เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

ปราศรัยใหญ่ ณ ลานคนเมือง โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

ปราศรัยใหญ่ ณ ลานคนเมือง

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

22 มี.ค. 2562

 

                กราบสวัสดีพี่น้องที่เคารพรักทุกท่านครับ สวัสดีครับ ผมขออนุญาตไม่เกิน 2 นาที รับดอกไม้ข้างหน้าเวทีอีกนิดเดียวแล้วจะพบกับพี่น้องนะครับ ขอบคุณครับ

 

พี่น้องที่เคารพรักทุกท่าน ก่อนอื่นกราบขอบพระคุณพี่น้องทุกคนที่สละเวลามาให้กำลังใจกับผม กับพรรคประชาธิปัตย์ในค่ำคืนวันนี้ที่เป็นการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนที่เราจะไปเลือกตั้งกันในวันที่ 24 มีนาคมคือวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ผมขอถือโอกาสนี้กราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนที่ตลอดระยะเวลาที่ผมได้ไปรณรงค์หาเสียงทุกภาค หลายจังหวัดที่เป็นกำลังใจเช่นเดียวกับที่พี่น้องที่อยู่ที่นี่กำลังมอบให้กับผม และพวกเราในค่ำคืนวันนี้

 

พวกผมเป็นนักการเมืองที่มาจากประชาชน พวกผมสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าที่มายืนอยู่บนนี้ บนเวทีทุกคนเพราะบุญคุณของพี่น้องประชาชน ไม่มีบุญคุณไหนยิ่งใหญ่กว่าบุญคุณที่พี่น้องประชาชนมอบให้กับพวกเรา เพราะฉะนั้นทุกรอยยิ้ม ทุกช่อดอกไม้ ทุกพวงมาลัย ผมไม่ลืมครับ บางคนอาจจะกอดแรงไปหน่อย บางคนหอมแรงไปหน่อย บางคนจับมือแล้วไม่ปล่อย เล็บแหลม แต่ทั้งหมดผมซาบซึ้งว่านี่คือความตั้งใจที่พี่น้องมาเป็นกำลังใจให้กับเรา โดยเราไม่เคยมีสิ่งตอบแทนอื่นใดให้กับพี่น้อง นอกจากทุ่มเททำงานให้กับพี่น้องประชาชนด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตตลอดมา

 

พี่น้องครับ ผมหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้เป็นครั้งที่ 9 แล้ว บรรยากาศหลายอย่างเหมือนกับที่เคยประสบมา 8 ครั้งที่ผ่านมา แต่เหมือนกับหลายๆ ท่านบนเวทีที่ได้ขึ้นมาบนนี้ เที่ยวนี้ต้องยอมรับว่าเมื่อเราออกไปพบปะกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะภาคไหน ไม่ว่าจะจังหวัดไหน เราสัมผัสถึงความทุกข์ ความเดือดร้อน ความอึดอัดของพี่น้องประชาชน ผมเคยหาเสียงหลายครั้ง มีคนมา มีคนมากอด น้ำตาคลอ น้ำตาซึม เพราะมีความผูกพัน มีความซาบซึ้งใจในความแนบแน่นในความสัมพันธ์ที่เรามีให้กันและกัน แต่เที่ยวนี้ผมเห็นน้ำตาที่เกิดขึ้นจากความเศร้าน้ำตาที่เกิดขึ้นจากความทุกข์ ที่เขาบอกว่าในชีวิตของเขาไม่เคยยากลำบาก เดือดร้อนทางเศรษฐกิจเท่านี้

 

นี่คือสิ่งที่พวกผมมองว่าเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่มาก ที่ผมรู้ว่าความคาดหวังของพี่น้องประชาชน เมื่อไปกาบัตรในวันที่ 24 มีนาคม ทุกคนมีความคาดหวังว่าชีวิตของตัวเองจะต้องดีขึ้น และดีขึ้นเร็ว และผมรู้ต่อไปว่าไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะหน้าหรอกครับ ประเทศไทยวันนี้ กับประเทศไทยในวันที่ผมเดินออกจากทำเนียบเมื่อ 8 ปีที่แล้ว วันนี้เราเผชิญกับอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ที่มันท้าทายคนไทยและประเทศไทยทุกคน

 

เทคโนโลยี ที่เราใช้กันเป็นประโยชน์กับเรากำลังเปลี่ยนชีวิตพวกเราทุกคน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ดี ทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ก็มีอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ที่ทำให้ความมั่นคงในหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตของพวกเราทุกคนมันไม่เหมือนกับในอดีต วันนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมที่เขาเรียกว่าสังคมสูงวัย เรามีผู้สูงอายุ คนเฒ่า คนแก่ ที่เราจะต้องดูแลต่อไปในอีกหลายสิบปีข้างหน้าที่เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่จะมีคนที่อยู่ในวัยทำงานน้อยลง วันนี้เราไม่ได้อยู่โดยลำพัง เราถูกกดดันจากหลายสิ่งหลายอย่างที่มาจากนอกประเทศเรา เหมือนกับที่พี่น้องชาวประมง ที่พี่น้องชาวไร่อ้อยประสบอยู่ทุกวันนี้ เพราะแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากต่างประเทศ

 

วันนี้เทียบกับเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ความเหลื่อมล้ำในสังคมเพิ่มขึ้นมาก ไม่ใช่เฉพาะในแง่ของรายได้ ไม่ใช่เฉพาะในแง่ของความมั่งคั่ง แต่ความรู้สึกว่านับวันโอกาสของคนตัวเล็กๆ น้อยๆ ที่จะสามารถผลักตัวเองออกจากฐานะที่ยากจน ที่เสียเปรียบ มันดูยาก มันดูริบหรี่มากกว่าในอดีตมากนัก พี่น้องครับ ทุกข์ของพี่น้อง ความท้าทายของแผ่นดิน นี่คือภารกิจ นี่คืองานสำคัญที่สุดที่รัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งต้องเร่งจัดการตั้งแต่วันแรก ผมไม่กล้าอวดอ้างหรอกว่าผม กับคนที่อยู่บนเวทีนี้จะเก่งกว่าคนอื่น ผมไม่กล้าไปพูดหรอกว่าคนที่เขาอยู่พรรคอื่น หรือคนที่เขาบริหารประเทศมา 8 ปีที่ผ่านมา เขามีเจตนาร้ายกับพี่น้องประชาชนเป็นการทั่วไป แต่ผมอยากจะบอกว่า 5 ปีที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองเดียวที่แม้เขาห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง ไม่เคยหยุดในการที่จะเดินเข้าหาประชาชน เพื่อสัมผัสความทุกข์ ปัญหา และเตรียมแก้ไขให้กับประชาชน นั่นคือพรรคประชาธิปัตย์

 

