เมนูหลัก

เมนูย่อย

ข่าวสารพรรค

ปชป. ประกาศนโยบาย ประชาธิปไตย "สุจริต" กำจัดคอร์รัปชัน ปราบโกงทุกรูปแบบ

การแถลงนโยบายเศรษฐกิจสร้างชาติ กำจัดคอร์รัปชัน ปราบโกงทุกรูปแบบ

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ณ อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พรรคประชาธิปัตย์

17 มีนาคม 2562 เวลา 11.00 น.

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้แถลงวาระในเรื่องของสร้างชาติ หลายท่านคงจำได้ว่าเราพูดถึงการสร้างจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย 10 เรื่อง  และหนึ่งในนั้นคือที่เราใช้คำว่า NO Corruption คือการปลอดคอร์รัปชัน

ประชาธิปไตย “สุจริต”


 

วันนี้ผมจะมาขอขยายความนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดการทุจริตคอร์รัปชัน  เพราะว่าประชาธิปัตย์ได้ใช้คำขวัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต” เราเน้นในเรื่องของประชาธิปไตยสุจริตเพื่อป้องกันไม่ให้การเมืองไทยกลับเข้าสูวงจรอุบาทว์ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วทุจริตคอร์รัปชัน สุดท้ายก็นำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร

ผมได้มีโอกาสไปประชันวิสัยทัศน์กับหลายพรรคการเมือง ผมรู้สึกเป็นห่วงจริงๆ ว่าขณะนี้ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันมีการพูดกันน้อยเกินไป พรรคการเมืองทั้งเก่า ทั้งใหม่บางส่วน ยังพยายามจะสื่อสารทำนองว่าเรื่องคอร์รัปชันนี้เป็นเพียงวาทกรรม ผมและประชาธิปัตย์ยืนยันว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และความจำเป็นที่จะต้องปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ใช่เรื่องของวาทกรรม แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในอดีต และยังมีอยู่ในปัจจุบัน และไม่ทำอะไรก็จะเป็นปัญหาในอนาคต  ซึ่งนอกจากเรื่องของการนำการเมืองเข้าสู่วงจรอุบาทว์แล้ว ยังนำมาสู่ความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และเป็นตัวที่ทำลายความเข้มแข็งของสังคมด้วย เพราะฉะนั้นในวันนี้จะชี้ให้ทุกท่านเห็นว่าสิ่งที่จำเป็นจะต้องทำต่อไป และเป็นวาระ และนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือการกำจัดคอร์รัปชัน และการปราบโกงทุกรูปแบบ

 

กำจัดคอร์รัปชัน ปราบโกงทุกรูปแบบ

ก่อนที่จะเข้าสู่มาตรการ หรือรายละเอียดต่างๆ อยากจะให้เห็นภาพสักนิดนึงว่าวันนี้การประเมินสถานการณ์คอร์รัปชันของประเทศไทยเป็นอย่างไร ถ้าเราดูจากดัชนี คือการจัดลำดับขององค์กรโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ซึ่งจัดอันดับประเทศตามลำดับของการคอร์รัปชัน ยิ่งอันดับสูงแปลว่ายิ่งมีการคอร์รัปชันสูง เราจะเห็นว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลของประชาธิปัตย์เข้ามานั้นประเทศถูกจัดอันดับอยู่ที่ 84  แต่ว่าดีขึ้นมาเป็นลำดับที่ 78 จากนั้นปีถัดมาซึ่งเป็นปีของรัฐบาลประชาธิปัตย์ และรัฐบาลเพื่อไทยก็ขยับมาเป็น  80 คือตกลงมาเล็กน้อย และก็มีปัญหามากในรัฐบาลของนายกยิ่งลักษณ์ ซึ่งเคยทำให้ประเทศไทยตกไปถึงอันดับ 102 และพอมาปี 57 ซึ่ง คสช. เข้ามา และปี 58 อันดับของประเทศไทยก็ดีขึ้น

 

ซึ่งส่วนหนึ่งผมเชื่อว่าเป็นเพราะว่ามีการพูดถึงเรื่องของการต้องการที่จะเข้ามาที่จะปราบการทุจริตอย่างจริงจัง แต่เสร็จแล้ว 3 ปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าการตั้งความหวังว่าประเทศไทยมีความโปร่งใสมากขึ้นในช่วง 2 ปีแรก ของรัฐบาลนี้ กลับกลายเป็นนำประเทศกลับไปสู่อันดับที่ 101 96 และ 99

 

ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลมาหลายยุค หลายสมัย มีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 4 คน ที่เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ผมยืนยันเสมอว่าทุกคน ทุกยุค ให้ความสำคัญกับเรื่องของการรักษาความซื่อสัตย์ สุจริต ซึ่งเป็นอุดมการณ์ของเรา เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ 4 คน ไม่มีใครมีมลทินในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน

 

