เมนูหลัก

เมนูย่อย

ข่าวสารพรรค

“วิสัยทัศน์” ของผู้สมัครชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์”

15 พ.ค. 2562 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคฯ ว่า

ท่านประธานสภาที่ปรึกษา ท่านอดีตหัวหน้าพรรค และพี่น้องชาวประชาธิปัตย์ที่เคารพรักทุกท่าน ผมรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมายืนอยู่ตรงนี้ในวันนี้ ผมร่วมอุดมการณ์กับพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างน้อย 33 ปี ถ้านับจากวันที่เป็นผู้แทนราษฎรครั้งแรกในปี 2529 และไม่นับรวมการเข้าร่วมกิจกรรมกับพรรคประชาธิปัตย์ก่อนหน้านั้น ทั้งในฐานะกรรมการบริหารพรรค และยุวประชาธิปัตย์ ขณะที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย

ผมเคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีมา 3 ครั้ง เป็นเลขาของท่านนายกฯ ชวน หลีกภัย ขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในช่วงปี 2531 ผมเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกตอนอายุ 36 อยู่ในทีมเศรษฐกิจของท่านนายกฯ ชวน มีท่านศุภชัย พานิชภักดิ์ ท่านธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ดร.สุรินทร์ (พิศสุวรรณ)  โดยมีผมเป็น 1 ในนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีครั้งแรก ท่านชวน ก็เลยแต่งตั้งให้ผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่อยู่มาได้แค่ 2 ปี เกิดปัญหา สปก. ที่กระทรวงเกษตรฯ สุดท้ายท่านก็เลยขอให้ผมเข้าช่วยแก้ปัญหาที่นั่น ผมก็เลยต้องย้ายไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในรัฐบาลชวน 1

พ้นจากรัฐบาลชุดนั้น ผมได้มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งในรัฐบาลท่านชวน 2 เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลการท่องเที่ยว หรือถ้าเรียกเป็นภาษาสากลเขาบอกว่าเป็นรัฐมนตรีท่องเที่ยว แล้วก็เป็นรัฐมนตรีกีฬา เข้าไปดูแลการแก้ปัญหายาเสพติด ผมเป็นรัฐมนตรีคนแรกที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลสำนักงานป้องกัน ปราบปรามการฟอกเงิน และ สคบ. คือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ประธานวิปรัฐบาลในรัฐบาลชวน 2 ยุคนั้นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ เหนือกว่าฝ่ายค้าน 18 เสียง แต่เราก็ทำหน้าที่ร่วมกับสมาชิกทุกคนอย่างเข้มแข็ง จนกระทั่งรัฐบาลผ่านวิกฤติต่างๆ จนกระทั่งสามารถอยู่ครบเทอม ขาดสัปดาห์เดียวยุบสภา เพราะท่านนายกฯ ชวน ไปประกาศว่าจะไม่อยู่ครบเทอม ผมสรุปอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลมา 3 ครั้งในสภาผู้แทนราษฎร ท่านทั้งหลายก็คงจำได้ และเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ปี 2546 ตอนท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ผมเรียนท่านทั้งหลายมายืดยาวไม่ใช่เพื่อจะบอกว่าผมเก่ง หรือผมดี แต่ที่ผมตั้งใจเรียนกับท่านทั้งหลายตรงนี้ก็เพื่อจะบอกกับพวกเราทุกคนว่า ผมมีวันนี้เพราะผมมีโอกาส และนี่คือสิ่งที่ผมตระหนักว่าโอกาสคือสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับพวกเราในที่นี้ทุกคน

สิ่งที่ผมอยากจะบอกต่อไปก็คือว่า ถ้าผมได้รับโอกาสเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผมจะหยิบยื่นสิ่งเหล่านี้ให้กับทุกคนที่ตั้งใจทำงาน ทุ่มเท และเสียสละ เพื่อพรรคประชาธิปัตย์ของเรา โดยไม่จำเป็นว่าท่านต้องอยู่ฝ่ายไหน หรือแม้แต่ต้องไปเป็นเด็กของใคร นี่คือสิ่งที่เป็นคำมั่นสัญญาประการหนึ่งที่ผมอยากกราบเรียนกับท่านทั้งหลายไว้เป็นการเบื้องต้น

