เมนูหลัก

เมนูย่อย

ข่าวสารพรรค

ยาง ปาล์ม ประมง ประชาธิปัตย์ พร้อมมีคำตอบ ขอโอกาสเราเข้าไปยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวใต้

9 ม.ค. 2562 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมประชันนโยบายในหัวข้อ “นโยบายพรรคการเมืองกับการแก้ปัญหาวิกฤตใต้” จัดโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อประชาธิปไตย และหอการค้า จ.นครศรีธรรมราช ร่วมกับเครือข่าย We Watch ณ โรงแรมทวินโลตัส จังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อกรณีปัญหาเศรษฐกิจชาวใต้ว่า ตลอด 4 – 5 ปีที่ผ่านมา พี่น้องชาวใต้สาหัสมาก เส้นเลือดหลัก ยาง ปาล์ม ประมง ประสบปัญหารุนแรง

 

พี่น้องประชาชนภาคใต้มีความคาดหวังมากที่สุดคือเรื่องเศรษฐกิจของชาวบ้าน 4-5 ปีที่ผ่านมา สาหัส สำหรับพี่น้องชาวใต้ เพราะเส้นเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจภาคใต้ ประกอบไปด้วย ยางพารา ปาล์ม ประมง ซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงมาก 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้มาเยี่ยมเยียนภาคใต้บ่อย ยังจำได้ว่าทอดกฐิน มีผู้หญิงมายืนตะโกนอยู่ว่า “ไม่ไหวแล้ว ราคายางเท่านี้ 3 กิโลร้อย ราคาปาล์มเท่านี้” ผมก็หันไปถามบอกว่า ของคุณสวนปาล์ม หรือสวนยาง เขาบอกไม่ใช่ทั้งคู่ แต่ฉันเป็นแม่ค้าอยู่ในตลาด ฉันขายของไม่ได้ ถ้าชาวสวนยาง ชาวสวนปาล์มไม่มีสตางค์

 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วน ในการแก้ไขที่เป็นวิกฤติในเชิงเศรษฐกิจ เอากำลังซื้อกลับมาคืนให้กับพี่น้องชาวใต้ พี่น้องชาวสวนยาง พี่น้องสวนปาล์ม พี่น้องชาวประมง ทั้ง 3 เรื่องนี้ ขอยืนยันว่า ประชาธิปัตย์เคยทำมาแล้ว และในช่วงหลังได้ติดตามมาโดยตลอดว่าการแก้ปัญหาต่างๆ ทำไมถึงผิดทิศผิดทาง เราจึงมีความพร้อมในการนำเสนอนโยบายจากประสบการณ์ในอดีตของความสำเร็จของเรา กับการที่ติดตามสถานการณ์ปัจจุบันอย่างใกล้ชิด

 

                ยางพารา ครั้งสุดท้ายประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ตอนเราออกมาจากทำเนียบ ยางยังอยู่เกินร้อยบาทต่อกิโล ตอนผมเข้าทำเนียบ 30 บาทแบบนี้ พี่น้องไปประท้วง ยุคผม ผมเปิดให้เข้าไปนั่งในทำเนียบเลย นั่งพูดคุยกัน แล้วก็บอกว่าเราจะพยายามทำให้ได้ถึง 60 สุดท้ายวิ่งไปถึง 180 บาท แต่ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงรัฐบาลในช่วงนั้นเป็นต้นมา ราคายางก็ตกลงมาเรื่อย และสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดก็คือ รัฐบาล 2 รัฐบาลที่ผ่านมา ไม่เข้าใจว่ายางพาราไม่เหมือนพืชตัวอื่น ตัวอื่นคุณพูดตลาดโลกได้ ตัวอื่นคุณพูดได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถไปมีส่วนในการกำหนดราคาได้ แต่ยางพาราเป็นสินค้าที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิต และผู้ส่งออกรายใหญ่ มันจึงสามารถบริหารจัดการได้ แต่ก็ไม่ได้มีการทำอย่างจริงจัง

 

ดังนั้นการจัดการในเรื่องนี้ สามารถให้ความมั่นใจว่า “ประชาธิปัตย์ ทำได้แน่นอน” เราเสนออย่างน้อย 5 มาตรการ 1. ยกระดับราคา และจะมีระบบประกันรายได้ในที่สุดที่ไม่ต่ำกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม สูงกว่าต้นทุน เป็นไปตามหลักการประกันรายได้ที่เราทำกับพืชตัวอื่นมาแล้ว และเราเชื่อว่า ถ้ามีมาตรการในการสนับสนุนเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหา ก็จะสูงกว่า 60 บาทได้ 2. เราสามารถนำเอายางมาใช้ประโยชน์ได้ ระหว่างที่รอการพัฒนา การลงทุนในอุตสาหกรรมที่มาใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่รัฐบาลทำได้เลยคือการนำเอายางพาราไปใช้เสียเอง เราเรียกร้องมาหลายปีแล้ว ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลหลายครั้ง ง่ายที่สุดเอาไปทำถนน ยื่นแล้ว ยื่นอีก จนถึงวันนี้หน่วยงานของรัฐบาลก็ยังไม่ยอมเอายางพาราไปทำถนน แต่ท้องถิ่นที่ประชาธิปัตย์ดูแล เอาไปทำแล้ว พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้แพง พิสูจน์แล้วว่าคุณภาพถนนใช้ได้ อย่างเช่นที่ อบจ. สงขลา ทำไปแล้ว แต่งบท้องถิ่นมันน้อย ต่อไปกระจายอำนาจงบท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยได้ แต่หน่วยงานของรัฐต้องเอายางพาราไปใช้เพิ่มขึ้นทันที ถนนก็ทำได้ นี่เป็นนโยบายของเรา ลานกีฬาก็ทำได้ และเรามีโครงการที่จะขุดสระ ในไร่นา แสนบ่อทั่วประเทศ ใช้ยางพาราเป็นพื้นทำได้ และจะทำทันทีเพื่อเพิ่มความต้องการยางพาราในตลาดและยกระดับราคายางพาราขึ้นมา