อะไรคือการคอร์รัปชัน !?
1. ปล้นประเทศ 
2. ปล้นประชาชน
3. วางแผนมาปล้น (ทุจริตเชิงนโยบาย)

มาดูว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในขณะนี้มันมีการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งมีการพัฒนาไปในหลายระดับ หลายรูปแบบ รูปแบบที่เรามักจะพูดกันก็คือ ใช้คำว่าเป็นการปล้นประเทศ นั่นหมายความว่ามีการใช้งบประมาณลักษณะที่ไม่ถูกต้อง มีการเบียดบัง เอาเงินของประชาชน เอาเงินภาษีอากรไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือไปเข้ากระเป๋าของใคร คนใด คนหนึ่ง นั่นรูปแบบหนึ่ง

 

รูปแบบที่ 2 ใกล้ตัวประชาชนหน่อยใช้คำว่าปล้นประชาชนก็แล้วกัน ที่ไปเก็บส่วย รีดไถ่ ประชาชนถูกเรียกสินบนเพื่อให้ทำบางสิ่งบางอย่างหรือไม่ทำบางสิ่งบางอย่าง เห็นจากเรื่องของจราจร ไปจนถึงการขอใบอนุญาต

 

และรูปแบบที่ 3 ซึ่งเกิดขึ้นในรอบประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา คือการวางแผนมาปล้น โดยอาศัยนโยบายเป็นตัวเดินเรื่อง เดินกระบวนการของการทุจริตด้วยการวางแผนว่าจะออกนโยบายออกมาแล้วจะเอื้อประโยชน์กับคนที่เป็นพวกพ้องตัวเอง หรือกลุ่มของตัวเองอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งการจะมีนโยบายในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันต้องสามารถต้องครอบคลุมได้ทั้ง 3 ประเภท

 

เครื่องมือและหลักการในการปราบคอร์รัปชั่น
1. เทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใส
2. การมีส่วนร่วมของประชาชน
3. กฎหมายมีประสิทธิภาพ
4. การบังคับใช้เข้มข้น
5. ปราบโกงเชิงระบบ

 

เครื่องมือที่พรรคประชาธิปัตย์จะใช้ในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน มีอยู่ 5 ตัว

ตัวแรกคือ การนำเอาเทคโนโลยี ซึ่งมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในปัจจุบันมาใช้เพื่อความโปร่งใส

ตัวที่ 2 ก็คือเอาคน คนทุกคนที่อยู่ในสังคมที่อยู่ในภาคส่วนต่างๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปราบโกง

เครื่องมือที่ 3 แน่นอนเป็นเครื่องมือที่มีอยู่แล้ว แต่ต้องมีการปรับปรุงก็คือตัวกฎหมาย

และตัวที่ 4 ก็คือการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องมีความเข้มข้นมากขึ้น

และเครื่องมือสุดท้าย เครื่องมือที่ 5 ก็คือการออกแบบระบบ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารราชการแผ่นดิน ระบบเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง เพื่อที่จะมาช่วยลดการทุจริตคอร์รัปชันที่จะเกิดขึ้นในสังคมของเรา

 

เทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใส
    App แจ้งโกง
    GovTech คุมจัดซื้อจัดจ้าง 
    เปิดเผยราคากลางและวิธีการคำนวณออนไลน์/เปิดเผยภาษีที่ดินออนไลน์

 

มาตรการในแต่ละด้านก็จะมีดังต่อไปนี้ เราเริ่มต้นจากเรื่องของเทคโนโลยีก่อน เทคโนโลยีเราจะเอามาใช้ตั้งแต่เรื่องง่ายๆ เช่นการพัฒนาแอปพลิเคชั่น ที่จะสามารถทำให้คนนั้นแจ้งการโกง หรือแจ้งเบาะแสเข้ามาได้อย่างง่าย สะดวก รวดเร็ว มากขึ้น มีระบบการคุ้มครองในเรื่องของข้อมูลที่ให้ โดยเฉพาะข้อมูลของตัวบุคคลที่แจ้งเข้ามา ซึ่งในหลายประเทศพบว่า เมื่อมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  ความจริงบางประเทศเริ่มใช้ตั้งแต่การมีสายด่วนโดยเฉพาะ หรือการมีแอปพลิเคชั่นแบบนี้ พบว่าจะมีประชาชนจำนวนมาก ซึ่งสัมผัสอยู่กับเรื่องเหล่านี้ และเป็นการทุจริตได้ทุกระดับ ที่ผมพูดว่าปล้นประชาชนก็มีแจ้ง  ปล้นประเทศก็มีแจ้ง  หรือจะวางแผนมาปล้นก็มีแจ้งเข้ามา เพื่อเป็นช่องทางให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ สามารถที่จะได้รับเบาะแส และข้อมูลในการที่จะไปดำเนินการ ไม่ใช่ติดอยู่กับปัญหาว่าจะต้องมีการร้องเรียนในลักษณะซึ่งค่อนข้างที่จะยุ่ง วุ่นวาย มีแบบฟอร์ม มีหนังสือ จะต้องมีการส่งหลักฐานอะไรต่างๆ เข้ามา ซึ่งทำให้คนจำนวนมาก ซึ่งสัมผัสอยู่กับการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่แจ้งเข้ามา

