เมนูหลัก

เมนูย่อย

วีดีโอ

“กรณ์ – อนุชา” แสดงวิสัยทัศน์ นโยบายเศรษฐกิจ ตลาดทุนไทย ภายใต้รัฐบาลหลังเลือกตั้ง

25 ม.ค.2562 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในงานสัมมนา นโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยภายใต้รัฐบาลหลังเลือกตั้ง ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทยว่า ใน 4 ปีข้างหน้า ต้องการจะเห็น 5 สิ่งที่ควรเกิดขึ้นประกอบด้วย 

1. อยากเห็นดัชนีตลาดหุ้นอยู่ที่ 2,500 ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาและเสียงปรบมือให้กับห้องประชุม นายกรณ์กล่าวว่าตัวเลขดัชนีดังกล่าวจะสะท้อนหลายด้านโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ 

2. มองว่าโอกาสของเศรษฐกิจไทยใน 4 ปีข้างหน้าจะมาจากกำลังซื้อของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นคู่ค้าของไทยที่สำคัญ สิ่งที่อยากเห็นในตลาดทุนคือสัดส่วนรายได้ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดทุนที่มาจากการค้ากับต่างประเทศภายใน 4 ปีข้างหน้าสูงเกินกว่า 50% หากทำได้เช่นนั้นจะทำให้บริษัทที่จดทะเบียนเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการปรับตัว และมีความสามารถในการเพิ่มขีดความสามารถในการค้าขายกับต่างประเทศ 

3. ในตลาดหลักทรัพย์ในอเมริกามีหุ้นที่ซื้อขายในตลาดเกี่ยวกับเทคโนโลยีมีมูลค่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งตลาดทุน ขณะที่ตลาดของไทยกลับมีสัดส่วนที่น้อยกว่า 7% ดังนั้นจึงอยากเห็นใน 4 ปีข้างหน้าคือ สัดส่วนบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในสัดส่วนที่สูงขึ้น 

4. รายชื่อบริษัทที่มีอำนาจผูกขาด ได้รับสัมปทาน หรือเป็นรัฐวิสาหกิจติดอันดับการซื้อขายสูงในตลาด ดังนั้นสิ่งที่อยากเห็นคือ ควรจะมีบริษัทที่ไม่อาศัยสิ่งเหล่านี้ในการสร้างมูลค่าให้กับบริษัทของตนเองมากขึ้น

5. อยากเห็นการใช้ฟินเทค (Fintech) เพิ่มขึ้นโดยการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถลงทุนเพื่อลดต้นทุนในการทำธุรกรรมด้านการลงทุน 

นอกเหนือจากนั้นยังอยากเห็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่ 2 ขึ้นมาเคียงข้างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยตลาดแห่งนี้อยากให้เป็นแหล่งซื้อขายสินทรัพย์ทางด้าน Cryptocurrencies ในรูปแบบของ Stablecoins เป็น token ที่อาศัยเทคโนโลยี blockchain เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปได้ลงทุนในรูปแบบที่แตกต่าง สอดคล้องกับยุคสมัย

สำหรับด้านเศรษฐกิจไทย การจะบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้เศรษฐกิจโดยรวมต้องมีการขยายตัวที่ดี ต้องมีการแข่งขันที่เป็นธรรม มีกฎเกณฑ์กติกาที่ชัดเจน รวมทั้งเปิดพื้นที่ ปรับกติกา กฎหมายเพื่อเอื้อต่อการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น โดยไทยต้องเป็นศูนย์กลางของ CLMV (ประเทศในกลุ่ม ASEAN ที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจโตต่อเนื่องและยังมีแร่ธาตุทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และยังมีค่าจ้างแรงงานไม่สูง) รวมทั้งไทยต้องเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจระดับครัวเรือนที่เข้มแข็ง นั่นหมายถึงมีการบริหารหนี้สินครัวเรือน และเพิ่มความสามารถในการออมซึ่งจะทำให้มีผลย้อนกลับมาที่ตลาดทุนด้วย 

นายกรณ์กล่าวว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้สอดคล้องกับพันธกิจ และนโยบายของพรรค ตามสโลแกน "แก้จน สร้างคน สร้างชาติ" พร้อมทั้งให้รายละเอียดว่า 

นโยบาย "แก้จน" เป็นนโยบายที่สะท้อนปัญหาปัจจุบัน โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่มีผลกระทบประชาชนรายได้น้อย พรรคประชาธิปัตย์เสนอวิธีการในการดูแลผู้มีรายได้น้อย ด้วยหลักการประกันรายได้ โดยหลักการนี้ทางพรรคฯ เคยใช้ในสมัยที่เป็นรัฐบาลให้กับกลุ่มเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่มันสำปะหลัง ไร่ข้าวโพด ในครั้งนี้ทางพรรคฯ จะนำแนวคิดเรื่องนี้มาใช้กับเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นพิเศษในช่วงที่ผ่านมา คือชาวสวนยาง และชาวสวนปาล์ม โดยวิธีนี้ได้มีการพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อการใช้เม็ดเงินงบประมาณ จึงมองว่าน่าจะเป็นวิธีที่จะใช้ในการประกันรายได้ให้กับผู้ใช้แรงงานด้วย ซึ่งในอดีตรัฐบาลจะใช้มาตรการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ที่ส่งผลต่อผู้ประกอบการในแง่ต้นทุนเพิ่มขึ้น 

