เมนูหลัก

เมนูย่อย

ข่าวสารพรรค

“อภิสิทธิ์” เผยนโยบายสาธารณะ ต้องครอบคลุมทุกกระทรวง คนแก้ได้จริงต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

 

11 ก.พ. 2562  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไปร่วมงานเสวนา นโยบายด้านสาธารณะเพื่อสุขภาพที่ดี จากมุมมองพรรคการเมือง ซึ่งจัดโดยสมาพันธ์เครือข่าย NCDs ประเทศไทย โดยกล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต และใช้ทรัพยากรอย่างมากในการดูแลรักษา แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ โรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรม และพฤติกรรมนี้ไม่ได้มีแง่มุมของสาธารณสุขอย่างเดียว เพราะฉะนั้นนโยบายที่จะมาแก้ไข หรือจัดการกับปัญหานี้ จึงเป็นนโยบายที่ต้องครอบคลุมทุกกระทรวง คนจะแก้ได้จริงต้องเป็นนายกฯ ไม่ใช่ทีมงานนโยบาย ไม่ใช่ทีมงานที่จะอยู่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

 

โดยนายอภิสิทธิ์ชี้ให้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์มีแนวคิด ปรัชญา และแนวทางการทำงานด้านสาธารณสุขที่จะแก้ปัญหานี้ซึ่งกระบวนการของการแก้ปัญหาเหล่านี้ เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ ที่ไม่ได้เจาะจงว่าจะมีแต่เพียงนโยบายสาธารณสุขอย่างเดียว ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนกระบวนการสร้างนโยบายที่ทำให้ประเด็นสาธารณสุข สามารถแทรกเข้าไปอยู่ในการรับรู้ และการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆ

 

พรรคประชาธิปัตย์เริ่มต้นตั้งแต่สนับสนุนงานทางด้านวิจัย หน่วยงาน สวรส. (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข) มาเป็น สปรส. (สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ) จากนั้นมีองค์กรสำคัญๆ 2 องค์กรที่รัฐบาลประชาธิปัตย์สนับสนุนจัดตั้งขึ้นมา ก็คือ สช. (สมัชชาสุขภาพ) เพื่อให้เป็นเวทีสำหรับภาคประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านใดก็ตาม ตั้งแต่อุตสาหกรรม คมนาคม หรือกระทรวงพาณิชย์ เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ และ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่นำเงินสนับสนุน ภาคประชาชนเข้ามารณรงค์เกี่ยวกับพฤติกรรม โดยมีรายได้ที่แน่นอน หักภาษีจากเหล้า จากบุหรี่  ทั้งหมดเป็นหน่วยงานที่ตรงกับการแก้ปัญหา NCDs (โรคที่เกิดจากพฤติกรรม)

 

“ผมน่าจะยืนยันได้ถูกต้องว่า ตั้งแต่มีนายกรัฐมนตรีมา และมีหน่วยงานเหล่านี้ มีแต่ผมที่เป็นนายกฯ แล้ว มาเป็นประธานองค์กรเหล่านี้จริง ไม่ได้มอบรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีการตัดสินใจในรัฐบาลผมอย่างน้อยๆ 2 เรื่องที่แสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการนโยบายสาธารณะที่จะมาแก้ปัญหานี้” นายอภิสิทธิ์กล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างว่ามีหลายพรรคการเมืองพูดถึงนโยบายการสนับสนุน เมดิคัลฮับ (Medical Hub) หรือ “ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ”  ขณะที่สมัชชาสุขภาพ ธรรมนูญสุขภาพ เขียนชัดด้วยหลักการที่ถูกต้องว่า นโยบายของรัฐที่เอาทรัพยากรของรัฐไปอุดหนุนสนับสนุนให้เกิดการเติบโตบริการสาธารณสุขในเชิงพาณิชย์เป็นสิ่งไม่ควรกระทำ แต่หากเมดิคัลฮับจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะความได้เปรียบของประเทศของบุคลากรไม่ว่ากัน แต่รัฐไม่มีหน้าที่ไปส่งเสริม เพราะนั่นคือตัวดูดทรัพยากรออกจากการสาธารณสุขภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องบุคลากร หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทรัพยากรอื่นๆ

 

ทั้งนี้อดีตนายกฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยกตัวอย่างสมัยที่เป็นรัฐบาลว่า เมื่อ BOI มีมติส่งเสริม เมดิคัลฮับ ตนจึงบอกว่าเรื่องนี้ขัดกับธรรมนูญสุขภาพ ไม่ควรให้มติ BOI มีผล ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นการต่อต้านธุรกิจ ใครอยากจะทำก็ทำไป แต่ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐที่จะต้องไปส่งเสริมในเรื่องนี้เพราะนี่คือประเด็นที่ต้องตัดสินใจในเชิงทรัพยากร

 

นอกจากนี้ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ยังเกิดเรื่องที่มาบตาพุด จึงเกิดกระบวนการที่นำเอาภาคประชาชนมาร่วมแก้ไขปัญหามลพิษ ซึ่งขณะนั้นต้องมีการระงับโครงการการลงทุนไป 67 โครงการ ขณะที่เมื่อเทียบกับ EEC ในสมัยรัฐบาลปัจจุบันได้อนุมัติไปพร้อมยกเว้นกฎระเบียบหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผังเมือง เรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะหวังเรื่องการลงทุน ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ตนจึงบอกว่าปัญหาแบบนี้เราแก้ไม่ได้ ถ้าผู้นำรัฐบาลไม่มีความชัดเจนว่าจะลำดับความสำคัญในการจัดการปัญหาอย่างไร ความยากในนโยบายสาธารณะอยู่ตรงนี้ การมาแข่งกันพูดเรื่องดีๆ ไม่ยาก ทุกคนก็พูดว่าจะทำทุกสิ่งที่เป็นสิ่งดีๆ แต่การตัดสินใจว่าต้องเลือกอะไร นั่นคือเหตุผลสำคัญ