5 ปีที่ผ่านมา มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่เห็นด้วย แต่เราไม่ได้ต้องการชวนทะเลาะ เราไม่ได้ต้องการก่อให้เกิดความวุ่นวาย เป็นปัญหากับความมั่นคง แต่เราเดินหน้าทำหน้าที่ของเรา ผมใช้เวลา 5 ปีที่ผ่านมา แทบจะเรียกว่าไม่แตกต่างจากวันที่ผมเป็น ส.ส. ที่ไหนมีปัญหา ที่ไหนมีทุกข์ ที่ไหนมีสิ่งที่ผมจะไปสัมผัส เรียนรู้กับชีวิตของพี่น้องได้ - ผมไป ผมใช้เวลานัดหมายกับกลุ่มเกษตรกร กับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน กับสมาคมธุรกิจเกือบจะทุกธุรกิจ 5 ปีผมพบไม่น้อยกว่าร้อยกลุ่ม ผมบอกพวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ข้างหลังผมว่าคุณไม่มีสิทธิ์หยุด เพราะใครจะบอกว่าการเมืองให้ไปเว้นวรรค พักผ่อน แต่ทุกข์ของประชาชนไม่เคยเว้นวรรค พักผ่อนแม้แต่นาทีเดียว

 

ฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ผมให้ความมั่นใจกับพี่น้องได้ก็คือ เราพร้อมจริงๆ เลือกตั้งครั้งนี้ พี่น้องจึงเห็นพรรคประชาธิปัตย์ประกาศนโยบายก่อนพรรคการเมืองทุกพรรค และเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนทุกปัญหา 24 มีนา กาให้เราเข้าไปทำงานจัดตั้งรัฐบาลได้เมื่อไหร่ ไม่ต้องศึกษา ไม่ต้องเอกเรย์ ไม่ต้องสแกน เดินหน้าแก้อย่างเดียวให้พี่น้องประชาชน (เสียงปรบมือ) เศรษฐกิจที่ย่ำแย่เรามีคำตอบในเรื่องของการเร่งเพิ่งกำลังซื้อให้กับพี่น้องประชาชน เติมเงิน เติมรายได้ให้คนส่วนใหญ่มีความมั่นคงเสียก่อน เพราะถ้าคนส่วนใหญ่ไม่มีสิ่งนี้ เศรษฐกิจไทยไม่มีทางดีได้

 

ง่ายๆ ครับ เพราะว่าเราใช้เวลาพูดนโยบายมาหลายเวทีแล้ว แต่ผมบอกว่ากลุ่มใหญ่ที่สุดเกษตรกร วันนี้พรรคการเมืองเดียวที่ตอบเป็นรูปธรรมว่าเข้าไปเป็นรัฐบาลปั๊บ ทำอะไรให้กับเกษตรกร คือประชาธิปัตย์ที่เอาโครงการประกันรายได้ จ่ายเงินส่วนต่างดูแลพี่น้องไม่ว่าจะปลูก ข้าว มัน ข้าวโพด ยาง ปาล์ม และพืชผลตัวอื่นๆ มีแผนครบทุกตัว (เสียงปรบมือ) และนโยบายที่เราทำและพิสูจน์มาแล้ว ที่รัฐบาลไม่ต้องไปยุ่งวุ่นวายกับการซื้อขายสินค้าเกษตร แต่คำนวนต้นทุน กำหนดราคาเป้าหมาย ขายไม่ได้ตามนั้นจ่ายเงินส่วนต่าง ช่วงที่เราทำเมื่อ 10 ปีที่แล้ว รายได้เกษตรกรดีขึ้น หนี้สินเกษตรกรลดลง ที่สำคัญไม่ได้สร้างปัญหาเหมือนกับแนวทางที่รัฐบาลต่อๆ มาทำ งบประมาณแต่ละปีเป็นหลักหมื่นล้านครับ แต่บริหารจัดการได้ แต่โครงการจำนำข้าวที่รัฐบาลต่อมามาใช้แทนโครงการของเราทิ้งหนี้สินไว้กับพี่น้องประชาชนวันนี้ 5 แสนล้านบาท 5 แสนล้านบาทที่เราจะต้องเสียภาษีไปอีกเป็น 10 ปี ผ่อนใช้ปีละ 3 หมื่นล้าน 5 หมื่นล้าน

 

10 ปีที่แล้วที่เราทำประกันรายได้ ไม่มีเลยครับปัญหาว่าไปซื้อข้าวทั้งประเทศ มาอยู่ในสต็อกของรัฐบาล เดี๋ยวมีการสวมสิทธิ์ เดี๋ยวมีของปลอม เดี๋ยวมีการขนข้าวเข้ามาจากต่างประเทศ เดี๋ยวมีสต็อกเน่า และที่สำคัญที่สุดไม่มีเลยครับที่คนทำนโยบายประกันรายได้จะต้องติดคุก หรือถูกยึดทรัพย์ เพราะมันไม่มีการทุจริต คอร์รัปชัน (เสียงปรบมือ) ส่วนรัฐบาลปัจจุบันผมแปลกใจ เรียนรู้ ยกเลิกจำนำข้าว แต่ 5 ปีมาแล้วที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าจะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างไร พวกผมถึงต้องไปซับน้ำตาเกษตรกรทุกกลุ่ม ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมาที่เราไปหาเสียง

 

วันนี้ป้ายนโยบายของพรรคที่เคยเป็นรัฐบาล 5 ปีที่ผ่านมา ไม่มีความหมาย ไม่ต้องไปอ่าน เพราะถ้าทำได้อย่างที่พูดปล่อยให้ประชาชนทุกข์สาหัสอย่างนี้มา 5 ปีทำไม (เสียงปรบมือ) นี่กลุ่มแรก กลุ่มที่ 2 ผู้ใช้แรงงาน เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าแรง ทุกคนทราบ เห็นตรงกันหมดแล้วว่าไม่พอกับค่าครองชีพ แต่พรรคการเมืองอื่นๆ ตอนนี้กลับมาเล่นสนุกแบบเดิม จะทำค่าแรง 400 พรรคนี้ว่า 400 พรรคนั้นต้องว่า 425 บางพรรคก็จะไป 450 แล้วทำไมเราไม่เรียนรู้ล่ะครับว่าคราวที่แล้วตอนที่ทำให้ก้าวกระโดดไป 300 ทันที ตอนแรกก็ดูดีอยู่หรอก แต่พอขึ้นไป 300 แล้ว ไม่ขยับค่าแรงไปอีกหลายปี เพราะขยับไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับหลายคนก็คือ แทนที่จะได้ค่าแรงสูงขึ้น ตกงานเพราะนายจ้างสู้ไม่ไหว ย้ายฐานการผลิตไปอยู่เวียดนาม ไปอยู่เขมร ไปอยู่ลาว สิ่งที่หลายคนได้รับก็คือสวัสดิการที่ลดลง เพราะนายจ้างไม่รู้จะจ่ายให้ถูกกฎหมายอย่างไร ก็ไปลดสิ่งที่เขาเคยให้กับลูกจ้างมาก่อน แล้วพี่น้องครับ มันไม่ใช่เหตุบังเอิญหรอกว่าทำไมทุกวันนี้เรากินข้าวแกง เรากินก๋วยเตี๋ยว เรากินข้าวจานเดียว 8 ปีที่ผ่านมา ผมว่าราคาเพิ่มขึ้นไปเป็นเท่าตัว (เสียงปรบมือ)

 