ดังนั้นพรรคฯ จึงมองว่าหน้าที่ของรัฐควรดูแลให้คนไทยทุกคนมีรายได้ในระดับที่อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี และไม่ยุติธรรมหากผลักภาระทั้งหมดนี้ให้กับภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการในกลุ่ม SME ซึ่งก็กำลังประสบปัญหาอยู่เช่นกัน จึงจะนำแนวคิดการประกันรายได้ให้กับผู้ใช้แรงงานนี้มาเป็นนโยบายของพรรคฯ โดยมีการขีดเส้นรายได้ที่ปีละ 120,000 บาท หากแรงงานมีรายได้ต่ำกว่านี้รัฐจะออกส่วนต่างให้เช่นเดียวกับที่เคยดำเนินการมาแล้วกับกลุ่มเกษตรกร 

นอกจากนี้ทางพรรคฯ ยังมีนโยบายที่เกี่ยวกับปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ก็คือเรื่องที่ทำกิน ทางพรรคฯ จึงมีนโยบาย “โฉนดสีฟ้า” เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกินของตนเอง ซึ่งเป็นการสานต่อนโยบายโฉนดชุมชนที่พรรคฯ เคยได้ริเริ่มเอาไว้ในสมัยที่เป็นรัฐบาล และให้ความสำคัญกับแหล่งน้ำด้วย เพื่อเป็นการขยายพื้นที่ชลประทานให้ทั่วถึง เพื่อให้เกษตรกรในวันนี้มีแหล่งน้ำที่พึ่งได้ตลอดปี จึงพลิกวิธีดูแลการจัดหาแหล่งน้ำด้วยการกระจายอำนาจความรับผิดชอบและงบประมาณให้ชุมชนจัดการเอง ในโครงการ “กองทุนน้ำ” 

นโยบาย “สร้างคน” เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญที่เป็นตัวกำหนดว่าคนไทยในอนาคตจะสร้างตัวได้นั้นจะต้องอยู่ที่ความรู้ ซึ่งถือเป็นความเหลื่อมล้ำที่สำคัญก็คือการเข้าถึงการศึกษาที่มีมาตรฐานที่ดีอย่างทั่วถึง ดังนั้นนโยบายในเรื่องของการสร้างคนก็คือ นโยบายการศึกษา ที่ได้ประกาศไว้ 10 ข้อ ประกอบด้วย นโยบายเกิดปั๊บ รับสิทธิ์เงินแสน มาจากหลักคิดที่ว่าสังคมไทย และระบบการศึกษาไทยนี้ ได้ละเลยการดูแลเด็กแรกเกิดมานาน ทั้งๆ ที่ตามหลักวิชาการมีความชัดเจนว่าการลงทุนในช่วง 3-4 ปีแรกนั้น คุ้มค่าต่อเม็ดเงิน มากกว่าการลงทุนกับเด็กในวัยที่โตแล้ว แต่กลายเป็นว่ามีการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้น้อยมากจนเกือบไม่มีเลย และสังคมไทยโดยเฉพาะในพื้นที่อีสาน มีปัญหามากในสัดส่วนเด็กที่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ของตนเอง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการจัดงบประมาณให้มีนมให้ดื่ม ไม่ว่าจะเป็นการจัดให้มีสถานเลี้ยงเด็กที่ได้มาตรฐาน และคุณภาพ รวมไปถึงการพัฒนาในระดับประถม มัธยม นำไปสู่ระดับอุดมศึกษา ล้วนแล้วแต่เป็นชุดนโยบายที่มีความสำคัญ

สำหรับเรื่องของการเพิ่มทักษะให้กับเด็กไทยนั้น การทำให้เด็กไทย หรือคนไทยในอนาคตทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ จะทำให้เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งโอกาสในทางการพัฒนาเศรษฐกิจในอีกหลายปีข้างหน้ามาจากการพัฒนาเศรษฐกิจของคู่ค้าในต่างประเทศ หากไม่สามารถสื่อสารกับต่างประเทศได้จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นมาทันทีในแง่ของโอกาสจากการทำประโยชน์จากการพัฒนาที่เกิดขึ้น 

อีกมิติในเรื่องของการ “สร้างคน” ก็คือปัญหายาเสพติด ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่รุนแรง 80% ของคนไทยที่ติดคุก ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด และปัญหานี้ต้องมีการปฏิรูปวิธีการดำเนินการ ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นเกี่ยวกับบทบาทของเจ้าหน้าที่ ทางพรรคฯ จึงจะเพิ่มอำนาจให้ ปปส. ให้สามารถสอบสวน สั่งฟ้องได้ด้วยตัวเอง 

