เมนูหลัก

เมนูย่อย

ข่าวสารพรรค

“กรณ์-จุติ-องอาจ” แถลง เหตุผลทางนโยบาย ปชป.ต้องเป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น

 

(13 มี.ค. 2562) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคฯ กล่าวย้ำถึงประเด็นความทุกข์ร้อนของประชาชนว่า หลังจากแถลงความชัดเจนไปแล้ว ขอให้เลือกพรรคที่พร้อมที่สุดที่จะเข้ามาแก้ปัญหาของประชาชน ปากท้อง หนี้ครัวเรือน รายได้ครัวเรือน ภาษีเป็นธรรมหรือไม่ และพรรคประชาธิปัตย์มุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ และทำงานมาโดยตลอด 200 กว่าสัปดาห์ 5 ปีก่อนจะถึงวันนี้ โดยทำบนความถูกต้อง ไม่ทำให้ประเทศเสียหาย พร้อมเตือนประชาชนอย่าเลือกตั้งด้วยอารมณ์ แต่ให้เลือกด้วยประเด็นนโยบาย

นอกจากนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคฯ ประธานกรรมการนโยบายพรรคฯ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ทํางานด้านนโยบายมาตลอด 5 ปีที่มีรัฐบาลจากรัฐประหาร ทั้งการลงพื้นที่ทําจริง เก็บข้อมูล ศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ จากนักวิชาการและปราชญ์ชาวบ้าน จนขมวดรวมเป็นชุดนโยบาย “แก้จน-สร้างคน-สร้างชาติ” สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และประเทศชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด โดยแยกรายละเอียดในแต่ละชุดอย่างเป็นระบบ

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวย้ำถึงจุดยืนว่า ชุดนโยบายนี้จะถูกนําไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทยและประเทศชาติมากที่สุดคือการที่พรรคประ ชาธิปัตย์จะต้องเป็นแกนนํารัฐบาลเท่านั้น จากการพิจารณาจากอุดมการณ์ของพรรคเพื่อไทย และหลักคิดทางนโยบายต่างๆ รวมไปถึงประวัติในการบริหารประเทศ แล้วพบว่า ไม่สามารถร่วมรัฐบาลกันได้อย่างแน่นอน เพราะไม่ได้เป็นประชาธิปไตยสุจริต และชัดเจนว่า ไม่ได้ยึดประชาชนเป็นใหญ่ ตัวอย่างเช่นมีการผลักดัน พรบ.นิรโทษกรรม และอีกหลายนโยบายที่สวนทางกับนโยบายของ ปชป.

ส่วนในประเด็นแนวนโยบายของพรรคพลังประชารัฐนั้น มีหลายข้อที่เรามองว่า นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ของเราตอบโจทย์ความต้องการประชาชน และการพัฒนาเศรษฐกิจได้ดีกว่า

นายกรณ์ กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐ ตลอดมาได้เน้นนโยบายที่ส่งเสริมทุนใหญ่ ล่าสุดความพยายามที่จะเร่งรัดการประมูลดิวตี้ฟรี ในวิธีการที่จะคงไว้ซึ่งสิทธิผูกขาดของผู้ประกอบการ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่ารัฐบาลละเลยการรักษาประโยชน์สูงสุดของประชาชนและบ้านเมือง

พรรคประชาธิปัตย์มองว่าประชาชนทั่วไปในระดับฐานราก และชนชั้นกลางถูก ละเลยมานาน  นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ได้จึงเน้นคนวัยทํางาน และผู้มีรายได้น้อย เราไม่ขายแต่ GDP เราชูดัชนี ‘ปิติ’ (PITI) ซึ่งเป็นการวัดการพัฒนาที่เป็นตัววัดความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง เราเน้นการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เก็บภาษีเศรษฐี ดูแลคนรายได้ปานกลาง และให้สวัสดิการพื้นฐานแก่ผู้มีรายได้น้อย ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ลดภาษีบุคคลธรรมดา 10% ทุกกลุ่มแต่คนรวยได้ประโยชน์สูงสุด ปชป.ไม่ลดคนรวยชัดเจน ในแง่นิติบุคคล ปชป.ลดให้เฉพาะเอสเอ็มอีเท่านั้น

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ในด้านของราคาสินค้าเกษตรนั้น ในช่วงการบริหารของรัฐบาลปัจจุบันตกตํ่า สะท้อนปัญหาปากท้องในเศรษฐกิจฐานราก และนโยบายเกษตรที่ประกาศออกมา คือหลักการ “จํานํา”  ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อความเสียหายที่เคยเกิดขึ้น ขณะที่ ปชป.ชู ประกันรายได้เกษตร ไม่ต้องการบิดเบือนกลไกตลาด ปิดจุดรั่วไหล และมีนโยบายสร้างชาติด้านเกษตร ปฏิรูปเขียว ดันราคาตลาดให้สูงขึ้นโดยไม่เป็นภาระงบประมาณ

นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้ออกสวัสดิการพื้นฐานดูแลทารก ปฐมวัยด้วยหลักคิดจากนักวิจัย และนักเศรษฐศาสตร์โนเบล เกิดปั๊บรับสิทธิ์เงินแสน แต่ พรรคพลังประชารัฐ ประกาศนโยบายมารดาประชารัฐโดยจงใจบลัฟตัวเลข หลักคิดแบบนี้สุ่มเสี่ยง และไม่ควรเป็นแกนนํารัฐบาล

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจนถึงวันนี้ยังไม่เห็นพรรคใด โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐชี้แจงตัวเลขเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ในแต่ละนโยบาย ซึ่งกกต.ก็มีการกำหนดไว้ว่า ต้องเปิดเผยแค่ไหนอย่างไรบ้าง ทั้งตัวเลขที่จะใช้ในแต่ละนโยบายและที่มาของแหล่งเงิน หากหาเสียงแล้วทำไม่ได้ หรือใช้งบประมาณจนเป็นปัญหาต่อประเทศ ก็อาจนำมาซึ่งต้นเหตุแห่งความขัดแย้งใหม่ได้อีก

ดังนั้น “ชุดนโยบาย แก้จน-สร้างคน-สร้างชาติ ที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ต่อประเทศในครั้งนี้ จะถูกผลักดันอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้เลย หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นแกนนํารัฐบาล” ประธานกรรมการนโยบาย ปชป. กล่าว

 

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยที่ท่านหัวหน้าพรรคได้แสดงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนในครั้งนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ในการมีสิทธิไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน รอบด้าน ตรงไปตรงมาและไม่มีอะไรแอบแฝง

เพราะฉะนั้นการประกาศจุดยืนของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยหัวหน้าพรรคฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่สนับสนุน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปนั้น อยู่บนพื้นฐานและเหตุผลที่สำคัญอยู่หลายประการ

ประการแรก คือเรื่องที่พลเอกประยุทธ์ ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพชัดเจน ในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมาว่า ก่อให้เกิดปัญหาสำคัญของประเทศ ปัญหาแรกคือปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ของพี่น้องประชาชนตกต่ำ ปัญหานี้แทบไม่ต้องเอาตัวเลขทางเศรษฐกิจใดๆ มายืนยันตัวตนของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศสามารถยืนยันได้ทั้งประเทศ ว่าประชาชนอยู่ในสภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง อยู่ในสภาวะที่ค้าขายฝืดเคือง และอยู่ในสภาวะที่ไม่มีเงินในกระเป๋าเพียงพอที่จะจับจ่ายใช้สอย

หากพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อไป สภาวะนี้ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชนที่ตกต่ำ ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราจึงเสนอทางเลือกหลักให้พี่น้องประชาชนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

ปัญหาที่สอง คือปัญหาการใช้อำนาจแฝงโดยมิชอบ เกินขอบเขต เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ก่อให้เกิดข้อครหานินทา ของการก่อให้เกิดการทุรจิต คอร์รัปชั่น หลายประการ พวกเราคงทราบกันดี มีหลายโครงการ หลายเรื่อง ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ มีการปกปิดข้อมูล มีการพยายามใช้กลไก อำนาจรัฐ มีความพยามแทรกแซงองค์กรอิสระ มีความพยายามในการใช้อำนาจแฝง โดยมิชอบ เกินขอบเขต เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องตลอดเวลา

และสิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นต่อไปในช่วงระยะเวลาที่ท่านสามารถไปเป็นนายกรัฐมนตรีได้ต่อไป จะเห็นได้ว่ามีการใช้มาตรา 44 ปลดผู้บริหารท้องถิ่นจำนวนมาก เมื่อตอนเข้ามามีอำนาจใหม่ๆ แล้ววันหนึ่งเมื่อต้องการใช้เขา เข้ามาส่งเสริมการใช้อำนาจสืบต่อของท่าน ท่านก็ใช้มาตรา 44 ในการยกเลิกการตรวจสอบผู้บริหารท้องถิ่นเหล่านั้น แล้วนำผู้บริหารท้องถิ่นเหล่านั้นจำนวนมากมาสนับสนุนท่านในการที่จะให้โอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปสิ่งนี้คือการใช้อำนาจแฝงโดยมิชอบ

และประการที่ 3 คือปัญหาของการสืบทอดอำนาจ ซึ่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศชัดเจนว่าการที่เราไม่สามารถสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปนั้น คือเราไม่สามารถสนับสนุนให้ท่านสืบทอดอำนาจต่อไป แต่เมื่อวานนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาบอกว่าไม่อยากให้ใช้วาทกรรมสืบทอดอำนาจ โดยท่านให้เหตุผลว่า การสืบทอดอำนาจทางการเมืองใครๆ ก็ทำกันอยู่นั้น