ประชาธิปัตย์เป็นพรรคเดียววันนี้ที่บอกว่า ใช่ เราเติมกำลังซื้อ เติมเงินในกระเป๋าให้กับผู้ใช้แรงงานทันทีได้ แต่เราอย่าไปบังคับนายจ้าง วิธีที่ประชาธิปัตย์เสนอ เรากำหนดเลยคนทำงานทุกคนน่าจะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทต่อเดือน คิดเป็นปีคือ แสน 2 ทำไม แสน 2 เพราะรัฐบาลบอกว่าใครรายได้ไม่ถึง แสน 2 ยังไม่ต้องเสียภาษี แล้วถ้าค่าจ้าง ค่าแรง ที่เขาได้รับมันไปไม่ถึงตรงนั้น ประชาธิปัตย์ที่เป็นรัฐบาลก็จะเติมเงินส่วนต่างให้ เหมือนที่เติมให้กับเกษตรกร และทำสำเร็จมาแล้ว วิธีนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ วิธีเดียว ลูกจ้างอยู่ได้ นายจ้างอยู่รอด เศรษฐกิจเดินหน้า ค่าครองชีพไม่ขึ้นครับพี่น้อง

 

และกลุ่มที่ 3 คนยากคนจน คนยากไร้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถ้าไปเชื่อใครที่บอกว่าเลือกประชาธิปัตย์แล้วจะยกเลิกโครงการนี้ เราไม่เลิก แต่เราจะทำให้ดีขึ้น คุณกรณ์ (จาติกวนิช) พูดไปแล้ว จะรวบสิทธิ์ต่างๆ คำนวนดูแล้วสิ่งที่เหมาะสมคือช่วยเหลือ 800 บาทต่อเดือน แต่สำคัญกว่านั้นมากมาย คือ 800 บาทนี้ต้องหมุนเวียนไปยังทุกชุมชน ไปยังเศรษฐกิจของชาวบ้าน ไม่ใช่เอาเงินภาษีไปกองอยู่ที่ร้านค้าที่มีเครื่องรูดบัตรสวัสดิการเท่านั้น

 

นี่ไงครับ มีตัวเลข คำนวนหมด เราต้องใช้เงินเท่าไหร่ จะหามาอย่างไร ผมก็ขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณคุณกรณ์ จาติกวนิช ประธานนโยบายฯ ที่ทำเรื่องนี้ด้วยความจริงจังอย่างละเอียด (เสียงปรบมือ) นั่งได้ เดี๋ยวทำให้ผมดูเตี้ย

 

พี่น้องครับ ความพร้อมตรงนี้คือความแตกต่าง มันไม่ใช่เรื่องที่ พรรคการเมืองถึงเวลาคิดว่าเลือกตั้งเพื่อไปมีอำนาจ แล้วก็มาคิดนโยบายหรือมาประดิษฐ์วาทกรรม เพื่อจะเอาเสียงสนับสนุน เอาความสะใจ เอาความรู้สึกว่า อ้อ ไอ้นี่มันเร้าใจ ไอ้นี่มันดี แล้วเลือกเข้าไป แต่นโยบายของเราอยู่บนฐานของประสบการณ์การทำงาน และนโยบายอีกหลายเรื่อง ที่ท่านอดีตนายกฯ ชวน (หลีกภัย) มาเล่าให้พี่น้องฟัง มันเป็นบทพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราพูดไม่ใช่นึกขึ้นมาเมื่อวานนี้ หรือวันนี้ แต่มันมาจากความเชื่อของเราจริงๆ ทำไมเราเริ่มนมโรงเรียน แล้ววันนี้มันกลายมาเป็น “เกิดปั๊บ รับสิทธิ์เงินแสน” ทำไมวันก่อนเราเริ่มเรื่องของอาหารกลางวันฟรี และวันนี้เราต้องขยายไปถึงอาหารเช้า ขยายไปถึงมัธยม ทำไมเงินผู้สูงอายุ ซึ่งเราเริ่มต้นไว้ วันนี้มันต้องขยาย มันไม่ได้มาจากการที่เราต้องการหาเสียง แต่มันเป็นงานที่เราศึกษา และเรารู้ว่าสิ่งที่เราเริ่ม วันนี้เราต้องเพิ่ม เราต้องต่อยอด (เสียงปรบมือ)

 

นี่คือความต่างครับ อย่างผมยกตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง ค่าตอบแทน อสม. กรุงเทพฯ เรียก อสส. 600 นี่มันควรจะขึ้นเป็นพันตั้งนานแล้ว (เสียงปรบมือ) รัฐบาลนี้ เพิ่งมาอนุมัติเอาเมื่อต้นปีนี้ แต่ที่เหลือเชื่อกว่านั้น อนุมัติแล้วไม่โอนให้เพิ่งมาโอนเงินให้เมื่อวานนี้ (เสียงปรบมือ) ทำไมโอนให้เมื่อวานนี้ เพราะวันอาทิตย์จะเลือกตั้ง (เสียงปรบมือ) เราจะเอาคนที่มีฐานคิด วิธีคิดแบบนี้เหรอครับ เล่นกับความต้องการ ความทุกข์ร้อนของประชาชน เพราะเงินที่คุณอนุมัติ และโอนมาให้ อสม. เมื่อวานนี้ คุณมีมาตั้งแต่เดือนมกรา คุณไปกักเงินเขาไว้ทำไม 3 เดือน นี่ไม่รับว่าถ้าเลือกประชาธิปัตย์จะมีกองทุนบำเน็จให้อีก 200 เป็น 12,00 บาท

 

ผมให้ความมั่นใจว่านี่คือสิ่งที่เราทำได้แน่นอน เป็นนโยบายที่มีรายละเอียด วิธีการที่บอก และปฏิบัติได้จริง รวมไปถึงนโยบายระยะยาว ซึ่งผมคงไม่รบกวนเวลาของพี่น้องในวันนี้ที่จะพูดถึงความจำเป็นที่เราจะต้องสร้างจุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจไทย ศึกษากันมาอย่างดี เทคโนโลยี นโยบาย Gov Tech ของประชาธิปัตย์ จะเป็นตัวทำให้เทคโนโลยีมารับใช้ผู้คนและประชาชนจริงๆ ปรับกฎหมาย สร้างหน่วยงาน เอาเทคโนโลยีมาช่วยเรื่องการศึกษา เรื่องสุขภาพ เราจะสร้างระบบให้เกิดความมั่นคงในเรื่องเงินออม ที่ผมบอกว่าวันข้างหน้าเราเป็นสังคมสูงวัย ทุกคนต้องมีโอกาสเกษียณแล้วมีเงินล้าน นี่คือสิ่งที่เราทำมาโดยลำดับ แล้วถ้าไม่เชื่อมือเรา ผมก็ต้องบอกว่า เที่ยวที่แล้ว ผมเข้าไปเป็นนายกฯ ปี 51 เกิดวิกฤติที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเศรษฐกิจโลก ในรอบไม่รู้กี่สิบ หรืออาจจะเป็นร้อยปี คนแดนไกลสบประมาท ว่ามาร์ค กับกรณ์ เด็ก 2 คน จะเอาอยู่เหรอ (เสียงปรบมือ) สุดท้ายประเทศไทยเป็นประเทศที่ฟื้นจากวิกฤตินั้นเร็วที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาค และในโลก (เสียงปรบมือ) นั่นขนาดตอนเป็นเด็กนะ (เสียงปรบมือ) ตอนนี้เป็น 2 หนุ่มแล้ว แล้ววิกฤตครั้งนี้ไม่รุนแรงเท่าคราวที่แล้วหรอก คราวที่แล้วเข้าไป ส่งออกติดลบเลข 2 หลัก ท่องเที่ยวติดลบเลข 2 หลัก การว่างงานกำลังจะพุ่งขึ้นไป ผมจำได้ ข่าวสดพาดหัวว่า ว่างงานเกิน 2 ล้านคนแน่ เรายังแก้มาแล้ว เพราะฉะนั้นมรดกที่เรารับจากรัฐบาลนี้ เราแก้ได้แน่นอน และแก้ได้อย่างรวดเร็ว (เสียงปรบมือ)

