เมนูหลัก

เมนูย่อย

ข่าวสารพรรค

“อภิสิทธิ์”  ชวนสังคมเผชิญความจริง แก้ความเหลื่อมล้ำระบบขนส่ง ต้องมีกติกาช่วยเหลือจุนเจือกันระหว่างรถยนต์ส่วนบุคคล – รถสาธารณะ

 

(16 มกราคม 2562) นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นยืนกล่าวในงานเสวนาทางวิชาการ "มุมมองทางการเมืองต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคม" ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ถึงประเด็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องการคมนาคมบนท้องถนน เป็นสิ่งที่แสดงความเหลื่อมล้ำมากที่สุด ว่าเมื่อพูดถึงระบบคมนาคม ต้องพูดภาพใหญ่ก่อน สิ่งแรกต้องเอาโครงสร้างพื้นฐานเปิดพื้นที่เพื่อขยายความเจริญ พรรคประชาธิปัตย์เป็นคนที่อนุมัติรถไฟทางคู่ เพื่อให้เร่งทำไปสู่การกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค แล้วความจริงรถไฟความเร็วสูง ตนก็เป็นผู้ไปเจรจากับประเทศจีน เพื่อที่จะให้คนจีนสามารถเดินทางจากจีนตอนใต้ไล่ไปจนถึงมาเลเซีย เสียดายว่าสิ่งที่ตนทำไว้ไม่ได้รับการสานต่อจากรัฐบาลชุดต่อมา ซึ่งไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นพรรคไหนแล้ว มีหลายพรรคเหลือเกิน สร้างเสียงฮือฮาจากผู้ฟังจำนวนมาก

 

สิ่งที่สำคัญก็คือ นั่นคือสิ่งที่เราต้องลงทุนก่อน ซึ่งรวมถึงแม้กระทั่งเครือข่ายถนน ก็ยังมีความจำเป็น ประการที่ 2 เราพูดเฉพาะกรุงเทพฯ ไม่ได้ และประชาธิปัตย์ตอนนี้มีนโยบายชัดเจนว่า เราจะมีการกระจายอำนาจในเรื่องของการเลือกผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับตัวเมืองเช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ ภูเก็ต เขาสามารถที่จะมีระบบการบริหารจัดการตนเองได้ โครงการอย่างการขนส่งมวลชน ทำไมต้องรอให้คณะกรรมการในกรุงเทพฯ อนุมัติ บางเมืองขณะนี้ภาคเอกชนจะระดมทุนด้วยกันเองแล้ว แต่กลับมาติดขัดอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นการกระจายอำนาจเป็นเรื่องสำคัญในการที่จะทำให้โครงการขนส่งมวลชนเกิดขึ้นที่อื่น ถ้าเรากระจายความเจริญออกไป ปัญหาความแออัด และความจำเป็นในการเดินทางในเมืองก็จะลดลง

 

คำถามกลับมาที่เรื่องรถเมล์ กับรถไฟฟ้า มีหลายคนยกมือว่านั่งรถไฟฟ้า ทำไมไม่นั่งรถเมล์ แน่นอนรถติด ซึ่งคำตอบก็คือว่า ถ้าเราอยากลดความเหลื่อมล้ำ ดูตัวอย่างโครงการ BRT นั่นคือความพยายามที่จะเอารถเมล์วิ่งด้วยเวลาที่แน่นอน แต่แปลว่ารถยนต์ส่วนบุคคลต้องเสียสละ

 

ประเด็นหลักอยู่ตรงที่ว่า ไม่ว่าจะรถไฟฟ้า หรือรถเมล์ ในที่สุดแล้ว โครงการขนส่งมวลชน ยากที่จะคุ้มทุนในการลงทุน ซึ่งแม้อยากจะเอาเทคโนโลยี แอพพลิเคชั่นมาใช้ มีเวลาที่แน่นอน สิ่งที่จำเป็นต้องทำทุกที่ก็คือ ใครจะแบกรับภาระตรงนี้ รถไฟฟ้าปัจจุบันต้องถือว่าแพง แล้วทำให้คนจำนวนมากยังใช้ไม่ได้ เห็นด้วยว่าต้องเปลี่ยนระบบตรงนี้ ก็คือ เอกชนมาลงทุนรถไฟฟ้านี้ ให้รัฐบาลตกลงไปเลยว่า ค่าตอบแทนเอกชนจะได้เท่าไหร่ แต่ที่เหลือรัฐมาบริหารจัดการเรื่องค่าโดยสารเอง เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ขึ้นได้ เมื่อรัฐกำหนดค่าโดยสารแล้ว ถ้าขาดทุนก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องตัดสินใจว่าจะเก็บเงินตรงนี้จากใคร

 

เราจะแก้ความเหลื่อมล้ำ เราหลบปัญหาเรื่องของภาษี หรือการเก็บภาระจากคนอื่นไม่ได้ ในต่างประเทศอาจจะเพิ่มภาษีน้ำมัน เขาอาจจะเก็บเงินการใช้รถยนต์ส่วนตัว เพื่อมาอุดหนุนโครงการขนส่งมวลชน นี่คือแนวทางที่เราจะต้องเดิน เพื่อเผชิญหน้าความจริง ไม่อย่างนั้นเราก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้

 

ดังนั้นนอกจากมองภาพรวมกระจายอำนาจ กระจายความเจริญออกไปแล้ว ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สังคมจะต้องมาเผชิญความจริง แล้วตกลงกันว่า กติกาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนที่ใช้ระบบขนส่งมวลชน ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางที่ก่อมลพิษน้อย แล้วไม่ไปรบกวนคนอื่น ในขณะที่การใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เป็นผู้สร้างภาระให้กับผู้อื่น เราจะมีกติกาในการช่วยเหลือจุนเจือกันอย่างไร

 

และตนเห็นด้วยว่า ทั้งหมดนี้การเมืองต้องเดินหน้า ปัญหาของเผด็จการที่เป็นตัวหยุดยั้งหลายสิ่งหลายอย่าง วันนี้ต้องเลิกเดินวน ต้องออกจากตรงนี้ให้ได้ ซึ่งการจะออกจากตรงนี้ได้ ก็แปลว่าต้องการนักการเมือง พรรคการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย และรักษาประชาธิปไตย นั่นคือต้องเป็นประชาธิปไตยด้วยจิตวิญญาณ เมื่อมีอำนาจแล้วต้องใช้อำนาจนั้นโดยชอบ ไม่ทุจริต คอร์รัปชัน ไม่สร้างปัญหาจนกระทั่งนำไปสู่ความขัดแย้ง แล้ววนกลับมาตรงนี้อีก ประชาธิปัตย์ขออาสาทำตรงนี้

#DemocratPartyTH #ประชาธิปัตย์

#ประชาชนต้องเป็นใหญ่ #ประชาธิปไตยสุจริต