 

เทคโนโลยีที่มาใช้ในส่วนที่ 2  ก็อยู่ภายใต้หัวข้อ Gov Tech หรือการที่ประชาธิปัตย์กำลังเอาเทคโนโลยีมามีส่วนช่วยในเรื่องของการบริหารจัดการในภาครัฐ ตรงนี้จะครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการของการจัดซื้อ จัดจ้าง ซึ่งจะมาเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนของการออกแบบการประมูล การแข่งขัน การกำหนดราคากลาง ซึ่งในอดีตประชาธิปัตย์เคยบังคับให้ต้องมีการเปิดเผยวิธีคำนวณราคากลาง แต่ว่าบทบัญญัตินั้นคณะนี้รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ยกเลิกไป

 

แต่ประเด็นก็คือ ถ้าเราสามารถเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบการประมูลเสียตั้งแต่ต้น โดยขณะนี้สามารถทำได้โดยอาศัยเทคโนโลยี เราก็จะทำให้กรอบของการประมูลงานต่างๆ ของรัฐมีความโปร่งใส

 

นอกจากนั้นเราจะเป็นว่าในขั้นตอนต่างๆ ของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ซึ่งในอดีต อย่างเช่น ในยุคของการจัดทำงบไทยเข้มแข็ง เราเคยบังคับเลยว่าจะต้องมีการปิดประกาศว่าโครงการนี้งบประมาณเท่าไหร่ ใครประมูลได้  ในขั้นตอนของการดำเนินงานไปถึงขั้นไหน อย่างไร และใครมีเบาะแสร้องเรียนเข้ามา วันนี้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น Blockchainไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ AI จะมาช่วยในการเอาข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในภาครัฐทั้งหมด มาช่วยลด หรือกำจัดปัญหาการคอร์รัปชันได้

 

นอกจากนั้นเทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใสเรายังสามารถที่จะทำให้มีการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยระยะเวลาในการออกใบอนุญาตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ผมยกตัวอย่างตรงนี้ก็คือว่าเปิดเผยให้เห็นชัดๆ ว่าที่ดิน แต่ละแปลง  อาคารแต่ละแห่ง เสียภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างเท่าไหร่ เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมาต้องยอมรับความเป็นจริงว่าการประเมินมูลค่าภาษีตัวนี้ ก็มักจะมีการเอื้อประโยชน์กัน ที่ดินอยู่ติดกัน อาคารเหมือนกัน แต่กลับเสียกันคนละอัตรา หรือถูกประเมินมูลค่าแตกต่างกัน เทคโนโลยีทั้งหมดจะถูกนำมาใช้ เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจ ว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานของภาครัฐ มีความโปร่งใส ทำให้คนเห็นได้ และใช้เทคโนโลยีมาตรวจจับความผิดปกติ ในเรื่องของงบประมาณ ในเรื่องของขั้นตอน ในเรื่องของเวลาที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

 

การมีส่วนร่วมของประชาชน
    สนับสนุนองค์กรพิทักษ์ความโปร่งใส 
    หลักสูตร “โตไปไม่ยอมให้ใครโกง”
    ชี้เป้าโกงได้รางวัลและความคุ้มครองเป็นธรรม
    สัญญาคุณธรรม
    บทบาทของสื่อกับงานวิจัยในการตรวจสอบ

 

ถัดมาเครื่องมือที่ 2 ที่ประชาธิปัตย์จะใช้ก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน จริงๆ เริ่มต้นตั้งแต่การปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้อง ที่เราพูดเรื่องหลักสูตรของสุจริตศึกษา ในอดีตเราเคยมีหลักสูตรที่เราเคยผลักดันว่า โตไปไม่โกง แต่วันนี้ต้องไปอีกขั้นก็คือ โตไปไม่ยอมให้ใครโกง เพราะลำพังเพียงแค่เราจะสร้างคนที่สุจริตคนนี้ ไม่พอแล้ว แต่เราต้องสร้างคนที่พร้อมเพื่อที่จะต้องสู้เพื่อรักษาความสุจริต รักษาความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในสังคมให้ได้ด้วย ซึ่งสิ่งที่จะมารองรับการที่คนไม่ยอมให้คนโกง ก็จะมีมาตรการอื่นๆ ที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการมีองค์กรพิทักษ์ความโปร่งใส

 

ผมเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่แล้ว ผมเป็นคนไปชวนภาคธุรกิจเอกชนให้เริ่มต้นเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน วันนั้นท่านอดีตประธานหอการค้า คุณดุสิต (นนทะนาคร)เป็นผู้ที่สนใจ แล้วก็ตัดสินใจที่จะมาริเริ่ม เครือข่ายการต่อต้านการคอร์รัปชันซึ่งทำงานอยู่ในปัจจุบัน แต่เราต้องการองค์กรแบบนี้มากขึ้น  ด้วยการกระตุ้นในประชาชนทุกคนตระหนักว่าตัวเองคือเจ้าของประเทศ เจ้าของทรัพยากร ผู้เสียหายที่เกิดขึ้นจากการทุจริต คอร์รัปชันก็คือผู้เสียภาษีอากรทุกคน  ซึ่งก็แทบจะเรียกว่าประชาชนเกือบทุกคนที่ไปซื้อของก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

ถ้าเราสร้างความตระหนักตรงนี้มันจะได้ลบแนวความคิดที่ว่าถ้ามันเป็นเรื่องของการทุจริตการโกงแล้ว มันไม่เกี่ยวอะไรกับเรา เราก็จะสนับสนุนให้เกิดองค์กรอย่างนี้มากขึ้น และเมื่อผนวกกับการที่เราเพิ่มความโปร่งใส เมื่อมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยแล้ว เมื่อมีการชี้เป้าการโกง เราก็จะทำระบบในเรื่องของรางวัล และการคุ้มครอง

 

ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะว่าทั้งเป็นการจูงใจให้คนพร้อมที่จะเอาข้อมูลมาให้รัฐที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน และต้องให้ความมั่นใจเขา เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมาหลายครั้งคนที่มีข้อมูล คนที่รู้ว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันไม่ยอมบอก  เพราะกลัวว่าถ้าบอกไปแล้วตัวเองจะเดือดร้อน ที่ผ่านมานานเราถึงมีบุคคลอย่างน้องแบม (ปณิดา ยศปัญญา) ใช่ไหม ที่กล้าขึ้นมาในการที่จะบอกว่าเกิดการทุจริตคอร์รัปชันขึ้น  แต่ว่าจริงๆ แล้วคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับน้องแบบผมว่ามีเยอะมาก ทั้งที่เป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่ประชาชนที่อยู่ใกล้ชิดกับหน่วยงานต่างๆ แต่ยังไม่มีความมั่นใจในการจะชี้เป้าของการโกง เราต้องแก้ตรงนี้ 

 

เมื่อมีข้อมูล มีการชี้เป้า การตรวจสอบที่สำคัญ ภาคธุรกิจเอกชนปัจจุบันที่เข้ามามีส่วนร่วมในการปราบปรามคอร์รัปชัน ได้มีการทำระบบที่เรียกว่า สัญญาคุณธรรม ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า Integrity Pact แนวคิดตรงนี้ก็คือว่าการทำงานของภาครัฐโดยเฉพาะถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลประโยชน์เยอะ การจะตรวจสอบโครงการเหล่านั้น ต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญของบุคคลในวงการ  ซึ่งในภาคเอกชนมี เขาสามารถที่จะมาให้คำแนะนำ คำปรึกษา หน่วยงานของรัฐว่าในการที่จะดำเนินโครงการต่างๆ ควรที่จะต้องทำอย่างไร  ระบบนี้รัฐบาลนี้ได้เอามาใช้  แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายว่า เมื่อเอามาใช้แล้วยังมีหลายหน่วยงานเป็นข้อยกเว้นอยู่ในปัจจุบัน

 

ผมเข้าใจว่าอย่างการประมูลดิวตี้ฟรีในปัจจุบันก็ได้มีการนำเอาเรื่องระบบสัญญาคุณธรรมมาใช้ นอกจากนั้นยังมีบางโครงการของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่เมื่อมีการทำสัญญาคุณธรรมแล้ว มีคำปรึกษา มีคำแนะนำแล้ว กลับไม่ยอมปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น

 

ประชาธิปัตย์จะเอาระบบสัญญาคุณธรรมให้มีความหมาย มีเขี้ยวเล็บมากขึ้น ในการกำกับให้การตัดสินใจของภาครัฐในเรื่องของการดำเนินโครงการต่างๆ นั้นมีความโปร่งใสอย่างแท้จริง และสุดท้ายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดึงคนเข้ามาต่อสู้ เรายังมีวงการอื่นๆ นอกจากภาคธุรกิจเอกชน ที่สามารถจะมาช่วยการทำงานของการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐได้ เช่น บทบาทของสื่อ

 