 

พี่น้องครับ แต่สิ่งที่ผมเสียดายที่สุด คือในขณะที่ความทุกข์ของพี่น้องมีมากขนาดนี้ และในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับหลายสิ่งหลายอย่าง ที่ผมเล่าให้กับพี่น้องฟังไป ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่เราจะต้องมาตั้งต้น ปรับโครงสร้าง ปรับมาตรฐาน ยกระดับประเทศของเรา ทำไมพรรคการเมืองอื่นกลับเห็นการเลือกตั้งครั้งนี้ ให้ประชาชนเป็นหมากในกระดานเพื่อเล่นสงครามกัน 2 เดือนที่ผ่านมา สร้างวาทกรรม บังคับพี่น้องให้เลือกข้าง บนความโกรธ กับความกลัว ผมอยากจะเรียนว่า 24 มีนา เรารอกันมา 8 ปี 24 มีนา เราจะไปเลือกเพื่ออนาคตของตัวเรา และประเทศทั้งที เราจะตกหลุมของการเมืองที่เอาความโกรธ กับความกลัวมาครอบงำ เพื่อบังคับให้มีการเลือกข้าง เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหรอครับ

 

ผมมั่นใจว่าพี่น้องไม่ต้องการอย่างนั้น แต่ผมต้องอธิบาย วันนี้ที่ประชาธิปัตย์บอกว่า ถ้าประเทศจะเดินไปข้างหน้า นโยบายส่วนหนึ่ง ยิ่งพร้อม ยิ่งดี ยิ่งชัดเจน ยิ่งมั่นใจว่าทำได้ แต่สุดท้ายงานที่เราต้องทำ มันมีหลายอย่างต้องใช้เวลา ต้องยั่งยืน หนทางที่จะทำให้มันไปได้ การเมืองต้องเป็นการเมืองที่ดี มีเสถียรภาพ ประชาธิปัตย์จึงประกาศว่าการเมืองที่ดีมันมีเส้นทางเดียว คือประชาธิปไตยสุจริต (เสียงปรบมือ) แต่เป็นเรื่องแปลก คำว่าประชาธิปไตยสุจริต ฟังดูเป็นคำซึ่งไม่ได้หวือหวาอะไร มันแสลงหูของอีก 2 ฝ่ายอย่างมาก (เสียงปรบมือ) พรรคการเมืองกลุ่มหนึ่งได้ยินคำว่าสุจริต เหมือนถูกน้ำร้อนสาด (เสียงปรบมือ) พยายามมาพูดว่าทุกคนก็โกง เป็นวาทกรรม เป็นข้ออ้างที่นำไปสู่เรื่องนั้นเรื่องนี้ ผมถามจริงๆ เถอะครับ กล้ายืนยัน กล้าสาบานมั้ยล่ะครับว่า ที่ผ่านมาไม่โกง (เสียงปรบมือ) เพราะฉะนั้นฝ่ายนี้เขาไม่พูดเรื่องความสุจริตครับ แต่เขาเอาความโกรธ ความอึดอัด ของพี่น้องที่มีต่อรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็บอกว่ามันต้องเป็นสงครามที่ต่อสู้กัน ทุกเรื่องที่เขาพูด มันจึงไม่ได้มุ่งไปเรื่องของนโยบายจริงๆ หรอก แต่มันมุ่งไปสู่การจะเอาชนะคะคานต่อสู้กันในทางการเมือง

 

ผมยกตัวอย่างเช่น ไปถามนี้ว่านโยบายต่างๆ จะเอาเงินมาจากไหน รีบพูดให้มันเป็นประเด็นทางการเมือง จะตัดงบกองทัพ พี่น้องทราบมั้ย ตัดงบกองทัพที่เขาพูด 10% โดยไม่ต้องดูอะไรเลย หลับหูหลับตาตัดไปเลยได้เงินเท่าไหร่ หมื่น 7 พันล้าน ผมว่าโครงการต่างๆ ที่หาเสียง โครงการเดียวเงินไม่พอหรอกครับ แต่ชูขึนมาทำไม ชูเพื่อสร้างวาทกรรมให้มันเกิดความขัดแย้งว่ามันจะต้องต่อสู้กับฝ่ายทหาร ทั้งๆ ที่กองทัพเขาไม่ได้เป็น คสช. นะครับ กองทัพเขาต้องทำหน้าที่ของเขาตามปกติ แล้วที่สำคัญกว่านั้นครับ บางพรรคที่พูดจริงจังมากเรื่องนี้ ตอนเป็นรัฐบาลไม่ทำ แต่รัฐบาลที่ลดงบกองทัพจริง คือรัฐบาลของผมครับ (เสียงปรบมือ) ประชาธิปัตย์ไม่ไปพูดอย่างนั้นหรอกครับ ถ้าจำเป็นต้องลดงบกองทัพเราก็จะลด แต่เราไม่มาป่าวประกาศเพื่อจะให้สังคมต้องมาขัดแย้งกับกองทัพ และเราไม่ได้ดูเฉพาะงบในส่วนของกองทัพ งบในส่วนของนักการเมืองนี่แหละ ลดได้อีกเยอะ เรายังเป็นพรรคเดียวเลยยังบอกว่า จะลดงบกลางซึ่งเมื่อก่อนเขาตั้งไว้เพื่อสำรองฉุกเฉิน น้ำท่วม ภัยพิบัติไปช่วย ปัจจุบันรัฐบาลนี้ตั้งไว้เกือบแสนล้าน ใช้จริงเพื่อเรื่องของพายุอย่างปาบึก ใช้จริงเพื่อเรื่องน้ำท่วม ไม่ถึงหรอกครับ ผมว่าไม่ถึงครึ่งด้วย แต่ที่เหลือเอาอะไรครับ เอาไปทำอะไรครับ เอาไปนี่ไงครับ หาเสียงเวลาไป ครม.สัญจรกัน (เสียงปรบมือ) ก็เงิน อสม. ก็เอามาจากตรงนี้แหละ ทำไมไม่จัดงบไว้ตั้งแต่ต้น

 

