่มภูมิภาคต่างๆ คือที่มาของการที่อาเซียนได้ไปเป็นผู้สังเกตการณ์ใน G20

 

เที่ยวนี้ถามว่าประเทศไทย บทบาทในเวทีโลก ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศกำลังพัฒนา ความเหลื่อมล้ำ จะต้องถูกยกขึ้นมา อย่างประเด็นเรื่องภาษีของ Tech ภาษีที่ไปแข่งขันกันลดอย่างนี้ จะเป็นบทบาทที่ผมผลักดัน ขณะเดียวกันสำหรับประเทศไทย แนวเศรษฐกิจไทยที่กำลังจะปรับนี้ ที่ผมพูดถึง Hi Touch บ้าง ที่ผมพูดถึงปฏิวัติเขียวอุตสาหกรรมบ้าง แล้วก็รวมไปถึงเรื่องของนวเกษตร จะทำให้โลกเห็นศักยภาพของประเทศไทยทั้งในเรื่องการเป็นผู้ผลิตอาหาร หรือสินค้าการเกษตรชั้นดี ทั้งในเรื่องของการมีแหล่งท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์ หลากหลาย ทั้งในเรื่องที่ประเทศไทยกำลังเดินสอดคล้องกับทิศทางในอนาคตก็คือทำอุตสาหกรรมที่สะอาด

 

2 นาทีสุดท้าย ทำไมต้องเลือกอภิสิทธิ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี

ผมก็อยากจะเรียนว่าขณะนี้พี่น้องประชาชนทุกคนปรารถนาอยู่ 2 อย่าง 1. คือการทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนที่ยากลำบากที่สุดในขณะนี้ และ 2. ก็คือต้องการที่จะให้การเมืองหลุดพ้นจากวังวนเดิมๆ วันนี้พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมเต็มที่ในแง่ของการตระเตรียมนโยบายต่างๆ ซึ่งมีวิธีปฏิบัติด้วยการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็ว จากโครงการประกันรายได้ จากการปรับปรุงระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แล้วตามต่อด้วยนโยบายของการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจที่เผชิญกับความท้าทายทั้งหลายนี้ ที่จะทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของประชาธิปัตย์นี้ จะมีเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวโดยเร็ว ควบคู่ไปกับการเดินหน้าไปสู่การรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมั่นคง

 

ขณะเดียวกันในแง่ของการเมือง เราต้องหลุดพ้นจากภาวะที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และเราต้องไม่ทำให้ประชาธิปไตยล้มลงอีก ประชาธิปัตย์ยืนยันว่าการจัดตั้งรัฐบาล และการดำเนินงานหลังการเลือกตั้งนี้ เรายึดหลักประชาธิปไตย เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนมั่นใจ ไม่เพียงแค่ว่าได้ไปเลือกตั้ง เลือกตั้งแล้วมีความหมาย เลือกตั้งแล้วท่านยังมีสิทธิ์ในการที่จะวิพากษ์วิจารณ์ มีส่วนร่วมในการทำงานบริหารราชการแผ่นดิน และการบริหารงานของบ้านเมือง

 

และที่สำคัญที่สุดครับ ประชาธิปัตย์จะไม่เอาอำนาจที่ประชาชนมอบให้ไปทุจริต คอร์รัปชัน ไม่เอาอำนาจที่ท่านมอบให้นี้ไปแทรกแซงหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง ใช้กลไกของรัฐมาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ไม่เอาอำนาจที่ท่านมอบให้ไปแทรกแซงองค์กรอิสระ กดดันศาล ที่จะนำมาสู่เงื่อนไขความขัดแย้งที่อาจจะขยายไปสู่ความรุนแรง และทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่จุดนี้อีก

 

วันนี้เป็นโอกาสของพี่น้องแล้วครับ ตัดวงจรเหล่านี้ออกไปจากเส้นทางเดินของประเทศไทย เดินบนเส้นทางของประชาธิปไตยสุจริต ให้เศรษฐกิจของทุกคนก้าวหน้าครับ

 

ถ้าไม่ใช่คุณอภิสิทธิ์แล้ว คุณอภิสิทธิ์จะเลือกใครเป็นนายกฯ นอกจากตัวเอง คนที่ 2 ให้ทางเลือก

เป็นการลงคะแนนลับครับ