ปัจจุบันก็มีบางสื่อ เอ่ยชื่อก็ได้ อย่างเช่นสำนักข่าวอิสรา ค่อนข้างจะจริงจังกับการทำงานในเรื่องเล่านี้ แต่การใช้ข้อมูล หรือการเชื่อมโยงกับการทำงานของสื่อตรงนี้ยังทำน้อยเกินไป และเราก็ควรที่จะมีช่องทางในการที่จะสนับสนุนให้วงการสื่อกล้าที่จะทำข่าว หรือการทำรายงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้น  ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน เพราะว่าการทำข่าวในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ใช่การรายงานวันต่อวัน  แต่จำเป็นต้องไปศึกษา จำเป็นที่จะต้องไปหาข้อมูลในเชิงลึกเพื่อที่จะนำไปสู่การเปิดเผย การเปิดโปงได้

 

เช่นเดียวกัน สถาบันการศึกษาต่างๆ หรือหน่วยงานต่างๆ ที่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันจะต้องถูกนำมาใช้งานในการแก้ปัญหาในการทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้น

 

เมื่อสักครู่ผมพูดถึงตัวเลขที่องค์กรระหว่างประเทศจัดอันดับเกี่ยวกับประเทศไทย  แต่ตัวเลขที่ผมตั้งใจว่าจะต้องเอามาใช้ในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้นคือการสำรวจของหอการค้า เพราะนั่นไม่ใช่สำรวจว่ามองอย่างไร  แต่เขาสำรวจว่าของจริงปัจจุบันนักธุรกิจจะต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือไม่ จ่ายเงินในสัดส่วนเท่าไหร่ แนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง เราจะต้องเอางานอย่างนี้มาใช้ในการที่จะดำเนินนโยบายในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้น

 

กฎหมายมีประสิทธิภาพ
    สังคายนากฎหมาย Regulatory Guillotine 
    ออก พรบ.ปราบโกง Anti-Corruption Act
    ตั้งหน่วยงานตรวจสอบงบประมาณเข้มข้นตั้งแต่ในสภา ThaiPBO
    ยกเครื่อง ปปช. 1. กระบวนการสืบสวน 2. หกเดือนต้องชี้มูล 3. กรณียกคำร้องต้องเปิดเผยและถูกตรวจสอล

 

เครื่องมือที่ 3 คือเรื่องกฎหมาย  เรื่องกฎหมายนี้มีเรื่องหลักๆ ที่จะต้องทำคือ 1. คือการสังคายนากฎหมายที่เป็นบ่อเกิดหรือการสร้างช่องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต ระบบกฎหมาย และกฎหมายที่ล้าสมัยให้อำนาจ ให้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่มีขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาตมาก คือการสร้างโอกาสของการทุจริตคอร์รัปชันทั้งสิ้น

 

ประชาธิปัตย์มีนโยบายที่จะสังคายนายกเลิกกฎหมายที่เราคิดว่าไม่มีความจำเป็นแล้ว และผนวกกับเรื่อง Gov Tech จะสามารถลดขั้นตอนใบอนุญาตต่างๆ เราเชื่อว่ามีกฎหมายที่น่าจะหายไปได้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 และต่อจากนี้ไปการออกกฎหมายอะไรก็ตามออกมา เราจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงประเด็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการสร้างโอกาสที่จะมีการทุจริตคอร์รัปชัน 

 

อยากจะบอกว่าจริงๆ โครงการสังคายนากฎหมาย รัฐบาลนี้เขาเริ่มต้นไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว   แต่ในขณะที่ยังไม่มีผลงานออกมาเลย สนช. ออกกฎหมายใหม่มาอีก 200 ฉบับ ซึ่งเพิ่มอำนาจให้ส่วนราชการ เพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่เยอะแยะไปหมด เราจะสังคายนาอย่างจริงจังในเรื่องนี้

 

2. วันนี้มีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายมาอีกฉบับหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชันเป็นการเฉพาะ เพราะอย่างที่พูดไปตั้งแต่ตอนต้น รูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชันได้มีการพัฒนาไปมากมาย  แต่เรายังต้องใช้บทบัญญัติอย่างเช่น ประมวลกฎหมายอาญาบ้าง กฎหมายเฉพาะที่พยายามไปเจาะจงพฤติกรรมบางพฤติกรรม แต่การทุจริตคอร์รัปชันที่พัฒนาไปนั้นต้องอาศัยการนิยาม การตรวจสอบ การสืบสวนสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับวิธีการทุจริตที่มีความหลากหลายไป เป็นการเฉพาะ ถึงเวลาที่จะต้องมีกฎหมายเฉพาะในเรื่องของการปราบโกง

 

ในส่วนของงบประมาณ ประชาธิปัตย์ก็จะสนับสนุนให้มีหน่วยงานตรวจสอบงบประมาณที่ไม่ได้อยู่ในฝ่ายบริหารทำให้มีความเป็นอิสระในการที่จะตรวจสอบในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ และให้ปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชันได้ดีขึ้น

 