ตนมองว่า สิ่งที่พลเอกประยุทธ์ พูดในเรื่องสืบทอดอำนาจนั้นเป็นตรรกะที่บิดเบี้ยวโดยสิ้นเชิง เพราะผู้ที่เป็นแคนดิเดตเสนอตัวมาเป็นนายกรัฐมนตรีทุกคนนั้น มีเส้นทางของการเสนอตัวมาเป็นนายกรัฐมนตรีตามระบอบประชาธิปไตยปกติ ไม่ใช่เป็นเรื่องการสืบทอดอำนาจแต่อย่างใด แต่เป็นการเสนอตัว เข้ามาสู่อำนาจ เพื่อใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่สำหรับเส้นทางของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากยึดอำนาจมา โดยอ้างว่า จะเข้ามารักษาความสงบและคืนความสุขให้กับประชาชนในระยะเวลาหนึ่ง ปรากฎว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากลับแสดงตัวตนของความพยายามสืบทอดอำนาจอย่างต่อเนื่อง

เริ่มต้นจากการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อคณะของ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ไม่เป็นที่พอใจของการสืบทอดอำนาจของท่าน ท่านก็สั่งให้มีการลงมติไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนั้น จนกระทั่งต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อเข้าไปดูในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เห็นได้ชัดเจนว่าได้สอดแทรกการสืบทอดอำนาจไว้เต็มไปหมด เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อท่านเห็นว่ารัฐธรรมนูญยังไม่สามารถส่งเสริมให้ท่านสืบทอดอำนาจได้เพียงพอ ท่านก็ไปใช้คำถามพ่วงในการให้มีการแต่งตั้ง สว. 250 คน ซึ่งไม่ว่าจะมีการคัดสรรพิจารณากันอย่างไร ท้ายที่สุดผู้ที่แต่งตั้งก็คือ คสช. ซึ่งก็มี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า คสช. อยู่ด้วย เป็นผู้แต่งตั้ง สว. 250 คน และ สว. 250 คน นั้น ก็จะเป็นผู้มีสิทธิมาเสนอชื่อหรือสนับสนุนใครก็ตามเป็นนายกรัฐมนตรี และมีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา และจะเห็นได้ชัดเจนว่าในที่สุดพลเอกประยุทธ์ ก็มาเป็นรายชื่อนายกรัฐมนตรีในพรรคการเมืองหนึ่ง

เพราะฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่คนที่พลเอกประยุทธ์ แต่งตั้ง ในฐานะที่ท่านเป็นหัวหน้า คสช. และไปแต่งตั้ง สว. 250 คน ให้มาทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรีนั้นมีโอกาสที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะเป็นคนที่แต่งตั้งเขาเหล่านั้นมา

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้วก็ยังมีพฤติกรรมที่เอาเปรียบพรรคการเมืองต่างๆ ใช้มาตรา 44 แก้กฎหมายพรรคการเมืองซึ่งออกมาแล้ว แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่เอามาตรา 44 มาแก้กฎหมายอีก

ดังนั้นจากกระบวนการที่ท่านดำเนินการอย่างต่อเนื่องนั้นคือกระบวนการของการสืบทอดอำนาจชัดเจน การสืบทอดอำนาจจึงไม่ใช่วาทกรรมอย่างที่ท่านกล่าวหา การสืบทอดอำนาจคือกิจกรรมที่ท่านได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ใช่เพียงวาทกรรม

เพราะฉะนั้นการที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศไม่สนับสนุนท่านเป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปนั้นก็เพราะเราไม่สามารถสนับสนุนพฤติกรรมและกิจกรรมที่ท่านได้ทำเพื่อการสืบทอดอำนาจต่อไป ไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นข้ออ้างของการเปลี่ยนผ่าน ไม่ว่าจะเป็นข้ออ้างของการจะมีส่วนของการเข้ามาพัฒนาประเทศ

"ผมเชื่อว่า 4-5 ปี ที่ผ่านมา ท่านได้พิสูจน์ตัวเองเพียงพอแล้วว่าท่านสามารถที่จะนำพาประเทศนี้ต่อไปได้หรือไม่ ขณะนี้ท่านควรเปิดโอกาสให้พรรคการเมือง ให้นักการเมืองอาชีพตามปกติ ในระบอบประชาธิปไตยได้มีโอกาสเสนอตัวให้พี่น้องประชาชนได้ พิจารณาเพื่อที่จะนำมาประเทศนี้ให้เดินหน้าต่อไปได้ ฝากพี่น้องประชาชนให้ช่วยพิจารณาในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะยังเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว" นายองอาจกล่าวในที่สุด