เมนูหลัก

เมนูย่อย

บทความ

ตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101

 

(9 ม.ค. 2562) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ในประเด็นต่างๆ

 

- คำต่อคำ –

คุณอภิสิทธิ์วันนี้ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอย่างไรบ้าง

“วันนี้เป็นวันที่ 2 ที่ผมลงมา เมื่อวันจันทร์ ผมไปที่ปากนคร ปากพนัง ตะลุมพุก วันนี้ก็เลยมาในพื้นที่ซึ่งอาจจะไม่ค่อยได้เป็นที่รับรู้เท่าไหร่ ก็คือพื้นที่ด้านในไม่ได้ติดกับชายฝั่ง ก็ไปที่ อ.ร่อนพิบูลย์ อ.เฉลิมพระเกียรติ ก็จะพบเห็นหลายแห่งที่บ้านพังทั้งหลัง แล้วก็ความเสียหาย สวนยาง ปาล์ม แล้วก็ความเสียหายต่อทรัพย์สินอื่นๆ เยอะพอสมควร ก็เป็นการชี้ให้เห็นว่ามันก็กระจายตัวไปค่อนข้างมาก ในแง่ของความเสียหาย เพราะฉะนั้นก็ไปให้กำลังใจ เยี่ยมเยียน แล้วก็ไปช่วยติดตามในเรื่องของมาตรการต่างๆ ที่ทางภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปดำเนินการในการฟื้นฟูเยียวยา”

 

ยังต้องการความช่วยเหลืออะไรอย่างไรบ้างในพื้นที่ที่คุณอภิสิทธิ์ไป

“ที่จริงแล้ว ก็แล้วแต่พื้นที่นะครับ แต่สิ่งสำคัญก็คือว่าทุกคนก็อยากจะฟื้นฟูที่อยู่อาศัย แล้วก็อาจจะมี การรอคอยการชดเชยเยียวยา เพราะว่าก็มีความจำเป็น บางพื้นที่เหมือนกับว่ามีความเข้าใจว่าทางกองทัพจะเข้าไปดำเนินการให้ ก็ต้องรออีกระยะหนึ่งเหมือนกันเพราะว่าก็มีเยอะครับ ต้องทำไปโดยลำดับ

ตรงนี้ก็เป็นความทุกข์ของผู้คน แล้วก็ผมก็เห็นหน่วยงานต่างๆ เข้าไปช่วยเหลือดี อย่างวันนี้ที่ไป ทางด้านสาธารณสุขเอง ตัวแทน รพ.สต. เขาก็มารายงานว่าเขาได้ไปช่วยดูแลในเรื่องของสุขภาพจิตด้วย เพราะว่ามีทั้งผู้สูงอายุ มีทั้งเด็กที่อยู่ในช่วงเกิดเหตุการณ์ แล้วก็ต้องหนีออกจากบ้าน พอต้นไม้ล้ม”

 

ขวัญและกำลังใจเป็นอย่างไรบ้าง

“ก็แล้วแต่คนนะครับ อย่างวันนี้มีคุณยายคนนึงที่บ้านเสียหายไป ทุกคนก็แลดูรับปากว่าเดี๋ยวจะซ่อมแซมฟื้นฟูให้ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวบอกไม่อยากกลับเข้าไปอยู่ กลัวอย่างนี้เป็นต้น ก็มีอย่างนี้เป็นต้น ก็มีอยู่บ้างครับ”

 

ได้พูดคุยกับชาวประมงบ้างมั้ย เพราะช่วงที่คุณอภิสิทธิ์ลงพื้นที่เป็นวันที่ปลดล็อค IUU Fishing