และข้อที่ 4 เรื่องนี้สำคัญวันนี้ต้องยกเครื่อง ป.ป.ช. ป.ป.ช. ซึ่งมีปัญหาทั้งในเรื่องสืบสวนสอบสวน ความล่าช้าในการที่จะตัดสินหรือชี้มูล หรือสอบสวนในคดีต่างๆ หรือคำวินิจฉัยที่มีข้อกังขามากมาย ว่าเป็นเพราะถูกแทรกแซงทางการเมืองหรือไม่อย่างไร แต่ปราศจากการถูกตรวจสอบถ่วงดุลที่เหมาะสม กระบวนการสืบสวนสอบสวน ผมยกตัวอย่างได้เลย ผมทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านมาหลายครั้ง ร้องไปถึงป.ป.ช. แทบจะเรียกว่าต้องทำทุกสิ่ง ทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้วงานที่หรือเรื่องที่เราร้องไปปรากฏอยู่ในสื่อสารมวลชนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องอื้อฉาวอยู่แล้ว แต่งานในเชิงรุกที่จะไปสืบสวนเอาข้อมูลต่างๆ เหล่านี้มา แทนที่จะรอให้ว่าผู้ร้องต้องเป็นคนไปรวบรวม รวบรวมทุกเรื่องเลย ทั้งข้อเท็จจริง ทั้งข้อกฎมาย ผมต้องไปให้การกับป.ป.ช. หลายครั้ง ต้องเอาแม้กระทั่งเรื่องพื้นฐานมากๆ ว่ากฎหมายมาตราไหน อย่างไร และข้อเท็จจริงพื้นฐาน  ผมว่างานสืบสวนตรงนี้ต้องเป็นงานสำคัญ ที่ ป.ป.ช. ไปทำมากขึ้น

 

6 เดือนต้องชี้มูลได้ ความจริงในการยกเครื่อง ป.ป.ช. เราอยากให้ ป.ป.ช. นี้ไปใส่ใจกับเรื่องของการทุจริตขนาดใหญ่เท่านั้น จับแต่ตัวใหญ่ๆ เรื่องเล็กๆ นั้น ควรจะเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นสามารถทำงานตรวจสอบได้ตามปกติ เพราะเราเชื่อว่าถ้าจับตัวใหญ่ๆ ได้ ชี้มูลตัวใหญ่ๆ ได้ เอาตัวใหญ่ๆ มาลงโทษได้จะเป็นการปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่ดีที่สุด

 

และข้อที่ 3 ก็คือว่าถ้ามีการยกคำร้องต้องมีการเปิดเผยรายละเอียด เหตุผลทั้งหมด และต้องมีกระบวนการที่จะตรวจสอบถ่วงดุลได้ว่าการยกคำร้องเหล่านั้นไปมีอะไรที่ไม่ตรงไปตรงมา หรือมีอะไรที่น่าจะบกพร่องหรือไม่ ซึ่ง ป.ป.ช. ก็จะต้องรับผิดชอบกับการวินิจฉัยและการยกคำร้องในลักษณะแบบนี้มากขึ้น

 

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการยกเครื่อง ป.ป.ช. เรียนเพิ่มเติมว่าคงมีบางประเด็นไปเกี่ยวข้องกับตัวรัฐธรรมนูญด้วย อย่างในปัจจุบันที่ผมเป็นยกตัวอย่างมาตั้งแต่วันที่ผมไม่รับรัฐธรรมนูญก็เพราะว่าเขาบอกว่าถ้า ป.ป.ช. ทำอะไรคนคิดจะไปโต้แย้งหรือจะไปฟ้องร้องต้องไปยื่นผ่านประธานรัฐสภาเท่านั้น และประธานรัฐสภามีสิทธิ์ที่จะส่งหรือไม่ส่งเรื่องนั้นต่อไปยังศาล ทุกคนก็ทราบดีว่าอย่างปัจจุบันก็แปลว่าอยู่ที่ประธานสนช. วันข้างหน้าก็อยู่ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มาจากพรรครัฐบาล ส่วนใหญ่ ป.ป.ช. ที่ถูกเรียกร้องให้ตรวจสอบก็คือตรวจสอบรัฐบาล แล้วเรื่องที่ควรจะร้อง ป.ป.ช. ก็คือ ป.ป.ช. ไปเอื้อหรือไปช่วยรัฐบาล และเราปล่อยให้กลไกการตรวจสอบ ป.ป.ช. ไปขึ้นอยู่กับคนที่อยู่ในฝ่ายรัฐบาลได้อย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่องของกฎหมายที่ต้องมีการแก้ 

 

การบังคับใช้เข้มข้น
    เพิ่มบทบาทผู้ตรวจราชการ ให้มีอำนาจตตรวจสอบภายในกระทรวง
    การโยกย้ายข้าราชการ ไม่ใช่การทำโทษ 