นโยบาย “สร้างชาติ” จะเป็นผลมากที่สุดมาจากการ “สร้างคน” แต่การสร้างชาติ ต้องหมายถึงการกระจายอำนาจ ทั้งในแง่การปกครอง โดยนโยบายของพรรคฯ จะครอบคลุมถึงการจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีการกระจายอำนาจในแง่การบริหารหน่วยงานราชการด้วย เช่นในเรื่องการศึกษา โดยหนึ่งในวิธีการแก้ปัญหาการศึกษาก็คือการกระจายอำนาจออกจากกระทรวงศึกษา ไปสู่โรงเรียน ให้มีสภาพเป็นนิติบุคคล บริหารจัดการงบประมาณ และกำหนดนโยบายการศึกษาของตนเองได้ แต่ต้องเป็นการกระจายวิธีการบริการประชาชนและการบริหารบ้านเมืองโดยรัฐด้วย 

เพราะฉะนั้นการที่โลกเปลี่ยนแปลงไปด้วยเทคโนโลยี ทำให้หลายๆ เรื่องที่ในอดีตทำไม่ได้ ในปัจจุบันกำลังมีการสนับสนุนโครงการ Gov Tech คือการที่รัฐและราชการเปิดโอกาสให้กับเจ้าของนวัตกรรมที่เป็นผู้ประกอบการ หรือ กลุ่ม Startup สามารถเสนอวิธีการที่จะให้บริการประชาชนได้โดยตรง ผ่านแอพลิเคชั่น ไม่จำเป็นต้องมาติดต่อที่ส่วนงานราชการเป็นต้น 

อีกเรื่องที่อยู่ในนโยบายสร้างชาติ ก็คือการกระจายความเจริญออกจากกรุงเทพมหานคร ในนโยบายการพัฒนา 10 มหานครของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะได้เตรียมนำเสนอต่อไป 

สำหรับเรื่องแนวทางเกี่ยวกับสังคมสูงวัยนั้น นายอนุชา บุรพชัยศรี รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และคณะกรรมการนโยบายของพรรคฯ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มองว่าฐานข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ จึงมีแนวคิดในการจัดทำฐานข้อมูลที่ไม่เพียงเฉพาะจำนวนประชากรผู้สูงอายุ 60 หรือ 65 ปีขึ้นไป แต่มีการลงรายละเอียดถึงการดูแลเฉพาะทาง เพื่อจัดหาสวัสดิการเพิ่มเติม เป็นแบบ Tailor – made ให้เหมาะสมกับความต้องการตามกลุ่มพื้นฐานของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม แทนที่จะออกนโยบายมาเพียงแบบเดียว 

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับศักยภาพและทักษะของผู้สูงอายุ โดยนายอนุชากล่าวว่าจากประสบการณ์ที่พบในต่างประเทศจะเห็นอาสาสมัครที่ไม่ใช่วัยรุ่น แต่เป็นผู้สูงอายุที่สมัครใจให้บริการประชาชน และนักท่องเที่ยว โดยได้รับค่าตอบแทน 

ขณะเดียวกันนายอนุชายังกล่าวถึง กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่ต้องการปลุกชีพขึ้น และเพิ่มสิทธิ์ให้กับผู้สูงอายุ เพื่อให้การออมในผู้สูงอายุมีความมั่นคงมั่งคั่งมากขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ทั้งสุขภาพ และอาหาร โดยทั้งหมดเป็นแนวนโยบายที่จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่จะเกิดขึ้นในระยะอันใกล้นี้ 

สำหรับคำถามสุดท้ายที่ถามเกี่ยวกับการสนับสนุนให้มีกองทุน LTF ต่อไปหรือไม่นั้น นายอนุชา ตอบว่า เรื่องใดที่เกี่ยวกับการออม พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วย เพราะเราเป็นพรรคการเมืองเดียว และพรรคการเมืองแรกที่เสนอกองทุนการออมแห่งชาติ ดังนั้นถ้าเป็นการออมในรูปแบบใดก็ตาม ไม่ว่าภาคเอกชนจะมีเครื่องมือใดๆ ที่สามารถออกมาเพื่อให้การออมเกิดความทันสมัย ซึ่งกองทุน LTF ก็สามารถปรับให้ทันสมัยกว่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการถือครอง 5 ปี หรือการนำไปใช้ลดภาษี ยังสามารถเพิ่มเติมด้วยการผูกกับ Infrastructure Fund ที่เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับประเทศได้ เพราะการนำเงินไปลงทุนภายในระยะเวลา 5 ปีนั้น โครงการก่อสร้างหลายโครงการก็ยังไม่แล้วเสร็จ หากนำสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่เข้าไปผูกทั้งเรื่องการออม และการลงทุน พร้อมทั้งสร้างความรู้ ความเข้าใจว่าการออมนี้เป็นการออมเพื่อการลงทุนที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนได้มากกว่าก็จะยิ่งเกิดผลดีต่อภาพรวมในการลงทุนของประเทศอีกด้วย