ประชาธิปัตย์บอกอย่าสร้างวาทกรรมขัดแย้งกันแบบนี้ ถ้าอยากให้บ้านเมืองสงบเดินไปได้ การเมืองดี ทำทุกอย่างให้มันเป็นมาตรฐาน เสมอภาคกัน การเมืองจึงต้องสุจริต ประชาธิปไตยต้องสุจริต และต้องสุจริตตั้งแต่เริ่มต้นก่อนที่จะเลือกตั้งด้วยซ้ำ วันนี้ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ตรงไปตรงมา ทำเหมือนพรรคการเมืองในมาตรฐานสากลทุกอย่าง มีระบบเลือกตั้งใหม่ ไม่มีแตกแบงก์พัน ไม่มีพรรคสาขา (เสียงปรบมือ) ไม่มีพรรคนอมินี มีประชาธิปัตย์นี่แหละ ตรงไปตรงมา คะแนนมอบให้เราอย่างไร ก็ไปเป็นสัดส่วนของ ส.ส. ในสภาอย่างนั้น แต่ฝ่ายที่เป็นกลุ่มอำนาจเก่า แตกพรรคเพื่อหวังจะได้คะแนน ค้ากำไรเกินควร แตกพรรค พรรคนึงไปเอาเขต พรรคนึงไปเอาบัญชีรายชื่อ เพราะฉะนั้นผมทำนายเอาไว้ว่าหลังการเลือกตั้ง พรรคของเขาจะเป็นพรรคที่ได้ที่นั่งมากกว่าสัดส่วนคะแนนที่พี่น้องมอบให้ เพราะใช้วิธีนี้ การชนะในเขตเลือกตั้งของเขา คือพรรคเพื่อไทย จึงสำคัญมาก ผมจึงบอกพี่น้องชาวกรุงเทพฯ อย่าให้เขาค้ากำไรเกินควร ถ้าทำให้เขาไม่ได้ ส.ส. เขต คะแนนเขาจะสูญเปล่า ประชาธิปัตย์เคยชนะหลายเขตในกรุงเทพฯ คะแนนไม่มาก ถ้าปันใจ เดี๋ยวนี้ชอบพูดเรื่องความรักกันนะ ถ้าปันใจ นอกใจกัน สุดท้ายเราจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

 

ประชาธิปัตย์ต้องการทำการเมืองให้สุจริต เราจึงไม่มีเรื่องของการให้อามิส สินจ้าง วันนี้ผมก็เพิ่งปล่อยขบวนรณรงค์ของ ผู้การแต้ม หลักสี่ (พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ) ที่บอกว่า เรามีแต่ความมุ่งมั่น ตั้งใจทำงานให้ประชาชน ไม่มีของมาแจก ไม่มีเงินมาให้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศขณะนี้ที่มีการรายงานมา น่ากลัวจริงๆ ครับ มีการเก็บบัตรประชาชน มีการจ่ายเงิน มีการใช้หน่วยงานรัฐมากดดันสารพัดรูปแบบ ผมบอกพี่น้องว่าไม่มีใครสู้เรื่องนี้ได้นอกจากพี่น้องประชาชนเท่านั้น (เสียงปรบมือ) ที่ท่านนายกฯ ชวนขอไว้ จึงเป็นเรื่องสำคัญว่า เรามาตั้งต้นทำการเมืองให้สุจริตเพื่อวางรากฐานของประชาธิปไตยที่สุจริตได้แล้ว ผมมั่นใจพี่น้องที่นี่เห็นด้วยกับผม แต่เราอาจจะลืมไปเพราะเขาจะไม่พูดเรื่องนี้ ฝ่ายที่สถาปนาตัวเองเป็นประชาธิปไตยเขาจะไม่พูดเรื่องนี้ เขาจะมุ่งแค่ว่า พี่น้องโกรธรัฐบาลปัจจุบัน พี่น้องโกรธ คสช. ใช่ไหม ถ้าใช่ เขาบอกว่าต้องไปหาเขาเท่านั้น มันเป็นเรื่องแปลก เขาพยายามตั้งตัวเอง ตั้งสถาปนาตัวเองว่าเป็นพรรคประชาธิปไตย

 

ผมถามว่าเราจะวัดความเป็นประชาธิปไตยของพรรคอย่างไร 1. ดูภายในพรรคก่อนดีมั้ย ถามสิครับว่าพรรคการเมืองที่สถาปนาตัวเองเป็นพรรคประชาธิปไตย ทั้งพรรคเก่า พรรคใหม่ ตอบได้มั้ยว่าเป็นของใคร ผมตอบได้ทุกพรรค พรรคนี้ของคนนั้น พรรคนั้นของคนนี้ แต่พรรคที่เป็นประชาธิปไตยพี่น้องครับ ผมเป็นหัวหน้าพรรคมา 14 ปี ไม่มีใครเรียกว่าพรรคอภิสิทธิ์ เรียกแต่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ (เสียงปรบมือ) เพราะผมไม่เคยตั้งพรรคนี้ ผมไม่เคยเป็นเจ้าของพรรคนี้ ผมไม่ใช่นายทุนใหญ่ของพรรคนี้ ผมมายืนตรงนี้ในฐานะหัวหน้าพรรคด้วยการเลือกของสมาชิกพรรค นี่คือพรรคที่เป็นประชาธิปไตย (เสียงปรบมือ)

 

2. ถ้าคุณเป็นประชาธิปไตย คุณเคารพความคิดเห็นคนอื่นบ้าง แต่นี่คุณบังคับตลอดเวลา ใครไม่เห็นด้วยกับคุณ คุณต้องเป็นผู้มีผลประโยชน์ คุณต้องเป็นผู้ที่แอบอิงกับเผด็จการ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะครับ ถ้าคุณเป็นประชาธิปไตยคุณฟังเหตุผลเขาก่อน ทำไมใครที่เห็นไม่ตรงกันคุณทันที คุณจะต้องประณาม คุณจะต้องผลัก แล้วคุณจะต้องผูกขาดความเป็นประชาธิปไตย (เสียงปรบมือ) และบทพิสูจน์ครับ บทพิสูจน์ว่าการสถาปนาตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตยนี้ มันอยู่บนฐานความคิดของความคับแคบ และประโยชน์ทางการเมืองคืออะไร พี่น้องนึกออกมั้ยครับ ผมประกาศจุดยืนบอก ผมไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แปลกมั้ยครับ พรรคที่สถาปนาตัวเองเป็นประชาธิปไตย แทนที่จะบอกว่าดี เดือดร้อนมาก เดือดร้อนมาก แทนที่จะบอกว่า อ้าว นี่เป็นจุดยืนที่ถูกต้อง เพราะไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจ กลับสร้างเงื่อนไขขึ้นมาใหม่ บอกพูดแค่นี้ไม่พอ จะร่วมกับพลังประชารัฐมั้ย ผมก็บอกผมพูดชัดแล้ว อะไรที่เกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจ อะไรที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต เราไม่ร่วม แต่ถ้าพรรคพลังประชารัฐ เขาไม่มี 2 เงื่อนไขนี้ ก็คุยกันได้ (เสียงปรบมือ)

 