แต่กฎหมายที่แก้แล้วอย่างไรก็ตาม ต้องมีกลไกการบังคับใช้กฎหมายที่มีความเข้มข้นมากขึ้น  เรื่องในระบบราชการเองเรามองว่าถึงเวลาที่จะเพิ่มบทบาทของผู้ตรวจราชการให้มีอำนาจในการตรวจสอบภายในกระทรวงชัดเจนมากขึ้น ปัจจุบันนี้ผมก็ไม่ทราบผู้ตรวจราชการส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในงานใด ส่วนใหญ่เป็นคนที่ถูกโยกย้ายออกไปแล้วก็บอกให้ไปติดตามนโยบายเรื่องนั้นเรื่องนี้  แต่ควรจะมีอำนาจในการที่จะตรวจสอบที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นการเฉพาะ เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารในกระทรวงหรือรัฐบาลในการดำเนินการต่อไป 

 

และการบังคับใช้กฎหมายต้องเข้มข้น หลายเรื่องที่เรามองว่าเป็นเรื่องที่ผิด เป็นเรื่องที่ไม่ดี จบลงเหมือนกับเป็นการโยกย้ายแล้วจบกันไป เราต้องถือว่าการโยกย้ายข้าราชการไม่ใช่การทำโทษ โยกย้ายเพื่อให้เกิดการสอบสวนอย่างเป็นอิสระ อันนั้นถูกต้อง แต่ไม่ใช่โยกย้ายแล้วถือว่าเรื่องจบกันไป อันนี้เป็นสิทธิ์ที่จะต้องมีการเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามการทุจริต

 

ปราบโกงเชิงระบบ
    1. สนับสนุนการแข่งขันเสรี ลดทุนผูกขาด
    2. กระจายอำนาจ กับการกำกับท้องถิ่น
    3. ปฏิรูปตำรวจ

สุดท้ายที่ผมพูดไว้ก็คือว่าการปราบโกงในเชิงระบบ เริ่มต้นตั้งแต่เรื่องของโครงสร้างของเศรษฐกิจยิ่งมีการผูกขาดมากเท่าไหร่ ถ้าศัพท์เศรษฐศาสตร์บอกมีค่าเช่าทางเศรษฐกิจมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะมีการทุจริตก็มากเท่านั้น ความหมายก็คือว่าคนที่สามารถมายึดครองอำนาจผูกขาดได้ก็จะกอบโกยผลประโยชน์ไป รัฐถ้าหากว่าสนับสนุนให้เกิดการผูกขาด ก็จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดที่เข้ามาได้รับสิทธิในการผูกขาดนั้น

 

ประการที่ 2 การกระจายอำนาจในโครงสร้างของการบริหารราชการแผ่นดินและการปกครอง จะมีส่วนช่วยในการลดการทุจริตคอร์รัปชัน  เพราะการรวมศูนย์อำนาจ ยิ่งรวมศูนย์มากเท่าไหร่ยิ่งตรวจสอบยาก หลายท่านฟังแล้วอาจจะโต้แย้งผมอยู่ในใจ เอ๊ะ ตอนนี้กระจายอำนาจไปถึงท้องถิ่นทุจริตกันมากมาย ถ้าท่านไปดู อย่าไปดูคดี จำนวนคดี ท่านไปดูมูลค่าของการทุจริต ท่านจะพบว่ามูลค่าของการทุจริตของท้องถิ่นเล็กน้อยมาก คิดเป็นเปอร์เซนออกมาแล้วน้อยมากๆ ถ้าเทียบกับมูลค่าของการทุจริตที่เกิดขึ้นในส่วนกลาง กับส่วนภูมิภาค และที่สำคัญก็คือว่าเวลาท้องถิ่นทุจริต ประชาชนเห็นง่าย มันถึงเป็นข่าว มันถึงมีการหยิบยกขึ้นมามากขึ้น

 

แต่อย่างไรก็ตามการกระจายอำนาจแล้ว ประชาธิปัตย์จะออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิธีการบริหารราชการท้องถิ่นโดยเฉพาะ หรือวิธีการบริหารงานท้องถิ่นโดยเฉพาะว่าท้องถิ่นนั้นเวลาทำงานจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไร ต้องทำประชาพิจารณ์ ต้องเปิดเผยข้อมูล เกี่ยวกับงานการใช้งบประมาณต่างๆ อย่างไร

 

และสุดท้ายการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องมาหลายปีก็ต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจัง ประชาธิปัตย์ก็มีนโยบายในเรื่องนี้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้งานสอบสวนมีความเป็นอิสระ ทำอย่างไรการทำงานของตำรวจจะถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และประชาชนจะไม่ถูกข้าราชการตำรวจที่ไม่ดีใช้อำนาจในทางไม่ชอบ 

 

ความรับผิดชอบทางการเมือง ต้องสูงกว่า มาตรฐานทางกฎหมาย

 