 

สำหรับในแง่ของพรรคประชาธิปัตย์ เรามีความพร้อมในการที่จะมีแนวทางการบริหารประเทศที่ให้ความมั่นใจว่าเราถือปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญ และต้องได้รับการจัดลำดับความสำคัญใน 6 ประเด็น

 

เรื่องแรก ตอนนี้ประชาธิปัตย์ชัดเจนแล้ว เราเป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนเรื่องนมโรงเรียน อาหารกลางวันในโรงเรียน ตอนนี้จะเพิ่มเป็นอาหารเช้า เราเป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศ วันนี้เรามีนโยบายเกิดปั๊บ รับสิทธิ์เงินแสน ซึ่งเป็นไปตามการศึกษาของภาควิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ ว่าจะต้องมีเงินสนับสนุนเพื่อให้เด็กมีโภชนาการที่ดี 5 พันบาทแรกเกิด 1 พันบาททุกเดือนหลังจากนั้นจนอายุครบ 8 ขวบ แล้วเราก็จะมีนโยบายในการส่งเสริมให้สถานประกอบการเปิดศูนย์ดูแลเด็กเล็ก ต้องมีมุมให้นมสำหรับคนทำงานที่เป็นแม่ นอกจากนั้นสิทธิในการลาคลอด ก็เป็นนโยบายของเราชัดเจนว่าจะเพิ่มเป็น 6 เดือน โดยรัฐบาลจะเข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการ จริงๆ แล้วผู้ชายเขาจะให้ลา 30 วัน แต่ก็จะถือนโยบายที่เคยทำมาแล้วก็คือว่า ภรรยาต้องเซ็นรับรองว่าลาไปดูแลลูกจริง

 

เรื่องที่ 2 สังคมผู้สูงอายุ ความจริงแล้วเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะเริ่มทำแน่นอนก็คือ 1. เรื่องของการให้สิทธิในการตรวจสุขภาพ เมื่ออายุขึ้นมาประมาณ 50 ขึ้นไป เป็นส่วนหนึ่งของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อที่จะเป็นการให้ประชาชนที่เริ่มเข้าสู่ความเสี่ยงกับโรคเหล่านี้สามารถรู้ล่วงหน้า และได้รับการดูแลป้องกันเสียตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วก็จะต้องมีการเอาเทคโนโลยีซึ่งปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีมาช่วยได้เยอะ ในการทำให้ประชาชนมีความตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องของความเสี่ยงทางด้านสุขภาพ

 

ประเด็นที่ 3 เรื่องระบบการเข้าถึงกรณีฉุกเฉิน อันนี้เป็นนโยบายที่ชัดของประชาธิปัตย์ ว่า ปัจจุบันนั้นมีการพูดถึงการเข้ารับการรักษาเวลาเกิดปัญหาฉุกเฉินฟรี เชื่อมโยงทุกระบบ เราสนับสนุนตรงนี้ แต่ปัจจุบันปัญหาก็คือ ระบบการจัดการยังไม่ดีพอ เราจะดึงภาคท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และที่สำคัญก็คือนิยามของคำว่าฉุกเฉินในปัจจุบันยังแคบเกินไป เพราะฉะนั้นเราก็แก้ปัญหาตรงนี้

 

เรื่องที่ 4 ขนส่งสาธารณะ เรื่องฝุ่น ประชาธิปัตย์จะเดินหน้าไปสู่การแปลงรถสาธารณะเป็นยานยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า แล้วจะมีการพยายามสนับสนุนให้รถยนต์ส่วนบุคคลเองปรับไปเป็นยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายกรอบเวลาที่ชัดเจน มีการตรวจ และใช้ทั้งมาตรการจูงใจ มาตรการลงโทษ รถยนต์ที่ใช้ดีเซล กรณีที่มีการปล่อยเขม่า หรือสารที่ออกมา มีการไปตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษแบบเรียลไทม์ เพื่อที่จะติดตามได้ตลอดเวลา และมีนโยบายในเชิงรุกไปป้องกันปัญหาการเผาในที่โล่ง

 

ส่วน 2 นโยบายสุดท้าย สินค้าสุขภาพ กับการจัดพื้นที่เพื่อสนับสนุนให้เป็น Healthy Zone อันนี้โดยกระบวนการที่เราส่งเสริมมาจากสมัชชาสุขภาพก็ดี ซึ่งขณะนี้ลงไปในระดับพื้นที่อยู่แล้ว การที่เราจะกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เพื่อให้มีการตัดสินใจได้เพิ่มขึ้น และการที่เราจะมีนโยบายที่กำหนดให้ส่วนราชการให้ความร่วมมือ ยกตัวอย่างเช่น การที่จะซื้อสินค้าสุขภาพ ได้เริ่มต้นจากหน่วยงานราชการ อันนี้เราพร้อมที่จะทำ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นกรมราชทัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการต่างๆ