“เจอกับชาวประมงทั้ง 2 วันแหละครับ วันนี้ก็เจอ แล้วก็มาในเวทีที่มีการประชันนโยบายกันก็มีคนมาพูดถึงเรื่องประมงเหมือนกัน สำหรับชาวประมงคงไม่ค่อยได้รู้สึกหรอกครับว่ามันเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย เพราะว่าเขาบอกว่า สิ่งที่ปลดใบเหลืองออกมาได้นี้มันแลกกับหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งผมก็ยืนยันไปแล้วว่ามันเป็นการไปออกกฎหมายแล้วก็บังคับใช้กฎหมายในลักษณะที่ปฏิบัติได้ยาก แล้วก็มีส่วนในการทำลายมูลค่าของการประมงโดยเฉพาะของชาวประมงไปจำนวนมาก ซึ่งตรงนี้ผมยืนยันว่าเราสามารถที่จะทบทวนแก้ไขกฎหมายเหล่านี้ได้ โดยที่ไม่ได้ไปกระทบกับความมั่นใจที่เราจะให้กับต่างประเทศในเรื่องของสิ่งแวดล้อมก็ดี การค้ามนุษย์ การดูแลแรงงาน หรือการที่เราจะทำให้การประมงมีความยั่งยืน”

 

คุณอภิสิทธิ์ลงพื้นที่ในช่วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง ก็ถูกมองได้ว่าลงไปหาเสียงหรือเปล่า ผู้คนตื่นตัวกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในครั้งนี้อย่างไร

“ผมมาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้พูดเรื่องการเมืองอยู่แล้วนะครับ เวลาไปเยี่ยมเยียนในพื้นที่เหล่านี้ แล้วก็ 2 ท่านก็ทราบดี 4-5 ปีที่ผ่านมาผมก็ทำอย่างนี้กับทุกพื้นที่อยู่แล้ว โดยที่ไม่ได้มีวี่แววเลยว่าจะมีการเลือกตั้งในช่วงนั้น เพราะฉะนั้นก็ไม่มีปัญหาหรอกครับเราทำเสมอต้นเสมอปลาย แล้วก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ต้องไปให้กำลังใจกันและกัน เวลาสัมผัสกับผู้คนที่เขาดีใจว่าผมหรือคณะเดินทางไป มากอด มาร้องไห้ก็มี เราก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เราทำให้เขาได้ เล็กๆ น้อยๆ นะครับ ในช่วงที่เราไม่ได้มีอำนาจในการที่จะไปจัดการเรื่องต่างๆ”

 

การที่เขามากอด มาร้องไห้กับเรา เหมือนเขามีความหวังกับพรรคประชาธิปัตย์มั้ย คุณอภิสิทธิ์คิดอย่างไร

“ผมว่าเขามีความรู้สึกว่าเรามีความผูกพัน คุ้นเคยกันนะครับ แล้วก็เวลาที่เขามีความทุกข์เขาก็อยากจะเห็นคนที่เขาคิดว่าอยู่กับเขามา ใส่ใจ เพราะฉะนั้นก็ดีใจนะครับที่ได้เจอกัน”

 

เรื่องการเลือกตั้งก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นวันไหนอย่างไร ตอนนี้ควรจะให้มีความชัดเจนอย่างไรบ้างในเรื่องการเลื่อนการเลือกตั้ง

“ก็คงจะยังชัดเจนไม่ได้จนกว่าพระราชกฤษฎีกาจะมีผลบังคับใช้ เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นในการที่จะนำไปสู่การประชุมของ กกต. ว่าจะกำหนดวันเลือกตั้งอย่างไร ซึ่งก็ต้องมีระยะเวลาที่มันเหมาะสมจากตัวพระราชกฤษฎีกาที่บังคับใช้ ซึ่งถ้าตามกรอบเวลาที่ใช้กันตามกฎหมายก็ 45 วัน – 60 วัน หลังจากที่กฤษฎีกาบังคับใช้ เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่มีกฤษฎีกาลงมาก็คงยังไม่สามารถจะทราบได้หรอกว่าจะเป็นวันไหน เมื่อมีแล้วภายใน 5 วันก็จะทราบ เพราะว่าทาง กกต. ก็จะเป็นผู้กำหนดตามกฎหมาย”

 

ดังนั้นจะไปเรียกร้องให้ กกต. ชัดเจนก็ยังไม่ได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งออกมา