นี่คือ 5 เครื่องมือที่เราจะเอามาใช้ในการปราบปรามคอร์รัปชัน  แต่สุดท้ายที่ผมอยากจะบอกก็คือว่าทั้งหมดนี้มันยังไม่พอ สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เคยพยายามทำมาตลอดก็คือเราบอกว่าความรับผิดชอบทางการเมือง ต้องสูงกว่ามาตรฐานที่ถูกกำหนดเอาไว้ในทางกฎหมาย หลายคนก็มองข้างหรือลืมไปในวันที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีว่าเกิดเรื่องขึ้นมาในบางกระทรวง เช่น กระทรวงพัฒนาสังคม  กระทรวงสาธารณสุข  สิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ท่านลาออกทันทีเปิดทางให้มีการสอบได้อย่างเป็นอิสระ ลดปัญหาของการที่จะต้องให้สังคมมาติดหล่ม โต้แย้งอยู่กับเรื่องนั้นๆ เป็นเดือน เป็นปี และทำลายศรัทธาในระบบรัฐสภา ระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และจริงๆ ในกรณีของรัฐบาลผม รัฐมนตรีที่ออกไปนั้น ต่อมาการสอบก็พบว่าท่านไม่ได้ผิด  แต่อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่ท่านตัดสินใจไปก็คือ เพื่อให้เป็นภาระกับรัฐบาล เป็นภาระกับสังคม และพยายามรักษาศรัทธาเอาไว้

 

เรื่องคอร์รัปชันนี้ถ้าจะบอกว่ารัฐบาล หรือพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่สนใจก็คงไม่จริง  แต่ท่านสังเกตเถอะ เกือบทุกรัฐบาลปราบโกงเฉพาะฝ่ายตรงข้าม ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้างเกี่ยวข้อง ปราบกันทั้งนั้น  ตัวที่จะวัดจริงๆ ว่าใครจริงจังในเรื่องของการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันก็คือ ถ้าเกิดขึ้นกับรัฐบาลตัวเอง ฝ่ายตัวเอง พรรคตัวเอง จะมีมาตรการอย่างไร สิ่งที่ผมเล่าเมื่อสักครู่เป็นเครื่องยืนยันอย่างหนึ่งแล้ว 

 

แต่วันนี้ความตั้งใจของผมก็คือว่าอย่างน้อยที่สุด คนของประชาธิปัตย์ที่เข้าไปอยู่ในรัฐบาล หรือแม้กระทั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์จะต้องมีมาตรฐานบางอย่างที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เราคิดถึงเรื่องให้คนของเราเปิดเผยว่าตัวเขา ครอบครัว พี่น้องเขามีผลประโยชน์ทางธุรกิจอะไรบ้าง กฎหมายไม่ได้ห้าม  เพียงแต่เราก็บอกว่าเราไม่ได้ห้าม ไม่ให้คนเหล่านี้มีธุรกิจ แต่ถ้าคุณมี คุณต้องเปิดเผย ประชาชนจะได้ตรวจสอบได้ว่าการรับเหมาที่เกิดขึ้น การไปได้งานที่กระทรวงนั้น กระทรวงนี้ มันเป็นเพราะมีเส้นสายมีความเกี่ยวพันกับคนของเราหรือไม่ เปิดเผยเสียตั้งแต่ต้นว่ามีประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับทางธุรกิจอะไร อย่างไรบ้าง นี่เป็นตัวอย่าง

 

และเรื่องที่ประชาชนติดใจหลายเรื่องเช่น การใช้สิทธิ์เดินทางตั๋วเครื่องบินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างนี้ก็ควรจะเอาให้ชัดว่าเวลาเดินทางไปมีรายงานมาว่าเดินทางไปที่ไหนเพื่อทำอะไร สิทธิของรัฐมนตรีไม่ว่าจะเป็นการมีงบในการรับรองควรจะเปิดเผยเสีย ใช้มากน้อยแค่ไหน สมเหตุ สมผลหรือไม่ และสิทธิบางอย่างควรจะเลิกได้ไหม เช่นรัฐมนตรีจะต้องนั่ง First Class ไหม เวลาบินไปต่างประเทศ ไม่จำเป็นหรอก เราจะเริ่มทำสิ่งเหล่านี้ให้เห็นเป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องของมาตรฐานการเปิดเผย ทั้งในเรื่องของการใช้สิทธิประโยชน์ในฐานะนักการเมือง  ทั้งในเรื่องของการที่จะต้องมีระบบการรายงานทั้งหมด เพื่อให้พรรคและประชาชนสามารถตรวจสอบได้ 

 

เพราะผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าประชาธิปัตย์ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่  อยากจะเห็นทุกพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จริงๆ แต่เหลืออีกไม่กี่วันก็จะเลือกตั้งแล้ว ผมกลับได้ยินแต่ว่ามีการพูดว่าเรื่องคอร์รัปชันเป็นเรื่องวาทกรรม ไม่ใช่วาทกรรมแน่นอน ยังเป็นภัยร้ายของสังคมไทย และถ้าประชาธิปไตย ไม่สุจริต บ้านเมืองเราก็จะวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ หมดเวลาเกรงใจแล้วครับ