 

ประการที่ 3 คนที่อยู่ในยางพารา ประกอบด้วยเจ้าของสวน แรงงาน ลูกจ้าง แรงงานก็มีทั้งคนไทย และต่างด้าว ต้องมาจัดระบบสวัสดิการของคนในสวนยางทั้งหมด เป็นแนวทางซึ่งสอดคล้องกับนโยบายในภาพใหญ่ของประชาธิปัตย์อยู่แล้วในเรื่องของการที่จะมีการยกระดับสวัสดิการของคนทุกคนขึ้นมา

 

ประการที่ 4 มีสวนยางที่มีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์ ก็ต้องมีการนำเอาแนวคิดของ “โฉนดสีฟ้า” ประกอบไปด้วยเรื่องโฉนดชุมชน เรื่องของการจัดการให้พี่น้องประชาชนที่ครอบครองมีที่ทำกินอยู่ มีความอบอุ่นใจ มีความมั่นใจในหลักประกันว่าไม่ถูกไล่ไปไหน

 

มาตรการที่ 5 เราจะทำระบบสวนยางยั่งยืน เราสามารถใช้พื้นที่เท่าเดิม อาจจะลดต้นยาง แต่มีทั้งพืชเศรษฐกิจอื่น มีทั้งการปลูกป่าเข้ามาเพื่อช่วยรักษา อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับยางพารา 5 มาตรการนี้เดินได้ทันที แถมเข้าไปอีกก็คือ การแปรรูปนั้นถ้าติดขัดในกฎระเบียบบางอย่าง เช่นเรื่องผังเมือง เอามาทำหมอนยาง เอามาทำแปรรูปเล็กๆ น้อยๆ ต้องยกข้อจำกัดตรงนี้ออกไป

 

ปาล์มน้ำมัน ยุคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลไม่มีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำเหมือนกัน มาตรการอีก 5 ข้อที่เราเชื่อว่าทำได้ 1. เอาระบบประกันรายได้เข้ามา อย่างน้อย 4 บาทต่อกิโล ก็สามารถดำเนินการได้ ประการที่ 2 ปาล์มถูกนำไปใช้ในการทำ E10 ได้ ถ้ายกระดับตรงนี้ขึ้นมา ความต้องการในการใช้ปาล์มก็จะเพิ่มขึ้น ก็จะยกระดับราคาปาล์มขึ้น ประการที่ 3 เรามีโรงไฟฟ้าอยู่ที่กระบี่ สามารถที่จะเอาปาล์มมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าได้ ก็จะเป็นการเพิ่มความต้องการปริมาณของปาล์มด้วยและเป็นการแก้ปัญหาการถกเถียงกันเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ไม่จบไม่สิ้น ประการที่ 4 จะต้องแก้ระบบกฎหมายเพราะเรื่องของการบริหารจัดการปาล์มนั้น มีผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่จะทำได้ ดังนั้นถ้าเราเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนหลายฝ่าย ทั้งตัวเกษตรกรเอง ทั้งตัวโรงงาน และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพลังงานเข้ามา ก็จะทำให้เรื่องของปาล์มสามารถที่จะมีการจัดการแก้ไขปัญหาได้ ส่วนในเรื่องของคุณภาพ ที่จะต้องมีการยกระดับขึ้นมา ในการทำให้เรามีความมั่นใจว่า การที่เรารณรงค์ว่าให้เกษตรกรเพิ่มคุณภาพ เพิ่มสัดส่วนน้ำมันออกมา จะสามารถได้รับการตอบสนองในราคาที่สูงขึ้น นอกจากนั้นก็จะต้องมีการบริหารในการนำเข้า – ส่งออก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบที่ผ่านมา

 

ประมง วันนี้เปิดข่าว เกือบทุกสำนักบอก เฮ EU ปลดใบเหลืองเรื่องประมง ก็เชื่อว่ามีธุรกิจส่งออกอาหารแช่แข็งที่อาจจะเฮ แต่ใบเหลืองที่ถูกปลดไปนี้แลกมาด้วยทั้งน้ำตา และแทบจะเรียกว่าลมหายใจของชาวประมง ที่มูลค่าลดลงไปครึ่งหนึ่งในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลไปออกกฎหมายที่ไม่เป็นจริง ปฏิบัติไม่ได้ เพียงเพื่อหวังว่าจะไปตอบสนองแรงกดดันจากต่างประเทศ กฎหมายไม่ว่าจะเป็นพระราชกำหนด ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายลำดับรองที่ออกมา เกี่ยวข้องกับเรื่องมาตรฐานแรงงานต่างด้าวบ้าง การกำหนดความผิดต่างๆ เป็นความผิดร้ายแรง และทำให้เหวี่ยงแห เหมารวม เสียค่าปรับสูง ยึดเรือ ปฏิบัติไม่ได้ ประชาธิปัตย์จะแก้กฎหมายเหล่านี้ทั้งหมด และอยากจะเรียกว่าแรงกดดันจากต่างชาติที่มีมา สมัยผมเป็นนายกฯ ก็มี แต่เราต่อสู้ เราต่อรอง และมั่นใจว่าเราแก้กฎหมายครั้งนี้ เรายังตอบโจทย์เรื่องการค้ามนุษย์ สิ่งแวดล้อม และการประมงที่เป็นไปตามมาตรฐานสากลได้

#DemocratPartyTH #ประชาธิปัตย์