“ใช่ครับ เพราะว่ายกตัวอย่างนะครับ สมมติก่อนหน้านี้ กกต. ไปบอก 24 ก.พ.เหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ปรากฎว่าขณะนี้พระราชกฤษฎีกาก็ยังไม่ลงมา คำถามคือวันนี้ วันที่ 9 ม.ค. ถ้านับไป 45 วัน มันเลยรึยังล่ะ มันก็ใกล้เคียงแล้วใช่มั้ยครับ เพราะฉะนั้นถ้าสมมติว่าพระราชกฤษฎีกาลงมา สมมติว่าอาทิตย์หน้า แล้ว กกต. ไปยืนยันว่า 24 ก.พ. ก็จะเกิดปัญหาว่าระหว่างพระราชกฤษฎีกากับวันเลือกตั้งเวลามันไม่พอ เพราะฉะนั้นขณะนี้มันไม่ใช่ขั้นตอนของ กกต. นะครับ”

 

สีสรรทางการเมือง มีคนออกมาเสนอให้พานายทักษิณกลับบ้าน แล้วให้ คสช.พูดคุย

“แต่ละคนก็มีสิทธิ์จะเสนออะไรก็ได้นะครับ แต่ผมย้ำอีกครั้งว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องเป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนได้ประโยชน์ นำพาประเทศชาติบ้านเมืองออกจากวังวนต่างๆ ถ้าเรามาคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้หมุนกลับไปว่า เออ จะพาคุณทักษิณกลับบ้านมั้ย จะให้ลุงตู่อยู่ต่อมั้ยอะไรนี้ ผมว่ามันก็ไม่ได้ประโยชน์ ผมต้องการให้ประชาชนมีอำนาจที่จะเลือกตั้ง ที่จะเลือกทั้งที เลือกให้ประเทศดีกว่า ทำอย่างไรประเทศพ้นจากวงจรการเมืองที่ผ่านมา ทำยังไงประเทศทำให้คนของเราพ้นจากความยากจนความเหลื่อมล้ำ ทำอย่างไรเราเริ่มเดินหน้าลงทุนในอนาคตได้อย่างจริงจังเสียที”

 

มองความเคลื่อนไหวของแต่ละพรรค การแข่งขันของช่วงนี้อย่างไร เป็นไปในทางสร้างสรรค์หรือไม่

“ตอนนี้ก็ยังต้องบอกว่าไม่ได้มีลักษณะของการหาเสียงแบบเข้มข้นมากนัก เนื่องจากว่าความไม่แน่นอนก็ยังมีอยู่ เมื่อสักครู่ได้ขึ้นเวที เดิมจะจัดโดยทางมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ต่อมาก็ไม่ทราบด้วยเหตุผลอันใด แต่ว่าทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่ยอมให้จัดในมหาวิทยาลัย เขาก็จัดข้างนอก จัดโดยหอการค้า ทางนักศึกษา We Watch ซึ่งก็ต้องชื่นชมว่าเขาก็แน่วแน่อยากจะจัด และผมก็เรียนตรงๆ ว่าไม่ได้เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมทางมหาวิทยาลัยไม่ยอมให้จัด

แต่ว่าขึ้นเวทีกันบังเอิญเชิญไป 7 พรรค เขามา 4 ก็มีทางประชาธิปัตย์ มีประชาชาติมีอนาคตใหม่แล้วก็มีเสรีรวมไทยที่เหลือไม่มา แต่การถามคำถามบนเวทีก็มีพาดพิงกันบ้าง แต่ทุกอย่างก็ไปในทางสร้างสรรค์นะครับ และในส่วนของผมเองก็เป็นในเรื่องการเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมจริงๆ อย่างมาทางใต้ก็เอาชัดๆ ไปเลย ยาง 5 ข้อ ปาล์ม 5 ข้อ ประมงจะแก้กฎหมายอย่างไร แล้วก็สิ่งเหล่านี้เรามั่นใจว่าจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนในภาคใต้ได้ครับ”

 