ฝ่ายที่สถาปนาตัวเองเป็นประชาธิปไตย บอกอภิสิทธิ์กั๊ก อภิสิทธิ์หมกเม็ด ผมก็ไปดูครับ ขอโทษเอ่ยชื่อพรรคอื่นบ้าง โฆษกพรรคอนาคตใหม่ เคยตอบคำถามว่า ร่วมกับพรรคพลังประชารัฐได้มั้ย โฆษกพรรคอนาคตใหม่ตอบว่า ถ้าไม่มีเรื่องพล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีเรื่องการสืบทอดอำนาจ ก็ร่วมกันได้ แล้วทำไมพอเป็นอนาคตใหม่มันไม่กั๊กล่ะ (เสียงปรบมือ) วันก่อนผมไปอัมรินทร์ทีวี คุณชัยเกษม 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย เจอคำถามเดียวกัน ตอบว่า ก็ถ้าไม่มีเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์แล้ว ไม่มีเรื่องสืบทอดอำนาจแล้วก็ร่วมกันได้นี่ อ้าว แล้วทำไมเพื่อไทยตอบเหมือนผม ไม่กั๊ก ไม่หมกเม็ด (เสียงปรบมือ)

 

นี่คือสิ่งที่มันบ่งบอกไงครับว่า เราอย่าเอาความโกรธ ความอึดอัด ความเกลียดเผด็จการ แล้วกระโจนเข้าไปหาคนที่สถาปนาตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย ในทางกลับกันครับ อีกฝ่ายนึงเล่นกับความกลัวอย่างเดียว พี่น้องกลัวระบอบทักษิณกลับมา พี่น้องกลัวบ้านเมืองวุ่นวาย เอาความกลัวมากดทับอยู่ตลอดเวลาว่า ต้องข้าพเจ้าเท่านั้นบ้านเมืองถึงสงบ ผมอยากจะกราบเรียนพี่น้องครับว่า สิ่งที่พี่น้องกลัวมันมีอยู่ 2 เรื่อง ที่เราเรียกว่าระบอบทักษิณนั้น เราไม่ได้เจาะจงนะครับว่าต้องเป็นพฤติกรรมของทักษิณ คำว่าระบอบทักษิณมันบรรยายหลายอย่าง ที่มันพูดกันมานี้มันคือความไม่ถูกต้องหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านในเมือง แต่วันนี้ฝ่ายที่พยายามเอาความกลัวทักษิณของพี่น้องมาครอบงำ ถามว่าวันนี้พฤติกรรมเขาต่างจากระบอบทักษิณมั้ย (เสียงปรบมือ)

 

ลงเลือกตั้งเอารัดเอาเปรียบ ใช้อำนาจรัฐ ใช้อำนาจเงินมั้ย พี่น้องดูสิครับ คนที่ คสช. เคยบอกว่าเป็นคนไม่ดี แขวนเขา เขามีตำแหน่งอยู่ เป็นนักการเมืองท้องถิ่นบ้าง แขวนเขาบอกว่า เขาน่าจะทุจริต คนเหล่านั้นวันนี้ถ้าไปอยู่พรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลายเป็นคนดีไปแล้ว ยกเลิกคำสั่งไปแล้ว (เสียงปรบมือ) แล้วก็บอกว่า ไม่เป็นไร เอามาเป็นพวก พยายามจะให้เกิดความรู้สึกว่า ต้องไปต่อสู้กับคนเลวด้วยวิธีแบบนี้ ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าความเลว ชนะความเลว (เสียงปรบมือ) คุณเอาความเลว ไปต่อสู้กับความเลว คือคุณยอมแพ้แล้ว เพราะคุณยอมเลว เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาอ้างว่าคุณไปสู้กับใคร พี่น้องดูแค่ว่าสิ่งที่ทำอยู่บนความถูกต้องหรือไม่ เรากลัวโจร เอาโจรไปปราบโจร เราก็อยู่กับโจร จนสุดท้ายจะมีแต่มหาโจร

 

ความกลัวข้อที่ 2 ถ้าไม่มีเขาบ้านเมืองไม่สงบ แล้วเรื่องนี้ดูจะพยายามขยายผลให้กองเชียร์ทั้งหลายมาโจมตีผมตลอดเวลาว่า อ่อนแอ มีปัญหา คราวที่แล้วเป็นนายกฯ บ้านเมืองวุ่นวาย พี่น้องครับ ผมไม่ปฏิเสธ ช่วงที่ผมอยู่คราวที่แล้วมีความวุ่นวายจริง วุ่นวายจริงตั้งแต่วันแรก สภายกมือให้ผมเป็นนายกฯ พวกเราออกจากสภามา ออกจากประตูสภาก็เจอก้อนอิฐ ก็เจอการขว้างปาแล้ว เพราะเงื่อนไขในวันนั้นมันสะสมมาจากความขัดแย้งนับหลายปี มีม็อบ 2 ฝ่าย มีความรุนแรง ผมยอมรับ แล้วปี 53 ที่มันรุนแรงเป็นพิเศษเพราะอะไรล่ะครับ เพราะมันมีการตัดสินยึดทรัพย์ 40,000 กว่าล้าน มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ก็มีปฏิกิริยาในการตอบโต้ มันจึงเกิดปรากฎการณ์ครั้งแรกที่มีการชุมนุมแล้ว มีอีกกลุ่มคนหนึ่งติดอาวุธเข้ามา ประเทศไทยไม่เคยเผชิญกับปัญหาแบบนี้

 

ผมทำงานกับใครครับ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงของผมชื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ (เสียงปรบมือ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของผมชื่อ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ (เสียงปรบมือ) ผบ.ทบ.ขณะนั้นคือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รองผบ.ทบ.ในขณะนั้นคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (เสียงปรบมือ) ผมไม่เคยตำหนิท่านเลย ผมไม่เคยตำหนิท่านเลย ทั้งๆ ที่วันแรกที่ผมไปเป็นนายกฯ ท่านเหล่านี้บอกกับผมเองว่า เรื่องความมั่นคงท่านไม่ต้องห่วง พวกผมจัดการดูแลเอง ให้ไปดูแลเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจอย่างเดียว (เสียงปรบมือ) ผมไม่โทษท่าน เพราะทุกเรื่องที่ตัดสินใจในวันนั้นไม่เคยมีแม้แต่เรื่องเดียวที่พวกท่านเสนอแล้วผมปฏิเสธ แต่เราเห็นตรงกัน เห็นตรงกันว่าสถานการณ์วันนั้นมันละเอียดอ่อนจริงๆ ถ้าเราทำไม่ดี อาจจะเกิดสงครามกลางเมือง ถ้าเราทำไม่ดีเผลอๆ ต้องปฏิวัติรัฐประหาร ถ้าเราทำไม่ดีสถาบันที่อยู่เหนือการเมืองจะถูกดึงลงมาสู่ความขัดแย้ง แต่เราเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้หมด แต่ผมรู้พี่น้องโดยเฉพาะพี่น้องชาวกรุงเทพฯ หงุดหงิด อึดอัด ผมไม่ปฏิเสธ และผมยอมรับ ถ้าพี่น้องคิดตำหนิว่ามันยังไม่ดีพอ มันยังไม่ถูกใจ ผมรับผิดชอบ (เสียงปรบมือ)

 