มีหลายคนถามผมว่าแล้วถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์จะมีอะไรเปลี่ยนหรือไม่ ขอเรียนกับท่านทั้งหลาย ว่าประชาธิปัตย์ ถึงเวลาต้องเปลี่ยน แต่คำว่าเปลี่ยนที่ว่า ไม่ใช่สักแต่ว่าเปลี่ยน ประชาธิปัตย์ต้องเปลี่ยนอย่างมีวุฒิภาวะ

อะไรดีก็ต้องรักษาไว้ อะไรสมควรเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน 1. อุดมการณ์ต้องไม่เปลี่ยน อุดมการณ์ ระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องไม่เปลี่ยน อุดมการณ์ที่มุ่งมั่นตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำงานเพื่อประชาชนด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ต้องไม่เปลี่ยน ประชาธิปัตย์มีหัวหน้าพรรคมาแล้ว 7 คน หัวหน้าพรรคคนที่ 8 ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่นอกเหนืออุดมการณ์แห่งความซื่อสัตย์ สุจริตที่เรายึดมั่นอันนี้

นโยบาย วิสัยทัศน์ต้องเปลี่ยน เปลี่ยนเพื่อให้ทันกับโลก และเปลี่ยนเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน หรือที่ภาษาอังกฤษพวกเรารู้กัน Disruption ที่เกิดขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง นี่คือสิ่งที่เราจะต้องเตรียมการและมองไปข้างหน้า

ที่ต้องเปลี่ยนอีกอย่างหนึ่งคือระบบบริหารจัดการ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น ระบบ Big Data, AI จะต้องถูกนำมาใช้เพื่อรวบรวมข้อมูล เพื่อสังเคราะห์ วิเคราะห์ และประกอบการตัดสินใจทั้งในทางการบริหารและในทางการเมือง เพื่อเดินหน้าไปสู่ความทันสมัยในอนาคต

วิธีการทำงาน บุคลากรทีมงานต้องเปลี่ยน หมดยุค Superman ยุคต่อไป จะต้องเป็นยุคของ Avenger

Super Hero ทั้งหลายของพรรคประชาธิปัตย์ต้องมาร่วมไม้ร่วมมือ จับมือกันเป็นทีม Avenger ประชาธิปัตย์ เพื่อนำทัพประชาธิปัตย์เดินไปข้างหน้า คุณกรณ์ คุณอภิรักษ์ คุณพีระพันธุ์ บุคคลเหล่านี้จะเป็น 1 ใน Super Hero ของทีม Avenger ประชาธิปัตย์ในอนาคต

แต่แค่นี้ไม่พอครับ เพราะวันนี้ประชาธิปัตย์เหลือแค่ 52 คนเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต้องคิด ทำอย่างไรจะเป็น 53 เป็น 54 เป็น 100 เป็น 200 และมากกว่า 200 ในอนาคต คำตอบมีครับ คำตอบที่ว่าคือคำว่า ประชาธิปัตย์ต้องมีความเป็นเอกภาพ ภายใต้ความร่วมมือร่วมใจของพวกเราทุกคน ผมมั่นใจว่าประชาธิปัตย์สามารถที่จะก้าวเดินไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นในอนาคตได้

สุดท้ายผมมายืนอยู่ตรงนี้เพื่ออีกครั้งหนึ่ง มาขอโอกาสกับท่านทั้งหลาย และยืนยันมั่นใจกับทุกท่านในที่นี้ว่าการให้โอกาสผมในวันนี้คือการให้โอกาสประชาธิปัตย์

ผมพร้อมที่จะจับมือร่วมใจ ร่วมแรงกับทุกคนที่มุ่งมั่นตั้งใจ ทุ่มเทเพื่อพรรค พาพรรคประชาธิปัตย์ก้าวไปสู่ความเป็นหนึ่ง ทั้งรวมกันเป็นหนึ่ง และพาพรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นที่ 1 ในหัวใจของประชาชนในอนาคตครับ

นี่คือความในใจทั้งหมดของผมในวันนี้ ผมหวังว่าผมจะได้รับโอกาสจากทุกคน ขอบคุณครับ