คนในพื้นที่พร้อมกับการเลือกตั้ง หรือเข้าใจในระบบใหม่นี้หรือไม่

“เขาตื่นตัวครับ มีความตื่นตัว แต่ผมไม่ทราบในรายละเอียด เราก็ยังไม่ได้ไปถามเขาว่า บัตร 1 ใบ การคำนวน ส.ส. นี้ ผมว่าคงจะไม่ได้เข้าใจกันทั้งหมดทุกคนหรอก แต่มีความตื่นตัวมีความพร้อมที่จะเลือก และผมคิดว่าเขาก็คงทราบเพียงแค่ว่าเขาเลือกใคร ตอนนี้มันก็สนับสนุนไปทั้งหมด เลือกผู้สมัคร เลือกพรรค เลือกคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนรายละเอียดว่าจะคำนวนกันอย่างไรนั้นผมว่ามันก็ไม่ค่อยมีใครจะไปศึกษาขนาดที่จะตอบกันได้หมดหรอกครับ เพราะว่ามันก็ไม่จำเป็นต้องรู้มากก็ได้นะครับสำคัญเพียงแค่ว่าให้เขาทราบว่าทุกคะแนนมีความหมาย ไม่มีคะแนนไหนทิ้งไป และแน่นอนที่สุดว่ามีคะแนนกับพรรคไหนมากเท่าไหร่ พรรคนั้นก็มีโอกาสเป็นรัฐบาลมากเท่านั้น คนที่พรรคนั้นเสนอชื่อเป็นนายกฯ ก็มีโอกาสเสนอชื่อนายกฯ มากเท่านั้น ผมว่าความเข้าใจพื้นฐานเท่านี้ก็เพียงพอนะครับ ไม่ต้องไปศึกษาละเอียดถึงว่าอะไรอย่างไร”

 

บวกกับการตื่นตัวเชื่อว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี ก็ทำให้แสวงหาความรู้มากขึ้นด้วย

“ดีครับ แต่ว่าพี่น้องที่ก็ค่อนข้างตื่นตัวอยู่แล้ว โดยปกติที่นี่ลงมาพบปะผู้คนก็สนใจเรื่องการเมืองมาก เพราะฉะนั้นก็เป็นที่สนใจอยู่แล้ว แล้วก็ยิ่งวันนี้ความยากลำบากที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจ เขาอยากได้คำตอบในเรื่องนโยบายค่อนข้างมาก”

 

มองการลงพื้นที่ของนายกฯ อย่างไรบ้าง

“เป็นเรื่องที่ดีนะครับที่ท่านมา แต่ว่าผมอยากจะให้ท่านเร่งทำก็คือว่า หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูทั้งหลายนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักที่ ครม. จะต้องดำเนินการ อยากให้ทำความชัดเจน เพราะว่าต้องยอมรับว่า ปรากฎการณ์ที่มันเกิดขึ้นรอบนี้มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อย วันนี้ความจริงภาพที่น่าสนใจมากก็คือภาพที่พังไปนี้ ที่จริงที่บ้านยังเขียนคำว่า ส.ค.ส. 2505 คือครั้งสุดท้ายที่เกิดเหตุแบบนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนะครับ เพราะฉะนั้นคนก็มีความคาดหวังว่า ความเสียหายระดับแบบนี้จะมีทางมั้ยที่ ครม. มีหลักเกณฑ์การฟื้นฟูเยียวยาที่มันเหมาะสม ที่อาจจะต้องพิเศษไปกว่าเกณฑ์ปกติ”

 

เสาร์นี้วันเด็ก

“เราพูดกันทุกปีนะ แต่นับวันเรายิ่งเห็นนะครับว่า ในที่สุดแล้วคุณภาพของคน คุณภาพของเด็กและเยาวชน ในที่สุดก็จะเป็นปัจจัยสำคัญมากในการที่จะทำให้บ้านเมืองของเราเจริญก้าวหน้าไปได้ เพราะฉะนั้นเรามีวันเด็กเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญ เพราะฉะนั้นเราอยากให้เขามีความรู้สึกว่าเขาเป็นคนสำคัญ แล้วก็เขาจะได้มีความมุ่งหวังตั้งใจในการที่จะพัฒนาตนเองไป แล้วก็มีส่วนสำคัญในการที่จะเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพในอนาคตต่อไป”