แต่ผมเสียใจว่า วันนี้เล่นการเมืองกันอย่างไรไม่ทราบ เหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทย ผมอยู่ในรถ ถูกทุบรถ วันนี้แปลกมั้ยครับ เขากล้าขึ้นเวทีปราศรัย สรรเสริญไอ้คนที่ทุบรถว่าวันนี้ไปอยู่กับเขาแล้ว (เสียงปรบมือ) ไม่ตำหนิคนที่รับผิดชอบที่จะต้องป้องกันไม่ให้ผมถูกทุบรถแม้แต่คำเดียว แต่มาด่าคนที่อยู่ในรถที่ถูกทุบ (เสียงปรบมือ) เราจะปล่อยสังคมคิดกันแบบนี้เหรอครับ ผมบอกแล้วว่าผมรับผิดชอบ แต่วันนี้คิดให้ดีเถอะครับ ความสงบเรียบร้อยจากวันนี้ไป กับความขัดแย้งจากวันนี้ไป มันจะเกิดจากอะไร วันนี้สถานการณ์ไม่ได้เหมือนเดิมแล้วนะครับ ทันทีที่มีการเลือกตั้ง และทันทีที่มีรัฐบาลใหม่ เราจะเข้าสู่สถานการณ์ใหม่ พี่น้องเห็นเวทีดีเบตมั้ยครับ ขณะนี้มีพรรคการเมืองกลุ่มหนึ่ง เขาตั้งตัวเตรียมขัดแย้งอย่างเต็มที่ แต่ไม่ใช่กับผมแล้ว ขัดแย้งกับใครครับ ขัดแย้งกับการสืบทอดอำนาจ เพราะฉะนั้นเงื่อนไขของความขัดแย้งหลังจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่เป็นเรื่องเดิมๆ แล้ว มันจะเป็นเรื่องของปัญหาการสืบทอดอำนาจ ผมถึงอธิบายหลายครั้งว่าวันที่ผมพูดถึงท่าน พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีปัญหาอะไรส่วนตัวเลย ผมต้องขอบคุณท่าน ที่ท่านเคยทำงานให้ผม และ 5 ปีที่ผ่านมาแม้ผมไม่เห็นด้วยกับหลายเรื่องที่ท่านทำ ผมไม่เคยคิดว่าเราจะต้องเป็นปฏิปักษ์กัน และผมก็รู้ว่าพี่น้องจำนวนมากก็พึงพอใจกับความสงบที่เกิดขึ้น (เสียงปรบมือ)

 

แต่หลังจากการเลือกตั้ง ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ที่ลงสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ และตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ได้ทำให้เห็นว่าท่านเป็นผู้สมัครนายกฯ ที่ไม่เหมือนคนอื่น เพิ่งขึ้นเวทีปราศรัยก็วันนี้ เมื่อกี้นะครับ ร้องเพลงอยู่นิดนึง ปราศรัยอยู่ไม่กี่คำ แล้วก็ลงเวทีไป (เสียงปรบมือ) แต่ว่าทุกเวทีที่เขาจัดดีเบต ที่จะต้องมีการถกเถียงกัน ทั้งท่านและพรรคพลังประชารัฐไม่ไป พี่น้องครับแล้วถ้าท่านไปเป็นนายกฯ ท่านคิดว่าท่านเดินเข้าสภาท่านเจออะไร พี่น้องเห็นมั้ยว่าเมื่อวานเขารุมกินโต๊ะคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พี่น้องเห็นมั้ยว่าวันก่อนเขาพยายามรุมผม แต่ผมกับคุณจุรินทร์ไม่หนี ไม่ถอย และสู้ได้ (เสียงปรบมือ)

 

เพราะฉะนั้นอย่าไปประเมินว่าใครเอาอยู่ ด้วยเหตุการณ์ 4-5 ปีที่ผ่านมา มองไปอนาคต และถ้าอยากมองอดีต มองให้ยาว ในชีวิตผม การสืบทอดอำนาจเกิดขึ้น 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 จอมพลถนอม (กิตติขจร) ท่านตั้งพรรคของท่านขึ้นมา ชนะการเลือกตั้ง ปี 2512 ปีแรกที่ท่านนายกฯ ชวน เป็น ส.ส. นั่นแหละ ท่านรู้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายปฏิวัติตัวเอง เพราะทนส.ส.ไม่ได้ รวมทั้ง ส.ส.ในพรรคที่ท่านตั้งขึ้นด้วย ผมก็ไม่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะทนพรรคพลังประชารัฐได้หรือไม่ (เสียงปรบมือ) สปก. ทองคำบอกไม่ให้ทำก็ยืนยัน ค่าแรง 400 บอกไม่ให้ทำก็ทำ 425 ด้วย จะทนไหวมั้ย แล้วสุดท้ายปฏิวัติตัวเองแล้วก็ไปจบลงที่เหตุการณ์ 14 ตุลา

 

สืบทอดอำนาจครั้งที่ 2 พล.อ.เกรียงศักดิ์ (ชมะนันทน์) คณะปฏิวัติตั้งให้เป็นนายกฯ ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้สามารถใช้วุฒิสภามาค้ำตัวเองอยู่ในอำนาจได้ เลือกตั้งปี 22 เสร็จ หักเอาตั้งรัฐบาลโดยใช้เสียงของวุฒิสมาชิกเป็นสำคัญ สุดท้ายสู้วิกฤติราคาน้ำมันไม่ไหว ดีที่ท่านลาออกไป ก่อนที่จะเกิดความวุ่นวาย และความอึดอัดเกิดขึ้น

 

สืบทอดอำนาจครั้งที่ 3 พฤษภาทมิฬครับ ผู้ที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เข้ามาสู่ตำแหน่งในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง แต่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้แปลว่าชอบธรรม (เสียงปรบมือ) สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นพี่น้องทราบดี เกิดการนองเลือด แล้วก็อยู่ไม่ได้ เราจะให้สืบทอดอำนาจกันครั้งที่ 4 เหรอครับ

 

ผมถึงบอกว่าผมไม่มีอะไรเป็นการส่วนตัวเลย จริงๆ ผมคิดว่าท่านถอยไปเป็นเรื่องที่ดีสำหรับท่านด้วย เป็นความปรารถนาดีที่ผมจะมอบให้กับท่าน (เสียงปรบมือ) แล้ววันนี้ผมทราบว่าผมคงไม่สามารถรับประกันได้หรอกว่าไม่มีใครที่อยากจะคิดก่อเหตุอีก แต่ผมเชื่อว่า สังคมไทย ประเทศไทย คนไทยเราเรียนรู้ ผมเชื่อว่าสังคมไทย ประเทศไทย เราจะมีวิวัฒนาการ ยุคนี้ สมัยนี้ พ.ศ. นี้ การจะไปปลุกระดมคนให้มาประท้วงกันเล่นๆ ผมมั่นใจว่าไม่ง่ายเหมือนเก่า อย่าสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้ง และยุคนี้คนที่เขาเป็นเหล่าทัพ ตำรวจที่เป็นฝ่ายความมั่นคง ซึ่งท่านต้องแยกออกจาก คสช. และคนที่มาเล่นการเมือง ผมว่าเขาเป็นมืออาชีพเพียงพอที่จะช่วยนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งทุกคน เพราะนายกรัฐมนตรี ไม่มีมาตรา 44 หลังการเลือกตั้งเมื่อตั้งรัฐบาลแล้ว (เสียงปรบมือ)

 

ผมก็เรียนรู้ ผมก็มีประสบการณ์ ผมให้ความมั่นใจครับว่า พี่น้องไม่ต้องลังเล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศแล้วว่าไม่เกรงใจใคร (เสียงปรบมือ) ดังนั้นอย่าเอาความกลัวมาครอบงำ วันนี้ถึงเวลาครับ ที่เราจะต้องเดินไปสู่สังคม เศรษฐกิจ การเมืองที่หลุดพ้นจากวงจรเดิมๆ เสียที วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราผลักดันทุกสิ่งทุกอย่างของเราเข้าสู่มาตรฐานสากล ประชาธิปไตยสุจริต คือเส้นทางนั้นครับ (เสียงปรบมือ)

 

ผมมีโอกาสพบปะกับพี่น้องโดยเฉพาะในสัปดาห์ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนมาหาผม ผมเข้าใจความรู้สึก ที่ประกาศไป ที่พยายามจะทำ ที่พูดถึงประชาธิปไตยสุจริตนั้นเห็นด้วยนะ แต่จะไหวเหรอ ซ้ายก็โดน ขวาก็โดน ทางมันแคบ มีหลายคนครับพูดกับผมแบบนี้ วันนี้ผมต้องการให้พี่น้องที่จะไปแสดงความเป็นเจ้าของประเทศ ในวันที่ 24 มีนา ที่แต่ละคนอาจจะมองว่าตัวเองเป็นคนเล็กๆ คนหนึ่งในสังคม แต่ใช้พลังที่บริสุทธ์ พิสูจน์ให้เห็นว่าคนไทย สังคมไทย แกร่งพอที่จะผ่าทางตันตรงนี้ เส้นทางแคบๆ ตรงนี้ ไปสู่จุดหมายที่เราอยากไป (เสียงปรบมือ)

 

ถ้าวันนี้ยังลังเล เบี่ยงซ้ายกลับไปสู่รัฐบาลที่ไม่ได้ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นใหญ่ เกิดการทุจริต คอร์รัปชัน เราจะต้องมานั่งเสียใจกับการประท้วง กับการรัฐประหารอีก แล้วเราจะต้องสูญเสียอีกกี่ปี กว่าคนไทย สังคมไทย เศรษฐกิจไทยจะลืมตาอ้าปากได้ ถ้าวันนี้เราลังเล และเบนขวาเกิดการสืบทอดอำนาจ เกิดการต่อต้าน เกิดวิกฤติอีก เราจะต้องให้ประเทศไทยสูญเสียไปอีกกี่ปี กว่าเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของพี่น้องจะลืมตาอ้าปาก กลับไปสู่ความเป็นสากลได้ อย่าลังเลเลยครับ เดินไปด้วยกัน (เสียงปรบมือ)

 

ผมทราบดี ผมเลือกเส้นทางนี้ ประกาศเส้นทางนี้ ผมรู้ว่าผมเจอกับอะไร และผมรู้ว่าบางทีมันขัดใจพวกเรา อยู่เฉยๆ ก็ได้นี่ ทำตัวคลุมเครือไปเรื่อยๆ ก็ได้นี่ เผลอๆ อาจจะแสวงหาประโยชน์ไปต่อรองกับคนนั้นคนนี้ เข้าสู่อำนาจ เข้าสู่ตำแหน่งก็ได้นี่ หลายคนพอประกาศบางสิ่งบางอย่างก็รู้สึกช็อค ตกใจ และหลายคนก็บอกว่า วางไว้บ้างมั้ยหลักการ เก็บไว้บ้างได้มั้ยอุดมการณ์ ผมติดตามการเมืองมานาน ผมเห็นนักการเมืองทุกคนที่ประกาศเก็บอุดมการณ์เข้าลิ้นชักไว้ก่อน ไม่เคยเปิดลิ้นชักออกมาอีก (เสียงปรบมือ)

 

ถ้าผมทำให้ท่านไม่สบายใจ ถ้าผมทำให้ท่านรู้สึกว่าหมั่นไส้ ทำไมจะต้องไปทำให้มันยุ่งวุ่นวาย ผมน้อมรับทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ และเข้าใจความรู้สึกท่าน แต่วันนี้ที่ผมตัดสินใจอย่างนี้ เพราะผมเห็นว่าประเทศไทยเราเดินวนต่อไปอีกไม่ได้แล้ว และผมเองที่ตัดสินใจเข้ามาสู่การเมืองเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ผมต้องการที่จะแหวกประเทศไทย ออกจากวังวน และวงจรอุบาทว์มานานแล้ว (เสียงปรบมือ)

 

แต่วันนี้ผมมาถึงจุดที่ถ้าผมบอกว่า ผมประนีประนอมต่อไป ผมลังเล ไม่เป็นไรหรอกว่าไปตามสถานการณ์ ผมไม่ลำบากหรอกครับ อยู่ได้ มีคนเสนอตำแหน่งต่างๆ มากมาย รับได้ ถ้าอยากทำเช่นนั้น แต่ผมตอบตัวเองไม่ได้ครับว่าความฝันที่ผมมีตั้งแต่ตอนผมอายุ 9 ขวบ 11 ขวบ ตั้งใจมาทำงาน สู้พิสูจน์ตัวเองมาตลอด 27 ปีว่า นักการเมืองที่มีอุดมการณ์ที่ซื่อสัตย์ ที่มั่นคง ที่แน่วแน่ มันอยู่ได้ แล้วผมจะจบชีวิตการเมืองโดยปล่อยให้การเมืองมันหมุนอยู่ที่เดิม อยู่ในวงจรอุบาทว์ได้อย่างไร (เสียงปรบมือ)

 

ผมถึงต้องยืนยันกับพี่น้องวันนี้ว่าไม่ต้องลังเล ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องโกรธ ผมและพรรคประชาธิปัตย์จะทำให้สำเร็จ พาประเทศไทยไปข้างหน้าสู่จุดหมาย ประชาธิปไตยสุจริต เศรษฐกิจเข้มแข็งให้ได้ (เสียงปรบมือ) ไม่ต้องลังเลอีกต่อไป ไม่ต้องให้ใครมาครอบงำท่านด้วยความโกรธ ด้วยความกลัว 24 มีนา อย่าไปเลือกด้วยอารมณ์ อย่าไปเลือกเพราะโกรธคนนั้น อย่าไปเลือกเพราะกลัวคนนี้ กลัวสิ่งนั้น เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตท่าน และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมือง (เสียงปรบมือ)

 

ผมถึงไม่ตอบคำถามสื่อวันนี้ยังถามอยู่อีก ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้ จะร่วมกับใคร จะสนับสนุนใคร - ไม่ครับ เป็นแกนนำรัฐบาลพาประเทศเดินหน้าสู่จุดหมายอย่างเดียว (เสียงปรบมือ) หมดเวลาเผด็จการ หมดเวลาคนโกง ถึงเวลาประชาธิปไตยสุจริต เดินไปด้วยกัน 24 มีนา กาประชาธิปัตย์ครับ ขอบคุณครับ